ชาวฟิลิปปินส์ชุมนุมประท้วงรัฐบาล กรณีคอร์รัปชันโครงการป้องกันอุทกภัย

ชาวฟิลิปปินส์มากกว่า 10,000 คนรวมตัวกันชุมนุมประท้วงในกรุงมะนิลา ฟิลิปปินส์ เมื่อ 30 พฤศจิกายน 2568 เพื่อขับไล่ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ รวมทั้งรองประธานาธิบดีซารา ดูเตอร์เต ออกจากตำแหน่ง เพื่อรับผิดชอบกรณีการคอร์รัปชันโครงการขนาดใหญ่ที่รัฐบาลระบุว่าจะก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อป้องกันอุทกภัยในประเทศ แต่ไม่มีความคืบหน้าและไม่มีการชี้แจง สำหรับแกนนำในการชุมนุมครั้งนี้ คือ กลุ่ม Kilusang Bayan Kontra-Kurakot หรือ KBKK กลุ่มประชาชนต่อต้านการคอร์รัปชัน เริ่มต้นการชุมนุมที่บริเวณ Luneta National Park จากนั้นเดินขบวนไปยังทำเนียบประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ พร้อมชูป้ายเรียกร้องให้ประธานาธิบดีและนักการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตลาออกจากตำแหน่ง รวมทั้งเปรียบเทียบนักการเมืองว่าเป็นจระเข้ กลุ่ม KBKK คาดว่ามีผู้ร่วมการชุมนุมขับไล่รัฐบาลประมาณ 20,000 คน เป้าหมายเพื่อให้นักการเมืองและผู้นำประเทศแสดงความรับผิดชอบกรณีมีข้อมูลว่า รัฐบาลเสนอตั้งงบประมาณมหาศาลเพื่อดำเนินการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานป้องกันอุทกภัย แต่ไม่มีความคืบหน้า รวมทั้งล้มเหลวในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงปี 2568 เนื่องจากฟิลิปปินส์เผชิญพายุไต้ฝุ่นรุนแรงหลายครั้ง และมีรายงานผู้เสียชีวิตจำนวนมาก เจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคงวางกำลังควบคุมสถานการณ์การชุมนุมไม่ให้มีความรุนแรง โดยใช้กำลังประมาณ 12,000 นาย ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีคนสำคัญของรัฐบาลประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ จำนวน 2 คน…

อุทกภัยในศรีลังกามีผู้เสียชีวิตมากกว่า 40 ราย

สถานการณ์ภัยพิบัติในปี 2568 ส่งผลกระทบรุนแรงต่อความปลอดภัยของมนุษย์ โดยนอกจากสถานการณ์อุทกภัยในประเทศไทยหลายพื้นที่ มีรายงานอุทกภัยรุนแรงในอินโดนีเซีย เนื่องจากฝนตกหนักสะสมในเขตสุมาตราเหนือ ทำให้รัฐบาลต้องเร่งอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ รวมทั้งอุทกภัยในฟิลิปปินส์ที่เสี่ยงสั่นคลอนความมั่นคงของรัฐบาล ล่าสุด มีรายงานสถานการณ์อุทกภัยในศรีลังกา เมื่อ 27 พฤศจิกายน 2568 สาเหตุหลักมาจากฝนตกหนัก ทำให้เกิดเหตุดินถล่มและน้ำท่วมฉับพลันในภูมิภาค Badulla และ Nuwara Eliya ทางตอนกลางของประเทศ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 47 ราย สูญหาย 21 ราย ทั้งนี้ ศรีลังกาเผชิญสภาวะอากาศไม่แน่นอนและฝนตกหนักตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้อ่างเก็บน้ำและเขื่อนไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำฝนได้ อุทกภัยทำให้ไม่สามารถสัญจรระหว่างเมืองได้ตามปกติ โดยเฉพาะรถไฟซึ่งรางรถไฟจำนวนมากถูกโคลนถล่มและน้ำท่วม ปัจจุบันรัฐบาลใช้เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจเข้าช่วยเหลือประชาชนที่ติดอยู่ตามที่อยู่อาศัย ศรีลังกาเผชิญอุทกภัยและเหตุดินถล่มบ่อยครั้ง เนื่องจากมีภูมิศาสตร์ตั้งอยู่ในเขตมรสุม และได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศโลกแปรปรวน เมื่อมิถุนายน 2567 เผชิญอุทกภัยรุนแรงและฉับพลันทำให้มีผู้เสียชีวิต 26 ราย ส่วนเหตุการณ์ที่รุนแรงและมีผู้เสียชีวิตมากที่สุดคืออุทกภัยเมื่อปี 2546 มีรายงานผู้เสียชีวิต 254 ราย สถานการณ์อุทกภัยและภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้นในปี 2568 อาจเป็นสัญญาณว่าทั่วโลกควรให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับการทบทวนแผนการตอบสนองกับความท้าทายด้านความมั่นคงที่จะเกิดขึ้นจากภัยพิบัติ รวมทั้งการประเมินสถานการณ์ล่วงหน้า การแจ้งเตือน และการฝึกซ้อมเพื่อบรรเทาความรุนแรงและผลกระทบเมื่อเผชิญวิกฤต แม้ว่าภัยพิบัติต่าง ๆ จะเป็นเรื่องที่คาดการณ์ยาก…

สหรัฐฯ อาจทบทวนการให้สิทธิพลเมืองแก่บุคคลจาก 19 ประเทศ

รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศเมื่อ  28 พฤศจิกายน 2568 ว่าจะทบทวนการให้สิทธิพลเมืองอเมริกัน หรือ green card แก่บุคคลที่มาจาก 19 ประเทศ ได้แก่ เมียนมา ลาว อัฟกานิสถาน อิหร่าน ลิเบีย โซมาเลีย ซูดาน เยเมน ชาด สาธารณรัฐคองโก เอริเทีย เฮติ กินี บุรุนดี โตโก เซียราลิโอน คิวบา เวเนซุเอลา และเติร์กเมนิสถาน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในสังคมอเมริกัน โดยคำสั่งดังกล่าวมีขึ้นหลังจากเกิดเหตุชาวอัฟกานิสถานที่ได้รับสิทธิให้พำนักในสหรัฐฯ ก่อเหตุยิงเจ้าหน้าที่กองกำลังป้องกันชาติของสหรัฐฯ ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.เมื่อ 27 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นภัยคุกคามต่อชาติอย่างมาก พร้อมทั้งกล่าวโทษว่าเหตุการณ์นี้เป็นผลลัพธ์จากการที่รัฐบาลพรรคเดโมแครตรับผู้อพยพและบุคคลจากประเทศที่มีการก่อการร้ายจำนวนมากเกินไป หน่วยงานภาครัฐสหรัฐฯ ยังไม่ยืนยันว่ามาตรการดังกล่าวเป็นผลจากเหตุยิงเจ้าหน้าที่กองกำลังป้องกันชาติ แต่ย้ำว่าเป็นมาตรการต่อเนื่องจากคำสั่งของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อ มิถุนายน 2568 ที่ให้เข้มงวดตรวจสอบบุคคลจาก 19 ประเทศดังกล่าวที่ต้องการเดินทางเข้าสหรัฐฯ เพื่อปกป้องความมั่นคงและปลอดภัยให้ชาวอเมริกัน เนื่องจากพบว่าบุคคลจาก 19…

สื่อต่างประเทศติดตามผลกระทบจากกรณีน้ำท่วมในภาคใต้ของไทย

สื่อต่างประเทศเมื่อ 27-28 พฤศจิกายน 2568 ยังติดตามรายงานสถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ของไทย แต่รายงานสถานการณ์ลดลง  และเพิ่มรายงานการอ้างสื่อไทยถึงความเสียหายทางเศรษฐกิจที่ไทยจะได้รับ ซึ่งรวมทั้งการท่องเที่ยว ขณะที่เว็บไซต์เกี่ยวกับการท่องเที่ยวให้ข้อมูลเชิงบวกต่อการท่องเที่ยวไทยว่า การเดินทางไปท่องเที่ยวไทยในภาคใต้ในจังหวัดที่น้ำไม่ท่วม ยังทำได้  เช่น ภูเก็ต และกระบี่ นอกจากนี้ สายการบินในประเทศยังทำการบินเป็นปกติเหมือนเคย ขณะที่กรมทางหลวงไทยออกประกาศเส้นทางที่สามารถเดินทางได้ สื่อต่างประเทศรายงานความสูญเสียจากภาวะน้ำท่วมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยรวมด้วย ทั้งไทย เวียดนาม อินโดนีเซียและมาเลเซีย ซึ่งมีผู้เสียชีวิตในไทย และเวียดนาม ขณะที่มาเลเซียไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต รวมทั้งมีรายงานการเร่งการฟื้นฟูของไทย เฉพาะอย่างยิ่งถนน ไฟฟ้า และน้ำประปา ขณะที่สื่ออินเดียนอกจากรายงานสถานการณ์น้ำท่วมแล้ว ยังรายงานเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในภาคใต้ของไทยที่การจองถูกยกเลิก แม้ภาวะน้ำท่วมในภาคใต้จะเกิดขึ้นเป็นการชั่วคราว ด้านเฟซบุ๊กสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เมื่อ 27 พฤศจิกายน 2568 โพสต์แสดงความเสียใจและความห่วงใยต่อสถานการณ์อุทกภัยรุนแรงในประเทศไทย พร้อมระบุว่าจีนพร้อมให้การสนับสนุน และความช่วยเหลืออย่างเต็มความสามารถ ขอให้ประชาชนชาวไทยสามารถผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ได้โดยเร็ว และฟื้นฟูบ้านเรือนกลับคืนสู่ภาวะปกติ อย่างไรก็ดี ยังไม่มีการวิเคราะห์จากต่างประเทศที่ชี้ให้เห็นว่าไทยได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอย่างรุนแรงในภาคใต้ครั้งนี้ แต่ได้มีการอ้างรายงานจากสื่อไทยว่าจำนวนของผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วม ซึ่งรวมทั้งที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ประมาณ 30-กว่า 100 คน  ประชาชนได้รับผลกระทบทั้ง 10-12 จังหวัดเกือบ 3 ล้านคน…

จีนเผยแพร่สมุดปกขาวเรื่องการควบคุมอาวุธ

สำนักงานข้อมูลสภาแห่งรัฐจีน เมื่อ 27 พฤศจิกายน 2568 เผยแพร่สมุดปกขาวเรื่อง “China’s Arms Control, Disarmament, and Nonproliferation in the New Era” เนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับนโยบายของจีนที่จะไม่แพร่กระจายและควบคุมอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง เพื่อลดความขัดแย้งและเพิ่มความไว้วางใจระหว่างประเทศ โดยย้ำว่ารัฐบาลจีนมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการควบคุมอาวุธทั่วโลกมาโดยตลอด และมีจุดยืนที่เน้นสร้างสันติภาพ การพัฒนาระหว่างประเทศ การปฏิบัติตามระเบียบโลก และการดำเนินการตามเป้าหมายของสหประชาชาติ (UN) พร้อมกันนี้ จีนเรียกร้องให้ประเทศอื่น ๆ ให้ความสำคัญกับการควบคุมอาวุธเช่นกัน ทั้งอาวุธนิวเคลียร์ อาวุธชีวภาพ อาวุธเคมีและอาวุธประเภทอื่น ๆ การเผยแพร่สมุดปกขาวดังกล่าวเป็นผลดีต่อรัฐบาลจีนที่จะทำให้ทั่วโลกเห็นว่าจีนสนับสนุนบทบาทของ UN ให้เป็น กลไกกลางของโลกที่จะควบคุมการแพร่กระจายอาวุธ และจีนพร้อมจะให้ความร่วมมือกับประเทศที่สนับสนุนแนวทางดังกล่าวด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ยังเป็นการย้ำว่าจีนต้องการสร้างสันติภาพ และให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาลระดับโลก หรือ global governance ซึ่งเป็นหลักคิดที่จีนพยายามนำเสนอผ่าน Global Governance Initiative ให้ทั่วโลกยอมรับการปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ ให้อำนาจแก่องค์กรระหว่างประเทศอย่าง UN และยอมรับขั้วอำนาจโลกแบบพหุภาคี (multilateralism) สมุดปกขาวฉบับนี้เผยแพร่ในช่วงเวลาครบรอบ 80 ปี…

ไต้หวันเพิ่มงบประมาณป้องกันดินแดน 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

หลังจากการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ เมื่อ 26 พฤศจิกายน 2568 ประธานาธิบดี Lai Ching-te ของไต้หวัน ประกาศเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมจำนวน 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ระหว่างปี 2569-2576 เพื่อรับมือกับการข่มขู่และคุกคามจากภายนอก เฉพาะอย่างยิ่งจากจีน โดยประธานาธิบดีไต้หวันระบุว่า ไต้หวันจะไม่ผ่อนปรนหากเป็นเรื่องความมั่นคง พร้อมย้ำว่าไต้หวันไม่ได้ต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ หรือต้องเลือกระหว่างการรวมชาติกับการเป็นเอกราช แต่ไต้หวันจะปกป้องไต้หวันที่เป็นประชาธิปไตย และไม่ตกเป็นของจีน นอกจากนี้ ผู้นำไต้หวันยังส่งสัญญาณว่าสหรัฐฯ จะให้ความร่วมมือและสนับสนุนไต้หวันเรื่องการซื้อ-ขายอาวุธด้วย สำหรับการเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันดินแดนดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยจะเน้นการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อป้องกันประเทศมากขึ้น และให้กองทัพไต้หวันมีความพร้อมรับมือกรณีกองทัพจีนโจมตีไต้หวันในปี 2570 ซึ่งเป็นห้วงเวลาที่สหรัฐฯ คาดการณ์ว่าจีนจะโจมตีไต้หวันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการรวมชาติ ผู้นำไต้หวันระบุว่าความเคลื่อนไหวด้านการทหารของจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างแข็งกร้าว รวมทั้งปฏิบัติการโฆษณาชวนเชื่อการจารกรรม และการแทรกแซงกิจการภายในจากรัฐบาลจีน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไต้หวันต้องเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม นอกจากนี้ ผู้นำไต้หวันระบุว่าสิ่งที่กังวลที่สุด ไม่ใช่ความเคลื่อนไหวทางการทหารของจีน แต่เป็นการที่ชาวไต้หวันยอมแพ้ ดังนั้น จึงกล่าวย้ำว่าไต้หวันจำเป็นต้องเตรียมพร้อมด้านการทหารและความมั่นคงเพื่อต่อต้านจีน ขณะเดียวกัน ชาวไต้หวันต้องไม่ยอมรับหลักการ “หนึ่งประเทศสองระบบ” ที่จีนเสนอ สหรัฐฯ มีท่าทีตอบรับการตัดสินใจเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันดินแดนของไต้หวัน โดยนาย Raymond Greene ผู้อำนวยการสถาบันสหรัฐฯ ประจำไต้หวันให้ความเห็นว่าการเพิ่มงบประมาณเป็นขั้นตอนสำคัญที่ส่งเสริมความแข็งแกร่งของกองทัพและหน่วยความมั่นคง ตลอดจนเป็นผลดีต่อการสร้าวบรรยากาศสันติภาพในช่องแคบไต้หวัน…

จาการ์ตาเป็นเมืองใหญ่อันดับ 1 ของโลก แทนกรุงโตเกียวของญี่ปุ่น

สหประชาชาติเผยแพร่รายงานการคาดการณ์แนวโน้มการขยายตัวของเมืองทั่วโลก ประจำปี 2568 หรือ The World Urbanization Prospects 2025 เพื่อประเมินสถานการณ์การพัฒนาและการขยายเมืองและชนบทในประเทศต่าง ๆ ซึ่งสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการจัดทำนโยบายการบริหารจัดการความมั่นคงเมือง (urban security) รวมทั้งการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรในพื้นที่ต่าง ๆ ได้ โดยสหประชาชาติ (UN) จัดทำรายงานดังกล่าวเป็นประจำทุกปี ครอบคลุมการศึกษาข้อมูลเชิงเปรียบเทียบและการคาดการณ์แนวโน้มการขยายตัวของเมืองระหว่างปี 2493-2593 โดยในปี 2568 นี้ มีการใช้วีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงภูมิสารสนเทศ (geospatial methodology) ในการศึกษาและจัดทำข้อมูลเป็นครั้งแรก ในภาพรวมพบว่า เมืองขยายตัวอย่างรวดเร็วทั่วโลก และเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรโลกร้อยละ 45 หรือประมาณ 8,200 ล้านคน และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น สะท้อนว่าประชากรโลกเคลื่อนย้ายที่อยู่อาศัยไปอยู่ในเมืองมากกว่าชนบท ภูมิภาคเอเชียมีแนวโน้มจะเกิดเมืองที่มีลักษณะ “Megacities” หรือเมืองที่มีประชากรอาศัยอยู่มากกว่า 10 ล้านคน และปัจจุบัน กรุงจาการ์ตาของอินโดนีเซีย ถือว่าเป็นเมืองใหญ่อันดับ 1 ของโลก แทนที่กรุงโตเกียวของญี่ปุ่น เนื่องจากมีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นที่สุดที่ประมาณ 42 ล้านคน ตามด้วยกรุงธากา เมืองหลวงของบังกลาเทศ ที่เป็นเมืองใหญ่และมีประชากรหนาแน่นที่ประมาณ…

สื่อต่างประเทศสนใจรายงานสถานการณ์น้ำท่วมไทย

สื่อต่างประเทศ จากฝั่งตะวันตก เช่น สหรัฐฯ และยุโรป สื่อตะวันออกกลาง และสื่อเอเชีย เช่น สื่อจีน และสิงคโปร์ เมื่อ 24-25 พฤศจิกายน 2568 รายงานเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในภาคใต้ของไทยไปในทิศทางเดียวกันว่า ภาคใต้ของไทยเผชิญภาวะน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุด เฉพาะอย่างยิ่งที่นครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา แต่จังหวัดอื่น ๆ อีก 9 จังหวัด เช่น สุราษฎร์ธานี นราธิวาส ปัตตานี พัทลุง และตรัง ก็เผชิญกับภาวะน้ำท่วมเช่นกัน สื่อที่รายงานส่วนใหญ่เน้นการรายงานภาวะน้ำท่วมและการช่วยเหลือที่นครหาดใหญ่ ขณะที่สื่อจีนรายงานเพิ่มเติมว่า เวียดนามและมาเลเซียก็ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมเช่นกัน สื่อต่างประเทศยังรายงานถึงความพยายามของภาครัฐ และทหารเรือที่พยายามที่จะเข้าไปช่วยเหลืออย่างหนัก รวมทั้งบทบาทของมูลนิธิ และ influencer แต่อุปสรรคสำคัญก็คือ การที่มีฝนตกหนักอยู่ตลอดเวลา และระบบการสื่อสารที่ไม่เอื้ออำนวย ทำให้ความช่วยเหลือประชาชนไม่สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว แม้ทุกฝ่ายจะพยายามอย่างหนัก ประกอบกับมีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมาก เฉพาะอย่างยิ่งจากมาเลเซีย ที่คาดว่ามีประมาณ 4,000 คน สื่อรายงานด้วยว่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ในชั้นนี้ทางไทยยังไม่มีการประเมินตัวเลขเศรษฐกิจที่ชัดเจน แต่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบมีมากกว่า 2 ล้านคน แต่คาดว่าจะกระทบต่อเศรษฐกิจในวงจำกัด เนื่องจากเชื่อว่าระบบความช่วยเหลือของรัฐบาลในการฟื้นฟูจะหลั่งไหลเข้าไปในพื้นที่ทางภาคใต้…

 กัมพูชาเลือกที่จะเข้าใกล้ชิดกับสหรัฐฯ มากขึ้น

  การดำเนินนโยบายของกัมพูชาในเวทีระหว่างประเทศในห้วงนี้ ทำให้นักวิเคราะห์จับตามองอย่างใกล้ชิดว่าจะเอนเอียงไปข้างไหน ? ……ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน คำตอบก็คือว่ายังอยู่กับข้างจีนแน่ ๆ เพราะต้องพึ่งพาการลงทุนจากจีน รับความช่วยเหลือจากจีน พึ่งพายุทโธปกรณ์ และการทหาร รวมทั้งรายได้จากการท่องเที่ยวก็ยังมาจากนักท่องเที่ยวจีน แต่ห้วงนี้เกิดอะไรขึ้น กัมพูชาทำอะไรให้สหรัฐฯ ถูกใจ จนทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยกเลิกการคว่ำบาตรด้านอาวุธให้กับกัมพูชา และคำถามต่อไปก็คือ แล้วจีนจะยอมปล่อยให้กัมพูชาเข้าไปอยู่ในอ้อมอกสหรัฐฯ หรือไม่ ……คำตอบชัดเจนเลยว่า “ไม่” ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า ….การดึงกัมพูชาออกจากจีน รวมทั้งลดทอนการพึ่งพาจีนของกัมพูชา และประเทศอื่น ๆ  ในเอเชียตะวันออกฉียงใต้ คือการดำเนินยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ที่ต้องการสกัดไม่ให้จีนไม่เติบโตอย่างรวดเร็ว และแข็งแกร่งเกินไป จนขึ้นมาท้าทายสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้ที่สหรัฐฯ คุมด้านความมั่นคงอยู่ จนส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ด้านการค้า การลงทุน และการคุมเส้นทางขนส่งทางทะเลของสหรัฐฯ ขณะที่ผลประโยชน์ที่จีนจะได้จากกัมพูชามีมากมาย เช่น เป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล เป็นเส้นทางเลือกที่จีนจะออกทะเลทางอ่าวไทยจากการเข้าไปลงทุนในท่าเรือ เช่น ฐานทัพเรือเรียม ท่าเรือสีหนุวิลล์ และท่าเรือดาราสาคร  หรือเส้นทางถนนทางบก อาจช่วยจีนขนส่งยุทโธปกรณ์ยามที่จีนคับขัน หากเข้าสู่สงคราม การที่กัมพูชาเข้าใกล้รัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์ 2.0 ของ แม้ไม่ทำให้กัมพูชาออกจากอิทธิพลจีน แต่ก็สะท้อนถึงความพยายามที่จะลดการพึ่งพาจีนลงบ้าง…

สหรัฐฯ เดินหน้าผลักดันข้อตกลงสันติภาพรัสเซีย-ยูเครน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ยังเดินหน้าแสดงบทบาทการเป็นผู้นำโลกด้านการสร้างสันติภาพและยุติความขัดแย้ง โดยในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เน้นแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและสงครามรัสเซีย-ยูเครน ด้วยการเสนอข้อตกลงสันติภาพ ซึ่งประกอบด้วยข้อเสนอ 28 ประการเพื่อยุติสงคราม ให้กับรัสเซียและยูเครนพิจารณาใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างกัน ซึ่งสหรัฐฯ อ้างว่ารัสเซียเห็นด้วยกับข้อตกลงดังกล่าวแล้ว ผ่านการหารือกันเมื่อห้วง ตุลาคม 2568 อย่างไรก็ดี ข้อตกลงสันติภาพของผู้นำสหรัฐฯ มีแนวโน้มจะเผชิญความท้าทายและอาจล้มเหลว เนื่องจากยูเครนมีท่าทีไม่เห็นด้วย แม้ว่าข้อตกลงจะกล่าวถึงการค้ำประกันความมั่นคงให้ยูเครน แต่ข้อเสนอส่วนหนึ่งระบุว่ายูเครนต้องยอมรับให้แคว้นทางฝั่งตะวันออก เช่น แคว้นดอนบาส ศูนย์กลางด้านอุตสาหกรรมของประเทศ และแคว้นลูฮันสก์ ไปอยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของรัสเซีย รวมทั้งให้ยูเครนลดขนาดกองทัพ ขณะที่บรรยากาศความมั่นคงในภูมิภาคยุโรปกำลังตึงเครียด เพราะมีรายงานพบปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียนอกพื้นที่ยูเครนบ่อยครั้ง ทำให้หลายประเทศในยุโรปไม่สนับสนุนการทำข้อตกลงสันติภาพ เนื่องจากจะเป็นข้ออ้างที่รัสเซียใช้ในการเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อรัสเซีย รัฐบาลสหรัฐฯ ยังพยายามผลักดันข้อตกลงดังกล่าวต่อไป โดยมีการหารือโดยตรงกับยูเครนเมื่อ 23 พฤศจิกายน 2568 ที่เจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ จากนั้นนายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ชี้แจงว่าข้อตกลงเป็นเพียงข้อเสนอ ดังนั้นจึงสามารถปรับเปลี่ยนเนื้อหาให้ตรงกับความต้องการของทั้ง 2 ฝ่ายได้ ซึ่งปัจจุบันสหรัฐฯ ให้ยูเครนพิจารณาข้อเสนอแรกถึง 27 พฤศจิกายน 2568 เพื่อทบทวนและแก้ไขรายละเอียดต่อไป ด้านประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ ซเลนสกี…