มาเลเซียจะห้ามเยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปี ใช้สื่อสังคมออนไลน์

การใช้สื่อสังคมออนไลน์ หรือ Social Media เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้และพัฒนาทักษะต่าง ๆ ของเยาวชน ตลอดจนทำให้ประชาชนสามารถติดตามข่าวสารที่หลากหลายได้ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสื่อสังคมออนไลน์มีหลากหลายและผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ส่วนใหญ่ยังไม่ได้ควบคุมหรือกำหนดเกณฑ์ผู้ใช้งานอย่างเข้มงวดเพื่อให้มีเนื้อหาที่เหมาะสม ทำให้เกิดความท้าทายในการเฝ้าระวังไม่ให้การใช้สื่อสังคมออนไลน์กลายเป็นภัยคุกคามหรืออันตรายต่อประชาชน รัฐบาลหลายประเทศเริ่มพิจารณามาตรการควบคุมการใช้สื่อสังคมออนไลน์ โดยกำหนดให้เป็นกฎหมายหรือระเบียบในประเทศ ล่าสุด รัฐบาลมาเลเซียประกาศเมื่อ 23 พฤศจิกายน 2568 ว่ามีแผนจะห้ามเยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปี ใช้สื่อสังคมออนไลน์ โดยจะเริ่มมาตรการดังกล่าวในปี 2569 เป้าหมายเพื่อควบคุมการใช้สื่อสังคมออนไลน์และป้องกันเยาวชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อการคุกคามทางไซเบอร์ (cyberbullying) การหลอกลวงทางไซเบอร์ (scam) และอาชญากรรมอื่น ๆ เฉพาะอย่างยิ่งการค้าประเวณี การค้ามนุษย์ และการล่อลวงให้เสพยาเสพติด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสารของมาเลเซียสนับสนุนมาตรการดังกล่าว พร้อมกับย้ำว่า รัฐบาลและสังคมมาเลเซียควรร่วมมือกันทำให้การใช้สื่อสังคมออนไลน์ปลอดภัย โดยเฉพาะต่อเยาวชน เนื่องจากเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะตกเป็นเหยื่อภัยคุกคามทางไซเบอร์ ทั้งนี้ รัฐบาลมาเลเซียศึกษารูปแบบการบังคับใช้มาตรการดังกล่าว และการออกกฎหมายควบคุมอายุผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์จากออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประเทศแรกของโลกที่จะใช้มาตรการควบคุมการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในกลุ่มเยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปี โดยจะเริ่มใช้ใน 10 ธันวาคม 2568 ซึ่งแอปพิลเคชันที่จะอยู่ภายใต้มาตรการควบคุม ได้แก่ Facebook, Instagram, Snapchat, Threads, TikTok,…

การหลอกลวงออนไลน์ที่เชื่อมโยงกับกัมพูชาในญี่ปุ่นถูกขุดคุ้ย

ญี่ปุ่นเป็นประเทศหนึ่งในหลาย ๆ ประเทศ ที่ได้รับผลกระทบจากการหลอกลวงออนไลน์ที่เชื่อมโยงกับกัมพูชา เฉพาะอย่างยิ่งจากบริษัท Prince Holding Group ที่นายเฉิน จื้อ เป็นประธานบริษัท โดยมีสำนักงานใหญ่ที่กัมพูชา และมีฐานธุรกิจ scam ในกัมพูชามากกว่า 10 แห่ง  โดยบริษัทดังกล่าวใช้ญี่ปุ่นเป็นแหล่งฟอกเงินที่ได้มาจากธุรกิจผิดกฎหมาย ส่วนชาวญี่ปุ่นก็ถูกหลอกลวงไปทำธุรกิจผิดกฎหมายที่กัมพูชา เพื่อให้กลับมาหลอกลวงชาวญี่ปุ่นด้วยกันเอง บริษัทที่ Prince Holding Group เข้าไปลงทุนในญี่ปุ่น ตั้งแต่เมื่อปี 2565 ตามที่สื่อญี่ปุ่นรายงานเมื่อ กลางพฤศจิกายน 2568 มีอย่างน้อย 3 บริษัท โดยเข้าไปทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น บริษัทที่ปรึกษา Prince Japan  และบริษัทอสังหาริมทรัพย์ Canopy Sands Development Japan Co. เฉพาะอย่างยิ่งบริษัท Canopy Sands Development Japan Co.นี้ สถานเอกอัครราชทูตกัมพูชาในญี่ปุ่นเคยได้โพสต์แนะนำบริษัทว่าอยู่ในเครือของ Prince…

ผู้นำบราซิลเผชิญความท้าทายในการประชุม COP30

ประธานาธิบดี Luiz Inacio Lula da Silva ของบราซิลเผชิญความท้าทายในการโน้มน้าวประเทศที่เข้าร่วมการประชุม COP30 หรือการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 30 ให้ร่วมกันรับรองแผนการเปลี่ยนรูปแบบพลังงาน จากพลังงานฟอสซิลไปเป็นพลังงานสะอาด และการตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนให้ประเทศต่าง ๆ แก้ไขปัญหาโลกร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สาเหตุสำคัญเนื่องจากหลายประเทศที่เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ ไม่เห็นด้วยกับการให้คำมั่นว่าจะต้องปฏิบัติตามแผนงานหรือ roadmap ที่ไม่ยุติธรรม เพราะสหรัฐฯ ไม่ได้รับรองด้วย เนื่องจากจะไม่ส่งผู้แทนเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ หรือแม้กระทั่งอินเดีย ซึ่งมีผู้แทนเข้าร่วมการประชุมดังกล่าว ก็คัดค้านว่าแผนงานทั้ง 2 ประเด็นยังไม่สร้างแรงกดดันมากพอให้ประเทศที่พัฒนาแล้วร่วมมือหรือช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา ดังนั้น อินเดียจึงเสนอให้แต่ละประเทศมีแผนงานเป็นของตัวเอง มากกว่าต้องดำเนินการตามแผนงานของนานาชาติ การที่ประเทศทั่วโลกมีความพร้อมแตกต่างกัน ทั้งด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ทำให้บราซิลและองค์กรระหว่างประเทศเผชิญความท้าทายในการหาแนวปฏิบัติร่วมที่จะให้นานาชาติร่วมมือกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมโลกที่เกิดจากสภาพอากาศแปรปรวนและอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นอย่างน่ากังวล แม้ว่าจะมีรายงานของนักวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันแล้วว่าปัญหาโลกร้อนกำลังทวีความรุนแรงอย่างมาก แต่ประเทศต่าง ๆ ก็ยังหาข้อตกลงร่วมกันไม่ได้ เพราะมีมุมมองต่างกันเรื่องการพัฒนา ความยุติธรรม ความรับผิดชอบ และความเท่าเทียม การประชุม COP30 ที่บราซิลจะสิ้นสุดลงใน 21 พฤศจิกายน 2568 นี้มีแนวโน้มว่าอาจไม่สามารถบรรลุข้อตกลงใหม่ ๆ ที่มีพลังอำนาจมากพอจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้พลังงานฟอสซิล หรือการกำหนดให้ประเทศที่พัฒนาแล้วเพิ่มงบประมาณช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา แต่อย่างน้อย…การประชุม COP30 ก็ทำให้มีการเปิดเผยข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์จำนวนมากที่สะท้อนว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นภัยคุกคามต่อมนุษยชาติ…

การเปิดแฟ้มคดีเจฟฟรีย์ เอปสไตน์ ผลกระทบต่อการเมืองสหรัฐฯ

ประเด็นการเปิดแฟ้มคดีนายเจฟฟรีย์ เอปสไตน์ นักการเงินชาวอเมริกันที่เกี่ยวข้องกับการค้าประเวณีและล่วงละเมิดทางเพศเด็ก เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่เหยื่อ กำลังได้รับความสนใจจากชาวอเมริกันและสื่อมวลชนต่างประเทศ เพราะคาดว่านักการเมืองและผู้ทรงอิทธิพลของสหรัฐฯ อาจเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว รวมทั้งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งก่อนหน้านี้คัดค้านการเปิดเผยข้อมูลคดีนี้ และกล่าวโทษว่าพรรคเดโมแครตพยายามใช้ประเด็นนี้ทำลายภาพลักษณ์ทางการเมืองของตน อย่างไรก็ตาม เมื่อ 19 พฤศจิกายน 2568 ประธานาธิบดีทรัมป์ลงนามในคำสั่งอนุมัติให้เปิดเผยแฟ้มคดีดังกล่าวแล้ว ซึ่งจะเปิดทางให้กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ รวมทั้งสำนักงานสอบสวนกลาง (FBI) เผยแพร่เอกสารที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมของนายเอปสไตน์ต่อสาธารณชนภายใน 30 วัน ทำให้มีโอกาสสูงที่เอกสารดังกล่าวจะพาดพิงไปถึงนักการเมือง ผู้ทรงอิทธิพล รวมทั้งประธานาธิบดีทรัมป์ ที่เคยเป็นเพื่อนสนิทกับนายเอปสไตน์ แม้ว่านายเอปสไตน์ จะเสียชีวิตไปแล้วเมื่อปี 2562 แต่การเปิดเผยข้อมูลคดีอาชญากรรมที่เกี่ยวกับเด็กและเรื่องอื้อฉาวเป็นเรื่องที่ฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ ทั้งพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันเห็นพ้องกันว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อความโปร่งใสในการสอบสวนและให้ความเป็นธรรมต่อเหยื่อ จึงมีการผลักดันรัฐบัญญัติ The Epstein Files Transparency Act ที่จะกำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปิดเผยข้อมูลที่อาจเป็นหลักฐานในการดำเนินคดีต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมของนายเอปสไตน์ได้ สาเหตุที่ชาวอเมริกันให้ความสนใจประเด็นนี้อย่างมาก เพราะปัจจุบันมีเพียงนายกิสเลน แม็กซ์เวลล์ ผู้สมรู้ร่วมคิดของนายเอปสไตน์ที่ถูกดำเนินคดี นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์เคยใช้ประเด็นนี้หาเสียงในช่วงการเลือกตั้งว่าจะเปิดเผยแฟ้มคดีดังกล่าว เพื่อต่อต้านการค้าประเวณีและการล่วงละเมิดเด็ก ที่เป็นอาชญากรรมร้ายแรงในประเทศ “การเปิดแฟ้มคดีเอปสไตน์” อาจเป็นการเปิดเผยรายชื่อผู้ทรงอิทธิพล นักการเมือง และบุคคลสำคัญระดับโลกที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมดังกล่าว ไม่ว่าจะมีความผิดตามกฎหมายหรือไม่ แต่กรณีนี้อาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือ ก่อนหน้านี้…

เมียนมาปราบปรามอาชญากรออนไลน์บริเวณริมชายแดน

สื่อมวลชนต่างประเทศรายงานเมื่อ 19 พฤศจิกายน 2568 ว่า กองทัพเมียนมาปฏิบัติการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรออนไลน์ หรือสแกมเมอร์ ที่ตั้งฐานบริเวณริมชายแดนฝั่งตะวันออกของประเทศ หรือชายแดนเมียนมา-ไทย โดยกองทัพเมียนมาสามารถควบคุมตัวผู้กระทำความผิดได้อย่างน้อย 346 คน เป็นชาวต่างชาติ พร้อมยึดโทรศัพท์มือถือที่ใช้ในการหลอกลวงออนไลน์ได้อย่างน้อย 10,000 เครื่อง กองทัพเมียนมาระบุว่ากองกำลังชนกลุ่มน้อยเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง คุ้มครองและอำนวยความสะดวกให้อาชญากรออนไลน์เข้าไปตั้งฐานและก่ออาชญากรรม แลกกับผลประโยชน์ คือ รายได้ การปฏิบัติการกวาดล้างของเมียนมาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายของรัฐบาลเมียนมาที่ต้องการกำจัดความเคลื่อนไหวของกลุ่มอาชญากรที่ใช้เมียนมาเป็นศูนย์กลางสแกมเมอร์ เนื่องจากส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศและทำให้เสี่ยงเผชิญการคว่ำบาตรจากนานาชาติมากขึ้น รวมทั้งต้องการให้นานาชาติมีภาพลักษณ์ที่ดีต่อเมียนมาที่กำลังจะมีการเลือกตั้งทั่วไปใน ธันวาคม 2568 สำหรับปฏิบัติการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ครั้งล่าสุดนี้ เกิดขึ้นตั้งแต่ 18 พฤศจิกายน 2568 ที่เมืองชเวโกะโก (Shwe Kokko) รัฐกะเหรี่ยง มีพื้นที่ติดกับจังหวัดตากของไทย โดยสื่อรายงานเพิ่มเติมว่า บริษัท Yatai ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างกัมพูชาและจีน และเกี่ยวข้องกับนายเฉอ จื้อเจียง นักธุรกิจจีน ทีเป็นผู้ต้องหาเครือข่ายสแกมเมอร์ระดับโลก มีส่วนเกี่ยวข้องกับศูนย์สแกมเมอร์ในเมืองชเวโกะโก สะท้อนว่าเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์ของชาวจีนในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ลาว กัมพูชา เมียนมาและไทย ขยายตัวและเชื่อมโยงกันอย่างมาก เฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 รัฐบาลเมียนมาเพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวนและดำเนินคดีต่อเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์ โดยเมื่อตุลาคม…

รัฐมนตรีฟิลิปปินส์ลาออกจากตำแหน่ง เผชิญแรงกดดันการสอบสวนโครงการขนาดใหญ่

ฟิลิปปินส์กำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนการทุจริตโครงการขนาดใหญ่ในประเทศ หลังจากประชาชนชุมนุมประท้วงเพื่อตั้งคำถามเกี่ยวกับโครงการแก้ไขปัญหาอุทกภัยที่ไม่มีความคืบหน้า แต่ใช้งบประมาณมหาศาล การสอบสวนดังกล่าวส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาล เพราะล่าสุดเมื่อ 18 พฤศจิกายน 2568 มีรายงานว่ารัฐมนตรีจำนวน 2 คน ได้แก่ นายลูคัส เบอร์ซามิน ตำแหน่งเลขานุการฝ่ายบริหารของรัฐบาล และนางอาเมนาห์ แพงอันดามาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงงบประมาณและการบริหารจัดการฟิลิปปินส์ ประกาศลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากกระทรวงตกเป็นเป้าหมายสอบสวนเรื่องการทุจริตโครงการบริหารจัดการอุทกภัย ซึ่งการลาออกจากตำแหน่งดังกล่าวเป็นการแสดงความรับผิดชอบ และเอื้อให้กระบวนการสอบสวนเป็นไปอย่างเหมาะสม นายลูคัส เบอร์ซามิน และนางอาเมนาห์ แพงอันดามาน เป็นรัฐมนตรีอาวุโสในรัฐบาลประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ที่ได้รับผลกระทโดยตรงจากการสอบสวนกรณีทุจริตโครงการดังกล่าว ซึ่งประชาชนเริ่มตั้งคำถามอย่างจริงจังว่าเป็นโครงการผี หรือ Ghost Project เมื่อ กรกฎาคม 2568 ทำให้ประเด็นการทุจริตในโครงการบริหารจัดการอุทกภัยเป็นจุดอ่อนของรัฐบาล เพราะหลังจากการสอบสวน นักการเมืองที่ถูกกล่าวหาบางส่วนก็เริ่มโจมตีประธานาธิบดีฟิลิปปินส์คนปัจจุบันว่าเป็นผู้สั่งการให้เพิ่มงบประมาณ แต่ยังไม่มีหลักฐานในการกล่าวโทษ โครงการบริหารจัดการอุทกภัยในฟิลิปปินส์ได้รับความสนใจจากประชาชน เนื่องจากใช้งบประมาณจำนวนมากและคาดหวังให้มีความคืบหน้าโดยเร็ว เพราะฟิลิปปินส์เผชิญภัยธรรมชาติบ่อยครั้ง อย่างไรก็ตาม ประชาชนเริ่มตั้งข้อสังเกตว่าประชาชนยังได้รับผลกระทบรุนแรงจากภัยธรรมชาติ ขณะที่การก่อสร้างโครงการดังกล่าวไม่มีความคืบหน้าเป็นรูปธรรม ทำให้ชาวฟิลิปปินส์ประมาณ 650,000 คน รวมตัวกันในกรุงมะนิลา เมื่อ 17 พฤศจิกายน 2568…

ออสเตรเลียและอินโดนีเซียลงนามยกระดับสนธิสัญญาความมั่นคงและการป้องกันประเทศ

ออสเตรเลียและอินโดนีเซียได้บรรลุข้อตกลงสำคัญในการจัดทำสนธิสัญญาความมั่นคงทวิภาคีฉบับใหม่ เมื่อ 12 พฤศจิกายน 2568 ระหว่างการเยือนออสเตรเลียของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ของอินโดนีเซีย และพบหารือกับนายแอนโทนี อัลบานีส นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย สนธิสัญญาดังกล่าวเป็นการยกระดับความร่วมมือด้านกลาโหมและความมั่นคงระหว่างทั้งสองประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่าน” (watershed moment) ที่บ่งชี้ถึงยุคใหม่ในความสัมพันธ์ระหว่างออสเตรเลียและอินโดนีเซีย ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าสนธิสัญญาฉบับนี้จะมีการลงนามอย่างเป็นทางการในห้วงที่นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียเยือนอินโดนีเซียในมกราคม 2569 แม้จะยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดฉบับเต็มของสนธิสัญญาดังกล่าว แต่สาระสำคัญที่เปิดเผยแล้ว ประกอบด้วย 1) การปรึกษาหารือเมื่อเผชิญภัยคุกคาม (Consultation Clause) ที่กำหนดให้ทั้งออสเตรเลียและอินโดนีเซียสามารถปรึกษาหารือในระดับผู้นำและรัฐมนตรีเป็นประจำเกี่ยวกับความมั่นคง และหากความมั่นคงของประเทศใดประเทศหนึ่งหรือทั้งสองประเทศถูกคุกคาม จะมีการหารือและพิจารณามาตรการที่ดำเนินการเพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่อาจดำเนินการเป็นรายบุคคลหรือร่วมกัน แต่ข้อตกลงนี้จะเน้นที่การหารือ ไม่ใช่สนธิสัญญาป้องกันร่วมกัน (Mutual Defence Pact) ที่จะผูกมัดให้เข้าช่วยเหลือโดยอัตโนมัติหากอีกฝ่ายถูกโจมตี เนื่องจากอินโดนีเซียดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (“free and active” foreign policy)  และ 2) ดำเนินกิจกรรมความมั่นคงที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน รวมถึงความร่วมมือด้านกลาโหมและความมั่นคง อาทิ การฝึกร่วม การแลกเปลี่ยนบุคลากร และความร่วมมือในการบรรเทาพิบัติภัยและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม รวมถึงการเสริมสร้างความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคงต่าง ๆ เช่น กองทัพ ตำรวจ และหน่วยงานชายแดน…

เวียดนามและจีนจะลาดตระเวนร่วมทางทะเลในอ่าวเป่ยปู้

  เวียดนามและจีนจะกระชับความร่วมมือด้านการทหารและการป้องกัยภัยคุกคามด้านความมั่นคงทางทะเลร่วมกัน โดย 2 ประเทศจะจัดการฝึกลาดตระเวนร่วมกันครั้งที่ 39 ในบริเวณอ่าวเป่ยปู้ (Beibu) หรืออ่าวตังเกี๋ย ระหว่าง 19-20 พฤศจิกายน 2568 ก่อนหน้านี้ เมื่อ เมษายน 2568 หน่วยยามชายฝั่งของเวียดนามกับจีนเคยปฏิบัติการลาดตระเวนร่วมกัน ซึ่งกำหนดไว้ว่าจะดำเนินการเป็นประจำปีละ 2 ครั้ง ตามข้อตกลงเพื่อเสริมขีดความสามารถในการรักษาบรรยากาศความมั่นคงในพื้นที่ร่วมกันตั้งแต่ปี 2557 ทั้ง 2 ฝ่ายให้ความสำคัญกับอ่าวเป่ยปู้เพราะเป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยเฉพาะจีน เนื่องจากเป็นที่ตั้งท่าเรือสำคัญทางเศรษฐกิจ เส้นทางเดินเรือ และจุดเชื่อมความร่วมมือกับเวียดนาม ซึ่งมีอาณาเขตทางตอนเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือกับอ่าวเป่ยปู้ด้วย นอกจากนี้ อ่าวเป่ยปู้ยังเป็นเส้นทางเดินเรือไปยังประเทศอื่น ๆ รวมทั้งไทย และกลุ่มประเทศในกรอบความร่วมมือความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership-RCEP) ความร่วมมือด้านความมั่นคงและการทหารระหว่างจีนและเวียดนามครั้งนี้ จะส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามและจีน ในโอกาสครบรอบ 75 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน รวมทั้งขยายความร่วมมือทางการทหารเพื่อปกป้องผลประโยชน์ร่วม สำหรับการฝึกและลาดตระเวนร่วมแต่ละครั้ง หน่วยยามชายฝั่งของเวียดนามและจีนจะส่งเรือเข้าร่วมฝ่ายละ 2 ลำ การฝึกประกอบด้วยการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร สั่งการและปฏิบัติการร่วมกัน ตลอดจนปฏิบัติการช่วยเหลือและกู้ภัย คาดว่าการลาดตระเวนร่วมจะทำให้หน่วยยามชายฝั่งทั้ง 2…

จีนไม่พอใจท่าทีญี่ปุ่นที่อาจแทรกแซง หากจีนโจมตีไต้หวัน

รัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับการปกป้องความมั่นคงช่องแคบไต้หวันและมุ่งมั่นแผนการรวมชาติตามหลักการ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ทำให้ประเด็นท่าทีของต่างชาติต่อสถานะและความมั่นคงของไต้หวันมีความสำคัญต่อจีนอย่างมาก ล่าสุด จีนไม่พอใจและตอบโต้ท่าทีของนายกรัฐมนนตรีทาคาอิจิ ซานาเอะ ของญี่ปุ่นระหว่างการแถลงในรัฐสภาญี่ปุ่นเมื่อ 7 พฤศจิกายน 2568 ว่า ญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซง หากจีนโจมตีไต้หวัน เพราะเป็นสถานการณ์ที่คุกคามต่อความอยู่รอดของญี่ปุ่น แม้ว่าท่าทีดังกล่าวจะเกิดขึ้นนานแล้ว แต่ปัจจุบันรัฐบาลและสื่อมวลชนจีนหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นตอบโต้ โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่าการที่ผู้นำญี่ปุ่นปฏิเสธที่จะถอนคำพูดดังกล่าวนั้นไม่เป็นผลดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และจีนจำเป็นต้องประท้วงผ่านทุกช่องทางตั้งแต่ 14 พฤศจิกายน 2568 โดยย้ำให้ญี่ปุ่นเคารพคำมั่นที่ทั้ง 2 ประเทศเห็นพ้องร่วมกันในแถลงการณ์ร่วมเมื่อปี 2515 หรือ China-Japan Joint Communiqué ที่ระบุว่าญี่ปุ่นจะยอมรับจีนเป็นหนึ่งเดียว และไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งในอาณาเขตของจีน การดำเนินการของจีนเพื่อตอบโต้นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ประกอบด้วยมาตรการการทูตเป็นส่วนใหญ่ เช่น การแถลงการณ์ย้ำความไม่พอใจ และเรียกเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำจีนไปประท้วง รวมทั้งแจ้งเตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงเดินทางไปญี่ปุ่น รวมทั้งขอให้ชาวจีนที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่น เพิ่มความระมัดระวังเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรม เนื่องจากญี่ปุ่นมีความปลอดภัยลดลง ขณะที่กระทรวงกลาโหมและหน่วยความมั่นคงจีนมีถ้อยแถลงแสดงความพร้อมที่จะป้องกันการแทรกแซงไต้หวัน พร้อมเตือนญี่ปุ่นว่าควรจะศึกษาจากบทเรียนในอดีตให้รอบคอบ นอกจากนี้ เมื่อ 15 พฤศจิกายน 2568 เว็บไซต์ของกองทัพจีนยังเผยแพร่บทความเกี่ยวกับความเสี่ยงที่ญี่ปุ่นจะเผชิญหากแทรกแซงสถานการณ์ในช่องแคบไต้หวันด้วย นอกจากความเคลื่อนไหวด้านการทูตและการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ที่ชัดเจนและตรงไปตรงมา หน่วยยามชายฝั่งจีน หรือ China Coast Guard…

สหรัฐฯ คว่ำบาตรกลุ่มติดอาวุธในเมียนมาที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์

รัฐบาลสหรัฐฯ พยายามปกป้องชาวอเมริกันจากการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์และการหลอกลวงออนไลน์ หรือ Scammer ด้วยการใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อองค์กรที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมดังกล่าว รวมทั้งองค์กรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีรายงานเมื่อ 12 พฤศจิกายน 2568 ว่า กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรกลุ่มติดอาวุธ กองทัพประชาธิปไตยกะเหรี่ยง (DKBA) และสมาชิกระดับผู้นำของกลุ่ม DKBA จำนวน 4 ราย เนื่องจากมีพฤติกรรมสนับสนุนการก่ออาชญากรรมออนไลน์ในเมียนมา ซึ่งลวงชาวอเมริกันให้เป็นเหยื่อจากการหลอกให้ลงทุน และลวงให้ไปทำงาน กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยังคว่ำบาตรบุคคลสัญชาติไทย ชื่อ นายจะมู สว่าง และบริษัท Trans Asia International Holding Group Thailand Company Limited (Trans Asia) และบริษัท Troth Star Company Limited (Troth Star) ซึ่งอยู่ในเมียนมา เนื่องจากเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมดังกล่าวด้วย โดยที่สหรัฐฯ ระบุชัดเจนว่าเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์ดังกล่าวเชื่อมโยงกับจีน กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า นายจะมู สว่าง บุคคลสัญชาติไทยรายนี้ ร่วมมือกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติจีน และกลุ่ม DKBA…