จีนกับเกาหลีใต้จะขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและวัฒนธรรม

สื่อมวลชนจีนรายงานเมื่อ 5 มกราคม 2569 เกี่ยวกับแนวโน้มการขยายความร่วมมือระหว่างจีนกับเกาหลีใต้ หลังจากที่ผู้นำทั้ง 2 ประเทศพบหารือกันเพื่อปรับปรุงความสัมพันธ์เมื่อต้นปี 2569 โดยสื่อรายงานว่า จีนกับเกาหลีใต้จัดการประชุมในกรอบ China-South Korea Business Forum ที่กรุงปักกิ่ง มีผู้แทนระดับสูงของทั้ง 2 ประเทศเข้าร่วม และเป็นสัญญาณที่ดีว่าบริษัทชั้นนำของจีนและเกาหลีใต้จะเพิ่มพูนความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนในธุรกิจด้านเทคโนโลยี และวัฒนธรรมระหว่างกัน ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือในลักษณะ win-win cooperation ระหว่างนักธุรกิจของทั้ง 2 ประเทศ โดยกิจกรรมครั้งนี้มีผู้แทนจากรัฐบาลและบริษัทของจีนและเกาหลีใต้เข้าร่วมประมาณ 400 คน รวมทั้งผู้แทนจากบริษัทชั้นนำของเกาหลีใต้ ได้แก่ Samsung Electronics, Hyundai Motor Group และ LG Group การประชุม Business Forum จัดโดยสภาส่งเสริมการค้าของจีน (CCPIT) และหอการค้าและอุตสาหกรรมเกาหลีใต้ (KCCI) เป็นการประชุมร่วมกันครั้งแรก โดยเน้นประเด็นนวัตกรรมด้านการผลิตในอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมทั้งการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มั่นคงปลอดภัย เพราะเป็นผลประโยชน์ร่วมของทั้งจีนและเกาหลีใต้ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยอุตสาหกรรมและการส่งออกเทคโนโลยีสมัยใหม่ นอกจากนี้ การประชุมดังกล่าวยังเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการและนักธุรกิจแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการพัฒนาสินค้ากลุ่มเครื่องสำอาง ชีวการแพทย์…

ความคืบหน้ากรณีสหรัฐฯ – เวเนซุเอลา

กรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ สั่งปฏิบัติการบุกเข้าไปควบคุมตัวประธานาธิบดีเวเนซุเอลาและภริยาเมื่อ 3 มกราคม 2568 เพื่อนำตัวไปดำเนินคดีค้ายาเสพติดในศาลนครนิวยอร์ก ปัจจุบันยังคงมีพัฒนาการที่น่าสนใจ ทั้งความเคลื่อนไหวในเวเนซุเอลาที่ต้องเร่งรักษาบรรยากาศด้านความมั่นคง และขั้นตอนต่อไปของสหรัฐฯ ที่ผู้นำสหรัฐฯ จะหารือกับบริษัทน้ำมันรายใหญ่ในประเทศ เพื่อให้พร้อมเข้าไป “บริหารจัดการ” น้ำมันในเวเนซุเอลา   ซึ่งผู้บริหารของบริษัทน้ำมันรายใหญ่ของสหรัฐฯ ทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ Exxon Mobil, ConocoPhillips และ Chevronจะเข้าร่วมการหารือกับประธานาธิบดีทรัมป์  ปัจจุบัน บริษัท Chevron เป็นบริษัทเดียวที่เข้าไปลงทุนในแหล่งน้ำมันของเวเนซุเอลา โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ เชื่อมั่นว่า บริษัทน้ำมันของสหรัฐฯ พร้อมและต้องการเข้าไปบริหารทรัพยากรธรรมชาติในเวเนซุเอลา แม้ว่าจะเริ่มปรากฏกระแสวิจารณ์ว่า การส่งบริษัทน้ำมันสหรัฐฯ เข้าไปในเวเนซุเอลาอาจไม่ได้ทำกำไรได้รวดเร็ว หรือคุ้มค่าที่จะเสี่ยงเข้าไปลงทุน เพราะโครงสร้างพื้นฐานของเวเนซุเอลาอาจไม่เอื้อให้ลงทุน นอกจากนี้ สถานการณ์ทางการเมืองของเวเนซุเอลายังไม่แน่นอน และรัฐบาลสหรัฐฯ ก็ยังไม่ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรกน้ำมันเวเนซุเอลา ชาวอเมริกันจำนวน 1 ใน 3 ไม่เห็นด้วยกับปฏิบัติการบุกไปจับตัวผู้นำเวเนซุเอลา จากผลสำรวจความคิดเห็นเมื่อ 5 มกราคม 2568 และไม่เห็นด้วยกับการให้รัฐบาลสหรัฐฯ ปกครองเวเนซุเอลาแทน แต่ผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันร้อยละ 65…

สหรัฐฯ ปฏิบัติการทางทหารต่อเวเนซุเอลา และจับตัวประธานาธิบดี

  สหรัฐฯ จับกุมตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา และภริยา และพาไปยังสหรัฐฯ แล้ว หลังจากเมื่อ  3 มกราคม 2569  สหรัฐฯ ปฏิบัติการทางทหารโจมตีเป้าหมายพลเรือนและทหารในกรุงการากัส ซึ่งเป็นเมืองหลวง และเมืองอื่น ๆ  โดยมีระเบิดหลายครั้งในกรุงการากัส  รัฐบาลเวเนซุเอลาประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็นการละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ  และได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วประเทศ รวมทั้งระดมกำลัง เพื่อต่อต้านการรุกรานของสหรัฐฯ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ โพสต์ลงใน Truth Social เมื่อ 3 มกราคม 2569 ประกาศความสำเร็จในปฏิบัติการโจมตีต่อเวเนซุเอลา ซึ่งได้มีการคุมตัวประธานาธิบดีมาดูโร และภริยา พร้อมกับโพสต์รูปประธานาธิบดีมาดูโร ขึ้นจากบนเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Iwo Jima ซึ่งต่อมาสื่อรายงานภาพประธานาธิบดีมาดูโรกำลังอยู่ที่สำนักงานยาเสพติดของสหรัฐฯ และจะถูกนำไปขึ้นศาลของสหรัฐฯ เพื่อพิจารณาคดีอย่างเร็วที่สุด ใน 5 มกราคม 2569 ในการแถลงข่าวของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่ Mar-a-Lago resort รัฐฟลอริดา พร้อมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ และประธานคณะเสนาธิการทหารร่วม…

สื่อต่างประเทศรายงานเชิงบวกให้กับกัมพูชากรณีไทยยึดดินแดน

สื่อต่างประเทศเมื่อ 2-4 มกราคม 2569 ไม่ได้มีการรายงานความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชามากนัก หลังการหยุดยิงระหว่างไทย-กัมพูชาเมื่อ 27 ธันวาคม 2568 เนื่องจากไปให้ความสำคัญกับการรายงานเกี่ยวกับการปฏิบัติการทางทหารต่อเวเนซุเอลาของสหรัฐฯ แต่ในส่วนที่รายงาน เป็นการรายงานเชิงบวกให้กับกัมพูชา โดยอ้างท่าทีรัฐบาลกัมพูชาที่กำลังกระจายข่าวไปในเวทีระหว่างประเทศว่า ไทยยึดครองดินแดนในช่วงปะทะทางทหาร ซึ่งเป็นการละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ  กัมพูชายังอ้างว่าได้ทำตามข้อตกลงในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee-GBC) ไทย-กัมพูชา ที่จันทบุรี ในเรื่องข้อมูลข่าวสาร ด้วยการประกาศการควบคุมการรายงานของสื่อตนเองด้วย เพื่อให้ข่าวสารออกไปยังประชาคมโลกในทิศทางเดียวกัน สื่อกัมพูชาเมื่อ 3 มกราคม 2569 เผยแพร่ข่าวสารทางการจากรัฐบาลกัมพูชาที่แถลงต่อผู้สื่อข่าวว่าไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงเขตแดนใด ๆ ที่เกิดขึ้นโดยกำลังทหาร และโจมตีประเด็นที่ไทยวางคอนเทนเนอร์ที่ติดธงไทย วางรั้วลวดหนาม และทำให้บ้านเรือนชาวกัมพูชาได้รับความเสียหาย กัมพูชาพร้อมจะนำประเด็นนี้เข้าสู่กระบวนการกฎหมายระหว่างประเทศ นอกจากนี้ เมื่อ 2 มกราคม 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงข่าวสารของกัมพูชาก็ตอกย้ำข่าวสารในทิศทางเดียวกันไปยังเวทีระหว่างประเทศว่า ไทยผนวกดินแดน หลังการหยุดยิงด้วยการวางตู้คอนเทนเนอร์ และรั้วลวดหนาม ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่า สื่อต่างประเทศไม่ได้มีการรายงานการชี้แจงของศูนย์แถลงข่าวร่วมไทย-กัมพูชา เมื่อ 3 มกราคม 2569 ที่กองทัพบกชี้แจงว่ากรณีกัมพูชากล่าวหาไทยดังกล่าวไม่ได้เป็นความจริง เนื่องจากดินแดนที่ยึดกลับมาเป็นของไทยก่อนหน้านี้ ด้านเว็บไซต์สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ /กรุงเทพฯ…

กัมพูชาชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการเร่งพัฒนาเศรษฐกิจ

ผู้นำระดับสูงของรัฐบาล และหน่วยงานทางเศรษฐกิจของกัมพูชาชี้ให้เห็นความจำเป็นในการเร่งพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยให้ทิศทางในการประชุมผู้ที่เกี่ยวข้องเมื่อต้น ธันวาคม 2568 ว่า การสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ และทำให้ประเทศมีเสถียรภาพ จะทำให้ประเทศมีความยืดหยุ่น และอ่อนแอลดลง จากการเผชิญภัยคุกคามจากนอกประเทศ ที่ประชุมเน้นได้ย้ำความสำเร็จด้านเศรษฐกิจเมื่อปี 2568 และเตรียมพร้อมกับความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจในปี 2569 ด้วยความเป็นหนึ่งเดียวของชาวกัมพูชา รวมทั้งความรักชาติ และความรับผิดชอบอย่างมืออาชีพ ที่ประชุมได้เปิดเผยตัวเลขการลงทุนในกัมพูชาเมื่อปี 2568 ว่า การดึงดูดโครงการลงทุน ทำให้เกิดความร่วมมือทางเศรษฐกิจในประเทศอย่างแข็งแกร่ง  การอนุมัติโครงการลงทุนมากกว่า 600 โครงการ สะท้อนความมั่นใจของนักลงทุนที่เข้าไปลงทุนในกัมพูชา  เจ้าหน้าที่ระดับสูงข้างต้นยังกระตุ้นเจ้าหน้าที่กัมพูชาให้ทำงานหนักขึ้นในปี 2569 เพื่อดึงดูดการลงทุนให้มากขึ้น และเพื่อการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมกับยืนยันเป้าหมายการเป็นประเทศที่มีรายได้สูงของกัมพูชาภายในปี 2573 นอกจากนี้ ในการประชุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกัมพูชา เมื่อ 25 ธันวาคม 2568 ได้มีการประเมินเกี่ยวกับความคืบหน้าของความพยายามของรัฐบาลกัมพูชาในการเร่งพัฒนาเศรษฐกิจทางชายฝั่งของกัมพูชา ที่จังหวัดพระสีหนุที่เรียกว่า โครงการ Special Program to Promote Investment in Preah Sihanouk Province (ปี 2567-2568) ซึ่งรัฐบาลเร่งสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนในโครงการในพื้นที่ดังกล่าว โดยประธาน…

สื่อต่างประเทศนำเสนอบทบาทของจีนและสหรัฐฯ กรณีไทย-กัมพูชา

สื่อต่างประเทศเมื่อ 30-31 ธันวาคม 2568 ลดการรายงานสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทยกับกัมพูชาอย่างเห็นได้ชัด แต่ยังมีข้อมูลที่รายงานแล้ว ส่งเชิงลบต่อไทยอยู่  ได้แก่ การที่ไทยยังไม่ยอมส่งตัวเชลยศึกกัมพูชา จำนวน 18 คน โดยไทยอ้างว่า ยังมีโดรนของกัมพูชาละเมิดดินแดนไทยอยู่ ทั้งที่ฝ่ายกัมพูชาออกมายืนยันว่า ไม่ใช่ของกัมพูชา นอกจากนี้ ยังรายงานว่า ไทยไม่มีท่าทีตอบรับการประชุมคณะชายแดนไทยทั่วไป ที่กัมพูชาในต้นมกราคม 2569 ขณะที่สมเด็จฯ ฮุนเซนระบุว่า ต้องมีการเจรจาพื้นที่ที่ไทยยึดไปในการประชุมดังกล่าว เนื่องจากกัมพูชาไม่ยอมรับการยึดครองของไทย อย่างไรก็ดี มีประเด็นวิเคราะห์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับบทบาทของจีน และสหรัฐฯ ในการเป็น “peacemaker”ในความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยเน้นทิศทางไปที่แรงผลักดันของจีนมากกว่า โดยหยิบยกความสำเร็จของจีนที่สามารถทำให้รัฐมนตรีต่างประเทศของไทย และกัมพูชาเดินทางไปหารือ 3 ฝ่าย ที่มณฑลยูนนานได้เมื่อ 28-29 ธันวาคม 2568 และสะท้อนให้เห็นวิธีการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของแนวทางของจีนที่ดำเนินนโยบายแบบเงียบ ๆ มาก่อนหน้านี้ ซึ่งบทบรรณาธิการของ The Global Times สื่อของจีน เมื่อ 29 ธันวาคม 2568 ระบุว่า แนวทางของจีนต่างกับแนวทางของตะวันตกที่ใช้เงื่อนไขทางการเมือง และผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ ด้านสื่อกัมพูชานอกจากรายงานเชิงบวกถึงการชื่นชมจีนในบทบาทครั้งนี้แล้ว…

สื่อต่างประเทศรายงานกรณีกัมพูชาละเมิดความตกลงหยุดยิง

สำนักข่าว BBC รายงานสถานการณ์ความมั่นคงและความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา หลังจากเกิดเหตุปะทะทางทหารและการลงนามในความตกลงหยุดยิงระหว่างกันเมื่อ 27 ธันวาคม 2568 เพื่อลดอาวุธและให้ประชาชนในพื้นที่กลับภูมิลำเนา โดยล่าสุด กองทัพไทยระบุเมื่อ 30 ธันวาคม 2568 ว่า กัมพูชาละเมิดข้อตกลงดังกล่าว เนื่องจากฝ่ายไทยพบอากาศยานไร้คนขับ (UAV) จำนวน 250 เครื่องบินจากกัมพูชาเข้าฝั่งไทยในช่วงเวลากลางคืนเมื่อ 28 ธันวาคม 2568 เท่ากับกัมพูชาละเมิดความตกลงร่วมกันที่ทำขึ้นเพื่อลดความตึงเครียดในพื้นที่ นอกจากนี้ กรณีกัมพูชาละเมิดความตกลงครั้งนี้จะทำให้ไทยจำเป็นต้องทบทวนมาตรการส่งตัวทหารกัมพูชาจำนวน 18 นาย กลับประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นประเด็นเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นบริเวณพื้นที่ชายแดน และทั้ง 2 ฝ่ายก็มีการปฏิบัติการด้วยโดรนในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม กัมพูชาพร้อมจะร่วมมือกับไทยเพื่อหารือและสอบสวนเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวโดยเร็ว คาดว่าเพื่อรักษาระดับความสัมพันธ์และไม่ต้องการให้เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์กัมพูชาในเวทีระหว่างประเทศ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้สื่อต่างประเทศมีมุมมองว่า ความตกลงหยุดยิงระหว่างไทยกับกัมพูชายังคงเปราะบางและเสี่ยงล้มเหลวได้ แม้ว่าสหรัฐฯ กับจีนจะสนับสนุนและพยายามผลักดันให้ทั้ง 2 ประเทศหยุดยิงระหว่างกัน รวมทั้งใช้การเจรจาทางการทูตเป็นแนวทางแก้ไขความขัดแย้งและปัญหาชายแดน โดยเหตุการณ์กัมพูชาละเมิดความตกลงหยุดยิงนี้ เกิดขึ้นพร้อมกับที่จีนจัดการประชุมระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ยูนนาน เมื่อ 29 ธันวาคม 2568 เพื่อสร้างความไว้วางใจระหว่างกัน โดยมีข้อสังเกตว่าฝ่ายจีนประชาสัมพันธ์ผลงานครั้งนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เป็นผลงานบทบาทของจีนในการแก้ไขปัญหาความมั่นคงระหว่างประเทศ เช่น…

สหรัฐฯ สนับสนุนเงินช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่สหประชาชาติ มูลค่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สหรัฐฯ ประกาศเมื่อ 29 ธันวาคม 2568 มอบงบประมาณเพื่อสนับสนุนภารกิจของสหประชาชาติ (UN) ด้านการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม มูลค่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อรักษาบทบาทของสหรัฐฯ ในฐานะมหาอำนาจโลกอันดับ 1 ที่จะช่วยเหลือนานาชาติ โดยยังคงเป็นผู้บริจาครายใหญ่ที่สุดในโลก อย่างไรก็ตาม งบประมาณดังกล่าวมีมูลค่าน้อยกว่าความช่วยเหลือที่สหรัฐฯ เคยมอบให้ก่อนหน้านี้ สะท้อนว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงลดความช่วยเหลือแก่ต่างประเทศ ตามแนวนโยบาย America first ที่จะจัดสรรงบประมาณเพื่อผลประโยชน์ของชาวอเมริกันเท่านั้น ทั้งนี้ มีรายงานว่าประธานาธิบดีทรัมป์ ย้ำให้องค์กรระหว่างประเทศปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ไม่เช่นนั้นก็จะต้องยุติภารกิจไป ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ เคยจัดสรรงบประมาณให้องค์กรที่ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมมากถึง 17,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ/ปี การเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯ ต่อการให้ความช่วยเหลือระหว่างประเทศ ทำให้นานาชาติวิตกว่าจะซ้ำเติมวิกฤตด้านมนุษยธรรมในหลายพื้นที่ เสี่ยงทำให้เกิดวิกฤตด้านสาธารณสุข รวมทั้งทำให้บทบาทของสหรัฐฯ ลดลงทั่วโลก เพราะที่ผ่านมา องค์กรระหว่างประเทศภายใต้กรอบสหประชาชาติ (UN) ที่ดูแลและให้ความช่วยเหลือผู้อพยพ ผู้ลี้ภัย และผู้พลัดถิ่นที่เผชิญสงคราม รวมทั้งผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติตามธรรมชาติ ใช้งบประมาณของสหรัฐฯ ในการดำเนินภารกิจช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบภัย แต่การที่สหรัฐฯ ตัดลดงบประมาณจำนวนมาก ทำให้องค์กรต่าง…

สหรัฐฯ ผลักดันแผนสันติภาพระยะที่ 2 ในฉนวนกาซา

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ เมื่อ 29 ธันวาคม 2568 พบหารือกับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอล ที่รีสอร์ท Mar-a-Lago รัฐฟลอริดา สหรัฐฯ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ ตลอดจนหารือเรื่องแผนสันติภาพในตะวันออกกลางและฉนวนกาซา สะท้อนความสัมพันธ์ที่ดีและใกล้ชิดระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลในฐานะพันธมิตรด้านความมั่นคงและยุทธศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ เนื่องจากนายกรัฐมนตรีอิสราเอลเยือนสหรัฐฯ เป็นครั้งที่ 5 ตั้งแต่ประธานาธิบดีทรัมป์รับตำแหน่งเมื่อ มกราคม 2568 และผู้นำสหรัฐฯ ดำเนินนโยบายที่เป็นประโยชน์กับอิสราเอลมาโดยตลอด แม้ว่าอิสราเอลจะเผชิญแรงกดดันจากนานาชาติอย่างมากก็ตาม สาระสำคัญจากการหารือระหว่างผู้นำทั้ง 2 ประเทศ ครอบคลุมสถานการณ์ในฉนวนกาซาและภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่น่าสนใจ คือ ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการผลักดันแผนสันติภาพระยะที่ 2 ในฉนวนกาซา เพื่อทำให้พื้นที่ในฉนวนกาซามีความมั่นคงปลอดภัย สามารถตั้งระบอบการปกครองขึ้นใหม่ ส่งกองกำลังนานาชาติเข้าไปควบคุมความมั่นคงในพื้นที่ และทำให้ชาวปาเลสไตน์มีโอกาสเลือกถิ่นที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมมากกว่าพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม อย่างไรก็ตาม กลุ่มฮะมาสจำเป็นต้องปลดอาวุธทั้งหมดก่อน เพื่อให้มั่นใจว่าชาวปาเลสไตน์จะปลอดภัยและสามารถจัดตั้งรัฐบาลปกครองฉนวนกาซาได้ ท่าทีของประธานาธิบดีสหรัฐฯ สะท้อนว่าปัจจุบันและอนาคต รัฐบาลสหรัฐฯ จะดำเนินนโยบายในลักษณะที่เป็นประโยชน์ต่ออิสราเอลมากขึ้น เพราะนอกจากจะสนับสนุนการปลดอาวุธกลุ่มฮะมาสในฉนวนกาซาแล้ว ประธานาธิบดีทรัมป์ยังชื่นชมนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูว่าเป็น “วีรบุรุษ” ที่ปกป้องชาวอิสราเอล ประเทศชาติ และภูมิภาคตะวันออกกลางเอาไว้ รวมทั้งไม่คัดค้านอิสราเอลกรณีพยายามขยายอิทธิพลเหนือจุดยุทธศาสตร์สำคัญในฉนวนกาซา ทั้งที่นานาชาติวิตกกังวลว่าเป็นการละเมิดสิทธิชาวปาเลสไตน์ อย่างไรก็ตาม ผู้นำสหรัฐฯ…

รัสเซียระบุว่ายูเครนส่งโดรนไปโจมตีทำเนียบผู้นำ กระทบบรรยากาศการเจรจา

นาย Sergei Lavrov รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียเมื่อ 30 ธันวาคม 2568 ระบุว่ากองทัพยูเครนพยายามปฏิบัติการทางทหารที่เป็นอันตรายและไม่เป็นผลดีต่อการรักษาบรรยากาศการเจรจาสันติภาพระหว่างกัน โดยยูเครนส่งอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรนระยะไกล จำนวน 91 เครื่อง เข้าไปโจมตีบริเวณทำเนียบประธานาธิบดีวลาร์ดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ในทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของภูมิภาค Novgorod ช่วงเวลากลางคืน เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้รัสเซียไม่ไว้วางใจท่าทีของยูเครน และประกาศว่าจะทบทวนการเจรจาและจุดยืนของรัสเซียต่อการพูดคุยกับยูเครน ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดว่าผู้นำรัสเซียอยู่ในทำเนียบหรือที่พักดังกล่าวหรือไม่ แต่ย้ำว่ากองทัพรัสเซียสามารถตรวจจับโดรนทั้งหมดและยิงทำลายไปแล้ว โดยไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว รัสเซียใช้เหตุการณ์นี้โจมตียุทธวิธีของยูเครนว่าเป็นการก่อการร้าย และแม้ว่ารัสเซียจะยังส่งผู้แทนไปเจรจาสันติภาพกับยูเครนและสหรัฐฯ ต่อไป แต่ก็จะทบทวนเงื่อนไขและท่าทีบางประการ เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถปกป้องความมั่นคงปลอดภัยของรัสเซียได้ ประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน ปฏิเสธข้อกล่าวหาของรัสเซียดังกล่าว โดยยืนยันว่ารัสเซียเปิดเผยข้อมูลที่เป็นเท็จเพื่อล้มเลิกการเจรจาสันติภาพ และรัสเซียจะใช้ข้อมูลนี้เป็นข้ออ้างในการยกระดับการโจมตียูเครนต่อไป โดยเฉพาะอาคารสำคัญที่เป็นที่ทำการของหน่วยงานภาครัฐของยูเครนในกรุงเคียฟ ซึ่งก่อนหน้านี้ รัสเซียเคยพยายามโจมตีมาแล้วหลายครั้ง นอกจากนี้ ผู้นำยูเครนกระตุ้นให้นานาชาติเพิ่มการกดดันรัสเซียให้ยุติการเผยแพร่ข้อมูลโดยไม่มีหลักฐาน เพราะทำให้บรรยากาศการฟื้นฟูความสัมพันธ์หยุดชะงัก เหตุการณ์ครั้งนี้มีขึ้นหลังจากผู้นำยูเครนเดินทางไปรัฐฟลอริดา สหรัฐฯ เพื่อพบหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ประเด็นความตกลงสันติภาพระหว่างรัสเซีย-ยูเครน โดยเมื่อ 29 ธันวาคม 2568 ประธานาธิบดีทรัมป์เปิดเผยว่าการพูดคุยมีความคืบหน้าและคาดว่าสงครามรัสเซีย-ยูเครนอาจยุติได้ในปี 2569 ด้านผู้นำยูเครนยอมรับบทบาทของสหรัฐฯ ที่ประสานงานระหว่างทั้ง…