จีนรับตัวเครือข่ายสแกมเมอร์ในเมียนมาจำนวน 1,178 คนกลับประเทศ

จีนให้ความสำคัญกับการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์ และสแกมเมอร์ที่เป็นภัยคุกคามและส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของชาวจีน โดยร่วมมือกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เฉพาะอย่างยิ่ง เมียนมา ไทย ลาว และกัมพูชา เพื่อปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์จีนที่ไปตั้งฐานในประเทศดังกล่าว  มีรายงานเมื่อ 8 ธันวาคม 2568 ว่า รัฐบาลจีนร่วมมือกับรัฐบาลและกองทัพเมียนมา ปราบปรามกลุ่มสแกมเมอร์ในเมืองเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง โดยได้รับการสนับสนุนจากไทย ทำให้สามารถควบคุมตัวแรงงานชาวจีนที่ทำงานในเครือข่ายดังกล่าวได้จำนวนมาก และจีนจะรับตัวกลุ่มแรงงานดังกล่าวจำนวน 1,178 คน กลับประเทศ เพื่อเข้ากระบวนการสืบสวนและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป สื่อมวลชนจีนรายงานว่าปฏิบัติการปราบปรามกลุ่มสแกมเมอร์ดังกล่าวเป็นผลจากความร่วมมือระหว่างจีนกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะสแกมเมอร์ ซึ่งตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2568 จีนได้ส่งเจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคงสาธารณะจากมณฑลเจียงซี ไปร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยบังคับใช้กฎหมายของไทยในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อรับตัวผู้ต้องหาชาวจีนกลับประเทศ การปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ในเมืองเมียวดี รัฐกะเหรี่ยงของเมียนมา เป็นผลจากความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างจีน เมียนมา และไทย ซึ่งจีนสนับสนุนปฏิบัติการดังกล่าวตั้งแต่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 และรับตัวชาวจีนที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมดังกล่าวกลับประเทศแล้วมากกว่า 6,600 คน เพื่อเป็นการส่งสัญญาณให้เครือข่ายอาชญากร โดยเฉพาะสแกมเมอร์เห็นว่าจีนจริงจังและเข้มงวดกับการปราบปรามการกระทำที่ผิดกฎหมาย ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของชาวจีน รวมทั้งส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของจีนในต่างประเทศ เนื่องจากกลุ่มอาชญากรชาวจีนใช้พื้นที่ในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งฐานการหลอกลวงออนไลน์ ดำเนินการเป็นอุตสาหกรรมและเครือข่ายขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน และค้ามนุษย์ ซึ่งทำลายเศรษฐกิจ…

สื่อต่างชาติรายงานเหตุปะทะระหว่างไทย-กัมพูชา เน้นผลกระทบต่อประชาชนและท่าทีนานาชาติ

สถานการณ์การปะทะระหว่างไทย-กัมพูชาบริเวณชายแดนได้รับความสนใจจากนานาชาติและสื่อมวลชน โดยรายงานเหตุการณ์ต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อ 9 ธันวาคม 2568 สื่อต่างประเทศเน้นผลกระทบจากความขัดแย้งดังกล่าวต่อประชาชนทั้งฝั่งไทยและฝั่งกัมพูชาที่ต้องอพยพออกจากพื้นที่ไปศูนย์อพยพชั่วคราว ตลอดจนต้องดำรงชีวิตด้วยความหวาดกลัว ด้านกรณีกัมพูชาระบุว่ามีพลเรือนจำนวน 6 รายเสียชีวิตจากการโจมตีของฝ่ายไทย ขณะที่ฝ่ายไทยมีความสูญเสียคือทหาร 1 ราย และยืนยันว่ารูปแบบการโจมตีของกองทัพกัมพูชามุ่งเป้าหมายพลเรือน สำหรับการปฏิบัติการของไทยเน้นทำลายเป้าหมายทางการทหารเท่านั้น หลีกเลี่ยงผลกระทบต่อพลเรือนชาวกัมพูชา และเป็นไปตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ตลอดจนย้ำว่าฝ่ายไทยต้องการสันติภาพ ที่ครอบคลุมถึงความปลอดภัยของประชาชน ท่าทีของสมเด็จฮุนเซน ประธานรัฐสภา อดีตผู้นำกัมพูชาและผู้ทรงอิทธิพลทางการเมืองในประเทศ ยังคงได้รับความสนใจอย่างมากจากสื่อต่างประเทศ เฉพาะอย่างยิ่งกรณีเปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กเมื่อ 8 ธันวาคม 2568 ว่า กองทัพกัมพูชาจำเป็นต้องตอบโต้ไทย หลังจากที่ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงมาโดยตลอด พร้อมทั้งมีรายงานว่าสมเด็จฮุนเซนมีถ้อยแถลงวิจารณ์ผู้นำรัฐบาลไทยเชิงลบว่าทำให้ทหารตกอยู่ในความเสี่ยง เพียงเพื่อแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์คะแนนนิยมทางการเมือง ตลอดจนเตือนให้ลดระดับความขัดแย้งบริเวณชายแดนโดยเร็ว สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่ตึงเครียด ทำให้นานาชาติแสดงความวิตกกังวล โดยนาย Stephane Dujarric  โฆษกประจำตัวนาย Antonio Guterres เลขาธิการสหประชาชาติ (UN) เมื่อ 8 ธันวาคม 2568 เรียกร้องให้ทั้ง 2 ฝ่ายหลีกเลี่ยงการทำให้การปะทะขยายวงกว้างและลดการโจมตีที่จะส่งผลกระทบต่อพลเรือน รวมทั้งอาคารและโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ในพื้นที่ด้วย นอกจากนี้…

การประเมินเศรษฐกิจและการค้าโลกในช่วงใกล้สิ้นปี 2568

ตลอดปี 2568 สถาบันเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ มีการประเมิน และปรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและการค้าของโลกในปี 2568 มาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเดือนธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายของปี ที่น่าสนใจคือ รายงานการค้าและการพัฒนาประจำปี 2568 (Trade and Development Report 2025) ขององค์การการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (United Nations Conference on Trade and Development -UNCTAD) ที่เผยแพร่รายงาน เมื่อ 2 ธันวาคม 2568 โดยประเมินว่าในปี 2568 การเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลง เหลือร้อยละ 2.6 สำหรับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development – OECD)   OECD ป ระเมินสอดคล้องในทิศทางเดียวกันกับรายงานของ UNCTAD ว่า การเติบโตของเศรษฐกิจโลกชะลอตัวจากที่คาดการณ์ไว้ แต่ประเมินให้อัตราการขยายตัวมากกว่า โดยอยู่ที่ร้อยละ 3.3…

อิสราเอล-กลุ่มฮะมาสจะเริ่มหารือข้อตกลงยุติความขัดแย้งระยะที่ 2

นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอลระบุเมื่อ 8 ธันวาคม 2568 ว่าจะหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ เร็ว ๆ นี้เพื่อทบทวนเงื่อนไขและขั้นตอนการดำเนินการตามแผนยุติความขัดแย้งในฉนวนกาซา และฟื้นฟูฉนวนกาซา ระยะที่ 2 หลังจากกองทัพอิสราเอลถอนกำลังออกจากพื้นที่แล้วบางส่วน ขณะที่กลุ่มฮะมาสทำตามแผนระยะที่ 1 คือ ส่งตัวประกันคืนให้อิสราเอลทั้งหมด โดยปัจจุบันเหลือตัวประกันชาวอิสราเอลอีก 1 ราย ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้นานาชาติสนใจว่าแผนการยุติสงครามในฉนวนกาซาอาจมีความคืบหน้า และมีความชัดเจนเรื่องการบริหารการปกครองฉนวนกาซา รวมทั้งบทบาทของกองกำลังนานาชาติภายใต้สหประชาชาติที่จะเข้าไปควบคุมสถานการณ์ด้านความมั่นคงในพื้นที่ต่อไป ท่าทีของนายกรัฐมนตรีอิสราเอลทำให้มีรายงานว่า อิสราเอลจะทบทวนข้อเสนอกับกลุ่มฮะมาสอีกครั้งเร็ว ๆ นี้ เพื่อเป้าหมายให้กลุ่มฮะมาสปลดอาวุธทั้งหมด อย่างไรก็ตาม กลุ่มฮะมาสยังไม่ตอบรับเงื่อนไขของอิสราเอล พร้อมยืนยันว่ากลุ่มอาจพิจารณาวางอาวุธชั่วคราว หากมีการผลักดันให้เกิดรัฐปาเลสไตน์อย่างจริงจัง รวมทั้งข้อตกลงหยุดยิงระยะ 5-10 ปีด้วย ซึ่งเงื่อนไขดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่สหรัฐฯ เสนอ แต่ผู้นำอิสราเอลยังไม่ยอมรับ เพราะคัดค้านการตั้งรัฐปาเลสไตน์ เนื่องจากจะเป็นชัยชนะของกลุ่มฮะมาส สถานการณ์ความมั่นคงและความขัดแย้งในฉนวนกาซายังไม่แน่นอน เนื่องจากทั้ง 2 ฝ่ายยังปฏิบัติการโจมตีทางการทหารต่อเนื่อง แม้จะอยู่ระหว่างทำข้อตกลงหยุดยิงและแลกเปลี่ยนตัวประกัน นอกจากนี้ มีรายงานว่ากองทัพอิสราเอลใช้โอกาสในช่วงการทำข้อตกลงหยุดยิงนี้วางกำลังพลตามแนวพรมแดนระหว่างเมืองในฉนวนกาซา เพื่อสร้าง “เขตแดนใหม่” เพื่อให้กองกำลังของอิสราเอลยังคงมีอำนาจควบคุมพื้นที่มากกว่าร้อยละ 50 ของฉนวนกาซา ท่าทีดังกล่าวทำให้ประเทศในตะวันออกกลางไม่เห็นด้วย โดยนายกรัฐมนตรีกาตาร์ระบุในที่ประชุม…

สื่อต่างประเทศรายงานสถานการณ์ปะทะไทย-กัมพูชา

สื่อมวลชนต่างประเทศยังคงติดตามรายงานสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทย-กัมพูชา จากกรณีมีรายงานเมื่อ 8 ธันวาคม 2568 ว่าเกิดเหตุการณ์ปะทะบริเวณพรมแดน 2 ประเทศ ล่าสุด สื่อต่างประเทศส่วนใหญ่รายงานว่าไทยปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในพื้นที่บริเวณชายแดนในช่วงเช้าของ 8 ธันวาคม 2568 เพื่อตอบโต้กัมพูชา นับเป็นการปะทะทางการทหารครั้งล่าสุดและเสี่ยงทำให้แผนยุติความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์สนับสนุนนั้นต้องหยุดชะงัก ทั้งนี้ สื่อรายงานโดยอ้างถ้อยแถลงของ ทอ.ไทยที่ระบุว่าปฏิบัติการโจมตีโดยมุ่งทำลายเป้าหมายด้านการทหารของกัมพูชา รวมทั้งศูนย์บัญชาการและเส้นทางลำเลียงเสบียง รวมทั้งอุปกรณ์ทางการทหารของกัมพูชาในพื้นที่ช่องอานม้า พื้นที่สำคัญเชิงยุทธศาสตร์ใน ต.โซง อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เนื่องจากเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อไทย สื่อรายงานด้วยว่า ฝ่ายไทยประเมินว่ากัมพูชาเคลื่อนย้ายกำลังพลและยุทโธปกรณ์ประเภทอาวุธหนักจำนวนมาก และฝ่ายไทยจำเป็นต้องปฏิบัติการทางอากาศเพื่อตอบโต้กัมพูชาที่เริ่มการปะทะก่อนในช่วงเวลา 03.00 น.โดยยิงโจมตีเข้าพื้นที่ฐานอนุพงษ์ บริเวณช่องบก จ.อุบลราชธานี จนทำให้ทหารไทยเสียชีวิต 1 ราย และได้รับบาดเจ็บ 2 ราย นอกจากนี้ กัมพูชายิงจรวดรุ่น BM-21 เข้าพื้นที่พลเรือนของไทยด้วย แต่ยังไม่มีรายงานความเสียหาย กัมพูชาปฏิเสธข้อมูลของฝ่ายไทย และยืนยันผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่ากัมพูชาปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่างกัน และต้องการแก้ไขความขัดแย้งตามแนวทางสันติภาพ รวมทั้งกฎหมายระหว่างประเทศ ตลอดจนย้ำว่ากัมพูชาติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และมีรายงานว่าฝ่ายไทยปฏิบัติการโจมตีกัมพูชาในช่วงเวลา 05.04 น. นอกจากประเด็นการปะทะและความไม่แน่นอนด้านสถานการณ์ความปลอดภัย รวมทั้งการรักษาข้อตกลงที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พยายามผลักดัน…

กัมพูชาเปิดรับการลงทุนจาก USABC ของสหรัฐฯ

ช่วงต้นธันวาคม 2568 สื่อกัมพูชาเสนอข่าวสารสำคัญเกี่ยวกับการที่กัมพูชาเปิดรับสภาธุรกิจสหรัฐฯ–อาเซียน (U.S.-ASEAN Business Council -USABC) ซึ่งการที่นายฮุน มาเน็ต นายกรัฐมนตรีของกัมพูชาได้เข้าร่วมประชุม และพบหารือกับ USABC ด้วยตนเอง และสร้างความมั่นใจในการดำเนินนโยบายของรัฐบาล และการมีสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุน ทำให้ USABC พอใจมาก และยังตอบรับที่กัมพูชาได้จัดตั้งช่องทางการติดต่อ และแก้ไขปัญหาระหว่างนักธุรกิจของทั้งสองประเทศ ที่ชื่อว่า Government-Private Sector Forum หรือ G-PSF หลังจากการเดินสายในกัมพูชาของบริษัท  USABC เช่น ConocoPhillips, Marriott International, Mastercard, Visa, Ford & RMA, Coca-Cola, และ Vriens & Partners เป็นต้น ในครั้งนี้ การค้าการลงทุนของบริษัทขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ น่าจะหลั่งไหลไปยังกัมพูชามากขึ้น เพราะ USABC ได้พบหลายภาคส่วนของกัมพูชาเช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการท่องเที่ยว และกระทรวงสาธารณสุข นอกจากนี้ กัมพูชายังได้ นาย…

EU จะยกเลิกนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากรัสเซีย ในปี 2570

สหภาพยุโรป (EU) เมื่อ 3 ธันวาคม 2568 เห็นพ้องร่วมกันว่าจะยุติการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียในปี 2570 เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากรัสเซีย โดยคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งเป็นองค์กรกำกับดูแลความร่วมมือและการเสนอกฎหมายของ EU เสนอแผนการดำเนินการดังกล่าวไว้ตั้งแต่ มิถุนายน 2568 เป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานในภูมิภาค พร้อมกับลดความเสี่ยงที่รัสเซียจะใช้ประเด็นความมั่นคงด้านพลังงานของสมาชิก EU เป็นปัจจัยสร้างความได้เปรียบในการดำเนินนโยบายต่างประเทศและยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงอื่น ๆ EU ลดการพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียโดยแบ่งเป็นขั้นตอน ซึ่งขึ้นอยู่กับประเภทสัญญาซื้อขายก่อนหน้านี้ เช่น  ประเทศที่ทำสัญญาซื้อ-ขายก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียไปแล้วก่อน 17 มิถุนายน 2568 และเป็นสัญญาระยะสั้น จะต้องยุติการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquefied Natural Gas) หรือ LNG จากรัสเซียใน 25 เมษายน 2569 และยุติการนำเข้าก๊าซธรรมชาติผ่านท่อลำเลียงก๊าซจากรัสเซียภายใน 17 มิถุนายน 2569 ส่วนประเทศที่ทำสัญญาซื้อขายระยะยาว จะต้องดำเนินการให้ได้ภายในปี 2570 อย่างไรก็ตาม หากสมาชิก EU เผชิญอุปสรรค โดยเฉพาะการสำรองพลังงาน ก็ยังสามารถยื่นขอขยายระยะเวลาได้ EU เคยนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียประมาณร้อยละ 45…

อิสราเอล-เลบานอนเจรจาลดระดับความตึงเครียดครั้งแรกในรอบ 40 ปี

ความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลและเลบานอน ประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกันในภูมิภาคตะวันออกกลาง ตึงเครียดอย่างต่อเนื่องในห้วง พฤศจิกายน 2568 เนื่องจากมีรายงานการปะทะและโจมตีทางการทหารระหว่างกัน และกองทัพอิสราเอลรุกล้ำเข้าไปปฏิบัติการปรามปรามกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ในพรมแดนของเลบานอนด้วย เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้นานาชาติวิตกว่าจะเกิดสงครามระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 ฝ่ายเริ่มลดระดับความขัดแย้งเมื่อ 3 ธันวาคม 2568 โดยอิสราเอลและเลบานอนส่งผู้แทนฝ่ายพลเรือนไปเจรจากันที่เมือง Naqoura ทางตอนใต้ของเลบานอน ใกล้ชายแดนอิสราเอล เพื่อเจรจาเรื่องความมั่นคงและกำหนดเงื่อนไข การเจรจาระหว่างอิสราเอล-เลบานอนที่เกิดขึ้น ถือว่าเป็นการเจรจาโดยตรงครั้งแรกในรอบ 40 ปี โดยมีสหรัฐฯ เป็นตัวกลางในการเจรจา เลบานอนส่งนาย Simon Karam อดีต ออท.เลบานอน/วอชิงตัน ดี.ซี.เป็นผู้แทน ส่วนอิสราเอลส่งผู้แทนจากสภาความมั่นคงแห่งชาติ แม้ว่าจะเป็นโอกาสลดความขัดแย้งระหว่างกัน แต่สรุปผลลัพธ์ทั้ง 2 ประเทศยังไม่สามารถยุติความขัดแย้งหรือร่วมมือกันได้ ด้านนายกรัฐมนตรี Nawaf Salam ของเลบานอนย้ำว่าการเจรจาดังกล่าวไม่ใช่การเจรจาสันติภาพ แต่เป็นการทำให้ทั่วโลกเห็นว่า เลบานอนเป็นประเทศที่พร้อมใช้กลไกทางการทูตและการเจรจา พร้อมกันนี้ เลบานอนยังใช้โอกาสดังกล่าวย้ำว่ายึดมั่นในกรอบ Arab Peace Initiative ซึ่งมีเนื้อหาระบุว่าเลบานอนจะปรับความสัมพันธ์กับอิสราเอลให้เป็นปกติ ต่อเมื่ออิสราเอลยอมถอนกำลังทหารทั้งหมดออกจากประเทศ โดยจะไม่ยอมรับข้อตกลงอื่น ๆ ที่อิสราเอลพยายามเสนอ ฝ่ายอิสราเอลใช้ประโยชน์จากการเจรจาดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นผลจากการที่นายกรัฐมนตรีเบนจามิน…

เส้นทางรถไฟจีน-ลาวช่วยลาวส่งออกสินค้าเกษตรไปจีนได้เพิ่มขึ้น

เส้นทางรถไฟจีน-ลาว China-Laos Railway เอื้อประโยชน์ต่อลาวอย่างมาก ทั้งการเชื่อมต่อด้านการเดินทาง ที่ทั้งเป็นคนลาว และนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมทั้งการขนส่งสินค้า เฉพาะอย่างยิ่งสินค้าด้านการเกษตร ไปยังทางตอนใต้ของจีน  การเดินทาง และการขนส่งสินค้าทางรถไฟของทั้งสองประเทศมีแนวโน้มจะได้รับความนิยมมากขึ้น เนื่องจากต้นทุนไม่แพง ได้ปริมาณมาก และสะดวกสบาย การส่งออกสินค้าเกษตรของลาวไปจีนได้มากขึ้นจะเป็นผลดีต่อประชาชน และเศรษฐกิจของลาว ขณะที่จีนก็จะสามารถเพิ่มความหลากหลายของตลาดในการนำเข้าสินค้าเกษตรจากอาเซียน หลังจากที่เปิดเส้นทางรถไฟลาว-จีน  เส้นทางนี้ทำการขนส่งสินค้าจากลาวไปจีนทั้งหมดแล้วประมาณ 16 ล้านตัน ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรแล้วประมาณ 1.7 ล้านตัน และในห้วง  7 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม-กรกฎาคม 2568) ส่งออกเพิ่มขึ้นจากห้วงเดียวกันร้อยละ 6.8 และเฉพาะผลไม้สดอย่างเดียวส่งออกไปจีนเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 62.8 นอกจากนี้ เมื่อปลายพฤศจิกายน 2568 รถไฟจีน-ลาวก็เปิดโอกาสให้ลาวส่งออกสินค้าเกษตรไปยังจีน ซึ่งได้แก่แป้งมันสำปะหลัง จำนวน 1,000 ตัน  ซึ่งเป็นผลผลิตของโรงงานในลาวทั้งหมด และเป็นครั้งแรกที่ลาวบรรจุแป้งมันสำปะหลังเต็มขบวนเพื่อส่งออกไปจีน โดยออกจากลาวเมื่อ 29 พฤศจิกายน 2568 จะใช้เวลา 80 ชั่วโมงก็จะถึง เมืองเจิ้งโจ เมืองหลวงของมณฑลเฮอหนาน บริษัทรถไฟจีน-ลาว…

สปป.ลาว ฉลองครบรอบ 50 ปีวันชาติ

รัฐบาลลาวฉลองเนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีวันชาติ (Lao National Day) เมื่อ 2 ธันวาคม 2568 โดยนายทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศและเลขาธิการพรรคประชาชนปฏิวัติลาวกล่าวสุนทรพจน์แสดงความยินดีร่วมกับประชาชนที่กรุงเวียงจันท์ โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูง กองทัพ และผู้แทนจากต่างประเทศเข้าร่วมฉลองชัยชนะของประชาชน นอกจากนี้ ประธานประเทศใช้โอกาสขอบคุณนานาชาติที่สนับสนุนการพัฒนาของ สปป.ลาว ทำให้ประสบความสำเร็จหลากหลายด้าน ตลอดจนย้ำความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันระหว่าง สปป.ลาว เวียดนาม และกัมพูชา ทั้งนี้ สปป.ลาวจะยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาเอกภาพภายในชาติ หลักการสังคมนิยม และให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง พร้อมกระตุ้นให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ของ สปป.ลาว สืบสานแนวคิดดังกล่าวเพื่อความมั่นคงและการพัฒนาของประเทศต่อไป กิจกรรมฉลองวันชาติของ สปป.ลาวมีประชาชนเข้าร่วมจำนวนมาก เนื่องจากมีการแสดงพาเหรดแสดงผลงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และการทหาร ประชาชนส่วนใหญ่มีมุมมองเชิงบวกและเชื่อมั่นต่อการพัฒนาประเทศ ด้านประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีนมีการส่งสาสน์แสดงความยินดีต่อรัฐบาลและประชาชนชาวลาว พร้อมระบุว่ายินดีจะขยายความร่วมมือกับ สปป.ลาวต่อไป โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนส่งสาสน์ด้วยตนเอง เพื่อย้ำความสัมพันธ์ใกล้ชิดและสนับสนุนหลักคิดการพัฒนาประเทศโดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ตลอดจนย้ำความใกล้ชิดของทั้ง 2 ประเทศในฐานะพี่น้อง (brothers) และสหาย (comrades) ตามหลักนิยมของระบอบสังคมนิยมด้วย ประธานประเทศลาวตั้งเป้าหมายในปี 2598 หรือวาระครบรอบ…