ตุรกีจัดการประชุมหารือสถานการณ์ในฉนวนกาซา

ประเทศในตะวันออกกลางและอินโดนีเซียร่วมการประชุมนานาชาติที่เมืองอิสตันบูล ตุรกีเมื่อ 3 พฤศจิกายน 2568 เพื่อหารือแนวทางเพิ่มความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา และเรียกร้องให้อิสราเอลปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศตุรกีเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมดังกล่าว มีผู้แทนจากกาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จอร์แดน ปากีสถาน และอินโดนีเซียเข้าร่วม ที่ประชุมมีมติจะพิจารณาแผนการส่งกองกำลังนานาชาติ หรือ International Stabilization Force (ISF) เข้าไปรักษาความสงบเรียบร้อยในฉนวนกาซา และเร่งหาช่องทางกระจายความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมให้ชาวปาเลสไตน์ นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นพ้องว่าอิสราเอลยังละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการสร้างความเชื่อมั่นและสันติภาพในระยะยาว ดังนั้น นานาชาติควรจะยังคงมาตรการกดดันรัฐบาลและกองทัพอิสราเอลต่อไป ปัจจุบันข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮะมาสที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 10 ตุลาคม 2568 ยังดำเนินต่อไป แต่มีรายงานว่าอิสราเอลปฏิบัติการโจมตีที่อยู่อาศัยของชาวปาเลสไตน์อย่างต่อเนื่อง ทำให้นานาชาติไม่สามารถกระจายความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในพื้นที่ได้ตามเป้าหมาย และมีรายงานจำนวนผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลในช่วงที่บังคับใช้ข้อตกลงหยุดยิงแล้วอย่างน้อย 236 ราย การหารือดังกล่าวอาจยังไม่เพียงพอที่จะกดดันอิสราเอลให้ยุติปฏิบัติการโจมตีในฉนวนกาซา ตามข้อตกลงระหว่างกัน เพราะสหรัฐฯ ยังไม่ลงโทษอิสราเอลและยังคงความร่วมมือใกล้ชิด ขณะเดียวกัน ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่านานาชาติจะตั้งกองกำลังรักษาเสถียรภาพ (ISF) ได้ในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งแนวคิดดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของข้อเสนอสันติภาพที่ผู้นำสหรัฐฯ เสนอให้กลุ่มประเทศอาหรับและนานาชาติมีส่วนร่วมในการรักษาความมั่นคงในฉนวนกาซา เฉพาะอย่างยิ่งจอร์แดนและอียิปต์ ทั้งนี้ มีรายงานว่าอิสราเอลจะได้สิทธิกำหนดว่าประเทศใดจะได้เข้าร่วมการตั้งกองกำลัง ISF และมีแนวโน้มจะไม่อนุญาตให้กองทัพตุรกีเข้าร่วม เพราะไม่ไว้วางใจท่าทีของรัฐบาลตุรกี…

ความคืบหน้าเหตุคนร้ายไล่แทงในรถไฟ สหราชอาณาจักร

สหราชอาณาจักรเผชิญเหตุความรุนแรงและการใช้อาวุธมีดในที่สาธารณะ จากกรณีเมื่อ 2 พฤศจิกายน 2568 มีรายงานว่าผู้ก่อเหตุร้ายชาวอังกฤษใช้มีดไล่แทงประชาชนระหว่างโดยสารรถไฟความเร็วสูงจากสถานี Doncaster ไปยังสถานี London King’s Cros ที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 11 ราย เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่การก่อการร้าย ขณะเดียวกันก็ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้แล้ว มั่นใจว่าผู้ก่อเหตุเป็นชายชาวอังกฤษ อายุประมาณ 32 ปี เป็นผู้ก่อเหตุเพียงลำพัง และไม่เกี่ยวข้องกับอุดมการณ์ของกลุ่มก่อการร้ายสากล ด้านนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรแสดงความกังวลเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว เนื่องจากการก่อเหตุร้ายด้วยอาวุธมีดในประเทศมีแนวโน้มเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ผู้นำสหราชอาณาจักรเรียกร้องให้ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์งดการเผยแพร่ข้อมูลข่าวปลอมหรือบิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว เพราะไม่ต้องการให้สังคมสับสน ซ้ำรอยเหตุการณ์เมื่อปี 2567 ที่มีเหตุวัยรุ่นชายใช้อาวุธมีดทำร้ายเยาวชนระหว่างเรียนเต้นรำที่เมืองเซาท์พอร์ต ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และได้รับบาดเจ็บ 11 ราย จากนั้นมีการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่าผู้ก่อเหตุเป็นผู้อพยพชาวมุสลิมที่ฝักใฝ่แนวคิดหัวรุนแรงสุดโต่ง จึงทำให้ประชาชนไม่พอใจและเกิดกระแสประท้วงรัฐบาลเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลปกป้องชีวิตเด็กและเยาวชน รวมทั้งเชื่อมโยงเหตุร้ายดังกล่าวกับนโยบายการรับผู้อพยพเข้าประเทศ จนทำให้เกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและเสี่ยงเกิดการจลาจลในกรุงลอนดอน สถิติการก่อเหตุร้ายด้วยอาวุธมีดในสหราชอาณาจักรในห้วง 10 ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และจำนวนผู้ก่อเหตุก็เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ทำให้ปัจจุบัน สหราชอาณาจักรถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่เผชิญการก่อเหตุรุนแรงด้วยอาวุธมีดบ่อยครั้งที่สุดในประเทศยุโรป มีรายงานจากหน่วย Office of National Statistics ว่าในปี 2568…

นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ จะปรับเปลี่ยนไปจากเดิม  

สื่อมวลชนต่างประเทศให้ความสนใจถ้อยแถลงของนาง Tulsi Gabbard ผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองแห่งชาติ (National Intelligence) ของสหรัฐฯ ระหว่างการประชุมความมั่นคงนานาชาติ International Institute for Security Studies Manama Dialogue ประจำปี 2568 ที่เมืองมานามา บาห์เรน เมื่อ 31 ตุลาคม 2568 เนื่องจากนาง Gabbard เป็นผู้ควบคุมงบประมาณ และประสานงานการทำงานของสมาชิกในประชาคมของหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ในถ้อยแถลงของนาง Gabbard ระบุว่า นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ จะปรับเปลี่ยนไปจากเดิม โดยจะไม่พยายามเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในต่างประเทศอีกต่อไป เนื่องจากที่ผ่านมา สหรัฐฯ ติดอยู่ในกับดักความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของประเทศอื่น ๆ จนทำให้สหรัฐฯ ไปสร้างศัตรูในต่างประเทศมากขึ้น ตลอดจนต้องสูญเสียงบประมาณไปมากมาย ดังนั้น รัฐบาลสหรัฐฯ ที่นำโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะยุติและยกเลิกนโยบายในลักษณะดังกล่าว ไปดำเนินนโยบายต่างประเทศที่มีลักษณะสอดคล้องกับความเป็นจริง (pragmatic) และอยู่บนพื้นฐานการรักษาผลประโยชน์ของชาวอเมริกัน ตลอดจนเน้นสร้างสันติภาพทั่วโลก แม้ถ้อยแถลงของนาง Gabbard จะเป็นสัญญาณว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะยุติปฏิบัติการแทรกแซงการเมืองและระบบการปกครองในต่างประเทศ รวมทั้งไม่สนับสนุนการสร้างความขัดแย้งและสงคราม ตลอดจนจะใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจและการรักษาสันติภาพ…

เมียนมายังเผชิญวิกฤตความรุนแรง แม้รัฐบาลเริ่มรณรงค์หาเลียงเพื่อการเลือกตั้ง

สถานการณ์ความรุนแรงและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมายังคงเป็นประเด็นที่นานาชาติให้ความสำคัญและติดตามความคืบหน้า ตลอดจนต้องการให้ประเทศเพื่อนบ้านของเมียนมา รวมทั้งไทย และอาเซียนร่วมมือกันโน้มน้าวให้รัฐบาลและกองทัพเมียนมายุติความรุนแรงก่อนจัดการเลือกตั้งทั่วไปใน 28 ธันวาคม 2568 ล่าสุด สหประชาชาติเมื่อ 29 ตุลาคม 2568 เผยแพร่รายงานของผู้แทนสหประชาชาติและองค์กร Independent Investigative Mechanism for Myanmar (IIMM) ที่กังวลว่าประชาชนเมียนมายังเผชิญวิกฤตความรุนแรงและการกดดันทางการเมือง ซึ่งมีแนวโน้มจะขยายตัวมากขึ้นในช่วงที่มีการหาเสียงเพื่อเลือกตั้ง เนื่องจาก IIMM มีหลักฐานว่ากองทัพเมียนมาคุกคาม ข่มขู่ และใช้ความรุนแรงกับบุคคลที่ถูกควบคุมตัว ขณะเดียวกันก็ยังปฏิบัติการทางทหารเพื่อโจมตีที่พักอาศัย โรงเรียน โรงพยาบาล และสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาในเมียนมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ยังอยู่ในความวิตกกังวลและหวาดกลัว ไม่เป็นผลดีต่อการแสดงออกเสรีภาพทางการเมือง สถานการณ์ในเมียนมายังทำให้เกิดวิกฤตด้านมนุษยธรรมด้วย โดยนาย Tom Andrews ผู้แทนของสหประชาชาติด้านสิทธิมนุษยชนในเมียนมาประเมินว่าชาวเมียนมาอย่างน้อย 22 ล้านคนต้องการความช่วยเหลือ และจำนวนอย่างน้อย 16 ล้านคนเผชิญวิกฤตความไม่มั่นคงทางอาหาร สาเหตุจากความรุนแรงและความขัดแย้งทางการเมือง ที่ทำให้นานาชาติไม่สามารถเข้าไปมอบความช่วยเหลือแก่ชาวเมียนมาได้โดยตรง ประกอบกับภัยธรรมชาติหรือแผ่นดินไหวที่ซ้ำเติมความเดือดร้อนของชาวเมียนมา รวมทั้งความเสี่ยงจากกรณีนานาชาติ รวมทั้งสหรัฐฯ ตัดลดงบประมาณให้ความช่วยเหลือชาวเมียนมา นักปกป้องสิทธิมนุษยชนมีมุมมองว่าการยอมรับผลการเลือกตั้งของเมียนมาในปลายปี 2568 อาจทำให้สถานการณ์ด้านความมั่นคงมนุษย์ในเมียนมาเลวร้ายมากขึ้น เพราะรัฐบาลและกองทัพเมียนมาวางแผนการเลือกตั้งให้เอื้อต่อการสืบทอดอำนาจทางการเมืองและกำจัดคู่แข่ง โดยให้พรรค Union Solidarity…

แนวโน้มความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน ภายหลังการพบหารือระหว่างผู้นำ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พบหารือกันเมื่อ 30 ตุลาคม 2568 ที่เมืองปูซาน เกาหลีใต้ ห้วงที่มีการประชุมสุดยอดกลุ่มความร่วมมือเอเปค โดยจะเป็นการพบกันอย่างเป็นทางการครั้งแรกหลังจากปี 2562 ซึ่งการพบหารือครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางบรรยากาศความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่ตึงเครียด เพราะประธานาธิบดีทรัมป์ขู่จะขึ้นภาษีสินค้านิเข้าจากจีนเพื่อตอบโต้มาตรการควบคุมการส่งออกแรร์เอิร์ธของรัฐบาลจีน อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์การพบหารือระหว่างผู้นำประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจครั้งนี้ค่อนข้างเป็นเชิงบวก และอาจส่งผลดีต่อบรรยากาศความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น แนวโน้มความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนหลังจากการพบหารือครั้งนี้น่าจะดีขึ้น เนื่องจากผู้นำสหรัฐฯ และจีนเห็นพ้องจะปรับลดมาตรการทางการค้าที่เป็นอุปสรรคระหว่างกัน ลดแรงกดดันในการส่งออก และจะยังคงมีช่องทางหารือระหว่างกันต่อไป สำหรับมาตรการที่สหรัฐฯ จะผ่อนคลายให้จีน เช่น สหรัฐฯ ปรับลดอัตราภาษีตอบโต้จีนกรณีการควบคุมสารเสพติดเฟนทานิล จากร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 10 ยกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียมเรือขนส่งสินค้าจากจีน ให้คำมั่นว่าสหรัฐฯ จะไม่เพิ่มรายชื่อบริษัทต่างชาติในบัญชี Entity List ของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ และระบุว่าสหรัฐฯ กับจีนอาจลงนามในข้อตกลงการค้าระหว่างกันได้เร็ว ๆ นี้ ด้านจีนตกลงจะชะลอมาตรการการควบคุมการส่งออกแรร์เอิร์ธ ซึ่งมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมการผลิตของสหรัฐฯ ออกไปก่อน รวมทั้งเห็นพ้องที่จะนำเข้าถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์อาหารจากสหรัฐฯ มากขึ้น ผู้นำสหรัฐฯ และผู้นำจีนได้สร้างผลงานในการเจรจากับต่างประเทศ โดยประธานาธิบดีทรัมป์ประสบความสำเร็จในการโน้มน้าวให้จีนยอมเพิ่มการนำเข้าสินค้าอาหารจากสหรัฐฯ ที่จะเป็นโอกาสเพิ่มความได้เปรียบดุลการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ขณะที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงได้แสดงวิสัยทัศน์ให้ทั่วโลกเห็นว่าจีนให้ความสำคัญกับการรักษาบรรยากาศเศรษฐกิจโลก…

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ลดอัตราดอกเบี้ย เชื่อมั่นเศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัวปานกลาง

สื่อสหรัฐฯ เมื่อ 30 ตุลาคม 2568 รายงานผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เมื่อ 29 ตุลาคม 2568 ซึ่งนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธาน Fed ประกาศว่าที่ประชุมมีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.25 ซึ่งเป็นการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยครั้งที่ 2 ในปี 2568 พร้อมทั้งประกาศยุติมาตรการคุมเข้มเชิงปริมาณ หรือ Quantitative Tightening (QT) เพื่อผ่อนคลายนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป การตัดสินใจของ Fed ได้รับการตอบรับเชิงบวก เพราะเป็นไปตามการคาดการณ์ของนักลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลก และแผนการของ Fed ที่เคยระบุว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปี 2568 จำนวน 3 ครั้ง ปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ อยู่ที่ร้อยละ 3.75-4.00 ขณะที่รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในสภาวะ Government Shutdown หรือภาวะที่รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องหยุดการดำเนินงานชั่วคราว นอกจากนี้ Fed มีความกังวลเกี่ยวกับภาวะตลาดแรงงานและอัตราเงินเฟ้อสูงเกินกว่าค่าเป้าหมาย…

บราซิลปราบปรามกลุ่มค้ายาเสพติดในเมืองหลวง

รัฐบาลบราซิลปฏิบัติการกวาดล้างและปราบปรามเครือข่ายและสมาชิกกลุ่มค้ายาเสพติดในพื้นที่ชุมชนแออัดในกรุง Rio de Janeiro เมื่อ 28-30 ตุลาคม 2568 เป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยในประเทศ การปฏิบัติการดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากถึง 132 คน ส่วนใหญ่เป็นประชาชนในชุมชนแออัด ทำให้ประชาชนชาวบราซิลบางส่วนไม่พอใจอย่างมาก และมีมุมมองว่าเจ้าหน้าที่ความมั่นคงที่ปฏิบัติการดังกล่าวกระทำเกินกว่าเหตุ เป็นการสังหารหมู่ จึงรวมตัวกันชุมนุมประท้วงและเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐแสดงความรับผิดชอบ เฉพาะอย่างยิ่งนาย Claudio Castro ผู้ว่ากรุง Rio de Janeiro ที่ยืนยันว่าเป้าหมายของปฏิบัติการครั้งนี้ คือ อาชญากร ประธานาธิบดี Luiz Inacio Lula da Silva ของบราซิลแสดงความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ พร้อมระบุว่ารัฐบาลกลางไม่ได้รับการแจ้งเตือนเกี่ยวกับปฏิบัติการดังกล่าวล่วงหน้า ด้านเลขาธิการสหประชาชาติ (UN) ร่วมแสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบและความสูญเสียที่เกิดขึ้น โดยย้ำว่าปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยความมั่นคงจำเป็นต้องสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนและกฎหมาย เจ้าหน้าที่ตำรวจบราซิลระบุว่า ปฏิบัติการดังกล่าวมีการวางแผนมานาน ใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 2,500 คน รวมทั้งมีเฮลิคอปเตอร์และอากาศยานไร้คนขับร่วมปฏิบัติการด้วย เป้าหมายเพื่อกดดันสมาชิกองค์กรค้ายาเสพติดหลบหนีจากชุมชนไปแอบซ่อนตัวในพื้นที่รกร้างหรือป่าบริเวณใกล้เคียง จากนั้น เจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษจะเข้าไปจัดการเป้าหมาย คือ สมาชิกกลุ่ม Comando Vermelho องค์กรค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่เก่าแก่และทรงอิทธิพลของบราซิล มีฐานที่มั่นอยู่ในพื้นที่ตอนเหนือของกรุง Rio de…

ข้อตกลงหยุดยิงในฉนวนกาซาล้มเหลว !? : อิสราเอลปฏิบัติการโจมตีอีกครั้ง

  นานาชาติห่วงกังวลสถานการณ์ความรุนแรงและความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-กลุ่มฮะมาสในฉนวนกาซา รวมทั้งแนวโน้มการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงระหว่างทั้ง 2 ฝ่าย หลังจากมีรายงานเมื่อ 29 ตุลาคม 2568 ว่า กองทัพอิสราเอลปฏิบัติการโจมตีทางทหารในฉนวนกาซา ในเบื้องต้น ทำให้มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตอย่างน้อย 20 ราย และได้รับบาดเจ็บมากกว่า 50 ราย การโจมตีของกองทัพอิสราเอลเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของฉนวนกาซา ได้แก่ เมือง Gaza City, Beit Lahia, al-Bureij, Nuseirat และ Khan Younis ส่งผลให้โรงเรียน โรงพยาบาลและที่อยู่อาศัยของพลเรือนได้รับผลกระทบ การปฏิบัติการดังกล่าวเป็นไปตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอล ซึ่งได้รับรายงานว่ากลุ่มฮะมาสยิงโจมตีทหารอิสราเอลที่ประจำการอยู่ในพื้นที่เมือง Rafah ทางตอนใต้ของฉนวนกาซา ทำให้ทหารอิสราเอลได้รับบาดเจ็บ ดังนั้น กองทัพอิสราเอลจำเป็นต้องตอบโต้และปราบปรามกลุ่มฮะมาสที่ยังคงเป็นภัยคุกคามต่ออิสราเอล แม้ว่าจะทำข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกันไปแล้วตั้งแต่ 10 ตุลาคม 2568 นอกจากนี้ มีรายงานว่าอิสราเอลไม่พอใจอย่างมาก หลังจากตรวจสอบพบว่ากลุ่มฮะมาสคืนร่างตัวประกันไม่ถูกต้องตามข้อตกลง ด้านกลุ่มฮะมาส นำโดยฝ่ายกองกำลังหรือกลุ่ม Qassam Brigades ประกาศชะลอการส่งร่างตัวประกันที่เสียชีวิต 11 ราย คืนให้อิสราเอล…

เกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธในห้วงที่ผู้นำสหรัฐฯ เยือนเกาหลีใต้

สื่อต่างประเทศยังคงติดตามรายงานการเยือนเอเชียของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยเมื่อ 29 ตุลาคม 2568 มีรายงานว่าผู้นำสหรัฐฯ เยือนเกาหลีใต้ และมีมุมมองเชิงบวกต่อทิศทางการประชุมสุดยอดกลุ่มความร่วมมือเอเปค รวมทั้งการเจรจากับผู้นำจีน อย่างไรก็ตาม ผู้นำสหรัฐฯ เผชิญความท้าทายในการเยือนเกาหลีใต้ เพราะนอกเหนือจะมีชาวเกาหลีใต้รวมตัวกันประท้วงต่อต้านและขับไล่ประธานาธิบดีทรัมป์ภายใต้แคเปญ “No Trump” ในกรุงโซล ตั้งแต่ 26 ตุลาคม 2568 ยังมีรายงานว่าเกาหลีเหนือยิงทดสอบขีปนาวุธ ในช่วงก่อนที่เครื่องบิน Air Force One ของผู้นำสหรัฐฯ จะเดินทางถึงท่าอากาศยานปูซาน เกาหลีใต้ด้วย เกาหลีเหนือยิงทดสอบขีปนาวุธร่อน (sea-to-surface cruise missiles) ในบริเวณทะเลเหลือง ทางทิศตะวันตกของประเทศ เมื่อ 28 ตุลาคม 2568 เพื่อแสดงให้สหรัฐฯ และเกาหลีใต้เห็นว่ากองทัพเกาหลีเหนือมีแสนยานุภาพในการปกป้องประเทศจากภัยคุกคามและศัตรู โดยขีปนาวุธดังกล่าวสามารถร่อนอยู่ในอากาศได้นาน 2 ชั่วโมงก่อนที่จะพุ่งเข้าโจมตีเป้าหมาย ด้านนาย Pak Jong Chon เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพเกาหลีเหนือเข้าร่วมสังเกตการณ์การยิงทดสอบดังกล่าว และประกาศว่าประสบความสำเร็จ รวมทั้งเป็นขั้นตอนสำคัญของการพัฒนาอาวุธของเกาหลีเหนือด้วย เกาหลีใต้และสหรัฐฯ เฝ้าระวังและติดตามความเคลื่อนไหวด้านการทหารของเกาหลีเหนืออย่างใกล้ชิด พร้อมระบุว่าสามารถตรวจจับการทดสอบดังกล่าวได้และร่วมกันวิเคราะห์ภัยคุกคาม ตลอดจนเตรียมความพร้อมเพื่อตอบโต้อันตรายจากปฏิบัติการยั่วยุทางการทหารของเกาหลีเหนือ…

สหรัฐฯ ใช้ข้อตกลง rare earth กับเอเชีย แข่งกับจีน

  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เยือนเอเชียระหว่าง 26-28 ตุลาคม 2568 เพื่อสร้างผลงานผ่านการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนและกระชับความสัมพันธ์กับญี่ปุ่น พันธมิตรด้านความมั่นคงที่ใกล้ชิดของสหรัฐฯ นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐฯ ยังใช้โอกาสการเยือนครั้งนี้ลงนามในเอกสารความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อขยายห่วงโซ่อุปทานแร่แรร์เอิร์ธ (rare earth) ที่กำลังเป็นเครื่องมือสำคัญในการแข่งขันอิทธิพลระหว่างสหรัฐฯ กับจีน สำหรับประเทศที่สหรัฐฯ ทำข้อตกลงเพื่อขยายความร่วมมือด้านการสำรวจแรร์เอิร์ธ ได้แก่ ญี่ปุ่น มาเลเซีย ไทย เวียดนาม และกัมพูชา เนื่องจากแต่ละประเทศมีข้อมูลว่ามีทรัพยากรดังกล่าว แม้ว่าจะยังไม่ชัดเจนว่ามีปริมาณมากพอที่สหรัฐฯ จะนำไปสกัดเพื่อผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีระดับสูงได้อย่างคุ้มค่าหรือไม่ แต่ความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ ที่เพิ่มความร่วมมือด้านการสำรวจแร่แรร์เอิร์ธในพื้นที่เอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นสัญญาณว่าสหรัฐฯ ให้ความสำคัญอย่างมากกับทรัพยากรดังกล่าว และพร้อมใช้ความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือในการแข่งขันกับจีนด้านการควบคุมห่วงโซ่การผลิตแรร์เอิร์ธและป้องกันการลงทุนของจีนในต่างประเทศ เอกสารที่ผู้นำสหรัฐฯ ร่วมลงนามกับประเทศในเอเชียเรื่องการสำรวจแรร์เอิร์ธ มีสาระสำคัญเหมือนกัน คือจะส่งออกแร่แรร์เอิร์ธให้สหรัฐฯ แลกเปลี่ยนกับการให้สหรัฐฯ ถ่ายทอดเทคโนโลยีและความรู้ในการสกัดแร่ดังกล่าว ซึ่งเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและยุ่งยาก อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ประเมินว่า ข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศในเอเชียเรื่องแร่แรร์เอิร์ธเป็นเพียงบันทึกความเข้าใจและความตกลง “เชิงสัญลักษณ์” ยังไม่มีรายละเอียดหรือระบุขั้นตอนที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเสริมสร้างความร่วมมือดังกล่าว และยังต้องรอความชัดเจนเรื่องการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ต้นทุนด้านแรงงาน และประเมินการลงทุนของสหรัฐฯ ให้คุ้มค่า และอาจไม่มีผลต่อจีน ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการสร้างผลงาน จึงพยายามนำเสนอให้ชาวอเมริกันและทั่วโลกเข้าใจว่า การลงนามในความร่วมมือกับญี่ปุ่น มาเลเซีย ไทย…