ไต้หวันเพิ่มงบประมาณป้องกันดินแดน 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

หลังจากการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ เมื่อ 26 พฤศจิกายน 2568 ประธานาธิบดี Lai Ching-te ของไต้หวัน ประกาศเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมจำนวน 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ระหว่างปี 2569-2576 เพื่อรับมือกับการข่มขู่และคุกคามจากภายนอก เฉพาะอย่างยิ่งจากจีน โดยประธานาธิบดีไต้หวันระบุว่า ไต้หวันจะไม่ผ่อนปรนหากเป็นเรื่องความมั่นคง พร้อมย้ำว่าไต้หวันไม่ได้ต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ หรือต้องเลือกระหว่างการรวมชาติกับการเป็นเอกราช แต่ไต้หวันจะปกป้องไต้หวันที่เป็นประชาธิปไตย และไม่ตกเป็นของจีน นอกจากนี้ ผู้นำไต้หวันยังส่งสัญญาณว่าสหรัฐฯ จะให้ความร่วมมือและสนับสนุนไต้หวันเรื่องการซื้อ-ขายอาวุธด้วย สำหรับการเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันดินแดนดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยจะเน้นการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อป้องกันประเทศมากขึ้น และให้กองทัพไต้หวันมีความพร้อมรับมือกรณีกองทัพจีนโจมตีไต้หวันในปี 2570 ซึ่งเป็นห้วงเวลาที่สหรัฐฯ คาดการณ์ว่าจีนจะโจมตีไต้หวันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการรวมชาติ ผู้นำไต้หวันระบุว่าความเคลื่อนไหวด้านการทหารของจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างแข็งกร้าว รวมทั้งปฏิบัติการโฆษณาชวนเชื่อการจารกรรม และการแทรกแซงกิจการภายในจากรัฐบาลจีน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไต้หวันต้องเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม นอกจากนี้ ผู้นำไต้หวันระบุว่าสิ่งที่กังวลที่สุด ไม่ใช่ความเคลื่อนไหวทางการทหารของจีน แต่เป็นการที่ชาวไต้หวันยอมแพ้ ดังนั้น จึงกล่าวย้ำว่าไต้หวันจำเป็นต้องเตรียมพร้อมด้านการทหารและความมั่นคงเพื่อต่อต้านจีน ขณะเดียวกัน ชาวไต้หวันต้องไม่ยอมรับหลักการ “หนึ่งประเทศสองระบบ” ที่จีนเสนอ สหรัฐฯ มีท่าทีตอบรับการตัดสินใจเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันดินแดนของไต้หวัน โดยนาย Raymond Greene ผู้อำนวยการสถาบันสหรัฐฯ ประจำไต้หวันให้ความเห็นว่าการเพิ่มงบประมาณเป็นขั้นตอนสำคัญที่ส่งเสริมความแข็งแกร่งของกองทัพและหน่วยความมั่นคง ตลอดจนเป็นผลดีต่อการสร้าวบรรยากาศสันติภาพในช่องแคบไต้หวัน…

จาการ์ตาเป็นเมืองใหญ่อันดับ 1 ของโลก แทนกรุงโตเกียวของญี่ปุ่น

สหประชาชาติเผยแพร่รายงานการคาดการณ์แนวโน้มการขยายตัวของเมืองทั่วโลก ประจำปี 2568 หรือ The World Urbanization Prospects 2025 เพื่อประเมินสถานการณ์การพัฒนาและการขยายเมืองและชนบทในประเทศต่าง ๆ ซึ่งสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการจัดทำนโยบายการบริหารจัดการความมั่นคงเมือง (urban security) รวมทั้งการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรในพื้นที่ต่าง ๆ ได้ โดยสหประชาชาติ (UN) จัดทำรายงานดังกล่าวเป็นประจำทุกปี ครอบคลุมการศึกษาข้อมูลเชิงเปรียบเทียบและการคาดการณ์แนวโน้มการขยายตัวของเมืองระหว่างปี 2493-2593 โดยในปี 2568 นี้ มีการใช้วีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงภูมิสารสนเทศ (geospatial methodology) ในการศึกษาและจัดทำข้อมูลเป็นครั้งแรก ในภาพรวมพบว่า เมืองขยายตัวอย่างรวดเร็วทั่วโลก และเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรโลกร้อยละ 45 หรือประมาณ 8,200 ล้านคน และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น สะท้อนว่าประชากรโลกเคลื่อนย้ายที่อยู่อาศัยไปอยู่ในเมืองมากกว่าชนบท ภูมิภาคเอเชียมีแนวโน้มจะเกิดเมืองที่มีลักษณะ “Megacities” หรือเมืองที่มีประชากรอาศัยอยู่มากกว่า 10 ล้านคน และปัจจุบัน กรุงจาการ์ตาของอินโดนีเซีย ถือว่าเป็นเมืองใหญ่อันดับ 1 ของโลก แทนที่กรุงโตเกียวของญี่ปุ่น เนื่องจากมีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นที่สุดที่ประมาณ 42 ล้านคน ตามด้วยกรุงธากา เมืองหลวงของบังกลาเทศ ที่เป็นเมืองใหญ่และมีประชากรหนาแน่นที่ประมาณ…

สื่อต่างประเทศสนใจรายงานสถานการณ์น้ำท่วมไทย

สื่อต่างประเทศ จากฝั่งตะวันตก เช่น สหรัฐฯ และยุโรป สื่อตะวันออกกลาง และสื่อเอเชีย เช่น สื่อจีน และสิงคโปร์ เมื่อ 24-25 พฤศจิกายน 2568 รายงานเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในภาคใต้ของไทยไปในทิศทางเดียวกันว่า ภาคใต้ของไทยเผชิญภาวะน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุด เฉพาะอย่างยิ่งที่นครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา แต่จังหวัดอื่น ๆ อีก 9 จังหวัด เช่น สุราษฎร์ธานี นราธิวาส ปัตตานี พัทลุง และตรัง ก็เผชิญกับภาวะน้ำท่วมเช่นกัน สื่อที่รายงานส่วนใหญ่เน้นการรายงานภาวะน้ำท่วมและการช่วยเหลือที่นครหาดใหญ่ ขณะที่สื่อจีนรายงานเพิ่มเติมว่า เวียดนามและมาเลเซียก็ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมเช่นกัน สื่อต่างประเทศยังรายงานถึงความพยายามของภาครัฐ และทหารเรือที่พยายามที่จะเข้าไปช่วยเหลืออย่างหนัก รวมทั้งบทบาทของมูลนิธิ และ influencer แต่อุปสรรคสำคัญก็คือ การที่มีฝนตกหนักอยู่ตลอดเวลา และระบบการสื่อสารที่ไม่เอื้ออำนวย ทำให้ความช่วยเหลือประชาชนไม่สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว แม้ทุกฝ่ายจะพยายามอย่างหนัก ประกอบกับมีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมาก เฉพาะอย่างยิ่งจากมาเลเซีย ที่คาดว่ามีประมาณ 4,000 คน สื่อรายงานด้วยว่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ในชั้นนี้ทางไทยยังไม่มีการประเมินตัวเลขเศรษฐกิจที่ชัดเจน แต่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบมีมากกว่า 2 ล้านคน แต่คาดว่าจะกระทบต่อเศรษฐกิจในวงจำกัด เนื่องจากเชื่อว่าระบบความช่วยเหลือของรัฐบาลในการฟื้นฟูจะหลั่งไหลเข้าไปในพื้นที่ทางภาคใต้…

 กัมพูชาเลือกที่จะเข้าใกล้ชิดกับสหรัฐฯ มากขึ้น

  การดำเนินนโยบายของกัมพูชาในเวทีระหว่างประเทศในห้วงนี้ ทำให้นักวิเคราะห์จับตามองอย่างใกล้ชิดว่าจะเอนเอียงไปข้างไหน ? ……ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน คำตอบก็คือว่ายังอยู่กับข้างจีนแน่ ๆ เพราะต้องพึ่งพาการลงทุนจากจีน รับความช่วยเหลือจากจีน พึ่งพายุทโธปกรณ์ และการทหาร รวมทั้งรายได้จากการท่องเที่ยวก็ยังมาจากนักท่องเที่ยวจีน แต่ห้วงนี้เกิดอะไรขึ้น กัมพูชาทำอะไรให้สหรัฐฯ ถูกใจ จนทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยกเลิกการคว่ำบาตรด้านอาวุธให้กับกัมพูชา และคำถามต่อไปก็คือ แล้วจีนจะยอมปล่อยให้กัมพูชาเข้าไปอยู่ในอ้อมอกสหรัฐฯ หรือไม่ ……คำตอบชัดเจนเลยว่า “ไม่” ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า ….การดึงกัมพูชาออกจากจีน รวมทั้งลดทอนการพึ่งพาจีนของกัมพูชา และประเทศอื่น ๆ  ในเอเชียตะวันออกฉียงใต้ คือการดำเนินยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ที่ต้องการสกัดไม่ให้จีนไม่เติบโตอย่างรวดเร็ว และแข็งแกร่งเกินไป จนขึ้นมาท้าทายสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้ที่สหรัฐฯ คุมด้านความมั่นคงอยู่ จนส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ด้านการค้า การลงทุน และการคุมเส้นทางขนส่งทางทะเลของสหรัฐฯ ขณะที่ผลประโยชน์ที่จีนจะได้จากกัมพูชามีมากมาย เช่น เป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล เป็นเส้นทางเลือกที่จีนจะออกทะเลทางอ่าวไทยจากการเข้าไปลงทุนในท่าเรือ เช่น ฐานทัพเรือเรียม ท่าเรือสีหนุวิลล์ และท่าเรือดาราสาคร  หรือเส้นทางถนนทางบก อาจช่วยจีนขนส่งยุทโธปกรณ์ยามที่จีนคับขัน หากเข้าสู่สงคราม การที่กัมพูชาเข้าใกล้รัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์ 2.0 ของ แม้ไม่ทำให้กัมพูชาออกจากอิทธิพลจีน แต่ก็สะท้อนถึงความพยายามที่จะลดการพึ่งพาจีนลงบ้าง…

สหรัฐฯ เดินหน้าผลักดันข้อตกลงสันติภาพรัสเซีย-ยูเครน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ยังเดินหน้าแสดงบทบาทการเป็นผู้นำโลกด้านการสร้างสันติภาพและยุติความขัดแย้ง โดยในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เน้นแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและสงครามรัสเซีย-ยูเครน ด้วยการเสนอข้อตกลงสันติภาพ ซึ่งประกอบด้วยข้อเสนอ 28 ประการเพื่อยุติสงคราม ให้กับรัสเซียและยูเครนพิจารณาใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างกัน ซึ่งสหรัฐฯ อ้างว่ารัสเซียเห็นด้วยกับข้อตกลงดังกล่าวแล้ว ผ่านการหารือกันเมื่อห้วง ตุลาคม 2568 อย่างไรก็ดี ข้อตกลงสันติภาพของผู้นำสหรัฐฯ มีแนวโน้มจะเผชิญความท้าทายและอาจล้มเหลว เนื่องจากยูเครนมีท่าทีไม่เห็นด้วย แม้ว่าข้อตกลงจะกล่าวถึงการค้ำประกันความมั่นคงให้ยูเครน แต่ข้อเสนอส่วนหนึ่งระบุว่ายูเครนต้องยอมรับให้แคว้นทางฝั่งตะวันออก เช่น แคว้นดอนบาส ศูนย์กลางด้านอุตสาหกรรมของประเทศ และแคว้นลูฮันสก์ ไปอยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของรัสเซีย รวมทั้งให้ยูเครนลดขนาดกองทัพ ขณะที่บรรยากาศความมั่นคงในภูมิภาคยุโรปกำลังตึงเครียด เพราะมีรายงานพบปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียนอกพื้นที่ยูเครนบ่อยครั้ง ทำให้หลายประเทศในยุโรปไม่สนับสนุนการทำข้อตกลงสันติภาพ เนื่องจากจะเป็นข้ออ้างที่รัสเซียใช้ในการเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อรัสเซีย รัฐบาลสหรัฐฯ ยังพยายามผลักดันข้อตกลงดังกล่าวต่อไป โดยมีการหารือโดยตรงกับยูเครนเมื่อ 23 พฤศจิกายน 2568 ที่เจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ จากนั้นนายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ชี้แจงว่าข้อตกลงเป็นเพียงข้อเสนอ ดังนั้นจึงสามารถปรับเปลี่ยนเนื้อหาให้ตรงกับความต้องการของทั้ง 2 ฝ่ายได้ ซึ่งปัจจุบันสหรัฐฯ ให้ยูเครนพิจารณาข้อเสนอแรกถึง 27 พฤศจิกายน 2568 เพื่อทบทวนและแก้ไขรายละเอียดต่อไป ด้านประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ ซเลนสกี…

มาเลเซียจะห้ามเยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปี ใช้สื่อสังคมออนไลน์

การใช้สื่อสังคมออนไลน์ หรือ Social Media เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้และพัฒนาทักษะต่าง ๆ ของเยาวชน ตลอดจนทำให้ประชาชนสามารถติดตามข่าวสารที่หลากหลายได้ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสื่อสังคมออนไลน์มีหลากหลายและผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ส่วนใหญ่ยังไม่ได้ควบคุมหรือกำหนดเกณฑ์ผู้ใช้งานอย่างเข้มงวดเพื่อให้มีเนื้อหาที่เหมาะสม ทำให้เกิดความท้าทายในการเฝ้าระวังไม่ให้การใช้สื่อสังคมออนไลน์กลายเป็นภัยคุกคามหรืออันตรายต่อประชาชน รัฐบาลหลายประเทศเริ่มพิจารณามาตรการควบคุมการใช้สื่อสังคมออนไลน์ โดยกำหนดให้เป็นกฎหมายหรือระเบียบในประเทศ ล่าสุด รัฐบาลมาเลเซียประกาศเมื่อ 23 พฤศจิกายน 2568 ว่ามีแผนจะห้ามเยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปี ใช้สื่อสังคมออนไลน์ โดยจะเริ่มมาตรการดังกล่าวในปี 2569 เป้าหมายเพื่อควบคุมการใช้สื่อสังคมออนไลน์และป้องกันเยาวชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อการคุกคามทางไซเบอร์ (cyberbullying) การหลอกลวงทางไซเบอร์ (scam) และอาชญากรรมอื่น ๆ เฉพาะอย่างยิ่งการค้าประเวณี การค้ามนุษย์ และการล่อลวงให้เสพยาเสพติด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสารของมาเลเซียสนับสนุนมาตรการดังกล่าว พร้อมกับย้ำว่า รัฐบาลและสังคมมาเลเซียควรร่วมมือกันทำให้การใช้สื่อสังคมออนไลน์ปลอดภัย โดยเฉพาะต่อเยาวชน เนื่องจากเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะตกเป็นเหยื่อภัยคุกคามทางไซเบอร์ ทั้งนี้ รัฐบาลมาเลเซียศึกษารูปแบบการบังคับใช้มาตรการดังกล่าว และการออกกฎหมายควบคุมอายุผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์จากออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประเทศแรกของโลกที่จะใช้มาตรการควบคุมการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในกลุ่มเยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปี โดยจะเริ่มใช้ใน 10 ธันวาคม 2568 ซึ่งแอปพิลเคชันที่จะอยู่ภายใต้มาตรการควบคุม ได้แก่ Facebook, Instagram, Snapchat, Threads, TikTok,…

การหลอกลวงออนไลน์ที่เชื่อมโยงกับกัมพูชาในญี่ปุ่นถูกขุดคุ้ย

ญี่ปุ่นเป็นประเทศหนึ่งในหลาย ๆ ประเทศ ที่ได้รับผลกระทบจากการหลอกลวงออนไลน์ที่เชื่อมโยงกับกัมพูชา เฉพาะอย่างยิ่งจากบริษัท Prince Holding Group ที่นายเฉิน จื้อ เป็นประธานบริษัท โดยมีสำนักงานใหญ่ที่กัมพูชา และมีฐานธุรกิจ scam ในกัมพูชามากกว่า 10 แห่ง  โดยบริษัทดังกล่าวใช้ญี่ปุ่นเป็นแหล่งฟอกเงินที่ได้มาจากธุรกิจผิดกฎหมาย ส่วนชาวญี่ปุ่นก็ถูกหลอกลวงไปทำธุรกิจผิดกฎหมายที่กัมพูชา เพื่อให้กลับมาหลอกลวงชาวญี่ปุ่นด้วยกันเอง บริษัทที่ Prince Holding Group เข้าไปลงทุนในญี่ปุ่น ตั้งแต่เมื่อปี 2565 ตามที่สื่อญี่ปุ่นรายงานเมื่อ กลางพฤศจิกายน 2568 มีอย่างน้อย 3 บริษัท โดยเข้าไปทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น บริษัทที่ปรึกษา Prince Japan  และบริษัทอสังหาริมทรัพย์ Canopy Sands Development Japan Co. เฉพาะอย่างยิ่งบริษัท Canopy Sands Development Japan Co.นี้ สถานเอกอัครราชทูตกัมพูชาในญี่ปุ่นเคยได้โพสต์แนะนำบริษัทว่าอยู่ในเครือของ Prince…

ผู้นำบราซิลเผชิญความท้าทายในการประชุม COP30

ประธานาธิบดี Luiz Inacio Lula da Silva ของบราซิลเผชิญความท้าทายในการโน้มน้าวประเทศที่เข้าร่วมการประชุม COP30 หรือการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 30 ให้ร่วมกันรับรองแผนการเปลี่ยนรูปแบบพลังงาน จากพลังงานฟอสซิลไปเป็นพลังงานสะอาด และการตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนให้ประเทศต่าง ๆ แก้ไขปัญหาโลกร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สาเหตุสำคัญเนื่องจากหลายประเทศที่เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ ไม่เห็นด้วยกับการให้คำมั่นว่าจะต้องปฏิบัติตามแผนงานหรือ roadmap ที่ไม่ยุติธรรม เพราะสหรัฐฯ ไม่ได้รับรองด้วย เนื่องจากจะไม่ส่งผู้แทนเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ หรือแม้กระทั่งอินเดีย ซึ่งมีผู้แทนเข้าร่วมการประชุมดังกล่าว ก็คัดค้านว่าแผนงานทั้ง 2 ประเด็นยังไม่สร้างแรงกดดันมากพอให้ประเทศที่พัฒนาแล้วร่วมมือหรือช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา ดังนั้น อินเดียจึงเสนอให้แต่ละประเทศมีแผนงานเป็นของตัวเอง มากกว่าต้องดำเนินการตามแผนงานของนานาชาติ การที่ประเทศทั่วโลกมีความพร้อมแตกต่างกัน ทั้งด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ทำให้บราซิลและองค์กรระหว่างประเทศเผชิญความท้าทายในการหาแนวปฏิบัติร่วมที่จะให้นานาชาติร่วมมือกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมโลกที่เกิดจากสภาพอากาศแปรปรวนและอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นอย่างน่ากังวล แม้ว่าจะมีรายงานของนักวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันแล้วว่าปัญหาโลกร้อนกำลังทวีความรุนแรงอย่างมาก แต่ประเทศต่าง ๆ ก็ยังหาข้อตกลงร่วมกันไม่ได้ เพราะมีมุมมองต่างกันเรื่องการพัฒนา ความยุติธรรม ความรับผิดชอบ และความเท่าเทียม การประชุม COP30 ที่บราซิลจะสิ้นสุดลงใน 21 พฤศจิกายน 2568 นี้มีแนวโน้มว่าอาจไม่สามารถบรรลุข้อตกลงใหม่ ๆ ที่มีพลังอำนาจมากพอจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้พลังงานฟอสซิล หรือการกำหนดให้ประเทศที่พัฒนาแล้วเพิ่มงบประมาณช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา แต่อย่างน้อย…การประชุม COP30 ก็ทำให้มีการเปิดเผยข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์จำนวนมากที่สะท้อนว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นภัยคุกคามต่อมนุษยชาติ…

การเปิดแฟ้มคดีเจฟฟรีย์ เอปสไตน์ ผลกระทบต่อการเมืองสหรัฐฯ

ประเด็นการเปิดแฟ้มคดีนายเจฟฟรีย์ เอปสไตน์ นักการเงินชาวอเมริกันที่เกี่ยวข้องกับการค้าประเวณีและล่วงละเมิดทางเพศเด็ก เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่เหยื่อ กำลังได้รับความสนใจจากชาวอเมริกันและสื่อมวลชนต่างประเทศ เพราะคาดว่านักการเมืองและผู้ทรงอิทธิพลของสหรัฐฯ อาจเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว รวมทั้งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งก่อนหน้านี้คัดค้านการเปิดเผยข้อมูลคดีนี้ และกล่าวโทษว่าพรรคเดโมแครตพยายามใช้ประเด็นนี้ทำลายภาพลักษณ์ทางการเมืองของตน อย่างไรก็ตาม เมื่อ 19 พฤศจิกายน 2568 ประธานาธิบดีทรัมป์ลงนามในคำสั่งอนุมัติให้เปิดเผยแฟ้มคดีดังกล่าวแล้ว ซึ่งจะเปิดทางให้กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ รวมทั้งสำนักงานสอบสวนกลาง (FBI) เผยแพร่เอกสารที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมของนายเอปสไตน์ต่อสาธารณชนภายใน 30 วัน ทำให้มีโอกาสสูงที่เอกสารดังกล่าวจะพาดพิงไปถึงนักการเมือง ผู้ทรงอิทธิพล รวมทั้งประธานาธิบดีทรัมป์ ที่เคยเป็นเพื่อนสนิทกับนายเอปสไตน์ แม้ว่านายเอปสไตน์ จะเสียชีวิตไปแล้วเมื่อปี 2562 แต่การเปิดเผยข้อมูลคดีอาชญากรรมที่เกี่ยวกับเด็กและเรื่องอื้อฉาวเป็นเรื่องที่ฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ ทั้งพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันเห็นพ้องกันว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อความโปร่งใสในการสอบสวนและให้ความเป็นธรรมต่อเหยื่อ จึงมีการผลักดันรัฐบัญญัติ The Epstein Files Transparency Act ที่จะกำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปิดเผยข้อมูลที่อาจเป็นหลักฐานในการดำเนินคดีต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมของนายเอปสไตน์ได้ สาเหตุที่ชาวอเมริกันให้ความสนใจประเด็นนี้อย่างมาก เพราะปัจจุบันมีเพียงนายกิสเลน แม็กซ์เวลล์ ผู้สมรู้ร่วมคิดของนายเอปสไตน์ที่ถูกดำเนินคดี นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์เคยใช้ประเด็นนี้หาเสียงในช่วงการเลือกตั้งว่าจะเปิดเผยแฟ้มคดีดังกล่าว เพื่อต่อต้านการค้าประเวณีและการล่วงละเมิดเด็ก ที่เป็นอาชญากรรมร้ายแรงในประเทศ “การเปิดแฟ้มคดีเอปสไตน์” อาจเป็นการเปิดเผยรายชื่อผู้ทรงอิทธิพล นักการเมือง และบุคคลสำคัญระดับโลกที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมดังกล่าว ไม่ว่าจะมีความผิดตามกฎหมายหรือไม่ แต่กรณีนี้อาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือ ก่อนหน้านี้…

เมียนมาปราบปรามอาชญากรออนไลน์บริเวณริมชายแดน

สื่อมวลชนต่างประเทศรายงานเมื่อ 19 พฤศจิกายน 2568 ว่า กองทัพเมียนมาปฏิบัติการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรออนไลน์ หรือสแกมเมอร์ ที่ตั้งฐานบริเวณริมชายแดนฝั่งตะวันออกของประเทศ หรือชายแดนเมียนมา-ไทย โดยกองทัพเมียนมาสามารถควบคุมตัวผู้กระทำความผิดได้อย่างน้อย 346 คน เป็นชาวต่างชาติ พร้อมยึดโทรศัพท์มือถือที่ใช้ในการหลอกลวงออนไลน์ได้อย่างน้อย 10,000 เครื่อง กองทัพเมียนมาระบุว่ากองกำลังชนกลุ่มน้อยเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง คุ้มครองและอำนวยความสะดวกให้อาชญากรออนไลน์เข้าไปตั้งฐานและก่ออาชญากรรม แลกกับผลประโยชน์ คือ รายได้ การปฏิบัติการกวาดล้างของเมียนมาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายของรัฐบาลเมียนมาที่ต้องการกำจัดความเคลื่อนไหวของกลุ่มอาชญากรที่ใช้เมียนมาเป็นศูนย์กลางสแกมเมอร์ เนื่องจากส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศและทำให้เสี่ยงเผชิญการคว่ำบาตรจากนานาชาติมากขึ้น รวมทั้งต้องการให้นานาชาติมีภาพลักษณ์ที่ดีต่อเมียนมาที่กำลังจะมีการเลือกตั้งทั่วไปใน ธันวาคม 2568 สำหรับปฏิบัติการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ครั้งล่าสุดนี้ เกิดขึ้นตั้งแต่ 18 พฤศจิกายน 2568 ที่เมืองชเวโกะโก (Shwe Kokko) รัฐกะเหรี่ยง มีพื้นที่ติดกับจังหวัดตากของไทย โดยสื่อรายงานเพิ่มเติมว่า บริษัท Yatai ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างกัมพูชาและจีน และเกี่ยวข้องกับนายเฉอ จื้อเจียง นักธุรกิจจีน ทีเป็นผู้ต้องหาเครือข่ายสแกมเมอร์ระดับโลก มีส่วนเกี่ยวข้องกับศูนย์สแกมเมอร์ในเมืองชเวโกะโก สะท้อนว่าเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์ของชาวจีนในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ลาว กัมพูชา เมียนมาและไทย ขยายตัวและเชื่อมโยงกันอย่างมาก เฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 รัฐบาลเมียนมาเพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวนและดำเนินคดีต่อเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์ โดยเมื่อตุลาคม…