ประเด็นสำคัญที่สื่อต่างชาติรายงานถึงสถานการณ์ไทย-กัมพูชา : การปะทะ ผลกระทบ และแนวโน้ม

สถานการณ์ความตึงเครียดและการปะทะทางทหารบริเวณพรมแดนไทย-กัมพูชาระหว่าง 24-27 กรกฎาคม 2568 ยังคงได้รับความสนใจจากสื่อต่างประเทศที่เน้นรายงานท่าทีอย่างเป็นทางการของรัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายที่ปัจจุบันแสดงจุดยืนว่าต้องการสันติภาพและหยุดยิงระหว่างกัน ตลอดจนมีการประเมินว่าไทยยังคงเป้นฝ่ายได้เปรียบทางการทหารและเศรษฐกิจมากกว่ากัมพูชม หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อย่างไรก็ดี สถานการณ์ในพื้นที่พรมแดนยังน่าห่วงกังวล เพราะมีรายงานการยิงตอบโต้และการปะทะทางทหาร รวมทั้งมีรายงานการยึดครองพื้นที่บริเวณพรมแดนเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบทางการทหาร ปฏิบัติการทางทหารต่าง ๆ ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ สื่อต่างประเทศรายงานว่าปัจจุบันคนไทยประมาณ 140,000 คนต้องอพยพออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย ขณะที่ชาวกัมพูชาประมาณ 38,000 ต้องอพยพออกจากพื้นที่อยู่อาศัยเช่นเดียวกัน ประชาชนชาวกัมพูชาที่ได้รับผลกระทบและต้องอพยพจากพื้นที่ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ โดยวิตกว่าสถานการณ์ที่ยืดเยื้อจะทำให้เกิดวิกฤตขาดแคลนอาหารและของใช้ที่จำเป็น เนื่องจากปัจจุบันความช่วยเหลือจากรัฐบาลค่อนข้างจำกัด แม้ว่าจะมีความพยายามระดมความช่วยเหลือจากพื้นที่ใกล้เคียงแล้วก็ตาม นอกจากนี้ สื่อมวลชนต่างประเทศรายงานมาตรการของฝ่ายไทยที่ประกาศกฎอัยการศึกในพื้นที่เสี่ยงเพื่อควบคุมสถานการณ์ มีการตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวช่วยเหลือประชาชน ขณะที่ภาคเอกชนและประชาชนในพื้นที่อื่น ๆ อยู่ระหว่างระดมความช่วยเหลือไปให้ผู้ทีได้รับผลกระทบจากสถานการณ์นี้ ผู้นำต่างประเทศแสดงบทบาทโน้มน้าวและไกล่เกลี่ยให้ไทยและกัมพูชาหยุดยิง ตลอดจนเข้าสู่กระบวนการเจรจายุติความขัดแย้ง ทั้งผู้นำมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน และที่สำคัญเมื่อ 26 กรกฎาคม 2568 คือ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ที่เปิดเผยว่าได้โทรศัพท์หารือกับผู้นำไทยและกัมพูชาเพื่อโน้มน้าวให้หยุดยิงทันที รวมทั้งแก้ไขปัญหาความตึงเครียดและสร้างสันติภาพด้วยการเจรจา โดยผู้นำสหรัฐฯ  โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ที่มีนัยถึงการใช้นโยบายภาษีตอบโต้เป็นเงื่อนไขโน้มน้าวไทย-กัมพูชาให้ยุติการปะทะ โดยระบุว่า สถานการณ์ปัจจุบันบังเอิญเกิดขึ้นพร้อมกับที่ไทยและกัมพูชาเจรจาเรื่องการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งสหรัฐฯ จะไม่ทำข้อตกลงใด ๆ กับทั้ง 2 ฝ่าย จนกว่าสถานการณ์ปะทะและต่อสู้จะยุติลง…

ฮ. SH-3 อิหร่านเผชิญหน้ากับเรือพิฆาตสหรัฐฯ ในอ่าวโอมาน

กองทัพอิหร่านเปิดเผยเมื่อ 24 กรกฎาคม 2568 ว่า กรณีกองทัพเรือสหรัฐฯ ส่งเรือพิฆาต USS Fitzgerald ปฏิบัติการทางทะเลใกล้น่านน้ำของอิหร่านในอ่าวโอมานเมื่อ 23 กรกฎาคม 2568 นั้น เสี่ยงอันตรายและเกือบทำให้เกิดการเผชิญหน้าทางการทหาร เนื่องจากความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้อิหร่านจำเป็นต้องส่ง ฮ.รุ่น SH-3 หรือ Sea King ออกไปสกัดกั้นและแจ้งเตือนให้เรือพิฆาตของสหรัฐฯ เปลี่ยนเส้นทาง พร้อมกันนี้ อิหร่านระบุว่าสหรัฐฯ ตั้งใจยั่วยุทางการทหาร และทำให้บรรยากาศด้านความมั่นคงในภูมิภาคตึงเครียดขึ้น เพราะแม้ว่ากองทัพอิหร่านจะแจ้งเตือนเรือพิฆาตของสหรัฐฯ แล้ว ก็ยังไม่ยอมเปลี่ยนเส้นทาง อย่างไรก็ดี สหรัฐฯ โดยกองบัญชาการกลาง หรือ Central Command ยืนยันว่าปฏิบัติการของเรือพิฆาตดังกล่าวเป็นไปอย่างมืออาชีพและสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งอยู่ในน่านน้ำสากล และไม่มีความตึงเครียดเกิดขึ้นระหว่างการเผชิญหน้าดังกล่าว รวมทั้งย้ำว่าปฏิบัติการของเรือพิฆาต USS Fitzgerald บรรลุผลเป็นอย่างดี การเผชิญหน้าระหว่างกันดังกล่าว ทำให้ทั่วโลกวิตกว่าบทบาทของกองทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลางจะทำให้บรรยากาศความมั่นคงในพื้นที่ตึงเครียดขึ้น เพราะอิหร่านระแวงว่าสหรัฐฯ จะโจมตีผลประโยชน์ของอิหร่านเพื่อสนับสนุนอิสราเอล นอกจากนี้ การที่สหรัฐฯ แสดงแสนยานุภาพทางการทหารใกล้อิหร่านอาจเป็นการข่มขู่และกดดันให้อิหร่านยกเลิกโครงการพัฒนานิวเคลียร์ ซึ่งปัจจุบันนานาชาติ โดยเฉพาะกลุ่ม E 3 หรือสหราชอาณาจักร…

ไทยยกระดับมาตรการเฝ้าระวังและรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ในห้วงสถานการณ์ไทย-กัมพูชาตึงเครียด

สมรภูมิไซเบอร์เป็นสมรภูมิด้านความมั่นคงที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งในห้วงที่สถานการณ์ระหว่างไทยกับกัมพูชายังตึงเครียด เพราะมีความเสี่ยงเผชิญโจมตีทางไซเบอร์รวมทั้งความท้าทายในการควบคุมการแพร่กระจายของข่าวสาร ข่าวปลอมและข้อมูลที่บิดเบือนเกี่ยวกับเหตุการณ์เป้าหมายของผู้ที่เผยแพร่ข่าวปลอมอาจเพื่อให้ได้เปรียบอีกฝ่ายหนึ่ง

สื่อต่างชาติยังติดตามเหตุการณ์ไทย-กัมพูชา รวมทั้งเริ่มมีท่าทีจากนานาชาติ และการประการเตือนประชาชน

สื่อต่างประเทศยังคงติดตามสถานการณ์ไทย-กัมพูชาโดยรายงานอ้างท่าทีฝ่ายไทยที่เปิดเผยว่าจากสถานการณ์ปะทะระหว่างไทย-กัมพูชาเมื่อ 24 กรกฎาคม 2568 มีพลเรือนชาวไทยเสียชีวิต 11 ราย และทหารเสียชีวิต 1 รายได้รับบาดเจ็บ 31 ราย

สื่อต่างชาติรายงานไทยโจมตีทางอากาศต่อกัมพูชาหลังจากกัมพูชายิงจรวดเข้าชายแดนไทย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานความคืบหน้าสถานการณ์ไทย-กัมพูชา โดยเมื่อ 24 กรกฎาคม 2568 ห้วง 1200-1400 น. มีรายงานว่าไทยใช้เครื่องบิน F-16 ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อฐานทัพกัมพูชาบริเวณใกล้พรมแดน หลังจากมีรายงานว่ากองทัพกัมพูชายิงจรวดรุ่น BM-21 ซึ่งเป็นจรวดหลายลำกล้อง ยิงได้ในระยะ 20 กิโลเมตร เข้าพื้นที่พลเรือนในจังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดสุรินทร์ ทำให้มีรายงานประชาชนชาวไทยได้รับบาดเจ็บ 14 ราย และเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 9 ราย เนื่องจากจรวดของกัมพูชาตกใส่ร้านค้าสะดวกซื้อและปั๊มน้ำมัน รวมทั้งโรงพยาบาลพนมดงรัก ในจังหวัดสุรินทร์ ด้วย ด้านกองทัพกัมพูชายืนยันว่าไทยใช้เครื่องบิน F-16 โจมตีกัมพูชาจริง แต่ไม่เปิดเผยความเสียหายจากการโจมตีของฝ่ายไทย รวมทั้งยืนยันว่าพื้นที่ปะทะที่เกิดขึ้นในปัจจุบันอยู่ในอำนาจอธิปไตยของกัมพูชา อย่างไรก็ดี สื่อต่างประเทศระบุว่ามีการตอบโต้ทางการทหารระหว่างไทยกับกัมพูชาในพื้นที่ 6 จุด ตามรายงานของไทย ซึ่งอยู่ในบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในจังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดอุบลราชธานี นอกจากการตอบโต้ด้วยวิธีการทางทหาร ไทยและกัมพูชายังตอบโต้ด้วยมาตรการการทูต รวมทั้งยกระดับการปกป้องพลเรือนของตนเอง โดยไทยสั่งให้ประชาชนที่อยู่ในกัมพูชาพิจารณาเดินทางกลับไทยโดยเร็ว เนื่องจากประเมินว่าสถานการณ์มีแนวโน้มจะยืดเยื้อและขยายตัวรุนแรงมากขึ้น สำนักข่าว CNN รายงานว่ากองทัพไทยมีศักยภาพด้านกองกำลังและยุทโธปกรณ์สูงกว่ากัมพูชา รวมทั้งมีจำนวนทหารและอาวุธมากกว่าอย่างน้อย 3 เท่า ตลอดจนยังมียุทโธปกรณ์ที่ได้รับการสนับสนุนจากความร่วมมือด้านการทหารที่ใกล้ชิดกับต่างประเทศ…

สื่อต่างประเทศรายงานสถานการณ์ไทย-กัมพูชา

สื่อมวลชนต่างประเทศสนใจรายงานสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังจากมีรายงานการยิงตอบโต้ ระหว่างกันเมื่อ 24 กรกฎาคม 2568 บริเวณฐานทัพของไทยใกล้ปราสาทตาเมือนธม จ.สุรินทร์ โดยสื่อต่างประเทศเน้นท่าทีอย่างเป็นทางการของทั้ง 2 ฝ่ายที่ปัจจุบันระบุว่าอีกฝ่ายเป็นผู้เริ่มก่อน และความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยอ้างท่าทีกองทัพไทยว่าฝ่ายกัมพูชาส่งอากาศยานไร้คนขับเข้าใกล้พื้นที่ก่อนส่งทหาร 6 คนพร้อมอาวุธปืน RPG และจรวด BM21 เข้ามาในพื้นที่ปฏิบัติการของฝ่ายไทย ด้านโฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชาระบุว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นไปเพื่อปกป้องตนเอง และตอบโต้กรณีทหารไทยละเมิดอธิปไตยของกัมพูชา ทั้งนี้ สื่อรายงานด้วยว่าทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 2 นาย นอกจากนี้ ไทยได้ประกาศให้ประชาชนในพื้นที่อ่อนไหวอพยพออกจากพื้นที่ สื่อต่างประเทศรายงานสถานการณ์โดยไล่เรียงเหตุการณ์ในช่วงที่ผ่านมา เฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่พฤษภาคม 2568 และมาตรการตอบโต้กันทั้งทางทหาร การปิดพรมแดน และการทูตระหว่างไทย-กัมพูชา ล่าสุด คือกรณีไทยลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับกัมพูชา ด้วยการประกาศเรียกเอกอัครราชทูตไทยประจำพนมเปญ กลับไทย กัมพูชาจึงดำเนินการในระดับเดียวกัน พร้อมทั้งเรียกเจ้าหน้าที่ทูตกัมพูชาทั้งหมดกลับประเทศ สื่อให้ความสนใจกระแสชาตินิยมในทั้ง 2 ประเทศที่ขยายตัวในช่วงที่ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านไม่ราบรื่น รวมทั้งเป็นปัจจัยส่งผลต่อการทำงานของนายกรัฐมนตรีไทย ขณะเดียวกัน มุมมองของสื่อต่างประเทศสะท้อนว่าประเด็นพรมแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาเป็นความท้าทายด้านความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมาโดยตลอด โดยเฉพาะเมื่อมีรายงานว่ากัมพูชาลอบวางกับระเบิดในพื้นที่พรมแดน เสี่ยงละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และสนใจรายงานท่าทีสมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตผู้นำกัมพูชาที่เผยแพร่ความคิดเห็นผ่านสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดขอให้ชาวกัมพูชาเชื่อมั่นในมาตรการของรัฐบาลและกองทัพ และไม่ตื่นตระหนกกับการปะทะกับไทย

27 ประเทศและ EU ร่วมเรียกร้องยุติสงครามในฉนวนกาซา

  สหภาพยุโรป (EU) ร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจาก 27 ประเทศออกถ้อยแถลงร่วมกันเมื่อ 21 กรกฎาคม 2568 เรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติสงครามในฉนวนกาซา จากการทำสงครามที่ยื้อเยื้อตั้งแต่ตุลาคม 2566 ส่งผลกระทบต่อพลเรือนจำนวนมาก และอาจทำให้เกิดวิกฤตด้านมนุษยธรรมระยะยาวต่อชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา  ถ้อยแถลงดังกล่าวยังคัดค้านกรณีอิสราเอลมีนโยบายสร้างเมืองมนุษยธรรม หรือ humanitarian city ในพื้นที่ตอนใต้ของเมือง Rafah เพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัยชั่วคราวของชาวปาเลสไตน์ด้วย เนื่องจากเป็นนโยบายที่เข้าข่ายการบังคับให้กลายเป็นผู้พลัดถิ่นและละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ นานาชาติยังวิจารณ์กระบวนการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมของอิสราเอลในปัจจุบันเชิงลบว่าเป็นอันตรายต่อชาวปาเลสไตน์ เพราะนอกจากจะไม่เพียงพอต่อความต้องการของชาวปาเลสไตน์แล้ว ยังมีรายงานการโจมตีพลเรือนที่อยู่ระหว่างรอรับความช่วยเหลือด้วยตั้งแต่พฤษภาคม 2568 เป็นต้นมา ทั้งนี้ มีสถิติจากกลุ่มปกป้องสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ (UN) ว่าอิสราเอลสังหารชาวปาเลสไตน์ในพื้นที่ใกล้จุดหรือศูนย์ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างน้อย 880 คน ถ้อยแถลงดังกล่าวมีเนื้อหาสาระสำคัญอื่น ๆ คือ ให้ยุติการโจมตีพื้นที่พลเรือน โดยเฉพาะโรงพยาบาลและศูนย์แจกจ่ายความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม รวมทั้งเสนอแนะให้อิสราเอลและกลุ่มฮะมาสทำข้อตกลงหยุดยิงร่วมกันเพื่อเป็นขั้นตอนเริ่มต้นการยุติความขัดแย้ง เลขาธิการสหประชาชาติสนับสนุนถ้อยแถลงและข้อเรียกร้องดังกล่าว ด้านนักวิเคราะห์ในต่างประเทศมีมุมมองว่าถ้อยแถลงครั้งนี้มีความสำคัญและน่าสนใจ เนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากหลายประเทศที่ก่อนหน้านี้จะหลีกเลี่ยงการแสดงท่าทีสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ ถ้อยแถลงดังกล่าวยังมีประเทศยุโรปที่ร่วมสนับสนุนเพิ่มมากขึ้น คือ สหราชาอาณาจักรและฝรั่งเศส รวมทั้งมีรายชื่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากประเทศนอกยุโรป ได้แก่ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และแคนาดา ซึ่งอาจเป็นสัญญาณสะท้อนว่าประเทศต่าง ๆ แม้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอิสราเอลอาจต้องการเพิ่มแรงกดดันอิสราเอลผ่านกลไกการทูต อย่างไรก็ดี…

กรณีผู้นำสหรัฐฯ ส่งหนังสือเรื่องภาษีตอบโต้ให้ผู้นำ SAC อาจกระทบภาพลักษณ์นโยบายสหรัฐฯ

  สื่อมวลชนต่างประเทศเมื่อ 22 กรกฎาคม 2568 รายงานว่ากรณีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ส่งหนังสือเรื่องนโยบายภาษีตอบโต้ร้อยละ 40 ต่อสินค้าเมียนมาถึง พลเอกอาวุโสมินอองไหลง์ ผบ.ทสส.เมียนมา และประธานสภาบริหารแห่งรัฐ (SAC) โดยตรง อาจส่งผลกระทบต่อทิศทางการดำเนินนโยบายของสหรัฐฯ ต่อเมียนมา เนื่องจากอาจกลายเป็นโอกาสให้รัฐบาล SAC ของเมียนมาอ้างว่าผู้นำสหรัฐฯ ยอมรับสถานะของ SAC หลังจากที่ผ่านมา สหรัฐฯ หลีกเลี่ยงการหารือโดยตรงกับผู้แทนของ SAC รวมทั้งมีมาตรการคว่ำบาตรต่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเมียนมาที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและการปราบปรามประชาชนด้วยความรุนแรงอย่างเข้มงวด เพื่อแสดงออกว่าคัดค้านการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเมียนมาเมื่อปี 2564 ซึ่งพลเอกอาวุโสมินอองไหลง์อยู่ในบัญชีคว่ำบาตรทั้งจากกรณีใช้ความรุนแรงปราบปรามผู้เห็นต่างทางการเมือง และการปราบปรามชาวโรฮีนจาในรัฐยะไข่ นักวิเคราะห์การเมืองเมียนมาเชื่อว่า ผู้นำเมียนมาจะใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ติดต่อไปยังพลเอกอาวุโสมินอองไหลง์โดยตรง โดยนอกจากผู้นำเมียนมาจะแถลงชื่นชมผู้นำสหรัฐฯ ที่ตั้งใจปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติแล้ว ยังเปรียบเทียบว่าประธานาธิบดีทรัมป์เองก็เคยเผชิญกับการโกงเลือกตั้งระดับชาติมาแล้วเมื่อปี 2563 ที่พ่ายแพ้ให้กับอดีตประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดน จึงน่าจะเข้าใจสถานะของรัฐบาล SAC นอกจากนี้ ยังกล่าวชื่นชมการดำเนินนโยบายยกเลิกและยุติการดำเนินการของสำนักข่าววีโอเอ (VOA) และ Radio Free Asia ด้วย ตลอดจนใช้โอกาสนี้เสนอให้สหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อเมียนมา ลดระดับภาษีตอบโต้ที่อัตราร้อยละ 10-20 ขณะที่เมียนมาจะลดอัตราภาษีนำเข้าให้สินค้าจากสหรัฐฯ เช่นกัน ปัจจุบัน ประธานาธิบดีทรัมป์และรัฐบาลสหรัฐฯ…

จีนเริ่มสร้างเขื่อนพลังงานน้ำขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

  จีนเริ่มสร้างเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้าจากพลังงานน้ำ (hydropower) ซึ่งจะมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่บริเวณภาคตะวันออกของเขตปกครองตนเองทิเบต โดยนายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียงของจีนประกาศเมื่อ 19 กรกฎาคม 2568 ในพิธีวางศิลาฤกษ์เพื่อเริ่มก่อสร้างที่นครญิงจี ในเขตปกครองตนเองทิเบตว่า การก่อสร้างโครงการดังกล่าว มูลค่าการลงทุนประมาณ 167,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของรัฐบาลจีนที่จะผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และเพื่อให้จีนมีพลังงานไฟฟ้าใช้เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ ตลอดจนพร้อมที่จะกระจายและจัดสรรพลังงานไฟฟ้าจากเขื่อนนี้ไปยังต่างประเทศด้วย คาดว่าโครงการนี้จะมีสถานีผลิตพลังงานไฟฟ้า 5 แห่ง สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ 300 ล้านเมกะวัตต์-ชั่วโมงต่อปี นายกรัฐมนตรีจีนเปิดเผยว่าโครงการนี้ เป็นโครงการแห่งศตวรรษ โดยมีการศึกษาสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศล่วงหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโครงการดังกล่าวแล้ว เนื่องจากโครงการนี้จะก่อสร้างเหนือแม่น้ำแม่น้ำยาร์ลุง จังโป (Yarlung Zangbo) ที่ไหลต่อไปยังอินเดียและบังกลาเทศ อย่างไรก็ตาม สื่อต่างประเทศตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลจีนไม่ได้รายงานข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบต่อประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าว รวมทั้งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ที่อาจเปลี่ยนแปลงระยะยาวจากการสร้างและดำเนินกิจการเขื่อนผลิตพลังงานไฟฟ้าขนาดใหญ่ องค์กรระหว่างประเทศที่ติดตามสถานการณ์สิ่งแวดล้อมแสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนดังกล่าว โดยกลุ่ม International Campaign for Tibet ร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคมในอินเดียและบังกลาเทศวิตกว่าโครงการนี้จะส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งประชาชนที่ใช้น้ำจากแม่น้ำนี้เมื่อไหลผ่านอินเดีย(แม่น้ำพรหมบุตร) และบังกลาเทศ (แม่น้ำยมุนา) เพื่อการอุปโภคและบริโภค ด้านรัฐบาลอินเดียเคยแสดงความห่วงกังวลเกี่ยวกับกรณีนี้เมื่อมกราคม 2568 โดยเตือนรัฐบาลจีนว่าโครงการดังกล่าวจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ใกล้แม่น้ำพรหมบุตร ซึ่งรัฐบาลจีนรับทราบและยืนยันว่าการก่อสร้างเขื่อนขนาดใหญ่นี้จะไม่ส่งผลกระทบอย่างแน่นอน การที่จีนสร้างเขื่อนเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าจากน้ำจำนวนมาก เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลจีนที่พยายามหาแหล่งผลิตพลังงานไฟฟ้าแบบใหม่ที่เป็นพลังงานสะอาด เพื่อเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์จีนที่เป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากเป็นอันดับต้น…

สหรัฐฯ สกัดกั้นการเติบโตทางเทคโนโลยีขั้นสูงของจีน

  การสกัดกั้นการเติบโตทางเทคโนโลยีขั้นสูงของจีน ยังเป็นนโยบายเศรษฐกิจหลักของสหรัฐฯ  และแผนการของสหรัฐฯ ในการจำกัดการครอบครองชิป AI หรือชิปปัญญาประดิษฐ์ของจีนแนวทางหนึ่งก็คือ ไม่ให้มีการลักลอบนำชิปผ่านประเทศต่าง ๆ ไปยังจีน  รายงานข่าวสารจากสำนักข่าว Bloomberg เมื่อ 4 กรกฎาคม 2568 ระบุว่า กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ กำลังร่างระเบียบจำกัดการส่งออกชิป AI ไปยังประเทศต่าง ๆ กว่า 40 ประเทศทั่วโลก ซึ่งรวมประเทศไทยและมาเลเซียด้วย เพื่อไม่ให้ชิป AI ผ่านประเทศเหล่านี้ไปยังจีน มาเลเซียเคลื่อนไหวเรื่องนี้แล้ว เพื่อไม่ให้กระทบการเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเซิคอนดักเตอร์ตามแผน New Industrial Master Plan 2030 โดยกระทรวงการลงทุน การค้า และอุตสาหกรรม (Ministry of International Trade and Industry-Miti) ของมาเลเซียออกประกาศเมื่อ 14 กรกฎาคม 2568 ว่า บุคคลหรือบริษัทใด ที่จะส่งออก  ถ่ายลำ และขนส่งผ่านแดน ชิป…