กลุ่ม OPEC+ จะเพิ่มกำลังการผลิตใน ส.ค.68

  กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันของโลก หรือ OPEC+ นำโดยซาอุดีอาระเบีย ยืนยันเมื่อ 7 กรกฎาคม 2568 ว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันในสิงหาคม 2568 เป็นวันละ 548,000 บาร์เรล เพื่อตอบสนองความต้องการตลาดโลกในช่วงฤดูร้อน ซึ่งเป็นห้วงที่สมาชิกกลุ่ม OPEC+ ประเมินว่าจะมีการใช้พลังงานมากขึ้น ท่าทีของกลุ่ม OPEC+ ทำให้ราคาน้ำมันโลกปรับตัวลดลง เนื่องจากนักลงทุนไม่ได้คาดการณ์ว่ากลุ่ม OPEC+ จะเพิ่มกำลังการผลิตมากในระดับนี้ และอาจส่งทำให้เกิดปัญหา oversupply หรือสภาวะน้ำมันล้นตลาด โดยเฉพาะหลังช่วงฤดูร้อน อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ประเมินว่าท่าทีของกลุ่ม OPEC+ สอดคล้องกับความต้องการของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้ราคาน้ำมันโลกลดลง เพื่อพยุงสภาวะเศรษฐกิจในช่วงที่สหรัฐฯ จะเริ่มใช้มาตรการภาษีตอบโต้ใน 1 สิงหาคม 2568 นโยบายผลิตน้ำมันของกลุ่ม OPEC+ มีความสำคัญต่อทิศทางราคาพลังงานโลก ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับผลกระทบและผันผวนอย่างมากจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไม่คลี่คลาย แม้ว่าปัจจุบันอิหร่านกับอิสราเอลจะยังไม่ขยายขอบเขตสงคราม และไม่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก แต่สถานการณ์ความมั่นคงยังไม่แน่นอน ทำให้นานาชาติวิตกว่าราคาน้ำมันที่ผันผวนและมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจะซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2568 ซึ่งนอกจากจะมีปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศแล้ว ยังมีนโยบายภาษีสหรัฐฯ ที่จะสร้างอุปสรรคในการค้าระหว่างประเทศด้วย ในช่วงพฤษภาคม-กรกฎาคม 2568 กลุ่ม…

ผู้นำสหรัฐฯ ขู่ขึ้นภาษีอีกร้อยละ 10 ต่อประเทศที่ร่วมมือกับ BRICS

ทั่วโลกจับตานโยบายภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ที่เตรียมจะประกาศอัตราที่แน่นอนใน 9 กรกฎาคม 2568 และจะเริ่มใช้มาตรการภาษีตอบโต้ใน 1 สิงหาคม 2568 โดยปัจจุบันไม่เปิดให้มีการเจรจาแล้ว ทั้งนี้ นานาชาติก็ยังวิตกกับท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ ที่แข็งกร้าวและล่าสุดเมื่อ 7 กรกฎาคม 2568 โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ Truth Social ว่าจะขึ้นภาษีเพิ่มอีกร้อยละ 10 ต่อประเทศที่ร่วมมือกับกลุ่ม BRICS เนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์เชื่อว่าเป็นการรวมกลุ่มของประเทศที่มีแนวคิดต่อต้านนโยบายของสหรัฐฯ ท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์มีขึ้นหลังจากกลุ่ม BRICS จัดการประชุมสุดยอดที่เมืองริโอเดจาเนโร บราซิลเมื่อ 6-7 กรกฎาคม 2568 และมีถ้อยแถลงวิจารณ์นโยบายภาษีตอบโต้ของผู้นำสหรัฐฯ เชิงลบ ทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่พอใจและตอบโต้ สำหรับสมาชิกกลุ่ม BRICS ดั้งเดิม ได้แก่ บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ จากนั้นมีการเพิ่มสมาชิกอย่างต่อเนื่องเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการพัฒนา ได้แก่ อียิปต์ เอธิโอเปีย อินโดนีเซีย อิหร่าน ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ นอกจากนี้ ยังมีประเทศหุ้นส่วน 10 ประเทศ…

จับตามองการประชุมสุดยอดผู้นำ BRICS ในกรกฎาคม 2568

  การประชุมสุดยอดผู้นำ BRICS (บราซิล  รัสเซีย  อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้) ปี 2568 ที่เมืองริโอเดจาเนโร บราซิล ระหว่าง 6-7 กรกฎาคม 2568 นี้ น่าจับตามองอย่างมาก เนื่องจากผู้นำของประเทศมหาอำนาจในกลุ่ม BRICS ที่เป็นสมาชิกก่อตั้งของกลุ่มถึงสองประเทศจะไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ คือ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน และประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย โดยมีเหตุผลแตกต่างกัน  ทั้งนี้ อาจต้องจับตามองว่า การที่ผู้นำของทั้งสองประเทศไม่ได้เข้าร่วมประชุม จะส่งผลต่อความโดดเด่นของ BRICS ในเวทีโลกหรือไม่ เพราะเป็นที่รับรู้กันว่ากลุ่ม BRICS ตั้งขึ้นมาเพื่อคานอิทธิพลของกลุ่มประเทศตะวันตก เหตุผลที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ไม่สามารถเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำ BRICS ได้ตามที่สื่อของจีนรายงาน ได้แก่ ผู้นำจีนมีกำหนดการอื่นในช่วงดังกล่าว  และในช่วงไม่ถึง 1 ปี ผู้นำจีนได้พบกับประธานาธิบดี Luiz Inacio Lula da Silva ของบราซิล…

สิงคโปร์-กัมพูชามุ่งกระชับความร่วมมือฉลองครบรอบ 60 ปี สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต

  นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เดินทางเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการเมื่อ 2 กรกฎาคม 2568 เพื่อพบหารือทวิภาคีกับสมเด็จฯ ฮุน มาแนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปีของ การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน  การเยือนครั้งนี้ ผู้นำทั้งสองประเทศได้ยืนยันความมุ่งมั่นที่ จะเสริมสร้างความร่วมมือในหลากหลายสาขา ได้แก่ ด้านพลังงานหมุนเวียน ทั้งสองประเทศจะร่วมมือกันเพื่อพัฒนาพลังงานสะอาด โดยสิงคโปร์มีแผนที่จะนำเข้าพลังงานสะอาด 1 กิกะวัตต์ (GW) จากกัมพูชา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “โครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid)” ที่จะเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าของสมาชิกอาเซียนและเปิดให้มีการซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดนภายในปี 2588 โดยบริษัท Keppel ของสิงคโปร์ได้ลงนามข้อตกลงกับ Royal Group Power ของกัมพูชาเพื่อนำเข้าไฟฟ้าคาร์บอนต่ำระยะยาวไปแล้ว ส่วนตลาดคาร์บอน ทั้งสองประเทศกำลังพัฒนาข้อตกลงการดำเนินการร่วมกันเพื่อส่งเสริมการซื้อขายคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูง ซึ่งจะช่วยระดมทุนสำหรับโครงการพลังงานสะอาด ยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนชนบท และช่วยให้ทั้งสองประเทศบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net-Zero Goals) ด้านการค้าสินค้าเกษตร กัมพูชาเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรที่สำคัญ และสิงคโปร์พึ่งพาการนำเข้าอาหารเกือบทั้งหมด ทั้งสองฝ่ายจึงจะเพิ่มความร่วมมือในด้านนี้ เพื่อช่วยให้สิงคโปร์สามารถกระจายแหล่งนำเข้าอาหารได้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ร่วมกันทั้งสองประเทศ ด้านการค้าและการลงทุน…

ทหารลาวจะเป็นครูอาสาสมัครเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนครู

  กระทรวงป้องกันประเทศลาว (เทียบเท่ากระทรวงกลาโหม) ร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการและกีฬาลาว ประกาศเมื่อ 29 มิถุนายน 2568 เตรียมคัดเลือกทหาร 2,000 นาย เพื่อส่งทำหน้าที่เป็นครูอาสาสมัคร เป้าหมายเพื่อบรรเทาปัญหาขาดแคลนครู ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ห่างไกลบนภูเขาและเข้าถึงได้ยากซึ่งโครงสร้างพื้นฐานยังไม่ได้รับการพัฒนา ทหารที่ได้รับคัดเลือกจะต้องผ่านการฝึกอบรมพิเศษก่อนถูกส่งไปประจำในห้องเรียน โดยทหารที่เข้าร่วมข้อริเริ่มดังกล่าวจะได้รับค่าตอบแทนและการเลื่อนยศพิเศษ ลาวเผชิญปัญหาการขาดแคลนครูที่มีคุณสมบัติเหมาะสมซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน โดยเกิดจากหลายสาเหตุ อาทิ จำนวนครูไม่เพียงพอ  เฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ห่างไกล เช่น เมืองเซโปน แขวงสะหวันนะเขต มีโรงเรียนทั้งหมด 109 แห่ง มีเพียง 9 แห่งเท่านั้นที่มีครูเพียงพอ ตำแหน่งครูว่างมากกว่า 500 ตำแหน่ง ครูลาออก/เกษียณอายุ  และอัตราการรับครูใหม่ไม่สัมพันธ์กับครูที่ออกจากระบบ ขาดแคลนครูที่มีคุณภาพ ปัญหาไม่ได้มีแค่จำนวนที่ขาดแคลน ครูที่มีคุณสมบัติเหมาะสมก็ขาดแคลนเช่นกัน ค่าตอบแทนและสภาพการทำงานที่ไม่จูงใจ นับเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้คนเลือกประกอบอาชีพอื่นที่มีรายได้ดีกว่า หรือเลือกทำงานในพื้นที่ที่ดีกว่าพื้นที่ห่างไกล และปัญหาสุดท้ายที่ลาวเผชิญคือการวางแผนและการพัฒนาครูยังไม่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร เช่น ขาดการกำหนดความจำเป็นในการพัฒนาครูอย่างชัดเจน และการติดตามประเมินผลการพัฒนาครู เป็นต้น การขาดแคลนครูส่งผลกระทบอย่างมากต่อประเทศ ทั้งคุณภาพการศึกษาที่ลดลง เมื่อครูไม่เพียงพอ หรือครูที่สอนขาดความเชี่ยวชาญในวิชานั้น ๆ (เช่น ต้องสอนข้ามวิชา) ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพการเรียนการสอน…

สิงคโปร์ใช้กฎหมายใหม่อายัดบัญชีธนาคารที่อาจเป็นเหยื่อมิจฉาชีพออนไลน์

  กระทรวงมหาดไทยสิงคโปร์เมื่อ 1 กรกฎาคม 2568 เริ่มใช้กฎหมายอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสิงคโปร์มีสิทธิอายัดบัญชีธนาคารที่มีหลักฐานหรือความเสี่ยงจะตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพออนไลน์ โดยกฎหมายดังกล่าวชื่อ The Protection from Scams Act 2025 ผ่านความเห็นชอบเมื่อ มกราคม 2568 เพื่อเพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในการปราบปรามและสกัดกั้นเครือข่ายมิจฉาชีพออนไลน์ ซึ่งเป็นความท้าทายด้านเศรษฐกิจและสังคมของสิงคโปร์อย่างมาก มีรายงานว่าตั้งแต่ปี 2562 สิงคโปร์สูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากปัญหามิจฉาชีพออนไลน์ เฉพาะเมื่อปี 2567 มีมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจสิงคโปร์ไม่สามารถช่วยเหลือและป้องกันได้ทั้งหมด เนื่องจากไม่มีกฎหมายควบคุมการทำธรุกรรมทางการเงินกับธนาคาร สำหรับรายละเอียด กฎหมายนี้จะอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถออกเอกสาร Restriction Orders หรือ ROs เพื่ออายัดบัญชีและการดำเนินธุรกรรมทางการเงินของบัญชีที่มีความเสี่ยง โดยจะพิจารณาอายัดบัญชีหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับข้อมูลที่เจ้าของบัญชีและบุคคลใกล้ชิดให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ และหากเห็นว่ามีความเสี่ยง เจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีสิทธิอายัดบัญชีดังกล่าวได้นาน 30 วัน เพื่อป้องกันความปลอดภัยและไม่ให้มิจฉาชีพหลอกลวง ทั้งนี้ ธนาคารในสิงคโปร์ที่จะอยู่ภายใต้กฎหมายดังกล่าว ได้แก่ DBS Bank, the Oversea-Chinese Banking Corporation,…

เกาหลีเหนือ-รัสเซีย เพิ่มความร่วมมือด้านการทหารและท่องเที่ยว

ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลเกาหลีเหนือกับรัสเซียมีแนวโน้มใกล้ชิดกันมากขึ้นในห้วง กรกฎาคม 2568 จากการขยายความสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยวและการทหารระหว่างกัน โดยมีรายงานเมื่อ 1 กรกฎาคม 2568 ยืนยันว่า ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือตกลงกับรัสเซียว่าจะส่งทหารไปช่วยเหลือรัสเซียในสมรภูมิที่ยูเครน โดยคาดว่าจะส่งไปได้มากถึง 25,000 นาย เพื่อให้ปฏิบัติการช่วยเหลือด้านการเก็บกู้ระเบิด โดยเฉพาะในภูมิภาค Kursk ของรัสเซีย ปัจจุบัน ยังไม่มีรายงานยืนยันว่า ทหารเกาหลีเหนือจะไปช่วยทหารรัสเซียในปฏิบัติการสู้รบในยูเครน มีรายงานยืนยันเฉพาะปฏิบัติการสู้รบเพื่อผลักดันกองทัพยูเครนออกจากภูมิภาค Kursk ของรัสเซีย เนื่องจากอาจเป็นประเด็นให้เกาหลีเหนือถูกนานาชาติวิจารณ์ว่ามีส่วนร่วมในการรุกรานยูเครน นอกจากนี้ ที่ผ่านมา ความร่วมมือทางการทหารระหว่างเกาหลีเหนือกับรัสเซียใกล้ชิดขึ้นอย่างมาก ต่างฝ่ายต่างแลกเปลี่ยนการฝึกทหารและความเชี่ยวชาญการใช้อากาศยานไร้คนขับ ซึ่งรัสเซียตกลงว่าจะผลิตอากาศยานไร้คนขับรุ่น Shahed-136 ในเกาหลีเหนือด้วย คาดว่า ความร่วมมือด้านการทหารที่แน่นแฟ้นระหว่างกันเป็นผลจากการที่นาย Sergei Shoigu สภาความมั่นคงรัสเซียเยือนเกาหลีเหนือเมื่อ 17 มิถุนายน 2568 นอกจากความร่วมมือด้านการทหารที่ใกล้ชิดแล้ว เกาหลีเหนือยังกระชับความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวกับรัสเซีย โดยตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นไป เกาหลีเหนือจะเปิดรีสอร์ทส่งเสริมการท่องเที่ยวขนาดใหญ่ หรือ Wonsan-Kalma Coastal Tourist Zone ทางชายฝั่งตะวันออกของประเทศ ให้นักท่องเที่ยวจากรัสเซีย เป็นชาวต่างชาติกลุ่มแรกที่จะได้เข้าไปเที่ยวชม…

จีนผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรอาหารทะเลจากญี่ปุ่นบางส่วน

เมื่อ 1 กรกฎาคม 2568 โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนประกาศยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรการนำเข้าสินค้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่นบางส่วน ซึ่งเป็นผลจากการพิจารณาและทบทวนคุณภาพสินค้านำเข้าจากญี่ปุ่นด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ การวิจัย และกฎหมายของจีนอย่างละเอียด โดยจีนจะสามารถเริ่มนำเข้าสินค้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่นตั้งแต่ 30 มิถุนายน 2568 เป็นต้นไป อย่างไรก็ดี จีนจะยังคงเข้มงวดการตรวจสอบความปลอดภัยของอาหารที่นำเข้าจากญี่ปุ่น รวมทั้งคงมาตรการจำกัดและห้ามนำเข้าสินค้าอาหารทะเลบางประเภท และจากบางพื้นที่ของญี่ปุ่นไว้ ตลอดจนพร้อมจะกลับไปใช้มาตรการคว่ำบาตรสินค้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่นทั้งหมดอีกครั้ง หากพบว่ามีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้บริโภคชาวจีน ทั้งนี้ การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนจะเป็นผลดีต่อการส่งออกอาหารทะเลของญี่ปุ่น เนื่องจากจีนเป็นตลาดส่งออกขนาดใหญ่ จีนคว่ำบาตรการนำเข้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่นตั้งแต่สิงหาคม 2566 หลังจากที่รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศปล่อยน้ำบำบัดจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิก ทำให้จีนไม่เชื่อมั่นในคุณภาพและความปลอดภัยในอาหารทะเลของญี่ปุ่น แม้รัฐบาลญี่ปุ่นและทบวงการปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) จะยืนยันแล้วว่าปลอดภัย ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นยินยอมให้นานาชาติรวมทั้งจีน เข้าไปตรวจสอบการบำบัดน้ำและกระบวนการกำจัดกัมมันตรังสีอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง จนอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้รัฐบาลจีนเปลี่ยนใจและพิจารณายกเลิกมาตรการคว่ำบาตร ทั้งนี้ จีนยังห้ามนำเข้าสินค้าอาหารทะเลจาก 10 ภูมิภาคในญี่ปุ่น ได้แก่ Fukushima, Gunma, Tochigi, Ibaraki, Miyagi, Niigata, Nagano, Saitama, Tokyo และ Chiba เนื่องจากพิจารณาว่ายังมีความเสี่ยงสูง แม้ว่าจะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรและเริ่มนำเข้าสินค้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่นแล้ว แต่รัฐบาลจีนย้ำว่าไม่เห็นด้วยกับการปล่อยน้ำบำบัดจากโรงงานนิวเคลียร์ลงสู่มหาสมุทร และยืนยันว่าจีนจะร่วมมือกับนานาชาติเพื่อเรียกร้องให้ญี่ปุ่นรายงานความคืบหน้าและดำเนินโครงการอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อปกป้องความปลอดภัยของผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม การผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรทางการค้าครั้งนี้ น่าจะเป็นผลดีต่อบรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับญี่ปุ่น…

สหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อซีเรีย

  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ลงนามในคำสั่งผู้บริหารเมื่อ 30 มิถุนายน 2568 ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อซีเรีย เพื่อเปิดโอกาสให้รัฐบาลชุดใหม่ของซีเรียได้ขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การลงทุน และการเงินกับต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการสร้างเสถียรภาพและสันติภาพในซีเรียต่อไป ท่าทีดังกล่าวเป็นไปตามคำมั่นที่ผู้นำสหรัฐฯ ให้ไว้ก่อนหน้านี้ ว่าจะสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงในซีเรีย อย่างไรก็ดี สหรัฐฯ จะยังคงคว่ำบาตรอดีตประธานาธิบดีบะชาร อัลอะซัด และอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลซีเรียเช่นเดิม เพราะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน การค้ายาเสพติด และการใช้อาวุธเคมีปราบปรามประชาชนชาวซีเรีย คำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์มีแนวโน้มจะเป็นผลดีต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของรัฐบาลซีเรียปัจจุบันที่ยังคงเป็นรัฐบาลเฉพาะกาล และมีประธานาธิบดีอะห์มัด อัชชะระอ์  เป็นผู้นำ ปัจจุบันนานาชาติจับตามองความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และผู้นำซีเรียอย่างใกล้ชิด เนื่องจากหากประธานาธิบดีทรัมป์ให้การรับรอง ก็จะเป็นสัญญาณว่าสหรัฐฯ พร้อมสนับสนุน ประธานาธิบดีอะห์มัด อัชชะระอ์ แม้ว่าจะเคยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกลุ่มอัลกออิดะฮ์ และอยู่ในบัญชีรายชื่อผู้ก่อการร้ายของสหรัฐฯ มาก่อน การปรับเปลี่ยนท่าทีของสหรัฐฯ อาจเป็นผลดีต่อการเสริมสร้างความมั่นคงในซีเรียมากขึ้น เพราะที่ผ่านมา มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ทำให้ประเทศอื่น ๆ ไม่ต้องการเสี่ยงเข้าไปลงทุนหรือดำเนินธุรกิจในซีเรีย จนทำให้ไม่มีเสถียรภาพและไม่มั่นคง ตลอดจนมีความเสี่ยงตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของมหาอำนาจในตะวันออกกลาง จีน และรัสเซีย รวมทั้งกลุ่มก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ ที่ต้องการใช้ซีเรียเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการสกัดกั้นอิทธิพลของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง ก่อนหน้านี้ กรณีประธานาธิบดีสหรัฐฯ พบกับประธานาธิบดีซีเรียที่ซาอุดิอาระเบียเมื่อ พฤษภาคม 2568…

เวียดนามประกาศยกเว้นค่าเล่าเรียนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

  สภาแห่งชาติเวียดนามมีมติเมื่อ 26 มิถุนายน 2568 ประกาศยกเว้นค่าเล่าเรียนในโรงเรียนของรัฐทุกระดับตั้งแต่ชั้นอนุบาล จนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย รวมถึงโครงการศึกษาต่อเนื่อง เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปีการศึกษา ปี 2568-2569 เป็นต้นไป ส่วนโรงเรียนเอกชนจะได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล โดยเงินอุดหนุนจะถูกกำหนดตามค่าเล่าเรียนจริง (ไม่เกินค่าเล่าเรียนของโรงเรียนรัฐ) และกำหนดโดยหน่วยงานท้องถิ่นตามหลักเกณฑ์ระดับชาติ กลุ่มเป้าหมายจะครอบคลุมพลเมืองเวียดนามและบุคคลเชื้อสายเวียดนามที่อาศัยอยู่ในประเทศ แม้จะยังไม่ได้รับสัญชาติเต็มตัว สภาแห่งชาติเวียดนามยังอนุมัติแผนการศึกษาปฐมวัยถ้วนหน้าสำหรับเด็กอายุ 3-5 ปีภายในปี 2573 และมีแผนสนับสนุนค่าอาหารกลางวันฟรีในโรงเรียนประถมและมัธยมในพื้นที่ชายแดนและภูเขา นโยบายดังกล่าวของรัฐบาลเวียดนามมีเป้าหมายหลักลดภาระทางการเงินของครอบครัว  เฉพาะอย่างยิ่งครัวเรือนที่มีรายได้น้อย และส่งเสริมให้เด็กเวียดนามทุกคนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพได้อย่างเท่าเทียมกันมากขึ้น นอกจากนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของรัฐต่อคนรุ่นใหม่และการลงทุนทางการศึกษาเพื่อการพัฒนาประเทศ ทั้งนี้ รัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณจากงบประมาณของรัฐเพื่อสนับสนุนนโยบายนี้ โดยค่าใช้จ่ายรวมต่อปีอยู่ที่ประมาณ 30.6 ล้านล้านดองเวียดนาม (ประมาณ 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับปีการศึกษา 2568-2569 จะมีการจัดสรรงบประมาณเบื้องต้นประมาณ 22.5 ล้านล้านดองเวียดนาม นโยบายนี้เป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบการศึกษาของเวียดนาม และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของประเทศในการลงทุนด้านทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งรัฐบาลเวียดนามถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไป สู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่ทันสมัยและมีรายได้สูง สะท้อนจากนโยบาย 1) การศึกษาคือรากฐาน จากนโยบายเรียนฟรี และการยกระดับคุณภาพการศึกษา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เพื่อผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพสูงและตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต 2) การพัฒนาแรงงานทักษะสูงในอุตสาหกรรมเป้าหมาย…