อิสราเอลขยายปฏิบัติการโจมตีในฉนวนกาซา : น่าห่วงกังวลกับวิกฤตด้านมนุษยธรรม

  รัฐบาลและกองทัพอิสราเอลเดินหน้าขยายปฏิบัติการทางทหารในฉนวนกาซาในพฤษภาคม 2568 เพื่อปราบปรามกลุ่มติดอาวุธที่เป็นภัยคุกคามต่ออิสราเอล โดยมีรายงานเมื่อ 3 พฤษภมคม 2568 ว่า อิสราเอลโจมตีทางอากาศในฉนวนกาซา และประกาศสั่งอพยพชาวปาเลสไตน์ออกจากหลายพื้นที่เพื่อลดความเสียหาย นานาชาติประณามอิสราเอลที่ยังคงปฏิบัติการโจมตีในพื้นที่พลเรือนและขัดขวางกระบวนการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ชาวปาเลสไตน์ในพื้นที่เป็นระยะเวลานาน ทำให้ชาวปาเลสไตน์ โดยเฉพาะเด็ก ต้องเผชิญวิกฤตอดอยากอย่างรุนแรง พร้อมกันนี้ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) เสร็จสิ้นรับฟังความคิดเห็นของนานาชาติประเด็นที่อิสราเอลถูกกล่าวหาว่าละเมิดคำมั่นที่ให้ไว้กับนานาชาติว่าจะอำนวยความสะดวกและเปิดเส้นทางให้ความช่วยเหลือแก่ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา ซึ่งผู้แทนจากต่างประเทศส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่าอิสราเอลไม่ได้ให้ความร่วมมือกับองค์กรให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ทำให้วิกฤตด้านมนุษยธรรมในพื้นที่น่าห่วงกังวลอย่างมาก คาดว่า ICJ จะเผยแพร่ท่าทีของนานาชาติ คำตัดสินและข้อเสนอแนะให้อิสราเอลปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของนานาชาติเร็ว ๆ นี้ นอกจากสถานการณ์ในฉนวนกาซาจะน่าห่วงกังวล ปัจจุบันอิสราเอลยังเพิ่มการโจมตีในซีเรีย โดยมีรายงานเมื่อ 3 พฤษภาคม 2568 ว่า รัฐบาลซีเรียประณามอิสราเอลที่โจมตีทางอากาศในพื้นที่ที่มีพลเรือนชาวซีเรียจำนวนมาก รวมทั้งตั้งใจโจมตีพื้นที่ใกล้กับที่พักอาศัยของประธานาธิบดีซีเรียในกรุงดามัสกัส เท่ากับเป็นการยั่วยุทางการทหาร ด้านอิสราเอลยืนยันว่าปฏิบัติการดังกล่าวมีเป้าหมายทำลายคลังอาวุธของกลุ่มติดอาวุธที่เป็นภัยคุกคามต่ออิสราเอล สำหรับความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับซีเรียตึงเครียดมากขึ้น หลังจากมีรายงานว่ารัฐบาลซีเรีย นำโดยประธานาธิบดี Ahmed al-Sharaa ล้มเหลวในการปกป้องความปลอดภัยให้ชุมชนชาว Druze ชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่บริเวณพรมแดนทางตอนใต้ของซีเรีย ทั้งนี้ ชนกลุ่มน้อย Druze นับถือศาสนาของตัวเอง และเชื่อว่ามีความร่วมมือกับอิสราเอล ตกเป็นเป้าหมายโจมตีและปะทะกับกลุ่มติดอาวุธชาวมุสลิม รวมทั้งกองทัพของรัฐบาลซีเรียที่ระบุว่าต้องประจำการทหทารในพื้นที่ชุมชาว Druze เพื่อยกระดับมาตรการรักษาความมั่นคง…

ผู้นำสหรัฐฯ เปลี่ยนที่ปรึกษาด้านความมั่นคง และเสนอชื่อผู้แทนสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ

  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อ 1 พฤษภาคม 2568 ประกาศผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่าจะให้นายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ด้วยอีกตำแหน่งหนึ่ง แทนนายไมเคิล วอลซ์ ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งจะได้รับการเสนอชื่อให้เป็นผู้แทนสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ (UN) แทน สำหรับการเปลี่ยนแปลงผู้ที่ดำรงตำแหน่งสำคัญครั้งนี้มีขึ้นหลังจากสื่อสหรัฐฯ เปิดเผยว่านายวอลซ์มีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดมาตรการรักษาความปลอดภัยข้อมูลสำคัญและนโยบายด้านการทหารของสหรัฐฯ โดยใช้แอปพลิเคชันที่ไม่ปลอดภัยในการสนทนาและส่งข้อมูลเกี่ยวกับยุทธศาสตร์การทหารของสหรัฐฯ ในต่างประเทศ หรือกรณี Signal Leak นั่นเอง กรณีดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายกดดันให้นายวอลซ์ลาออกจากตำแหน่งที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐฯ เนื่องจากความหละหลวมในมาตรการรักษาความปลอดภัยข้อมูลสำคัญอาจสร้างความเสี่ยงให้กับนโยบายสหรัฐฯ รวมทั้งความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคงสหรัฐฯ ด้วย ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์แสดงความคิดเห็นเข้าข้างและปกป้องนายวอลซ์มาโดยตลอด พร้อมระบุว่าข้อมูลที่ถูกเปิดเผยไม่ใช่ข้อมูลละเอียดอ่อนหรือส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนบทบาทและตำแหน่งของนายวอลซ์อาจเป็นผลดีต่อการทำงานร่วมกับทีมหน่วยงานความมั่นคงและต่างประเทศ ที่ค่อนข้างกังวลกับการสื่อสารและพฤติกรรมของนายวอลซ์ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อความร่วมมือด้านการทหารที่สำคัญระหว่างสหรัฐฯ กับต่างประเทศด้วย ทั้งนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์แสดงความเชื่อมั่นว่า นายวอลซ์จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ผู้แทนสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติได้เป็นอย่างดี จะช่วยส่งเสริมภารกิจของสหประชาชาติและทำให้สหรัฐฯ มั่นคงปลอดภัย ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ไว้ใจนายวอลซ์เนื่องจากเป็นผู้สนับสนุนนโยบาย America First อย่างเต็มที่ ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อ 12 พฤศจิกายน 2567…

จีนส่งเรือลาดตระเวนในทะเลจีนใต้ป้องปรามฟิลิปปินส์ : War of Selfies

  สื่อจีนรายงานเมื่อ 30 เมษายน 2568 ว่า กองทัพเรือจีนปฏิบัติการลาดตระเวนในทะเลจีนใต้ เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันภัยคุกคามในพื้นที่ โดยโฆษกกองบัญชาการภาคใต้ (Southern Theater Command) ของกองทัพจีนระบุว่า ในช่วงที่ผ่านมา ฟิลิปปินส์ละเมิดสิทธิเหนือน่านน้ำและทะเลของจีนอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีปฏิบัติการที่เข้าข่ายยั่วยุให้เกิดความตึงเครียดทางการทหารและความขีดแย้งระหว่างกัน โดยมีประเทศนอกภูมิภาคให้การสนับสนุนและปฏิบัติการร่วมกับฟิลิปปินส์ในรูปแบบการลาดตระเวนร่วม ซึ่งกองบัญชาการภาคใต้ของจีนติดตามความเคลื่อนไหวดังกล่าอย่างใกล้ชิด และป้องกันไม่ให้การกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและบรรยากาศในทะเลจีนใต้ ซึ่งทหารของจีนมีความพร้อมในการปฏิบัติการตอบโต้เพื่อปกป้องอธิปไตยเหนือดินแดนและสันติภาพในพื้นที่ การปฏิบัติการลาดตระเวนของจีนมีขึ้นหลังจากฟิลิปปินส์ส่งทหารประจำหน่วยยามชายฝั่งไปขึ้นฝั่งบนพื้นที่เกาะ ซึ่งอยู่ในบริเวณพื้นที่พิพาท จำนวน 3 แห่ง รวมทั้งสันดอน Sandy Cay ที่ไม่มีคนอยู่อาศัย ในทะเลจีนใต้ เมื่อ 27 เมษายน 2568 แล้วถ่ายภาพพร้อมธงฟิลิปปินส์บนเกาะดังกล่าว คาดว่าเพื่อเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ว่าฟิลิปปินส์มีอำนาจอธิปไตยเหนือพื้นที่ การปฏิบัติการของฟิลิปปินส์ดังกล่าวมีขึ้นหลังจากหน่วยยามชายฝั่งของจีน ทำในลักษณะเดียวกันเมื่อช่วงกลาง เมษายน 2568 ทำให้ฟิลิปปินส์ไม่พอใจและตอบโต้ สื่อมวลชนต่างประเทศเรียกเหตุการณ์นี้ว่าเป็น ‘war of selfies’ ระหว่างจีนกับฟิลิปปินส์ เพราะต่างฝ่ายต่างใช้ภาพในการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือเกาะหรือสันดอนในพื้นที่พิพาท และต่างฝ่ายต่างโจมตีว่าละเมิดกฎหมายระหว่างกัน เหตุการณ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งและความตึงเครียดในทะเลจีนใต้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับฟิลิปปินส์ ซึ่งปัจจุบันมีความเคลื่อนไหวทางการทหารในพื้นที่พิพาทอย่างต่อเนื่อง โดยฟิลิปปินส์ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ และพันธมิตรมากขึ้น สำหรับพื้นที่สันดอน Sandy…

ผู้นำสหรัฐฯ แถลงผลงานในโอกาสครบ 100 วันที่ดำรงตำแหน่ง

  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เมื่อ 30 เมษายน 2568 แถลงผลงาน เนื่องในโอกาสครบ 100 วันที่สาบานตนรับตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ เป็นสมัยที่ 2 โดยจัดงานฉลองที่รัฐมิชิแกน ในรูปแบบของการรณรงค์หาเสียง ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวปราศรัยผลงานต่าง ๆ เป็นระยะเวลา 89 นาที สื่อตั้งข้อสังเกตว่าประธานาธิบดีทรัมป์ใช้โอกาสนี้ประกาศความสำเร็จในการดำเนินนโยบาย โดยใช้อำนาจประธานาธิบดีผ่านคำสั่งฝ่ายบริหาร (executive order)สร้างความเปลี่ยนแปลงทั้งระดับในประเทศและระดับโลก ประธานาธิบดีทรัมป์ยังใช้งานฉลองดังกล่าวโจมตีพรรคเดโมแครตว่า เป็นพรรคการเมืองที่มีแนวคิดซ้ายจัด เป็นคอมมิวนิสต์สุดโต่ง และเป็นภัยคุกคามของสังคมอเมริกัน ขณะเดียวกันก็ยืนยันว่าจะไม่มีอะไรไปขัดขวางการทำงานของรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดปัจจุบันได้ ชาวอเมริกันที่เข้าร่วมงานดังกล่าวต่างแสดงออกว่าสนับสนุนนโยบายของผู้นำสหรัฐฯ มีการชูป้ายสนับสนุน เช่น “Make America Great Again”, “Investing in America”, “Jobs! Jobs! Jobs!”, “The Golden Age”, “Buy American, Hire American” และ “The American Dream is Back”…

พรรคเสรีนิยมชนะการเลือกตั้งทั่วไปของแคนาดา

  สื่อมวลชนแคนาดารายงานเมื่อ 29 เมษายน 2568 ว่า พรรคเสรีนิยม นำโดยนาย Mark Carney ชนะการเลือกตั้งทั่วไปของแคนาดาครั้งที่ 45 ที่จัดขึ้นเมื่อ 28 เมษายน 2568 โดยได้คะแนนในสภามากกว่าพรรคอนุรักษ์นิยมที่ 156 ต่อ 144  จากทั้งหมด 343 คะแนน ขณะที่พรรคอนุรักษ์นิยม นำโดยนาย Pierre Poilievre จะเป็นพรรคฝ่ายค้านต่อไป อย่างไรก็ดี พรรคเสรีนิยมอาจไม่ได้ครองเสียงข้างมากในสภา เนื่องจากได้คะแนนไม่ถึง 172 คะแนน ซึ่งยังต้องรอนับคะแนนอย่างเป็นทางการต่อไป แต่พรรคเสรีนิยมจะยังคงมีสิทธิจัดตั้งรัฐบาลและคัดเลือกบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้น่าสนใจสำหรับแคนาดา เนื่องจากก่อนหน้านี้ พรรคเสรีนิยมซึ่งเป็นพรรคฝ่ายรัฐบาลและสนับสนุนนายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด มีคะแนนนิยมตกต่ำอย่างมาก จนทำให้นายกรัฐมนตรีทรูโดประกาศลาออกจากตำแหน่งเมื่อ 6 มกราคม 2568 ซึ่งมีผลอย่างเป็นทางการเมื่อ 24 มีนาคม 2568 นอกจากนี้ พรรคอนุรักษ์นิยมได้รับคะแนนนิยมมากขึ้นเพราะประชาชนชาวแคนาดาเห็นว่าผลงานด้านเศรษฐกิจและการเจรจากับสหรัฐฯ ของรัฐบาลพรรคเสรีนิยมทำให้แคนาดาตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบทางการค้า อย่างไรก็ตาม การที่พรรคเสรีนิยมได้คะแนนเลือกตั้งมากกว่าพรรคอนุรักษ์นิยม สะท้อนว่าชาวแคนาดาส่วนใหญ่ยังสนับสนุนนโยบายของพรรคเสรีนิยม ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนตัวผู้นำพรรคเป็นนาย…

สเปนและโปรตุเกสประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในช่วงไฟฟ้าดับทั่วประเทศ

  ประชาชนในสเปนและโปรตุเกสตกอยู่ในสภาวะวิตกกังวลหลังจากเผชิญเหตุการณ์ไฟฟ้าดับทั่วประเทศเป็นระยะเวลานานเมื่อ 28 เมษายน 2568 ทำให้เกิดเหตุวุ่นวายในที่สาธารณะ โดยเฉพาะการคมนาคมที่ต้องหยุดชะงัก ขณะที่ยังไม่มีการอธิบายสาเหตุอย่างเป็นทางการ ปัจจุบัน รัฐบาลสเปนและโปรตุเกสตัดสินใจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน (state of emergency) เพื่อควบคุมบรรยากาศความมั่นคงในประเทศ โดยสเปนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในแคว้น Andalucia, Extremadura, Murcia, La Rioja และ Madrid ส่วนโปรตุเกสประกาศพร้อมยอมรับการการฟื้นฟูระบบไฟฟ้าให้เป็นปกติอาจต้องใช้เวลา และเป็นปฏิบัติการที่ซับซ้อน คาดว่าระบบการจ่ายกระแสไฟฟ้าระหว่างฝรั่งเศสกับสเปนขาดการเชื่อมต่อกัน เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุไฟฟ้าดับครั้งใหญ่นี้ รัฐบาลสเปนและโปรตุเกสย้ำว่ายังไม่มีหลักฐานว่าเกี่ยวข้องกับการโจมตีทางไซเบอร์ และทั้ง 2 ประเทศแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันอย่างใกล้ชิด ปัจจุบัน 29 เมษายน 2568 สเปนสามารถกู้คืนระบบควบคุมและจ่ายไฟฟ้าได้แล้วอย่างน้อยร้อยละ 92 ส่วนโปรตุเกสสามารถแก้ไขปัญหาได้ตั้งแต่ช่วงค่ำของ 28 เมษายน 2568 เหตุการณ์ดังกล่าวยังอยู่ระหว่างสืบสวนสาเหตุ ซึ่งนาย Antonio Costa ประธานสภายุโรปและอดีตผู้นำโปรตุเกสยืนยันว่ายังไม่มีหลักฐานว่าเป็นการโจมตีทางไซเบอร์ ด้านนายกรัฐมนตรีโปรตุเกสกล่าวโทษสเปนว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดไฟดับครั้งใหญ่ ทั้งนี้ โปรตุเกสนำเข้ากระแสไฟฟ้าจากสเปน จึงได้รับผลกระทบอย่างมาก นอกจากนี้ โปรตุเกสระบุว่าในช่วงที่เกิดเหตุไฟดับ มีนานาชาติเข้าช่วยเหลือสเปน ไม่ว่าจะเป็นโมร็อคโกหรือฝรั่งเศส แต่ไม่มีประเทศใดเข้าช่วยเหลือโปรตุเกสเลย เหตุการณ์ไฟดับครั้งใหญ่ทำให้ประเทศยุโรปใต้เห็นความสำคัญของการวางแผนฉุกเฉินเพื่อรับมือกับสถานการณ์ไม่คาดคิด…

Who is the next Pope?

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะพระประมุขแห่งคริสตจักรที่พยายามปฏิรูปธรรมเนียมหลายอย่างเพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลก คริสต์ศาสนิกชนสายก้าวหน้าจึงคาดหวังว่า สมเด็จพระสันตะปาปาองค์ใหม่จะมาจากฝ่ายเสรีนิยมเพื่อสานต่อภารกิจของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส อย่างไรก็ตาม ฝ่ายอนุรักษ์นิยมมองว่า การปฏิรูปศาสนจักรของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสไม่สามารถจัดการความท้าทายที่ศาสนาคริสต์เผชิญมาอย่างต่อเนื่องได้ การหันกลับไปใช้หลักกฎหมายศาสนาอย่างเข้มงวดและเคร่งครัด จะเป็นการนำพาวาติกันกลับสู่เส้นทางที่เหมาะสม การเลือกตั้งสมเด็จพระสันตะปาปาองค์ใหม่ในครั้งนี้ จึงอาจเป็นการแข่งขันกันระหว่งฝ่ายเสรีนิยมกับฝ่ายอนุรักษ์นิยม

Sede Vacante เมื่อบัลลังก์แห่งพระสันตะปาปาว่างลง

ภายหลังสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสสิ้นพระชนม์เมื่อ 21 เม.ย.68 คริสตจักรโรมันคาทอลิกตกอยู่ในสภาวะ Sede Vacante หรือบัลลังค์ว่าง Camerlengo และพระคาร์ดินัลผู้ช่วยอีก 2 องค์ จะทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนในการบริหารกิจการต่าง ๆ ของวาติกัน ขณะเดียวกัน เหล่าพระคาร์ดินัลจากทั่วโลก ทั้งหมด 252 องค์ จะเดินทางไปวาติกันเพื่อถวายความอาลัยและเตรียมการประชุมเลือกพระสันตะปาปาพระองค์ใหม่

ประธานาธิบดีจีนเยือนภูมิภาคเอเชีย ตอ.ต.เพื่อสร้างแนวร่วมรับมือมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน เดินทางเยือนภูมิภาคเอเชีย ตอ.ต. ระหว่าง 14-18 เม.ย.68  ประกอบด้วย เวียดนาม 14-15 เม.ย.68 มาเลเซีย 15-17 เม.ย.68 และกัมพูชา 17-18 เม.ย.68 เพื่อกระชับความสัมพันธ์กับภูมิภาคที่จีนให้ความสำคัญลำดับแรกตามนโยบายการทูตประเทศเพื่อนบ้าน (Neighbourhood Diplomacy) และสร้างแนวร่วมรับมือกับมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ภายใต้แนวคิด “ครอบครัวเอเชีย” (Asian Family) ที่มุ่งเสริมสร้างความเป็นเอกภาพ ความร่วมมือ และผลประโยชน์ร่วมกัน ทั้งนี้ การเยือนดังกล่าวยังมีนัยสำคัญยิ่งขึ้นในภาวะที่ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ กำลังถดถอยจากความตึงเครียดทางการค้าและการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ เนื่องจากเป็นกลุ่มประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจใกล้ชิดกับจีน แต่ก็พึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐฯ และได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีตอบโต้ (reciprocal tariffs) ของสหรัฐฯ โดยเวียดนาม มาเลเซีย และกัมพูชามีสัดส่วนการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ ที่ร้อยละ 34 ร้อยละ 16 และร้อยละ 38 เมื่อปี 2567 ตามลำดับ ขณะที่ถูกสหรัฐฯ ปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าที่ร้อยละ 46 ร้อยละ 24 และร้อยละ 49 ตามลำดับ

คริสต์ศาสนิกชนเข้าร่วมพิธีพระศพสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสจำนวนมาก

คริสต์ศาสนิกชนและผู้นำโลกจำนวนมากเข้าร่วมพิธีพระศพสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ที่กรุงโรม อิตาลี ใน 26 เมษายน 2568 หลังจากที่สำนักวาติกันเปิดให้คริสต์ศาสนิกชนและบุคคลที่ศรัทธาเคารพพระศพได้ที่มหาวิหาร St. Peter ที่นครรัฐวาติกันเป็นระยะเวลา 3 วัน มีรายงานว่ามีผู้เดินทางไปเคารพพระศพประมาณ 250,000 คน ในพิธีพระศพต่าง ๆ จะมีพระคาร์ดินัล Camerlengo Kevin Farrell เป็นพระประธานในพิธี  ที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสต้องการให้พิธีพระศพเป็นไปอย่างเรียบง่าย ไม่ซับซ้อนและไม่ต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่ยุ่งยาก