อิหร่านประณามสหรัฐฯ กรณีโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ ยืนยันไม่มีกัมมันตรังสีรั่วไหล

  ทั่วโลกติดตามพัฒนาการสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอิหร่านประกาศจะตอบโต้สหรัฐฯ หลังจากสหรัฐฯ ปฏิบัติการทิ้งระเบิดโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ 3 แห่งในอิหร่าน เมื่อ 21 มิถุนายน 2568 แม้ว่าจะยังไม่มีรายงานความเสียหายที่ชัดเจน  ล่าสุดเมื่อ 22 มิถุนายน 2568  อิหร่านยืนยันแล้วว่าโรงงานนิวเคลียร์ทั้ง 3 แห่ง เป็นเป้าหมายการโจมตีโดยสหรัฐฯ แต่ยังไม่มีกัมมันตรังสีรั่วไหล นอกจากนี้ อิหร่านประณามการโจมตีของสหรัฐฯ ว่าเป็นการทำสงคราม สร้างอันตรายอย่างมากต่อภูมิภาค และละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งกฎบัตรสหประชาชาติ นาย Abbas Araghchi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านโจมตีรัฐบาลสหรัฐฯ ว่า ทำลายช่องทางการทูตระหว่างประเทศ เพราะการโจมตีครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อการเจรจาข้อตกลงและความร่วมมือนิวเคลียร์ และระบุว่าอิหร่านจะทำทุกวิธีเพื่อปกป้องความมั่นคงปลอดภัยและผลประโยชน์ของประชาชน ด้านประธานาธิบดีอิหร่านร่วมประณามสหรัฐฯ จะสะท้อนว่าการโจมตีครั้งนี้ตอกย้ำชัดเจนว่าสหรัฐฯ สนับสนุนอิสราเอล และต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอิหร่าน ขณะที่นาย Amir Saeid Iravani ออท.อิหร่าน/สหประชาชาติเรียกร้องให้มีการประชุมวาระฉุกเฉินของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ใน 22 มิถุนายน 2568 เพื่อหารือประเด็นนี้โดยเฉพาะ สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโรงงานนิวเคลียร์ Fordo ทางตอนใต้ของกรุงเตหะรานที่เป็นโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมใต้ดินนั้น ปัจจุบันยังไม่มีรายงานข้อมูลเชิงลึก แต่อิหร่านยืนยันว่าไม่ได้รับความเสียหายที่รุนแรงจากการโจมตีของสหรัฐฯ…

สหรัฐฯ โจมตีโรงงานพัฒนานิวเคลียร์อิหร่านแล้ว

  สถานการณ์ความมั่นคงในตะวันออกกลางเข้าสู่ภาวะซับซ้อนและตึงเครียดมากขึ้น หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันเมื่อ 21 มิถุนายน 2568 ว่าสหรัฐฯ ใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดรุ่น B-2 ปฏิบัติการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน 3 แห่ง ได้แก่ Fordo, Natanz และ Esfahan ด้วยระเบิด bunker buster อาวุธพิเศษที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงจำนวนมาก ซึ่งโรงงานนิวเคลียร์ Fordo ทางตอนใต้ของกรุงเตหะราน มีความสำคัญอย่างมากต่ออิหร่าน เพราะเป็นโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมขนาดใหญ่ สร้างไว้เมื่อปี 2552 ตั้งอยู่ใต้ดิน และเป็นพื้นที่ลับ ทำให้ที่ผ่านมา อิสราเอลไม่สามารถโจมตีได้ และอิสราเอลกล่าวหาว่าเป็นโรงงานพัฒนานิวเคลียร์เพื่อผลิตอาวุธนิวเคลียร์ ไม่ใช่เชิงสันติตามที่อิหร่านกล่าวอ้าง ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่าปฏิบัติการโจมตีดังกล่าวประสบความสำเร็จ เครื่องบินรบของสหรัฐฯ ทั้งหมดเดินทางกลับฐานทัพอย่างปลอดภัย พร้อมกับระบุว่าอิหร่านต้องพิจารณาเลือกสันติภาพและยุติการพัฒนานิวเคลียร์ ไม่เช่นนั้น สหรัฐฯ อาจโจมตีอีกเพื่อกดดันให้อิหร่านเลือกแนวทางสันติภาพ กรณีประธานาธิบดีทรัมป์ตัดสินใจโจมตีอิหร่านครั้งนี้ ตอกย้ำว่าผู้นำสหรัฐฯ ต้องการกดดันอิหร่านให้ยุติโครงการพัฒนานิวเคลียร์ ซึ่งเป็นประเด็นหาเสียงก่อนชนะการเลือกตั้ง นอกจากนี้ ยังแสดงแสนยานุภาพทางการทหารของสหรัฐฯ ที่สามารถโจมตีโรงงานลับใต้ดินได้ และยืนยันความใกล้ชิดด้านความมั่นคงและยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอล อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีทรัมป์ชี้แจงว่าปฏิบัติการของสหรัฐฯ…

รัสเซียพร้อมเจรจากับยูเครนรอบที่ 3 หลังโจมตียูเครนด้วยปฏิบัติการ Summer Offensive

  สงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครนยังคงตึงเครียดและมีความรุนแรงต่อเนื่อง แม้คู่ขัดแย้งจะพร้อมเข้าสู่การเจรจาเพื่อยุติสถานการณ์ โดยล่าสุดเมื่อ 19 มิถุนายน 2568 มีรายงานอ้างโฆษกทำเนียบประธานาธิบดีรัสเซียว่า รัสเซียพร้อมเจรจารอบที่ 3 กับยูเครนเพื่อหาแนวทางยุติการปฏิบัติการทางทหาร โดยยื่นเงื่อนไขว่ายูเครนต้องเข้าใจและยอมรับความจริงว่าการทำสงครามยืดเยื้อจะไม่เป็นผลดีต่อยูเครนในระยะยาว นอกจากนี้ ยูเครนต้องเข้าใจว่าสถานการณ์ปัจจุบันแตกต่างจากเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา เพราะยูเครนสูญเสียทรัพยากร และไม่ได้รับการสนับสนุนจากประเทศตะวันตก รวมทั้งเนโตอีกต่อไปแล้ว ทั้งนี้ ท่าทีของโฆษกทำเนียบประธานาธิบดีรัสเซียมีขึ้นระหว่างการเป็นเจ้าภาพประชุม International Economic Forum ที่เมือง St. Petersburg ของรัสเซีย สำหรับการเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้งที่ผ่านมา รัสเซียและยูเครนส่งผู้แทนไปเข้าร่วมการเจรจากันที่เมืองอิสตันบูล ตุรกี เมื่อ 16 พฤษภาคม 2568 และ 2 มิถุนายน 2568 แต่ไม่บรรลุผล  มีเพียงแต่ทั้ง 2 ฝ่ายมีความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนนักโทษสงครามระหว่างกัน (Prisoner of War – POW exchange) ซึ่งเป็นผลจากการเจรจาเมื่อ 2 มิถุนายน 2568 รวมทั้งจะมีการส่งคืนร่างทหารที่เสียชีวิตระหว่างการทำสงครามระหว่างกันด้วย แม้ว่ารัสเซียจะส่งสัญญาณเชิงบวกต่อการเจรจากับยูเครน…

ทั่วโลกติดตามท่าทีของสหรัฐฯ ในการตัดสินใจโจมตีอิหร่าน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ระบุเมื่อ 20 มิถุนายน 2568 ว่า ยังไม่ตัดสินใจโจมตีอิหร่านและอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยอาจใช้เวลา 2 สัปดาห์ เพื่อติดตามพัฒนาการสถานการณ์ต่อไป ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังจากมีรายงานจากสื่อจำนวนมากว่าประธานาธิบดีทรัมป์ได้อนุมัติแผนการโจมตีอิหร่าน เพียงแค่รอการตัดสินใจเท่านั้น อย่างไรก็ดี นิสัยของประธานาธิบดีทรัมป์ที่อาจปรับนโยบายได้ตลอดเวลา อะไรก็อาจจะเกิดขึ้นได้ การที่ผู้นำสหรัฐฯ ยังคงสงวนท่าทีและชะลอการตัดสินใจ คาดว่าคงไม่ต้องการมีส่วนร่วมในสงครามเต็มรูปแบบเพราะจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเมืองในประเทศ รวมทั้งผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ทั่วโลกจะเป็นเป้าหมายการตอบโต้ของอิหร่าน นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังเหมือนกับประชาคมระหว่างประเทศที่ยังต้องการรอเวลาช่องทางทางการทูต ซึ่งนาย Abbas Araghchi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านจะพบหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจากประเทศยุโรป ได้แก่ ฝรั่งเศส เยอรมนี สหราชอาณาจักร และสหภาพยุโรป ที่เจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ใน 20 มิถุนายน 2568 เพื่อหารือประเด็นโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่าน และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลในปัจจุบัน ทั่วโลกคาดหวังว่าประเทศยุโรปจะใช้การหารือครั้งนี้ โน้มน้าวอิหร่านให้ยุติการโจมตีตอบโต้กับอิสราเอล เนื่องจากเป็นปัจจัยบั่นทอนความมั่นคงในภูมิภาค และเชื่อว่าประเทศยุโรปอาจมีศักยภาพในการโน้มน้าวอิหร่านได้ เนื่องจากประเทศยุโรปที่ส่งผู้แทนเจรจากับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน เป็นประเทศที่ลงนามในข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน หรือ JCPOA เมื่อปี 2558 ที่มีสาระสำคัญคือให้อิหร่านควบคุมการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ แลกเปลี่ยนกับการทยอยยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ส่วนกลุ่มประเทศรอบอ่าวในตะวันออกกลางก็กำลังพยายามโน้มน้าวให้สหรัฐฯ ไม่โจมตีอิหร่านโดยตรง เพราะหากสหรัฐฯ…

องค์กรช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาสนับสนุนให้ผู้ลี้ภัยสามารถพึ่งพาตนเอง

  องค์กร The Border Consortium หรือ TBC ซึ่งให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยและผู้หนีภัยการสู้รบในเมียนมามาตั้งแต่ปี 2527 แสดงความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในเมียนมา โดยเมื่อ 20 มิถุนายน 2568 ซึ่งตรงกับ World Refugee Day หรือ “วันผู้ลี้ภัยโลก” TBC เผยแพร่รายงานประจำปี 2568 ว่า ปัจจุบันผู้หนีภัยการสู้รบชาวเมียนมาที่อยู่บริเวณพรมแดนไทย เผชิญความท้าทาย เนื่องจากได้รับทุนสนับสนุนในการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมน้อยลงจากการดำเนินนโยบายที่ไม่แน่นอนและคาดการณ์ได้ยากของประเทศผู้สนับสนุนงบประมาณ ทำให้องค์กรภาคประชาสังคมไม่สามารถดำเนินงานตามเป้าหมาย อย่างไรก็ตาม TBC พยายามแก้ไขสถานการณ์วิกฤตนี้ด้วยการหาแนวทางใหม่ในการช่วยเหลือผู้หนีภัยสู้รบชาวเมียนมา ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 108,000 ราย ที่ค่ายผู้หนีภัยสู้รบบริเวณชายแดนไทย-เมียนมา แนวทางใหม่ที่ TBC เสนอนั้น มีสาระสำคัญคือต้องการให้รัฐบาลไทยมอบโอกาสในการเสริมสร้างทักษะการใช้ชีวิตและทำงานให้ผู้หนีภัยสู้รบชาวเมียนมา ให้โอกาสในการเข้าสู่สังคม และปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้หนีภัยสู้รบ TBC ชื่นชมที่รัฐบาลไทยให้การคุ้มครองและปกป้องสิทธิของผู้หนีภัยสู้รบมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม TBC ต้องการส่งเสริมให้ผู้หนีภัยสู้รบมีความสามารถในการพึ่งพาตนเอง (self-reliant refugee) เพื่อลดการพึ่งพาความช่วยเหลือจากองค์กรต่าง ๆ  โดย TBC ยืนยันว่า กลุ่มผู้หนีภัยสู้รบชาวเมียนมามีศักยภาพมากพอทั้งด้านการปรับตัว ปฏิบัติตามกฎระเบียบ และเรียนรู้ทักษะในการทำงาน…

อิสราเอลและอิร่านฟาดฟันกันบนโลกไซเบอร์

หลังจากอิสราเอลเริ่มโจมตีอิหร่านด้วยขีปนาวุธเมื่อ 13 มิถุนายน 2568 โลกไซเบอร์เป็นอีกสมรภูมิที่อิสราเอลและอิร่านฟาดฟันกัน และเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จนทำให้เกิดการตอบโต้ไปมา อย่างน้อยจนถึง 19 มิถุนายน 2568  ก็ยังไม่มีแนวโน้มที่จะยุติลงได้  ตัวแสดงที่ฟาดฟันบนโลกไซเบอร์ ดำเนินการโดยแฮกเกอร์ทั้งที่รัฐบาลทั้งสองฝ่ายให้การสนับสนุน และแฮกเกอร์ที่มีอุดมการณ์ของตนเอง เป้าหมายของการโจมตีคือทำให้ให้ระบบโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของอีกฝ่ายหยุดชะงัก โดยไม่ต้องใช้กำลังทางทหาร สำนักงานของ Radware บริษัทด้านการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ของสหรัฐฯ ที่กรุงเทลาวีฟระบุว่า แฮกเกอร์ที่รัฐบาลอิหร่านให้การสนับสนุน โจมตีทางไซเบอร์ต่อเป้าหมายในอิสราเอลเพิ่มขึ้นถึง ร้อยละ 700 หลังจากที่อิสราเอลโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านเมื่อ 13 มิถุนายน 2568  โดยเน้นโจมตีเว็บไซต์ของภาครัฐ ธนาคาร โทรคมนาคม และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญอื่น ๆ และที่สำคัญแฮกเกอร์กลุ่ม Handala ที่สนับสนุนรัฐบาลอิหร่านกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง ด้วยการโจมตีบริษัทอิสราเอลหลายแห่ง รวมถึงบริษัทปิโตรเคมีของอิสราเอลที่ชื่อ Delek Group กลุ่มแฮกเกอร์ Mysterious Team Bangladesh และกลุ่ม Arabian Ghost ยังได้เตือนจอร์แดนและซาอุดีอาระเบียไม่ให้การสนับสนุนอิสราเอล มิฉะนั้นจะถูกโจมตีทางไซเบอร์เช่นเดียวกับอิสราเอล ซึ่งกลุ่มได้เจาะข้อมูล และปิดสถานีวิทยุหลายแห่งของอิสราเอลไปแล้วด้วย อิหร่านยังป้องกันระบบไซเบอร์ในประเทศด้วยการจำกัดการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตจากนอกอิหร่านอีกด้วย ซึ่งทำให้ระบบโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศใช้ไม่ได้ ส่วนเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ห้ามใช้อุปกรณ์ที่เชื่อมโยงกับอินเทอร์เน็ต…

สหรัฐฯ ให้วีซ่านักศึกษาต่างประเทศ แต่ต้องให้ตรวจสอบสื่อสังคมออนไลน์

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เมื่อ 18 มิถุนายน 2568 ประกาศว่า สหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการระงับวีซาแก่นักศึกษาและนักเรียนต่างชาติที่ต้องการเดินทางไปสหรัฐฯ เนื่องจากได้รับข้อมูลว่ามีนักศึกษาต่างชาติจำนวนมากได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้ที่เริ่มใช้เมื่อพฤษภาคม 2568 และมาตรการดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อสถาบันการศึกษาในสหรัฐฯ ที่จะเริ่มต้นภาคการศึกษาในปลายกรกฎาคม 2568 อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ยกระดับการตรวจสอบสื่อสังคมออนไลน์ของผู้ที่ต้องการเดินทางเข้าสหรัฐฯ มากขึ้น โดยผู้ที่ต้องการวีซ่าจากสหรัฐฯ ต้องอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบความเคลื่อนไหวจากสื่อสังคมออนไลน์ หากไม่อนุญาต จะเท่ากับว่าพยายามปกปิดข้อมูลสำคัญต่อการพิจารณาคัดกรองและให้วีซ่า เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ย้ำว่ามาตรการดังกล่าวเป็นไปเพื่อให้มั่นใจว่าสหรัฐฯ สามารถคัดกรองและตรวจสอบบุคคลที่ต้องการเดินทางเข้าสหรัฐฯ ได้อย่างละเอียด และมั่นใจว่าจะไม่ปล่อยให้บุคคลที่มีทัศนคติที่เป็นอันตรายหรือภัยคุกคามต่อสหรัฐฯ เดินทางเข้าประเทศ อย่างไรก็ตาม นักวิชาการจากสถาบันศึกษาในสหรัฐฯ บางส่วนยังมีมุมมองเชิงลบต่อมาตรการคัดกรองบุคคลที่เข้มงวด และเป็นภัยคุกคามต่อเสรีภาพในการแสดงออก เปรียบเหมือนย้อนกลับไปช่วงสงครามเย็น นักศึกษาต่างชาติที่รอเข้าศึกษาในสหรัฐฯ แสดงความยินดีที่สหรัฐฯ ทบทวนมาตรการดังกล่าว และจะเริ่มมีการสัมภาษณ์เพื่อประกอบการพิจารณาให้วีซ่าในสัปดาห์หน้า แม้จะมีการผ่อนคลายมาตรการให้วีซ่าแก่นักศึกษาต่างชาติ แต่รัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงมีนโยบายเข้มงวดต่อการคัดกรองชาวต่างชาติที่ต้องการเดินทางเข้าประเทศ ทั้งการกดดันมหาวิทยาลัยชั้นนำ หรือมหาวิทยาลัย Harvard ให้ส่งข้อมูลนักศึกษาให้หน่วยความมั่นคงตรวจสอบ การขู่จะยกเลิกวีซ่าแก่นักศึกษาต่างชาติที่ปัจจุบันอยู่ในสหรัฐฯ และเมื่อ 14 มิถุนายน 2568 สหรัฐฯ เรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ 36 ประเทศ เพิ่มมาตรการคัดกรองบุคคลที่ต้องการเดินทางไปสหรัฐฯ ภายใน 60…

สหรัฐฯ จะยังไม่โจมตีอิหร่านโดยตรง อิสราเอล-อิหร่านโจมตีกันต่อเนื่อง

สถานการณ์การตอบโต้ทางการทหารระหว่างอิสราเอล-อิหร่านตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อ 19 มิถุนายน 2568 มีรายงานว่าอิสราเอลโจมตีสำนักงานใหญ่หน่วยงานความมั่นคงภายในของอิหร่าน ที่กรุงเตหะราน พร้อมกับที่อิหร่านโจมตีอิสราเอลด้วยขีปนาวุธ สถานการณ์ที่รุนแรงและเสี่ยงขยายตัว เนื่องจากผู้นำของทั้ง 2 ฝ่ายยังมุ่งมั่นใช้กลไกด้านการทหารเพื่อปกป้องประเทศ อิสราเอลประกาศเตือนให้ชาวอิหร่านอพยพออกจากเมือง Arak และ Khondab ทางภาคตะวันตกของอิหร่าน เนื่องจากอิสราเอลเตรียมพร้อมจะโจมตีในพื้นที่ดังกล่าว และยืนยันว่าอิสราเอลจะเดินหน้าปฏิบัติการโจมตีอิหร่านต่อไป เน้นโจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการทหารและที่ตั้งกองทัพอิหร่าน ด้านอิหร่านระบุว่าได้ใช้ระบบป้องกันภัยทางอากาศทั่วประเทศแล้ว และยังพร้อมใช้มาตรการทางการทูตแก้ไขปัญหา แต่ปัจจุบันจำเป็นต้องตอบโต้ด้วยการโจมตี เพื่อปกป้องตนองจากภัยคุกคาม การโจมตีที่เกิดขึ้นนี้ อิหร่านใช้ขีปนาวุธเป็นอาวุธหลัก เช่น ขีปนาวุธรุ่น Sejjil-2 หรือขีปนาวุธพิสัยกลางที่อิหร่านออกแบบและผลิตเอง ส่วนอิสราเอลใช้เครื่องบินรบและอากาศยานไร้คนขับเป็นเครื่องมือในการโจมตีอิหร่าน ทั้งนี้ ปฏิบัติการของอิสราเอลได้รับความสนใจจากสื่อต่างประเทศที่มีมุมมองว่าแม่นยำและมีประสิทธิภาพ เนื่องจากสามารถสังหารเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองกำลังพิทักษ์อิสลาม (IRGC) ได้ สะท้อนว่าหน่วยข่าวกรองของอิสราเอลสามารถเข้าถึงข้อมูลที่อยู่และที่ตั้งสำคัญทางการทหารของอิหร่านได้ อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าปัจจุบันอิหร่านเร่งปราบปรามและสกัดกั้นความพยายามของหน่วยข่าวกรองอิสราเอล รวมทั้งสายลับอิสราเอลที่อยู่ในอิหร่าน เนื่องจากความเคลื่อนไหวของหน่วยข่าวกรองอิสราเอลในอิหร่าน จะทำให้อิหร่านเสียเปรียบมากขึ้น การตอบโต้ระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน ทำให้นานาชาติอพยพประชาชนออกจากทั้ง 2 พื้นที่ ตลอดจนประกาศพร้อมให้ความช่วยเหลือพลเรือนของตนเองที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ความขัดแย้ง ขณะที่ผู้นำสหรัฐฯ แสดงความคิดเห็นต่อเหตุการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยย้ำว่าสหรัฐฯ อยู่เคียงข้างอิสราเอล พร้อมกับเสนอให้ผู้นำอิหร่านประกาศยอมแพ้ เพื่อลดระดับความตึงเครียดในพื้นที่ แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ย้ำว่าสหรัฐฯ…

ชาวกัมพูชาเดินขบวนในกรุงพนมเปญเพื่อสนับสนุนรัฐบาล

สื่อมวลชนกัมพูชารายงานเมื่อ 19 มิถุนายน 2568 ว่าชาวกัมพูชาจำนวนมากกว่า 150,000 คน รวมตัวกันชุมนุมในกรุงพนมเปญ เมื่อ 18 มิถุนายน 2568 เพื่อแสดงการสนับสนุนรัฐบาลกัมพูชาที่อยู่ระหว่างแก้ไขปัญหาชายแดนกัมพูชา-ไทยตามหลักการสันติภาพ รวมทั้งแสดงออกถึงความเป็นเอกภาพและความรักชาติ สำหรับชาวกัมพูชาเรียกการเดินขบวนในครั้งนี้ว่า “Solidarity March” นำโดยรองนายกรัฐมนตรีของกัมพูชาและประธานกลุ่มสหภาพเยาวชนแห่งกัมพูชา (UYFC) มีรายงานว่าผู้เข้าร่วมขบวนดังกล่าวมาจากหลายสาขาอาชีพ รวมทั้งมีพระสงฆ์ ผู้สูงสอายุ พนักงานราชการ นักเรียนนักศึกษา นักธุรกิจ และนักกีฬา รวมทั้งกลุ่มการเมืองต่าง ๆ ที่ต้องการสนับสนุนรัฐบาล ทั้งนี้ สื่อรายงานว่า สหภาพเยาวชนแห่งกัมพูชา (UYFC) เป็นผู้ริเริ่มแนวคิดการเดินขบวนดังกล่าว เพื่อสนับสนุนรัฐบาลและทหารที่ปฏิบัติหน้าที่บริเวณชายแดนกัมพูชา-ไทย ผู้เข้าร่วมเดินขบวนชูธงชาติกัมพูชาและสวมชุดประจำชาติ นักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรมนี้ระบุว่าเป็นโอกาสดีที่ให้ชาวกัมพูชาได้แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ร่วมกันอย่างภาคภูมิใจว่ารักชาติ ตลอดจนเชื่อมั่นในการดำเนินนโยบายของรัฐบาล ผู้เข้าร่วมการเดินขบวนยังสนับสนุนกรณีที่รัฐบาลกัมพูชายื่นเรื่องการพิจารณาอธิปไตยเหนือพื้นที่ในไทยให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ตัดสินด้วย ทั้งนี้ การเดินขบวนดังกล่าวมีขึ้นพร้อมกับที่สถาบัน Asian Vision Institute (AVI) ของกัมพูชา เผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของชาวกัมพูชาต่อสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชากับไทยว่าสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลอย่างเต็มที่ และเห็นด้วยกับท่าทีของสมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภา รวมทั้งนายกรัฐมนตรีฮุน มาแนตของกัมพูชาที่ระบุว่าจะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นตามหลักสันติวิธีและกลไกกฎหมายระหว่างประเทศ…

กัมพูชาเตรียมอำนวยความสะดวกแรงงานเดินทางกลับประเทศ

  สื่อกัมพูชารายงานเมื่อ 15 มิถุนายน 2568 ว่า รัฐบาลกัมพูชาเตรียมความพร้อมอำนวยความสะดวกให้แรงงานกัมพูชาที่อยู่ในไทยสามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาได้อย่าวสะดวกสบาย หากรัฐบาลกัมพูชาประกาศใช้มาตรการอพยพชาวกัมพูชาออกจากบริเวณพรมแดน จากกรณีปัญหาพรมแดนกัมพูชา-ไทยในปัจจุบัน  ล่าสุด หน่วยงานของรัฐบาลกัมพูชาและกรุงพนมเปญจัดการประชุมเตรียมการเมื่อ 14 มิถุนายน 2568 และมีมติว่าจะเตรียมพร้อมรถบัส 400 คันเพื่ออพยพชาวกัมพูชาออกจากพื้นที่อ่อนไหวทางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พร้อมกันนี้ ที่ประชุมย้ำว่าพร้อมปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาลทันที เพื่อปกป้องความปลอดภัยของประชาชนชาวกัมพูชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานกัมพูชาประกาศว่าในประเทศมีตำแหน่งงานจำนวนมากที่รองรับสำหรับผู้ที่เดินทางกลับภูมิลำเนา โดยเฉพาะงานในพื้นที่จังหวัด Kampong Speu มีตำแหน่งงานมากกว่า 58,000 ตำแหน่ง ในจังหวัด Kandal จำนวน 8,500 ตำแหน่ง จังหวัด Kampong Cham ประมาณ 12,000 ตำแหน่ง และจังหวัด  Koh Kong มากกว่า 7,700 ตำแหน่ง ขณะที่กรุงพนมเปญมีตำแหน่งงานว่างถึง 26,000 ตำแหน่ง จึงมีความพร้อมที่จะรับแรงงานกัมพูชากลับจากไทย ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังจากการประชุมกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) ครั้งที่ 6 ที่กรุงพนมเปญ โดยสื่อมวลชนกัมพูชารายงานว่าการเจรจาเป็นไปอย่างราบรื่น และจะมีการประชุมอีกครั้งใน…