รัฐบาลสหรัฐฯ เผชิญภาวะ Government Shutdown

  สื่อสหรัฐฯ รายงานเมื่อ 1 ตุลาคม 2568 ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะเผชิญภาวะ Government Shutdown หรือภาวะการหยุดปฏิบัติงานชั่วคราวของหน่วยงานรัฐบาลกลาง เป็นผลจากฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ ไม่เห็นชอบร่างงบประมาณใช้จ่ายของหน่วยงานภาครัฐได้ทัน 30 กันยายน 2568 แม้ว่าปัจจุบัน พรรครีพับลิกันจะครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร รวมทั้งเป็นผู้นำรัฐบาล แต่ในการลงมติเห็นชอบในร่างงบประมาณ ต้องให้วุฒิสมาชิกจากพรรคเดโมแครตอย่างน้อย 7 คน ลงมติเห็นชอบด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ วุฒิสมาชิก Chuck Schumer ผู้นำเสียงข้างน้อยยืนยันว่ารัฐบาลและพรรครีพับลิกันต้องเห็นชอบงบประมาณเพิ่มในรัฐบัญญัติ Affordable Care และรัฐบัญญัติอื่น ๆ ที่สำคัญต่อนโยบายและฐานเสียงของพรรคเดโมแครตก่อน จึงจะยอมเห็นชอบในร่างงบประมาณ ภาวะ Government Shutdown ครั้งนี้เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมทางการเมืองและการบริการราชการของสหรัฐฯ ที่แตกต่างไปจากในอดีต เนื่องจากมีกฎหมาย 12 ฉบับที่ฝ่ายนิติบัญญัติไม่เห็นชอบ จึงอาจทำให้การหยุดปฏิบัติงานครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อหน่วยงานส่วนกลางทั้งหมด ไม่มีข้อยกเว้นเหมือนภาวะ Government Shutdown ครั้งอื่น ๆ ที่ผ่านมา นอกจากนี้ ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์…

นักท่องเที่ยวจีน-รัสเซียจะเดินทางไป-มาระหว่างกันเพิ่มมากขึ้น

  จีนกับรัสเซียใกล้ชิดและแนบแน่นในทุกมิติ ซึ่งรวมทั้งความมั่นคง  เพื่อเป็นอีกขั้วหนึ่งในการต่อสู้กับอิทธิพลของสหรัฐฯ  ความร่วมมือและความใกล้ชิดที่น่าติดตามอีกเรื่องหนึ่งระหว่างจีนและรัสเซีย คือ ด้านการท่องเที่ยว ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็ว และทั้งสองประเทศก็ให้ความสำคัญที่จะกระตุ้นให้เกิดรายได้จากการท่องเที่ยวระหว่างกัน จากการที่ออกมาตรการต่าง ๆ ออกมาแล้ว เช่น การไม่ต้องมีวีซ่า และล่าสุดก็มีการเพิ่มการดึงดูดการท่องเที่ยวด้วยการจะใช้กระเช้าลอยฟ้าข้ามพรมแดนแห่งแรกของโลก จีนจะต้อนรับนักท่องเที่ยชาววรัสเซียมากขึ้น เนื่องจากจีนตัดสินใจต่อการยกเว้นวีซ่าให้กับชาวรัสเซียที่ถือพาสปอร์ตปกติ เป็นจำนวน 1 ปี โดยเริ่ม 15 กันยายน 2568- 14 กันยายน 2569  หากเดินทางไปทำธุรกิจ ท่องเที่ยว เยี่ยมญาติ และเพื่อน ไม่เกิน 30 วัน โดยตัวเลข 1 เดือนที่ผ่านมา (15 สิงหาคม-14 กันยายน 2568) นักท่องเที่ยวรัสเซีย-จีน ไป-กลับที่เดินทางโดยเครื่องบิน มีเกือบ 1900 เที่ยวบิน และหากนับตั้งแต่ต้นปี 2568 ถึง 14 กันยายน 2568  เที่ยวบินไป-กลับที่สายการบินจีนและรัสเซียที่ร่วมมือกัน เพิ่มขึ้นจากห้วงเดียวกันของปี 2567…

ผู้นำเมียนมาเยือนรัสเซียและได้ชี้แจงเรื่องการเลือกตั้งทั่วไปในเมียนมา

เมียนมาได้ประโยชน์ทั้งการติดตามพัฒนาการของพลังงานนิวเคลียร์ และย้ำความใกล้ชิดกับรัสเซียจากการที่พลเอกอาวุโส มินอองไลง์ รักษาการประธานาธิบดี ประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงและสันติภาพแห่งรัฐ (SSPC) และผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเมียนมาเข้าร่วมงาน World Atomic Week Forum 2025 ที่มี Rosatom รัฐวิสาหกิจด้านพลังงานนิวเคลียร์ของรัสเซีย เป็นเจ้าภาพและฉลองการครบรอบ 80 ปี อุตสาหกรรมนิวเคลียร์ของรัสเซีย ระหว่าง 25-28 กันยายน 2568  ตามคำเชิญของนายวลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย และได้พบหารือกับประธานาธิบดีปูตินด้วย การต้อนรับพลเอกอาวุโส มินอองไลง์ของประธานาธิบดีปูตินที่พระราชวังเครมลิน มอสโก เมื่อ 25 กันยายน 2568 นอกจากผู้นำทั้งสองย้ำความสัมพันธ์ระหว่างกันที่ยาวนานกว่า 70 ปีแล้ว ยังต้องการให้ข้อตกลงที่ลงนามกันมีผลในทางปฏิบัติ เช่น การใช้พลังงานนิวเคลียร์เชิงสันติ การเพิ่มการลงทุน ความร่วมมือด้านสุขภาพ การผลิตยา การเกษตร วิชาการ และการทหาร เป็นต้น พลเอกอาวุโส มินอองไลง์แสดงนัยด้วยว่าสนับสนุนรัสเซียในการทำสงครามกับยูเครน ด้วยการแสดงความเห็นว่า ทุกประเทศมีสิทธิปกป้องตนเอง หากอธิปไตย ความมั่นคงและประชาชนถูกคุกคาม พลเอกอาวุโส มินอองไลง์ยังแจ้งว่า…

อิหร่านไม่พอใจกรณีสหประชาชาติเพิ่มมาตรการคว่ำบาตร

รัฐบาลอิหร่านเมื่อ 29 กันยายน 2568 ระบุว่าไม่พอใจและจะตอบโต้สหประชาชาติ กรณีมีมติเมื่อ 28 กันยายน 2568 คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน เนื่องจากเชื่อว่าอิหร่านเดินหน้าพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ ไม่ให้ความร่วมมือกับนานาชาติในการตรวจสอบโครงการพัฒนานิวเคลียร์ และไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีข้อตกลงระหว่างประเทศ ทั้งนี้ มติของสหประชาชาติมีขึ้นหลังจากสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศสและเยอรมนี ยืนยันว่าอิหร่านไม่ให้ความร่วมมือกับต่างประเทศเพื่อเข้าไปตรวจสอบการพัฒนานิวเคลียร์ เท่ากับละเมิดข้อตกลงนิวเคลียร์ JCPOA หรือ Joint Comprehensive Plan of Action ที่กลุ่มประเทศยุโรปลงนามร่วมกับอิหร่านเมื่อปี 2558 และเป็นข้อตกลงที่ทำให้ทั่วโลกชะลอมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านไว้ ยกเว้นสหรัฐฯ ที่ถอนตัวจากข้อตกลงดังกล่าวไปเมื่อปี 2561 ที่ผ่านมา นานาชาติชะลอการคว่ำบาตรอิหร่านมาเป็นระยะเวลา 10 ปี โดยทบทวนข้อมูลจากประเทศที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งองค์กรระหว่างประเทศเกี่ยวกับโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่านว่าเป็นอันตรายหรือไม่ โดยเมื่อ 28 สิงหาคม 2568 สหประชาชาติต้องทบทวนมติการคว่ำบาตรอิหร่านอีกครั้งตามกำหนดการ และมีรายงานว่าจีนกับรัสเซียพยายามสนับสนุนให้สหประชาชาติยกเว้นหรือชะลอการคว่ำบาตรอิหร่านออกไปแล้ว แต่ไม่เป็นผล หลังจากนี้ อิหร่านจะเผชิญการคว่ำบาตรอย่างเต็มรูปแบบ ได้แก่ ห้ามค้าอาวุธ ห้ามเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ห้ามกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับขีปนาวุธที่มีศักยภาพในการนำส่งอาวุธนิวเคลียร์ อายัดทรัพย์สินและคำสั่งห้ามเดินทางสำหรับบุคคลและหน่วยงานของอิหร่าน นอกจากนี้ ประเทศต่าง ๆ จะมีสิทธิตรวจสอบสินค้าที่สายการบินและบริษัทเดินเรือของอิหร่านให้บริการด้วย…

กัมพูชาและญี่ปุ่นจะกระชับความร่วมมือกันมากขึ้นในหลากหลายมิติ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชากับญี่ปุ่นได้มีการพบหารือกันเป็นครั้งที่ 3 ในรอบปี 2568 ระหว่างนอกรอบการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (UNGA) ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐฯ เมื่อ 25 กันยายน 2568 โดยเมื่อพฤษภาคม 2568 พบกันในโอกาสที่นายฮุน มาเน็ต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาเยือนญี่ปุ่น และเมื่อกรกฎาคม 2568 พบกันที่การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่มาเลเซีย ซึ่งสะท้อนความใกล้ชิดและความร่วมมือที่ทั้งสองฝ่ายจะเพิ่มมากขึ้นในหลาย ๆ ด้าน สำหรับในการพบกันครั้งที่ 3 นี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นยังได้กล่าวถึงประเด็นความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาด้วย ในการพบหารือระหว่าง นายปร๊ะ สุคน รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา กับนายทาเคชิ อิวายะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นที่นครนิวยอร์ก ทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันมากขึ้น ซึ่งจะทำให้กัมพูชาจะมีความก้าวหน้าด้านอุตสาหกรรม และดิจิทัล เช่น ญี่ปุ่นจะเข้าไปส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชนและภาคอุตสาหกรรมในกัมพูชา ในโครงการ Economic Co-Creation Package การพัฒนาท่าเรือสีหนุวิลล์  และการพัฒนาเครือข่ายโทรคมนาคมหลัก รวมถึง 5G เป็นต้น นายอิวายะได้แสดงความเสียใจต่อนายปร๊ะ สุคน กรณีเหยื่อชาวกัมพูชาเสียชีวิตจากการปะทะทางทหารกับไทย พร้อมหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง และใช้การเจรจา  ญี่ปุ่นจะยังพยายามสนับสนุนลดระดับความรุนแรงของสถานการณ์ ทั้งนี้…

กระทรวงสงครามของสหรัฐฯ เข้มงวดกับการเผยแพร่ข่าวสารของสื่อประจำกระทรวง

กระทรวงสงคราม หรือกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ชี้แจงให้เห็นถึงความจำเป็นที่ต้องเข้มงวดในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร หลังจากได้ออกบันทึกข้อตกลง (memorandum) เกี่ยวกับระเบียบข้อบังคับต่อผู้สื่อข่าวที่มีใบอนุญาตประจำกระทรวงสงครามของสหรัฐฯ เมื่อ 19 กันยายน 2568  ทั้งนี้ เพื่อป้องกันมิให้ข้อมูลรั่วไหล และมีความถูกต้อง แม้ไม่ใช่ข้อมูลที่มีชั้นความลับ อย่างไรก็ดี สมาคมผู้สื่อข่าว และสื่อมวลชนทั่วไปเห็นว่าการออกระเบียบดังกล่าวเป็นการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก บันทึกข้อตกลงดังกล่าวมีความยาวถึง 17 หน้า โดยกระทรวงสงครามกำหนดให้ผู้สื่อข่าวประจำกระทรวงต้องทำข้อตกลงกับกระทรวงฯ ว่าจะเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร เฉพาะที่ได้รับการอนุมัติให้เปิดเผยต่อสาธารณะโดยเจ้าหน้าที่แล้วเท่านั้น  หากฝ่าฝืนจะถูกยึดใบอนุญาต นอกจากนี้ ยังมีการจำกัดพื้นที่การเข้าถึงของผู้สื่อข่าวกระทรวงสงครามอีกด้วย โดยนายปีเตอร์ เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงครามยังแจ้งผ่านทางโซเชียลมีเดีย X ว่า ผู้สื่อข่าวต้องแขวนป้าย และปฏิบัติตัวตามกฎ หากต้องเข้าถึงบริเวณทางเดินไปยังห้องโถงของกระทรวง ความเข้มงวดต่อสื่อมวลชน ซึ่งรวมทั้งผู้สื่อข่าวประจำกระทรวงฯ ยังจะนำไปใช้ในฐานทัพต่าง ๆ ของสหรัฐฯ ทั่วประเทศ เพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อมูล และปกป้องมาตรการรักษาความปลอดภัยของประเทศอีกด้วย ซึ่งความเข้มงวดดังกล่าว ได้เริ่มมาเป็นระยะ ๆ แล้ว เพื่อมิให้กระทรวงฯ ถูกแอบอ้าง หรือมีการรั่วไหลของข้อมูลผ่านสื่อมวลชน เช่น เมื่อมีนาคม 2568 มีข้อมูลที่อ่อนไหวรั่วไหลกรณีการโจมตีกบฏฮูตีในเยเมน รวมทั้งข้อมูลข่าวกรองรั่วกรณีความเสียหายของโรงงานพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่านที่ถูกสหรัฐฯ โจมตีเมื่อมิถุนายน…

3 ประเด็นสำคัญจากการประชุม UNGA วันแรก

ผู้นำต่างประเทศใช้การประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญครั้งที่ 80 ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐฯ เป็นเวทีแสดงจุดยืนทางการเมืองระหว่างประเทศและกระตุ้นให้สมาชิกสหประชาชาติ 192 ประเทศร่วมมือกันรักษาสันติภาพในระยะยาว โดยเมื่อ 23 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นวันแรกที่ผู้นำประเทศต่าง ๆ จะได้กล่าวถ้อยแถลง หรือ high-level General Debate มีประเด็นที่น่าสนใจจำนวนมาก เฉพาะอย่างยิ่งท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ ที่ทั่วโลกจัดตามอง และกรณีประเทศยุโรปประกาศรับรองรัฐปาเลสไตน์ ซึ่งอาจเป็นจุดเปลี่ยนการเมืองระหว่างประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง ประเด็นแรกที่ทั่วโลกให้ความสนใจอย่างมาก คือ ท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เนื่องจากจะเป็นสัญญาณแนวทางการดำเนินนโยบายต่างประเทศของมหาอำนาจ ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ กล่าวถ้อยแถลงเป็นระยะเวลา 55 นาที เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการเน้นย้ำนโยบาย Make America Great Again ที่ให้ความสำคัญกับการปกป้องผลประโยชน์ของชาวอเมริกันและเสริมสร้างอุดมการณ์ชาตินิยม ผลงานด้านการยุติความขัดแย้ง พร้อมทั้งวิจารณ์นโยบายของประเทศอื่น ๆ เช่น วิจารณ์นโยบายรับผู้อพยพของประเทศยุโรปเชิงลบ ให้ความเห็นว่าองค์กรสหประชาชาติ (UN) ล้มเหลวในการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างประเทศ และโจมตีนโยบายพลังงานสะอาดว่าเป็นปัจจัยทำลายโลกเสรีและเป็นการหลอกลวง (green energy scam) ประธานาธิบดีทรัมป์ยังใช้เวลากว่า 10 นาทีย้ำว่าไม่เห็นด้วยกับปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ซึ่งตอกย้ำมุมมองของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ไม่เชื่อเรื่องสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด…

จีนและฮ่องกงประกาศอพยพประชาชน เฝ้าระวังพายุรากาซา

เมื่อ 23 กันยายน 2568 มีรายงานว่าจีนสั่งอพยพประชาชนในพื้นที่ตอนใต้ของประเทศ รวมทั้งฮ่องกง ตลอดจนสั่งปิดทำการโรงเรียนและธุรกิจบางประเภท เพื่อป้องกันความสูญเสียจาก “พายุรากาซา” ที่เป็นภัยพิบัติระดับซุปเปอร์ไต้ฝุ่น หรือพายุที่รุนแรงที่สุดในรอบปี เทียบเท่าพายุเฮอร์ริเคนระดับ 5 ความเร็วลมก่อนหน้านี้อยู่ที่ 230 กิโลเมตร/ชั่วโมง เคลื่อนตัวจากทะเลจีนใต้ฝั่งตะวันออกไปยังตะวันตก โดยฟิลิปปินส์กับไต้หวันได้รับผลกระทบจากพายุรากาซาไปแล้ว รัฐบาลฟิลิปปินส์ได้แจ้งเตือนประชาชนให้ระมัดระวังฝนตกหนัก ลมแรง คลื่นสูง และเหตุดินถล่มในหลายพื้นที่ เฉพาะอย่างยิ่งในเมืองทางตอนเหนือของประเทศ ทางการฮ่องกงประกาศให้พายุดังกล่าวมีความรุนแรงที่ระดับ 8 จาก 10 ระดับ  รายงานเกี่ยวกับพายุดังกล่าวทำให้ชาวจีนและฮ่องกงวิตกอย่างมากและเริ่มกักตุนสินค้าอุปโภคบริโภค เพราะกลัวว่าจะได้รับผลกระทบรุนแรงจากพายุดังกล่าว ขณะที่สายการบินจำนวนมากที่เดินทางผ่านฮ่องกงต้องยกเลิกเที่ยวบิน เพราะเสี่ยงอันตราย จีนและฮ่องกงเผชิญภัยพิบัติครั้งรุนแรงหลายครั้ง เช่นเมื่อปี 2561 ฮ่องกงเผชิญผลกระทบจากพายุมังคุด มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 200 คน โครงสร้างพื้นฐานสำคัญได้รับความเสียหายประมาณ 4,600 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง รัฐบาลจีนประกาศเตือนให้พลเรือนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมความพร้อมกับพายุรากาซา โดยมีรายงานว่าทางการเมืองเซินเจิ้น เมืองศูนย์กลางเทคโนโลยีทางตอนใต้ของจีน ประกาศอพยพประชาชนมากกว่า 400,000 คน ทางการเมืองกวางตุ้งประกาศให้กิจการต่าง ๆ ยุติชั่วคราว เนื่องจากเป็นเมืองติดชายฝั่ง อาจได้รับผลกระทบจากคลื่นสูงและพายุฝนรุนแรง นักวิเคราะห์เชื่อว่าสภาวะโลกร้อนมีผลทำให้พายุและภัยพิบัติต่าง ๆ…

จับตาท่าทีผู้นำสหรัฐฯ ในการประชุม UNGA

  สื่อมวลชนต่างประเทศให้ความสนใจติดตามการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (UNGA) ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐฯ ซึ่งเริ่มต้นเมื่อ 22 กันยายน 2568 และจะมีผู้นำจากประเทศต่าง ๆ เข้าร่วม รวมทั้งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะได้ขึ้นกล่าวถ้อยแถลงครั้งแรกในการดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ สมัยที่ 2 ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่มีความขัดแย้งในหลายพื้นที่ เฉพาะอย่างยิ่งในฉนวนกาซาและยูเครน ที่นานาชาติคาดหวังให้สหรัฐฯ แสดงบทบาทนำในการสร้างสันติภาพและยุติสงคราม ประธานาธิบดีทรัมป์คาดว่าจะกล่าวถ้อยแถลงโดยเน้นย้ำความสำเร็จในบทบาทการเป็นตัวกลางการเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้งในหลาย ๆ พื้นที่ เช่น อาร์เซอร์ไบจาน-อาร์เมเนีย และอินเดีย-ปากีสถาน เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์การเป็นผู้สร้างสันติภาพ และต่อยอดสู่การได้รับเสนอชื่อให้ได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพต่อไป นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์จะกระตุ้นให้องค์กรระหว่างประเทศและนานาชาติ สนับสนุนแนวทางแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ตลอดจนเสนอให้ประเทศต่าง ๆ มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะยุโรป ในกรณียูเครน และประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง ในกรณีฉนวนกาซาและอิสราเอล พิจารณาจากการที่ก่อนหน้านี้ ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่าพร้อมจะเพิ่มการคว่ำบาตรรัสเซีย หากสมาชิกสหภาพยุโรปและเนโตไม่ยกเลิกการนำเข้าน้ำมันและพลังงานจากรัสเซียอย่างเด็ดขาด รวมทั้งระบุว่าจะเสนอแผนให้ประเทศตะวันออกกลางดำเนินการแก้ไขปัญหาระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ ถ้อยแถลงของผู้นำสหรัฐฯ ต่อ UNGA ยังมีขึ้นในห้วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนมีความขัดแย้งกันหลายประเด็น อย่างไรก็ตาม ในห้วงเวลาเดียวกันนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศว่าบรรลุข้อตกลงกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนเรื่องการให้บริการแอปพลิเคชัน TikTok และทั้ง…

นายกรัฐมนตรีอินเดียรณรงค์ให้ประชาชนสนับสนุนสินค้า Made in India

  นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดิ ของอินเดียกล่าวสุนทรพจน์ต่อสาธารณชน เมื่อ 21 กันยายน 2568 เรียกร้องให้ประชาชนชาวอินเดียหยุดใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในต่างประเทศและกลับมาใช้ผลิตภัณฑ์ในอินเดีย โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพึ่งพาตนเอง แนวทางดังกล่าวมีขึ้นภายหลังความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างอินเดียกับสหรัฐฯ เริ่มเสื่อมถอยจากการประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าอินเดียถึงร้อยละ 50 นอกจากนี้ อินเดียยังดำเนินมาตรการปฏิรูปภาษีสินค้าและบริการ (GST) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อลดความซับซ้อนของโครงสร้างภาษี ลดราคาสินค้า และกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีอินเดียกระตุ้นให้ชาวอินเดียกว่า 1,400 ล้านคนภาคภูมิใจในผลิตภัณฑ์ของอินเดียและเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในอินเดีย (Made in India) สอดคล้องตามหลักการ Swadeshi (การพึ่งพาตนเอง) โดยขอประชาชนให้ความสำคัญกับสินค้าอินเดียในช่วงเทศกาลต่าง ๆ ว่า “ของขวัญควรเป็นของที่ทำในอินเดีย เครื่องแต่งกายควรเป็นผ้าทอในอินเดีย ของตกแต่งควรทำจากวัสดุที่ผลิตในอินเดีย” รวมถึงขอให้เจ้าของกิจการร้านค้ามุ่งเน้นการขายสินค้าที่ผลิตในอินเดียเป็นหลัก เพื่อช่วยส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ อย่างไรก็ดี นายกรัฐมนตรีโมดิไม่ได้ประกาศให้ “แบน” สินค้าต่างชาติประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นพิเศษ แต่กลุ่มผู้สนับสนุนรณรงค์ให้คว่ำบาตรสินค้าอเมริกัน ตั้งแต่ McDonald’s Coca-Cola Amazon และ Apple ปัจจุบันความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างอินเดียและสหรัฐฯ ยังคงดำเนินไปตามปกติ แม้จะมีความตึงเครียดบางประการเกิดขึ้นเป็นระยะ รวมทั้งอินเดียเข้าไปใกล้ชิดกับจีนและรัสเซียมากขึ้น แต่ยังคงเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่สำคัญ และไม่ได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการถึงการยุติความร่วมมือหรือมาตรการคว่ำบาตรร้ายแรงใด…