สหรัฐฯ จะถอนตัวจากองค์กรระหว่างประเทศและสนธิสัญญาระหว่างประเทศ

  ความเคลื่อนไหวและนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนแปลงไปในสมัยรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้ทั่วโลกกังวลว่าจะสร้างผลกระทบต่อระเบียบโลก ตั้งแต่เหตุการณ์เวนซุเอลา ต่อมาทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อ 7 มกราคม 2568 เผยแพร่บันทึก (Presidential Memorandum) ว่าจะถอนสหรัฐฯ ออกจากการเป็นสมาชิกองค์กรระหว่างประเทศและสนธิสัญญาระหว่างประเทศต่าง ๆ ที่ไม่เป็นผลดีต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ซึ่งต่อจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ จะเริ่มกระบวนการยกเลิกการเป็นสมาชิก ประธานาธิบดีทรัมป์ส่งสัญญาณว่าจะดำเนินนโยบายในลักษณะนี้ ตั้งแต่ กุมภาพันธ์ 2568 ผ่านคำสั่งผู้บริหาร ให้หน่วยงานต่าง ๆ เฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ และผู้แทนสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ (UN) ทบทวนนโยบายการเป็นสมาชิกและการสนับสนุนงบประมาณแก่องค์กรระหว่างประเทศ องค์กรและสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่สหรัฐฯ จะยกเลิกการเป็นสมาชิก ประกอบด้วยองค์กรภายใต้สหประชาชาติ เช่น Commission for Environmental Cooperation และ International Solar Alliance และองค์กรที่อยู่นอกการควบคุมดูแลโดยสหประชาชาติ เช่น คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคม (ECOSOC) คณะกรรมาธิการกฎหมายระหว่างประเทศ (International Law Commission หรือ ILC) ศูนย์การค้าระหว่างประเทศ…

ฝรั่งเศสและเยอรมนีคัดค้านนโยบายต่างประเทศของผู้นำสหรัฐฯ

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศสและประธานาธิบดีฟรังค์-วัลเทอร์ ชไตน์ไมเออร์ ของเยอรมนี เมื่อ 8 มกราคม 2569 แสดงความคิดเห็นต่อนโยบายต่างประเทศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ เชิงลบ เพราะไม่เห็นด้วยกับกรณีผู้นำสหรัฐฯ ประกาศจะถอนตัวจากองค์กรระหว่างประเทศและความร่วมมือต่าง ๆ ซึ่งอาจสร้างความเสี่ยงทำให้โลกตกอยู่ในการควบคุมของกลุ่มโจร (robbers den) ตลอดจนทำให้ระเบียบโลกถูกทำลาย เพราะที่ผ่านมา สหรัฐฯ เป็นประเทศมหาอำนาจที่มีพลังและเป็นผู้กำหนดกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ปัจจุบัน มหาอำนาจกลับดำเนินนโยบายที่สร้างความแตกแยก ด้วยการหันหลังให้พันธมิตรและกฎหมาย รวมทั้งสถาบันและความร่วมมือระดับพหุภาคี ด้านประธานาธิบดีของเยอรมนีเรียกร้องให้ทั่วโลกช่วยกันรักษาระเบียบโลก รวมทั้งหลักคิดประชาธิปไตยต่อไป ท่าทีของผู้นำฝรั่งเศสและเยอรมนีมีขึ้นในช่วงที่ผู้นำทั้ง 2 กล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุมภายในประเทศ ซึ่งเป็นท่าทีที่สอดคล้องกัน สะท้อนว่า ฝรั่งเศสและเยอรมนีกังวลกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ โดยเฉพาะก่อนหน้านี้ที่สหรัฐฯ วิจารณ์สถานการณ์ด้านความมั่นคงในยุโรปในยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ ว่าเป็นปัญหาที่ยุโรปจะต้องแก้ไขเอง ประกอบกับต้นปี 2569 ประธานาธิบดีทรัมป์สั่งปฏิบัติการบุกโจมตีเวนซุเอลา ขู่ว่าต้องการครอบครองกรีนแลนด์ และประกาศถอนตัวสหรัฐฯ ออกจากการเป็นสมาชิกความร่วมมือระดับพหุภาคีหลายองค์กร ทั้งนี้ ผลการสำรวจความเห็นของชาวเยอรมนีส่วนใหญ่หรือร้อยละ 76 มีมุมมองว่าสหรัฐฯ ไม่ใช่พันธมิตรที่เยอรมนีพึ่งพาได้อีกต่อไป คาดว่าปัจจุบันประเทศในยุโรปกังวลกับท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์ เพราะนอกจากจะบั่นทอนความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ -ยุโรปแล้ว อาจส่งผลกระทบต่อความร่วมมือของยุโรปเพื่อป้องกันภัยคุกคามจากรัสเซียด้วย เพราะสหรัฐฯ มีแนวโน้มจะไม่สนับสนุนงบประมาณในระยะยาว หากไม่เป็นประโยชน์ต่อชาวอเมริกัน…

ชาวอเมริกันต่อต้านความรุแรงในการกวาดล้างผู้อพยพของผู้นำสหรัฐฯ

กรณีเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ ใช้อาวุธต่อกลุ่มผู้ประท้วง ทำให้ชาวอเมริกันในเมือง Minneapolis รัฐมินเนโซตา สหรัฐฯ รวมตัวกันชุมนุมประท้วงและแสดงออกว่าไม่พอใจกรณีเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (Immigration and Customs Enforcement- ICE) ของสหรัฐฯ ก่อเหตุยิงนาง Renee Nicole Good สตรีชาวอเมริกันวัย 37 ปี ทำให้เสียชีวิต  เจ้าหน้าที่ ICE อ้างว่านาง Renee Nicole Good เป็นผู้ประท้วงต่อต้านกฎหมายผู้อพยพของสหรัฐฯ และเป็นผู้ก่อเหตุขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และก่อเหตุรุนแรงต่อเจ้าหน้าที่ด้วยการขับรถยนต์พุ่งชน กรณีดังกล่าวทำให้เกิดกระแสไม่พอใจและวิจารณ์ว่าเจ้าหน้าที่ ICE ทำเกินกว่าเหตุ สร้างความหวาดกลัว และอาจเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้นโยบายปราบปรามและควบคุมผู้อพยพของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เผชิญการคัดค้านมากขึ้น  ขณะที่ผู้ว่าการรัฐมินเนโซตาไม่พอใจบทบาทและการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ICE เพราะเป็นอันตรายและภัยคุกคามต่อความปลอดภัยสาธารณะ ด้านกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ ซึ่งควบคุมดูแลปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ ICE ระบุว่าเหตุดังกล่าว เกิดขึ้นระหว่างที่เจ้าหน้าที่ยกระดับการปราบปรามผู้อพยพผิดกฎหมายในสหรัฐฯ ชื่อว่า Operation Metro Surge โดยมีเจ้าหน้าที่ ICE จำนวน 2,000 นาย สำหรับกลุ่มเป้าหมาย…

ซีเรียเผชิญความรุนแรง กองทัพปะทะกลุ่มติดอาวุธ SDF

รัฐบาลซีเรียเผชิญความท้าทายด้านการควบคุมสถานการณ์ความมั่นคงในเมือง Aleppo เมืองสำคัญทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ หลังจากกลุ่มกองกำลังประชาธิปไตยซีเรีย ((Syrian Democratic Forces – SDF) ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ด ปะทะกับกองทัพซีเรียอย่างรุนแรง ส่งผลให้รัฐบาลเมือง Aleppo ต้องประกาศมาตรการฉุกเฉินและสั่งให้ประชาชนมากกว่า 100,000 คนอพยพออกจากเมืองไปยังพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อความปลอดภัย เนื่องจากการประทะที่ผ่านมาทำให้มีประชาชนเสียชีวิตแล้ว 22 คน และได้รับบาดเจ็บมากกว่า 170 คน สาเหตุที่กลุ่ม SDF ปะทะกับกองทัพรัฐบาลซีเรียอย่างตึงเครียด เป็นเพราะไม่พอใจกระบวนการเจรจาเพื่อให้กลุ่ม SDF มีบทบาททางการเมืองตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญ เนื่องจากกลุ่ม SDF เป็นกองกำลังที่มีอิทธิพลในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือของประเทศ อย่างไรก็ตาม นาย Mazloum Abdi หรือ Mazloum Kobani ผู้บัญชาการกลุ่ม SDF ปฏิเสธว่าเป็นฝ่ายเริ่มการโจมตี และให้ความเห็นว่าสถานการณ์ปัจจุบันไม่เป็นผลดีต่อกระบวนการเจรจาทางการเมือง พร้อมระบุว่า กองทัพซีเรียเพิ่มการควบคุมและอิทธิพลในพื้นที่ของกลุ่ม SDF ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจระหว่างกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีมุมมองว่ารัฐบาลซีเรียควรเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดการและบริหารความสัมพันธ์กับกลุ่มติดอาวุธในประเทศ เพราะกลุ่มติดอาวุธต่าง ๆ มีอิทธิพลมาก และมีแนวทางชัดเจนว่าไม่ต้องการวางอาวุธ ดังนั้น กระบวนการแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงและการเมืองของซีเรีย ควรร่วมมือและสร้างความไว้วางใจกับกองกำลังต่าง ๆ…

พรรคเบอร์ซาตูของมาเลเซียปลดแกนนำจากตำแหน่ง เหตุละเมิดวินัย

  ดาตุ๊ก มูฮัมมัด ราดซี มานัน ประธานคณะกรรมการวินัยของพรรคเบอร์ซาตู (พรรคฝ่ายค้าน) ของมาเลเซียลงนามในหนังสือปลด ดาตุ๊ก ซรี ไซฟุดดิน อับดุลเลาะห์ แกนนำพรรคฯ ออกจากตำแหน่ง เมื่อ 6 ม.ค.68 (มีผลทันที) เนื่องจากกระทำความผิดทางวินัยของพรรค ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการฯ สอบสวนนายไซฟุดดิน ในข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมโค่นล้มนายมูฮยิดดิน ยัสซิน ประธานพรรคเบอร์ซาตู หลังจากร่วมกับ ส.ส. อีก 15 คน เขียนจดหมายอุทธรณ์ต่อมาตรการลงโทษสมาชิกพรรคที่ผลักดันให้นายฮัมซาห์ ไซนูดิน รองประธานพรรคฯ ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานพรรคแทน ด้วยเหตุผลว่า นายมูฮยิดดิน มีความห่างเหินจากประชาชนระดับรากหญ้า และพรรคต้องการผู้นำคนใหม่ ทั้งนี้ นายไซฟุดดิน ยอมรับว่าได้รับหนังสือปลดจากตำแหน่งจริงและยืนยันจะยื่นอุทธรณ์

ในปี 2569 วิกฤตในเยเมนสะเทือนเอกภาพชาติอาหรับ

สถานการณ์ด้านความมั่นคงในเยเมน ประเทศในตะวันออกกลาง กำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤต หลังจากกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในเยเมน หรือ Southern Transitional Council (STC) ประกาศเมื่อต้นปี 2569 ว่าต้องการจัดการลงประชามติเพื่อแยกเป็นอิสระ จากรัฐบาลเยเมน ซึ่งปัจจุบันได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบีย การประกาศเจตจำนงและความมุ่งหวังทางการเมืองดังกล่าว แม้ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่าง STC กับรัฐบาลเยเมน แต่สถานการณ์นี้มีความซับซ้อน เพราะทั้ง STC และรัฐบาลเยเมน มีมหาอำนาจในภูมิภาคหรือชาติอาหรับขนาดใหญ่อยู่เบื้องหลัง คือ STC ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ส่วนรัฐบาลเยเมน ได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบีย …เท่ากับว่า ความวุ่นวายทางการเมืองและความแตกแยกในเยเมน จะส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกลุ่มอาหรับด้วย รัฐบาลเยเมนยังไม่ยอมรับคำประกาศของกลุ่ม STC แต่เสนอให้มีการประชุมเจรจากันก่อน โดยขอให้ซาอุอีอาระเบียเข้าไปมีบทบาทในฐานะประเทศตัวกลางการประชุม อย่างไรก็ตาม กลุ่ม STC ปฏิเสธเข้าร่วมการประชุม โดยปฏิบัติการทางทหารยึดพื้นที่ทางตอนใต้ และพร้อมจะยึดจังหวัด Hadramaut และจังหวัด Al-Mahra ซึ่งมีพรมแดนติดกับซาอุดีอาระเบีย มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศเยเมน และมีทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ คืนจากรัฐบาลเยเมนด้วย ซึ่งการต่อสู้ในจังหวัด Hadramaut ทางตะวันออกของเยเมน มีความสำคัญอย่างมาก ทั้งกลุ่ม STC…

อินโดนีเซียพาดพิงความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา

ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ของอินโดนีเซีย แถลงในที่ประชุม ครม. เมื่อ 6 ธ.ค.68 ว่า ปริมาณสำรองข้าวของอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นจนมีจำนวนมากกว่า 3 ล้านตัน เป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ รวมทั้งบรรลุเป้าหมายได้เร็วกว่าที่คาดการณ์ภายในปี 2568 หรือปีแรกของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี จากเดิมที่ตั้งเป้าจะบรรลุภายใน 4 ปี และมีแผนจะขยายไปยังคาร์โบไฮเดรตชนิดอื่น เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง รวมถึงแหล่งโปรตีนด้วย ทั้งนี้ ประธานาธิบดีปราโบโวได้ย้ำความสำคัญของการรับประกันความมั่นคงทางอาหารให้กับประชาชน ท่ามกลางความขัดแย้งและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น รวมทั้งเห็นว่า หากอินโดนีเซียไม่สามารถบรรลุเป้่าหมายดังกล่าวได้ จะต้องพึ่งพาการนำเข้าข้าวจากไทย กัมพูชา และเวียดนาม   ซึ่งขณะนี้ไทยและกัมพูชากำลังเผชิญสถานการณ์ความขัดแย้งที่อาจปะทุขึ้นอีก

สื่อเมียนมาระบุเชิงชี้นำให้สหรัฐฯ แทรกแซงกิจการภายในเมียนมาเช่นเดียวกับเวเนซุเอลา

สนข. DVB ซึ่งเป็นสื่อมวลชนอิสระของเมียนมาเมื่อ 7 ม.ค.69 นำเสนอบทวิเคราะห์ของนายอลัน เคลเมนต์ส ผู้เชี่ยวชาญด้านเมียนมา ชื่อว่า “A moment of reckoning for Venezuela but how about for Myanmar?” ซึ่งประเมินสถานการณ์ภายในเมียนมาว่า มีความคล้ายคลึงกับเวเนซุเอลา โดย พล.อ.อาวุโส มินอองไลง์ ผู้นำเมียนมาที่ขึ้นสู่อำนาจจากการทำรัฐประหารเมื่อปี 2564 มีความโหดเหี้ยมไม่ต่างจากนายนิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ทั้งยังสร้างรายได้จากยาเสพติด ซึ่งทำให้เมียนมายังคงเป็นแหล่งผลิตที่สำคัญและกระจายยาเสพติดไปสู่ทั่วโลก การกระทำของ พล.อ.อาวุโส มินอองไลง์ ในหลาย ๆ ด้าน อาจอันตรายกว่านายมาดูโร  นายเคลเมนต์สชี้นำให้สหรัฐฯ แทรกแซงกิจการภายในเมียนมาเช่นเดียวกับเวเนซุเอลา

นักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยลดลงเนื่องจากกังวลด้านความปลอดภัย

The Independent ของสหราชอาณาจักร และ Skift ของสหรัฐฯ เผยแพร่บทความเกี่ยวกับภาคการท่องเที่ยวของไทย ที่ในปี 2568 ไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี (ไม่รวมช่วงสถานการณ์ COVID-19) การลดลงของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะจากจีนที่เป็นตลาดหลัก เป็นผลจากความกังวลด้านความปลอดภัย ทั้งจากกรณีการลักพาตัวนักแสดงชาวจีน อาคารถล่มจากเหตุแผ่นดินไหว อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ รวมถึงความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยจากเงินบาทแข็งค่า ทำให้การท่องเที่ยวในไทยมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ในขณะที่การแข่งขันกับประเทศอื่นในภูมิภาคเพิ่มขึ้น เช่น เวียดนาม

จีนห้ามส่งออกสินค้าที่ใช้ได้สองทางทุกประเภทไปยังญี่ปุ่น

พณ.จีน เมื่อ 6 ม.ค.69 ได้ประกาศยกระดับการควบคุมการส่งออกสินค้าที่ใช้ได้สองทางทุกประเภทไปญี่ปุ่น โดยให้มีผลบังคับใช้ทันทีเพื่อรักษาความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติ และตอบสนองต่อพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยตัวอย่างสินค้าที่ใช้ได้สองทางซึ่งถูกควบคุมการส่งออกไปยังญี่ปุ่น  เช่น สารเคมี อากาศยานไร้คนขับ โดรน คอมพิวเตอร์ และซอฟต์แวร์ขั้นสูง  นอกจากนี้ จีนอยู่ระหว่างพิจารณาเพิ่มความเข้มงวดการตรวจสอบใบอนุญาตส่งออกสำหรับผู้ที่ต้องการส่งออกผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับแร่ หายากไปยังญี่ปุ่นด้วย