อิสราเอลเปิดเส้นทางข้ามแดนฉนวนกาซา-อียิปต์

นานาชาติให้ความสนใจพัฒนาการสถานการณ์ความมั่นคงในฉนวนกาซา โดยมีรายงานว่ากอิสราเอลจะเปิดเส้นทางข้ามแดนระหว่างฉนวนกาซา-อียิปต์ หรือเส้นทาง Rafah เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมสามารถเข้าถึงชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาได้ชั่วคราว โดยอิสราเอลตั้งหน่วยงาน COGAT ภายใต้การบริหารของกองทัพเพื่อควบคุมดูแลปฏิบัติการดังกล่าว เพื่อให้มั่นใจว่าชาวปาเลสไตน์ที่จะเดินทางข้ามพรมแดนจะใช้วิธีการเดินเท้าเท่านั้น ส่วนอียิปต์ร่วมมือกับสหภาพยุโรปด้านการอำนวยความสะดวกและดูแลปฏิบัติการเปิดเส้นทางครั้งนี้ คาดว่าจะเริ่มเปิดเส้นทางได้ใน 2 ก.พ.69 อิสราเอลย้ำว่าการเปิดเส้นทาง Rafah เป็นขั้นตอนทดลองเท่านั้น และกองทัพอิสราเอลจำเป็นต้องคัดกรองชาวปาเลสไตน์ที่จเดินทางผ่านเส้นทางดังกล่าวอย่างละเอียด เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีสมาชิกกลุ่มฮะมาสใช้ประโยชน์เพื่อการหลบหนี โดยคาดว่าชาวปาเลสไตน์จำนวนมากที่ได้รับบาดเจ็บหรือต้องการความช่วยเหลือ จะเดินทางข้ามไปยังอียิปต์ ก่อนหน้านี้ เขตข้ามแดนเส้นทาง Rafah อยู่ในการควบคุมของรัฐบาลปาเลสไตน์และรัฐบาลอียิปต์ อย่างไรก็ตาม กองทัพอิสราเอลเข้าประจำการและควบคุมเส้นทางตั้งแต่เมื่อ พฤษภาคม 2567 ทำให้อียิปต์และนานาชาติไม่มีช่องทางลำเลียงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมทางบกไปยังชาวปาเลสไตน์ เส้นทาง Rafah มีความสำคัญต่อฉนวนกาซา และเป็นพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งอิสราเอล-ปาเลสไตน์มาโดยตลอด แม้ว่าอียิปต์จะมีสิทธิบริหารจัดการพรมแดนและเส้นทางดังกล่าว เพราะอยู่ติดกับดินแดนตนเองด้วย แต่เมื่อปี 2543 อิสราเอลลงนามในความร่วมมือกับอียิปต์ที่ตกลงให้อิสราเอลมีอำนาจเข้าไปตรวจสอบการขนส่งสินค้าในพื้นที่ เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มฮะมาส หรือกองกำลังติดอาวุธในฉนวนกาซาใช้ช่องทางดังกล่าวเพื่อเคลื่อนย้ายและลำเลียงอาวุธที่จะเป็นภัยคุกคามต่ออิสราเอลและอียิปต์ การเปิดเส้นทาง Rafah แม้เป็นโอกาสให้ชาวปาเลสไตน์จำนวนอย่างน้อย 22,000 คน ได้เข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการแพทย์ แต่ชาวปาเลสไตน์กังวลว่าเมื่อได้เดินทางข้ามพรมแดนไปแล้ว อาจถูกบังคับหรือกดดันไม่ให้เดินทางกลับไปยังภูมิลำเนาในฉนวนกาซา เพราะปัจจุบัน อิสราเอล รวมทั้งสหรัฐฯ ต้องการย้ายชาวปาเลสไตน์ออกจากฉนวนกาซา เพื่อฟื้นฟูพื้นที่และสร้างเป็นเขตเศรษฐกิจ โดยไม่ได้คำนึงถึงสิทธิหรือความปลอดภัยของชาวปาเลสไตน์

อิหร่านเตือนสหรัฐฯ หากโจมตีจะเกิดสงครามระดับภูมิภาค  

อายะตุลลอฮ์ อะลี คอมะนะอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน อายุ 86 ปี เมื่อ 1 ก.พ.69 ใช้โอกาสร่วมงานกิจกรรมฉลองเนื่องโอกาสครบรอบวันที่อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่านที่มีบทบาทนำในการปฏิวัติอิหร่าน (Iranian Revolution) เดินทางกลับประเทศ กล่าวกับชาวอิหร่านว่า สหรัฐฯ ต้องการทำให้สังคมอิหร่านเกิดความแตกแยก และทำลายความมั่นคงอิหร่าน เพื่อเข้าไปครอบครองทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ รวมทั้งระบุว่าสหรัฐฯ ปลุกปั่นและอยู่เบื้องหลังการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลอิหร่าน  ซึ่งมีลักษณะเป็นการรัฐประหาร เพราะมีรายงานว่าผู้ชุมนุมประท้วงบุกทำลายสถานที่ราชการ นอกจากนี้ ยังประกาศเดือนสหรัฐฯ หากปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน จะต้องเผชิญกับสงครามระดับภูมิภาค ท่าทีของผู้นำสูงสุดอิหร่านมีขึ้นในช่วงที่กองทัพสหรัฐฯ ทยอยเพิ่มขีดความสามารถด้านการทหารในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง ทำให้นานาชาติ รวมทั้งอิหร่าน คาดการณ์ว่าสหรัฐฯ เตรียมปฏิบัติการโจมตีทางทหาร อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของหรัฐฯ แสดงความเห็นต่อท่าทีของผู้นำสูงสุดของอิหร่านว่าเป็นท่าทีที่คาดการณ์ไว้แล้วล่วงหน้า และสหรัฐฯ ต้องการทำข้อตกลงกับอิหร่านเพื่อแก้ไขปัญหาความตึงเครียดครั้งนี้ต่อไป องค์กรระหว่างประเทศติดตามความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ เพราะไม่ต้องการให้ความขัดแย้งลุกลามบานปลายไปกระทบความมั่นคงในภูมิภาค นอกจากนี้ ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับมาตรการปราบปรามผู้ประท้วงในอิหร่าน เพราะมีรายงานว่ารัฐบาลอิหร่านใช้มาตรการรุนแรง จนทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 3,000 คน มีทั้งพลเรือนและเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งนี้ สหภาพยุโรปกดดันรัฐบาลอิหร่านให้ยุติความรุนแรงด้วยการกำหนดให้ กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน หรือ IRGC อยู่ในบัญชีรายชื่อองค์กรก่อการร้าย เมื่อ 30…

พรรค USDP ซึ่งเป็นฝ่ายกองทัพชนะการเลือกตั้งทั่วไปในเมียนมา

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.เมียนมา) ประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ เมื่อ 29 ม.ค.69 ว่า พรรคเพื่อความเป็นปึกแผ่นและการพัฒนาแห่งสหภาพ (USDP) ชนะการเลือกตั้งทั่วไปที่จัดขึ้น 3 ระยะ ตั้งแต่เมื่อ 28 ธ.ค.69 และสิ้นสุดเมื่อ 25 ม.ค.69 และครองเสียงข้างมากในรัฐสภา โดยได้ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 231 จาก 263 ที่นั่ง และที่นั่งในวุฒิสภา จำนวน 56 จาก 79 ที่นั่ง ขณะที่นักวิเคราะห์ทางการเมือง ระบุว่า ชัยชนะของพรรค USDP เป็นผลลัพธ์ที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าโดยรัฐบาลเมียนมา ซึ่งยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนจากการรัฐประหารเมื่อปี 2564 และได้ล้มล้างผลการเลือกตั้งทั่วไปปี 2563 ที่พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ของนางอองซานซูจี อดีตที่ปรึกษาแห่งรัฐ ได้รับชัยชนะอย่างท้วมท้น

ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ มั่นใจว่าจะผ่านร่างยุติภาวะ Government Shutdown

ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ มั่นใจว่าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ จะสามารถผ่านร่างงบประมาณเพื่อสิ้นสุดภาวะหน่วยงานรัฐบาลกลางยุติการปฏิบัติงานบางส่วน (Government Shutdown) ภายใน 3 ก.พ.69 (ตามเวลาสหรัฐฯ) หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เร่งลดทอนความตึงเครียดของสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประชาชนในรัฐมินนิโซตากับสำนักตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (Immigration and Customs Enforcement-ICE) อย่างไรก็ดี นายฮาคีม เจฟฟรีย์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ยืนยันว่า พรรคเดโมแครตจะไม่สนับสนุนร่างดังกล่าว หากพรรครีพับลิกันไม่ปรับแก้ตามข้อเรียกร้อง ที่สำคัญคือการตัดงบประมาณการจัดหากล้องติดตัว จนท. รวมมูลค่า 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  และการปรับแนวทางปฏิบัติงาน อาทิ กำหนดให้ จนท.ตรวจคนเข้าเมืองต้องถอดหน้ากาก เปิดเผยตัวตน แสดงคำสั่งศาลก่อนค้นตัวหรือจับกุมผู้ต้องสงสัย และยุติการลาดตระเวนเพื่อควบคุมตัวประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ

ผลสำรวจความนิยมพรรค LDP ของญี่ปุ่นยังคะแนนนำก่อนเลือกตั้ง

สนข. Kyodo รายงานเมื่อ 1 ก.พ.69 อ้างผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนญี่ปุ่นที่มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีกำหนดจัดใน 8 ก.พ.69 พบว่า พรรคเสรีประชาธิปไตย (Liberal Democratic Party-LDP) พรรครัฐบาลญี่ปุ่น ยังคงได้รับความนิยมเป็นอันดับหนึ่ง ผลสำรวจยังพบว่าคะแนนนิยมของ ครม.ญี่ปุ่น ภายใต้การนำของนางทาคาอิจิ ซานาเอะ นรม.ญี่ปุ่น อยู่ที่ร้อยละ 63.6 เพิ่มขึ้น 0.5 จุด  ขณะที่คะแนนไม่เห็นด้วยอยู่ที่ร้อยละ 25.6 เพิ่มขึ้น 0.6 จุด  สำหรับประเด็นที่ประชาชนให้ความสำคัญมากที่สุด ได้แก่ มาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพ (ร้อยละ 53.6) การประกันสังคมและระบบบำนาญ (ร้อยละ 28.6) และการดำเนินนโยบายต่างประเทศและความมั่นคง (ร้อยละ 19.5) ทั้งนี้ สนข. Kyodo ดำเนินการสำรวจระหว่าง 31 ม.ค.-1 ก.พ.69 โดยสุ่มตัวอย่างจากสมาชิกครัวเรือนจำนวน 425 คน และผู้ตอบแบบสอบถามทางโทรศัพท์จำนวน 623 คน

รอบรั้วอาคเนย์ ปักษ์หลัง ม.ค.69

รอบรั้วอาคเนย์ Intelligence Report by NIA ฉบับปักษ์หลัง มกราคม 2569
รายงานสถานการณ์และบทบาทของผู้นำที่น่าสนใจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมประเมินแนวโน้ม

CyberXplore ปักษ์หลัง ม.ค.2569

CyberXplore ฉบับปักษ์หลังเดือนมกราคม 2569 รายงานสถานการณ์ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์จากทั่วโลก สรุปเหตุการณ์สำคัญและแนวโน้มภัยคุกคามในรอบ 15 วัน
เพื่อยกระดับการรับรู้และเตรียมความพร้อมของทุกภาคส่วน

อิหร่านพร้อมเจรจากับสหรัฐฯ แต่ยืนยันปกป้องความมั่นคงของประเทศ

สถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงได้รับความสนใจจากนานาชาติอย่างต่อเนื่อง เฉพาะอย่างยิ่งความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ล่าสุดเมื่อ 30 มกราคม 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านเปิดเผยระหว่างการเยือนตุรกีว่า อิหร่านพร้อมเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อลดระดับความตึงเครียดในความสัมพันธ์ระหว่างกัน หากสหรัฐฯ ยกเลิกพฤติกรรมข่มขู่คุกคามในภูมิภาค นอกจากนี้ อิหร่านจำเป็นต้องยืนยันการปกป้องความมั่นคงของชาติ และจะไม่เจรจาประเด็นการพัฒนาขีปนาวุธและขีดความสามารถด้านการทหารของอิหร่าน ทั้งนี้ ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังจากสหรัฐฯ เพิ่มจำนวนเรือและเครื่องบินรบในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่องเมื่อต้น มกราคม 2569 ทำให้นานาชาติประเมินว่าสหรัฐฯ อาจเตรียมพร้อมปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน เพื่อกดดันให้เปลี่ยนแปลงทางการเมืองและยกเลิกโครงการพัฒนานิวเคลียร์ ท่าทีของอิหร่านอาจช่วยลดระดับความตึงเครียดในภูมิภาค และส่วนหนึ่งอาจเป็นผลงานของรัฐบาลตุรกี ที่เสนอเป็นผู้ประสานงานและตัวกลางเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านในอนาคต เพราะประเทศในภูมิภาคไม่ต้องการให้ความตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ขยายตัวจนส่งผลกระทบต่อบรรยากาศด้านความมั่นคงในภูมิภาค ซึ่งปัจจุบันก็เผชิญความท้าทายจากสถานการณ์ในฉนวนกาซาอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศตุรกีพบหารือกับนาย Steve Witkoff ผู้แทนการเจรจาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ เมื่อ 29 มกราคม 2569 จึงคาดว่าตุรกีจะมีบทบาทสำคัญในการควบคุมบรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ต่อไป ความตึงเครียบดระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลกผันผวนระยะสั้น และทำให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สำหรับแนวโน้มสถานการณ์ มีความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ กับอิหร่านจะมีรูปแบบความสัมพันธ์ในลักษณะที่ไม่แน่นอนต่อไป เพราะประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กำลังใช้ทฤษฎี madman ด้วยการใช้เครื่องมือทางทหารข่มขู่อิหร่าน และแม้อิหร่านจะยินดีเจรจากับสหรัฐฯ แต่ตั้งเงื่อนไขชัดเจนว่าสหรัฐฯ…

IAEA เตือนความเสี่ยงโรงงานนิวเคลียร์ในยูเครน

องค์การพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency) หรือ IAEA ซึ่งเป็นองค์กรภายใต้การดำเนินงานของสหประชาชาติ (UN) เมื่อ 30 มกราคม 2569 เตือนความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของโรงงานพลังงานนิวเคลียร์ในยูเครน เนื่องจากปัจจุบัน รัสเซียยังคงปฏิบัติการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของยูเครน เพื่อหวังกดดันยูเครนให้ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก ขาดแคลนพลังงาน และยอมแพ้รัสเซีย โดยโรงงานพลังงานนิวเคลียร์ของยูเครนก็ยังตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะเป็นเป้าหมายการโจมตีด้วย ซึ่ง IAEA กังวลว่าสถานการณ์การสู้รบและเป้าหมายทางการทหารของรัสเซียในยูเครนอาจนำไปสู่วิกฤตความปลอดภัยระดับโลก ท่าทีของ IAEA มีขึ้นระหว่างการประชุมที่กรุงเวียนนา ออสเตรีย เพื่อสะท้อนมุมมองขององค์กรระหว่างประเทศต่อผลกระทบด้านความมั่นคงจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อ โดย IAEA รายงานว่า โรงงานพลังงานนิวเคลียร์อย่างน้อย 4 แห่งในยูเครนยังอยู่ในความเสี่ยง แม้ว่ารัสเซียจะยืนยันกับประชาคมระหว่างประเทศว่าจะไม่โจมตีโรงงานดังกล่าวแล้ว แต่การที่รัสเซียโจมตีและทำลายโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ที่เชื่อมโยงหรือเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการโรงงานพลังงานนิวเคลียร์ต่าง ๆ ก็สร้างความเสี่ยงสูงเช่นกัน เพราะโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ของยูเครนเป็นส่วนหนึ่งของระบบพลังงานของเครื่องจักรและระบบหล่อเย็นที่จำเป็นต้องใช้ในโรงงานนิวเคลียร์ ปัจจุบันโรงงานพลังงานนิวเคลียร์ของยูเครนที่ดำเนินการอยู่มี 4 แห่ง อยู่ในการควบคุมของรัฐบาลยูเครน 3 แห่ง และอีก 1 แห่งอยู่ในภูมิภาค Zaporizhzhia ซึ่งรัสเซียส่งทหารเข้าไปควบคุมพื้นที่  ที่ผ่านมา…