สหรัฐฯ ส่งนาวิกโยธินไปประจำการในพื้นที่ตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น

สนข.Newsmax รายงานเมื่อ 19 มี.ค.69 ว่า กลุ่มเรือลำเลียงพลและยกพลขึ้นบก บ็อกเซอร์ (Boxer Amphibious Ready Group) ของสหรัฐฯ ประกอบไปด้วย (1) USS Boxer (LHD-4) (2) USS Portland (LPD-27) และ (3) USS Comstock (LSD-45) พร้อมกับหน่วยกำลังรบผสมนอกประเทศของนาวิกโยธิน ที่ 11 (11st Marine Expeditionary Unit) จำนวนประมาณ 2,200 – 2,500 นาย กำลังเคลื่อนพลออกจากเมืองซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย เพื่อไปประจำการในพื้นที่ตะวันออกกลาง

ภัยคุกคามในและนอกประเทศที่สหรัฐฯ จะเผชิญในปี 2569   

ประชาคมข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐฯ เมื่อ 18 มีนาคม 2569 เผยแพร่รายงานประเมินภัยคุกคามประจำปี 2569 (2026 Annual Threat Assessment) เพื่อเสนอให้รัฐบาล ฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ ผู้กำหนดนโยบายสหรัฐฯ รวมทั้งชาวอเมริกัน ตระหนักภัยคุกคามต่อความมั่นคงและผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ทั้งในมาตุภูมิ และในต่างประเทศ  เพื่อให้ฝ่ายนิติบัญญัติเห็นว่าควรจัดสรรงบประมาณเพื่อให้หน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ ดำเนินการจัดการและควบคุมภัยคุกคามดังกล่าว รายงานดังกล่าวประชาคมข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐฯ จัดทำและเผยแพร่รายงานเป็นประจำทุกปี ตามกฎหมายหรือรัฐบัญญัติ Intelligence Authorization Act โดยประชาคมข่าวกรองมีหน้าที่รวบรวมและประเมินภัยคุกคามให้ทันสมัย สอดคล้องกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและซับซ้อน ซึ่งในรายงานปี 2569 จะให้ความสำคัญกับความมั่นคงในมาตุภูมิสหรัฐฯ ก่อนเป็นอันดับแรก ตามนโยบาย American First ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สาระสำคัญของรายงานดังกล่าว มีอย่างน้อย 3 ประเด็น ….. ประเด็นแรก หน่วยข่าวกรองประเมินว่ามาตุภูมิสหรัฐฯ เผชิญภัยคุกคามหลากหลายรูปแบบในปัจจุบันและในอนาคต ที่สำคัญ คือ อาชญากรรมข้ามชาติ การลักลอบค้ายาเสพติด ผู้อพยพ การก่อการร้ายและอุดมการณ์อิสลามที่นิยมความรุนแรง ผลกระทบจากการแข่งขันระหว่างประเทศมหาอำนาจ และการแพร่กระจายของอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (WMD) โดยประเทศที่หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ…

ญี่ปุ่น-สหรัฐฯ กระชับความร่วมมือส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

นางทาคาอิจิ ซานาเอะ นรม.ญี่ปุ่น พบหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อ 19 มี.ค.69  ที่วอชิงตัน ดี.ซี. นรม.ญี่ปุ่น แสดงความพร้อมในการสนับสนุนความพยายามของสหรัฐฯ เพื่อส่งเสริมสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองของประชาคมโลก ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะประสานงานและสื่อสารอย่างใกล้ชิด เพื่อรับรองความปลอดภัยของการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ภายหลังการหารือ ทั้งสองฝ่ายยังเปิดตัวโครงการลงทุนของญี่ปุ่นในสหรัฐฯ ชุดที่สอง จำนวน 3 โครงการ รวมมูลค่า 73,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.4 ล้านล้านบาท) โดยหนึ่งในโครงการสำคัญ คือ การก่อสร้างเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ในรัฐเทนเนสซี และแอละแบมา นอกจากนี้ ประกาศข้อตกลงเพิ่มเติมอีก 3 ฉบับ เกี่ยวกับแร่หายาก เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ

การโจมตีคลังและโรงกลั่นน้ำมันในตะวันออกกลางลุกลามมากขึ้น  

ความรุนแรงของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน ตอกย้ำวิกฤตความมั่นคงพลังงาน เนื่องจากเมื่อ 19-20 มีนาคม 2569 มีรายงานว่าคลังและโรงกลั่นน้ำมัน รวมทั้งท่าเรือขนส่งน้ำมันในภูมิภาคตะวันออกกลางตกเป็นเป้าหมายโจมตีทางการทหาร โดยเฉพาะในซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ (UAE) กาตาร์ โอมาน และอิหร่าน ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันรายใหญ่ไปยังยุโรปและเอเชีย สำหรับเหตุการณ์ที่อาจทำให้สถานการณ์ยกระดับความรุนแรง คือ เมื่อ 18 มีนาคม 2569 อิสราเอลโจมตีโรงกลั่นน้ำมันและผลิตก๊าซธรรมชาติและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวข้องของอิหร่าน หรือ South Pars ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับ North Dome ของกาตาร์ ซึ่งทั้ง 2 แห่งเป็นแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติแหล่งใหญ่ที่สุดของโลก ทำให้อิหร่านไม่พอใจอย่างมาก เนื่องจาก South Pars  ซึ่งตั้งอยู่กลางทะเลในอ่าวเปอร์เซีย เป็นแหล่งผลิตก๊าซที่สำคัญของประเทศ จึงตอบโต้ด้วยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศอื่น ๆ ในอ่าวอาหรับ สร้างความเสียหายต่อโรงกลั่นน้ำมัน ท่าเรือขนส่งน้ำมัน และท่าขนส่งน้ำมันผ่านท่อใต้ทะเล อิหร่านยืนยันว่าการโจมตีกลับดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ และก่อนหน้านี้ อิหร่านได้ประกาศเตือนแล้วว่า หากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านถูกโจมตี อิหร่านก็มีสิทธิจะตอบโต้เพื่อปกป้องผลประโยชน์และความปลอดภัยของชาติเช่นกัน การตอบโต้ของอิหร่านทำให้สหรัฐฯ กดดันอิสราเอลไม่ให้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านเพิ่มเติม เพื่อควบคุมความเสียหายไม่ให้ลุกลามบานปลายไปยังประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค…

ญี่ปุ่น-สหรัฐฯ บรรลุแผนโครงการเสริมความมั่นคงพลังงาน

นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ ซานาเอะ นำคณะเดินทางเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการเมื่อ 19 มีนาคม 2569 เพื่อพบหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์และเจ้าหน้าที่ระดับสูง ผลการพบหารือที่ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ วอชิงตัน ดี.ซี. ระบุว่า ญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ บรรลุแผนการดำเนินโครงการลงทุนเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในสหรัฐฯ แลกเปลี่ยนกับให้ผู้นำสหรัฐฯ ปรับลดอัตราภาษีตอบโต้สินค้าจากญี่ปุ่น โดยญี่ปุ่นให้คำมั่นว่าจะลงทุนมากกว่า 550,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการผลิตพลังงาน รวมทั้งโรงกลั่นน้ำมัน ในสหรัฐฯ เช่น รัฐโอไฮโอ รัฐเพนซิลเวเนีย และรัฐเทกซัส และจะเพิ่มการลงทุนเพื่อสร้างโรงงานปฏิกรณ์นิวเคลียร์ในรัฐแอละแบมา และรัฐเทนเนสซี ของสหรัฐฯ ด้วย เท่ากับว่าญี่ปุ่นจะลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานสหรัฐฯ อย่างน้อย 3 โครงการใหญ่ ๆ ที่จะเป็นผลดีต่อการจ้างงานและความมั่นคงพลังงานในสหรัฐฯ ระยะยาว นอกจากความร่วมมือด้านการผลิตพลังงานในสหรัฐฯ มีรายงานว่า ญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ จะเพิ่มความร่วมมือด้านการวิจัย พัฒนา และผลิตแร่หายากร่วมกัน รวมทั้งปฏิบัติการสำรวจแร่หายากในทะเลลึก ซึ่งก่อนหน้านี้มีรายงานว่าญี่ปุ่นสำรวจพบแร่หายากที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง บริเวณเกาะ Minamitori ของญี่ปุ่น โดยมีรายชื่อบริษัทของทั้ง 2 ประเทศที่พร้อมดำเนินการทันที ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นผลดีต่อสหรัฐฯ ที่ต้องการลดการพึ่งพาการนำเข้าแร่หายากจากจีน ผู้นำญี่ปุ่นหารือกับผู้นำสหรัฐฯ…

มาเลเซียเฝ้าระวังผลกระทบจากความขัดแย้งใน ตอ.กลาง

นรม.อันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย เปิดเผยเมื่อ 20 มี.ค.69 ว่า มาเลเซียเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังผลกระทบด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ หลังสถานการณ์สู้รบในภูมิภาค ตอ.กลางทวีความตึงเครียด ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อมาเลเซียมากขึ้น จึงสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สตช. กองทัพ เตรียมความพร้อมรับมือระดับสูงสุด และจัดการประชุมระดับสูงบ่อยครั้งเพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ที่ผ่านมา นรม.อันวาร์ ได้ติดต่อกับผู้นำหลายประเทศ เช่น อิหร่าน ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ ตุรกี และอินเดีย เพื่อหารือถึงพัฒนาการในภูมิภาค ตอ.กลาง ซึ่งผู้นำหลายประเทศ เช่น อินเดีย แสดงความประสงค์ให้มาเลเซียทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ย

สังคมไทยกับการเปลี่ยนแปลงคำนำหน้าชื่อของผู้หลากหลายทางเพศ

สังคมไทยเปิดกว้างและยอมรับความหลากหลายทางเพศมากขึ้น ส่งผลให้ประเด็นสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศได้รับความสนใจและกลายเป็นข้อถกเถียงในพื้นที่สาธารณะอย่างกว้างขวาง เช่น การผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียมจนประสบความสำเร็จและมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ มกราคม 2568  เป็นต้น แต่ก็มีประเด็นตามมาที่กำลังถูกกล่าวถึงอย่างร้อนแรงในสังคมไทยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มหลากหลายทางเพศในขณะนี้ คือ การเรียกร้องให้สามารถเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อของบุคคลให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ทางเพศของตนซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมากในโลกออนไลน์ เพราะคำนำหน้าชื่อ เช่น นาย นาง นางสาว กำลังสร้างความยากลำบากในการใช้ชีวิตให้กับกลุ่มคนบางกลุ่มที่มีคำนำหน้าชื่อไม่ตรงกับเพศภาพ ที่ส่งผลต่อทั้งการดำเนินชีวิตประจำวัน การเข้าถึงสิทธิ และการยอมรับในสังคม อัตลักษณ์ที่ถูกจำกัด แม้มนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมกับ เพศกำเนิด (sex assigned at birth) ที่มีการจำแนกออกเป็น 2 ประเภท คือ เพศหญิงและเพศชาย แต่การรับรู้ตัวตนทางเพศ หรืออัตลักษณ์ทางเพศ (Gender Identity) สำหรับบางคนนั้นต้องใช้ระยะเวลาในการตกตะกอนและค้นหาตนเอง ซึ่งอาจไม่ตรงกับเพศกำเนิดที่ได้มีการระบุไว้ จึงนำไปสู่การนิยามตัวตนในรูปแบบที่หลากหลาย เช่น การระบุว่าตนเป็นบุคคลข้ามเพศ หรือมีอัตลักษณ์ทางเพศอื่น ๆ ที่ไม่สอดคล้องกับกรอบทางภาษาที่ได้ระบุไว้ว่ามีเพียงแค่เพศชายและเพศหญิง และคำนำหน้าที่มีเพียงแค่นายและนางสาว การกำหนดคำนำหน้าชื่อโดยรัฐเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้าง “ตัวตนทางกฎหมาย” (legal identity) ซึ่งมีผลต่อสิทธิ หน้าที่ และสถานะของบุคคลในสังคม สำหรับประเทศไทย การระบุเพศในเอกสารราชการ เช่น บัตรประชาชน…

นักท่องเที่ยวรัสเซียขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพของไทย

The International Travel & Health Insurance Journal ของสหราชอาณาจักร อ้างอิงรายงาน Medical Tourism Overseas ไตรมาส 4/2568 ของ Yango Ads บริษัทโฆษณาดิจิทัล ว่า ไทยติดอันดับ 1 ใน 3 ปลายทางยอดนิยมสำหรับชาวต่างชาติที่ต้องการรักษาพยาบาลในต่างประเทศ เน้นย้ำบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางการดูแลสุขภาพระดับโลก โดยมีกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ใช้ภาษารัสเซียเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญ ซึ่งเลือกไทยเพิ่มขึ้นสำหรับการรักษาแบบไม่ฉุกเฉิน และการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน โดยภูเก็ตและพัทยายังคงได้รับความนิยมต่อเนื่อง และมีปลายทางใหม่ที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น เช่น เชียงใหม่ และกระบี่

การค้าทวิภาคีกัมพูชา-ไทยลดลงร้อยละ 43.5

นาย Kun Nhim อธิบดีกรมศุลกากรและสรรพสามิตกัมพูชา (GDCE) ระบุว่า การค้าทวิภาคีระหว่างกัมพูชากับไทยเมื่อ ม.ค.69 มีมูลค่า 209 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงร้อยละ 43.5 จากเมื่อ ม.ค.68 โดยกัมพูชาส่งออก 58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ลดลงร้อยละ 20) และนำเข้า 151 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ลดลงร้อยละ 49.3) โดยกัมพูชายังคงนำเข้าสินค้าเพื่อการผลิตและการลงทุน อาทิ เครื่องจักร สินค้าและปัจจัยการผลิตสำหรับอุตสาหกรรมและการเกษตร ทั้งนี้ GDCE ระบุว่าข้อมูลดังกล่าวแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างการค้าระหว่างกัมพูชากับไทย ไม่ใช่การตัดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ

จีนเรียกร้องให้ฟิลิปปินส์ยุติการยั่วยุและรุกล้ำน่านฟ้าบริเวณเกาะหวงเหยียนในทะเลจีนใต้

  โฆษกกองบัญชาการยุทธบริเวณภาคใต้ของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน แถลงเมื่อ 18 มี.ค.69 เรียกร้องให้ฟิลิปปินส์ยุติการรุกล้ำอธิปไตยจีน และการยั่วยุที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างกัน หลังตรวจพบเครื่องบินเอนกประสงค์ขนาดเล็ก C-208 ของฟิลิปปินส์ จำนวน 2 ลำ   ที่น่านฟ้าบริเวณเกาะหวงเหยียน (Huangyan Dao) ในทะเลจีนใต้โดยไม่ได้รับอนุญาต ทั้งนี้ กองบัญชาการยุทธบริเวณภาคใต้ได้ส่งกองกำลังทางเรือและอากาศไปยังบริเวณดังกล่าวเพื่อแจ้งเตือนและขับไล่เครื่องบินของอีกฝ่ายแล้ว และจะยังคงเฝ้าระวังการรุกล้ำของฟิลิปปินส์ต่อไป