กลยุทธ์ตัดตอนทางการเมือง กรณีผู้นำอิสราเอลประณามการก่อเหตุรุนแรงในเขตเวสต์แบงก์

กรณีนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอลเมื่อ 30 สิงหาคม 2569 ออกแถลงการณ์ประณามชาวอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ที่ก่อเหตุบุกทำร้ายชาวบ้านในหมู่บ้าน Qusra และ Jarud เขตเวสต์แบงก์ เมื่อ 29 ส.ค. 69 โดยวิจารณ์ว่า การกระทำดังกล่าวขัดขวางการปฏิบัติภารกิจของกองทัพอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ พร้อมทั้งยืนยันว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจากชาวอิสราเอลจำนวนหนึ่ง หรือกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานที่ละเมิดกฎหมายเท่านั้น ทั้งนี้ ท่าทีของผู้นำอิสราเอลมีขึ้นหลังเกิดเหตุกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานกระจายกำลังโจมตีชาวปาเลสไตน์หลายจุดทั่วเขตเวสต์แบงก์ ทำให้ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ชาวอิสราเอล ปัจจุบัน มีผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลมากกว่า 500,000 คน อาศัยอยู่ในเขตเวสต์แบงก์ ร่วมกับชาวปาเลสไตน์ประมาณ 3.4 ล้านคน ขณะที่ สนง.เพื่อการประสานงานด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ (OCHA) ระบุว่า นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปลายกรกฎาคม 2569 เกิดเหตุกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานโจมตีจนทำให้ชาวปาเลสไตน์บาดเจ็บ เสียชีวิต หรือทรัพย์สินเสียหายแล้วมากกว่า 1,330 ครั้ง ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า ท่าทีของผู้นำอิสราเอลนั้นล่าช้า รวมทั้งขัดแย้งต่อสถานการณ์จริงในพื้นที่ และอาจเป็นไปเพื่อปกป้องภาพลักษณ์ของอิสราเอลในเวทีระหว่างประเทศว่าไม่ได้สนับสนุนการก่อเหตุรุนแรงของกลุ่มที่มีแนวคิดหัวรุนแรงสุดโต่ง ควบคู่กับสร้างเงื่อนไข หรือ “ข้ออ้าง” ในการส่งเจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคงเข้าไปปฏิบัติการควบคุมตัวบุคคลและตั้งฐานที่มั่นในเขตเวสต์แบงก์มากขึ้น เนื่องจากเจ้าหน้าที่อิสราเอลไม่ได้เข้าไปปราบปรามกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานอย่างจริงจัง แต่กลับมีรายงานว่าเข้าไปปฏิบัติการคุกคามและขับไล่ชาวปาเลสไตน์ในพื้นที่ ดังนั้น ท่าทีของผู้นำอิสราเอลเป็นเพียงการเดินเกมการเมือง เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของรัฐบาลอิสราเอลให้ยังคงได้รับการยอมรับในเวทีระหว่างประเทศ ด้วยกลยุทธ์…

ความคืบหน้าปฏิบัติการกู้ภัยในเนปาล-ทิเบต

เหตุอุทกภัยและดินถล่มฉับพลันที่บริเวณพรมแดนเนปาล-ทิเบต เมื่อ 26 สิงหาคม 2569 ยังคงเป็นภัยพิบัติที่ทำความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง โดยมีรายงานเมื่อ 30 สิงหาคม 2569 ว่าจำนวนผู้สูญหายเพิ่มขึ้นเป็น 3,000 ราย และเสียชีวิตแล้วมากกว่า 800 ราย โดยผู้สูญหายจำนวนหนึ่งเป็นแรงงานชาวเนปาลและชาวต่างชาติ ได้แก่ อินเดีย จีน และเกาหลีใต้ ที่ทำงานในโครงการก่อสร้างเขื่อนพลังงานน้ำ ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง 11 แห่งในพื้นที่ประสบภัย ขณะที่สภาพภูมิอากาศในพื้นที่ยังมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดเหตุภัยพิบัติซ้ำ เนื่องจากฝนตกหนักทำให้ระดับน้ำในทะเลสาบบริเวณใกล้เคียงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด และระมัดระวังปฏิบัติการให้ความช่วยเหลืออย่างมาก ทั้งนี้ หน่วยงานที่รับผิดชอบการติดตามสถานการณ์ภูมิอากาศและระดับน้ำในทะเลสาบ ยังมั่นใจว่าหากสถานการณ์เสี่ยงภัย จะสามารถแจ้งเตือนเจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่เสี่ยงได้ล่วงหน้า 30 นาที รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศเนปาลระบุว่าปัจจุบันได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่มากกว่า 19,00 นายและเฮลิคอปเตอร์ 16 ลำ ร่วมปฏิบัติการกู้ภัย อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติการช่วยเหลือและกู้ภัยในพื้นที่โครงการเขื่อนพลังงานน้ำเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากมีอุโมงค์จำนวนมาก และภัยพิบัติที่เกิดขึ้นทำให้หน่วยกู้ภัยไม่สามารถระบุตัวตนผู้ประสบภัยได้ตามเป้าหมาย ทำให้มีรายงานว่าอินเดียและจีน ส่งทีมกู้ภัยเข้าไปร่วมปฏิบัติการช่วยเหลือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเนปาล ประเมินความเสียหายจากภัยพิบัติดังกล่าวประมาณ 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเนปาลยังคงเน้นปฏิบัติการช่วยเหลือและกู้ภัยเป็นอันดับแรก ยังไม่เปลี่ยนเป้าหมายการปฏิบัติการไปสู่ขั้นตอนการบรรเทาทุกข์ หรือการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม…

สหรัฐฯ-อิหร่าน ปะทะรอบใหม่ ภูมิภาคตะวันออกกลางเผชิญความท้าทายด้านเศรษฐกิจ

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านในภูมิภาคตะวันออกกลางทำให้ประเทศอื่น ๆ เสี่ยงตกเป็นเป้าหมายโจมตีและได้รับผลกระทบมากขึ้น จากกรณีล่าสุดเมื่อ 30 สิงหาคม 2569 ทั้ง 2 ประเทศเริ่มการโจมตีด้วยกำลังทหารรองใหม่ โดยมีรายงานว่าสหรัฐฯ เป็นฝ่ายเริ่มปฏิบัติการใช้จรวดยิงทำลายเกาะ Larak นอกชายฝั่งติดกับเมืองบันดาร์อับบาส ทางตะวันออกของอิหร่าน ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญด้านการบริหารจัดการเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน ทั้งนี้ สหรัฐฯ เปิดเผยว่าการโจมตีเกาะ Larak เป็นไปเพื่อสกัดกั้นปฏิบัติการลักลอบวางทุ่นระเบิดของกองทัพอิหร่าน ด้านอิหร่านไม่พอใจและประกาศว่าจะตอบโต้อย่างรุนแรง จากนั้นจึงมีรายงานว่าอิหร่านปฏิบัติการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ จำนวน 2 แห่งในจอร์แดน ได้แก่ ฐานทัพ King Hussein และฐานทัพ al-Azraq  ด้านกองทัพจอร์แดนระบุว่าสามารถสกัดกั้นขีปนาวุธได้จำนวน 8 ลูก ส่วนกองทัพอิหร่านระบุว่าสามารถสร้างความเสียหายให้กับฐานทัพดังกล่าวได้ การตอบโต้ทางทหารดังกล่าวเป็นการปะทะรอบล่าสุด หลังจากทั้ง 2 ฝ่ายยับยั้งการโจมตีระหว่างกันเมื่อ ปลายกรกฎาคม 2569 แต่ระดับความขัดแย้งไม่ผ่อนคลาย เนื่องจากยังไม่มีการเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้ง ไม่มีการปฏิบัติตามเงื่อนไขการเจรจา ขณะที่สหรัฐฯ ก็เพิ่มมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเพื่อกดดันอิหร่านอย่างจริงจังเมื่อ 24 สิงหาคม 2569 สถานการณ์ความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ จะส่งผลเสียต่อความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางในระยะยาว โดยผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า สหรัฐฯ ยังไม่ประสบความสำเร็จในการใช้เครื่องมือทางทหารให้บรรลุเป้าหมายเปลี่ยนแปลงระบอบการเมืองการปกครองของอิหร่าน…

CyberXplore ปักษ์หลัง ส.ค.2569

CyberXplore ฉบับปักษ์หลังสิงหาคม 2569 รายงานสถานการณ์ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์จากทั่วโลก สรุปเหตุการณ์สำคัญและแนวโน้มภัยคุกคามในรอบ 15 วัน
เพื่อยกระดับการรับรู้และเตรียมความพร้อมของทุกภาคส่วน

ช่องว่างทางพลังงานไทยกับการเติมช่องว่างด้วยเทคโนโลยีไฮโดรเจนและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เผยแพร่บทความเรื่อง “อุดช่องว่างทางพลังงาน: ไทยพร้อมแค่ไหนกับไฮโดรเจนสีเขียว – SMR” เมื่อ 26 สิงหาคม 2569 กล่าวถึงทางเลือกของพลังงานหมุนเวียนไทยในปัจจุบันที่ยังไม่ตอบโจทย์ความต้องการทางพลังงาน โดยเฉพาะในด้านความต่อเนื่องในการผลิตไฟฟ้า ด้านการใช้พลังงานในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ยาก รวมทั้งด้านการใช้ไฟฟ้าสำหรับธุรกิจศูนย์ data center บทความได้เสนอทางเลือกเทคโนโลยีเพื่ออุดช่องว่างดังกล่าว คือ ไฮโดรเจน และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ซึ่งไทยยังประสบกับอุปสรรคสำคัญ ทั้งจากกับดักต้นทุน โครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับไม่เพียงพอ ความไม่แน่นอนเชิงนโยบายและข้อจำกัดด้านกฎหมาย แม้ไทยมีทางเลือกพลังงานหมุนเวียนหลายรูปแบบ ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ ลม และชีวมวล ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ไฮโดรเจน: พาหะพลังงานที่ยังติดกับดักต้นทุน ไฮโดรเจนสามารถทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการกักเก็บและขนส่งพลังงาน กล่าวคือ สามารถใช้พลังงานจากแหล่งต่าง ๆ มาผลิตและกักเก็บในรูปไฮโดรเจน อันจะช่วยเชื่อมโยงพลังงานสะอาดกับภาคส่วนที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ยาก อุตสาหกรรมหนักและการขนส่งระยะไกล โดยวัตถุดิบและพลังงานที่ใช้ในขั้นตอนการผลิตไฮโดรเจนดังกล่าว จะมีผลต่อความสะอาด และสามารถแบ่งเป็นระดับสีต่าง ๆ ตั้งแต่สีเทาจนถึงสีเขียวที่สะอาดที่สุด ไฮโดรเจนที่สะอาดที่สุด กลับไม่ได้ราคาถูกที่สุด จากต้นทุนการผลิตที่ยังสูง (ไฮโดรเจนสีเทาอยู่ที่ 2 – 2.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลกรัม และสีเขียว 8…

รอบรั้วอาคเนย์ ปักษ์หลัง ส.ค.69

รอบรั้วอาคเนย์ Intelligence Report by NIA ฉบับปักษ์หลัง สิงหาคม 2569
รายงานสถานการณ์และบทบาทของผู้นำที่น่าสนใจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมประเมินแนวโน้ม

ลาวร่วมมือกับจีนพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ในแขวงเซียงขวาง

เว็บไซต์ข่าว Laotian Times รายงานเมื่อ 28 ส.ค.69 ว่า ลาวเตรียมก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 330 เมกกะวัตต์ ในแขวงเซียงขวาง มูลค่าการลงทุน 202.95 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง บริษัท B Rich Namphan Power Sole เอกชนลาว กับบริษัท China Western Power Industrial และ บริษัท Dongdok Construction and Installation Engineering Sol คาดจะแล้วเสร็จในปี 2572 ระยะเวลาดำเนินการ 25 ปี เป้าหมายสำคัญเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านไฟฟ้า เฉพาะอย่างยิ่งช่วงฤดูแล้ง ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าดังกล่าวใช้เทคโนโลยีซูเปอร์คริติคัล ซึ่งมีประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าสูงกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินแบบเดิม และช่วยลดการปล่อยมลพิษต่อหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้ โดยไฟฟ้าที่ผลิตได้จะขายให้การไฟฟ้าลาว (EDL) เพื่อนำไปจ่ายให้แก่ภาคอุตสาหกรรมขนาดเล็กและขนาดกลางในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศ ปัจจุบัน ลาวพยายามส่งเสริมโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และโซลาร์รูฟท๊อป เพื่อลดการพึ่งพาโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ และเมื่อ มิ.ย.69 ลาวกับรัสเซียลงนามศึกษาความเป็นไปได้การพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์…

เมียนมามีแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กในปี 2570

สนข. DVB รายงานเมื่อ 27 ส.ค.69 ว่า บริษัท Rosatom รัฐวิสาหกิจด้านพลังงานนิวเคลียร์ของรัสเซีย เปิดเผยว่า มีแผนเริ่มดำเนินงานก่อสร้างในพื้นที่โครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor – SMR) ในเมียนมาในปี 2570 โดยคาดว่าจะลงนามสัญญาสำรวจทางวิศวกรรมเบื้องต้นภายในสิ้นปี 2569 ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังการเยือนรัสเซียของผู้นำเมียนมาห้วง 17 -19 ส.ค.69 และได้พบหารือกับผู้นำรัสเซีย โ นอกจากนี้ Rosatom ยังพร้อมส่งเสริมความร่วมมือด้านการวิจัย การพัฒนาบุคลากร และการศึกษาให้กับเมียนมา สำหรับที่ตั้งโครงการยังไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ แต่ก่อนหน้านี้คณะผู้แทนจากบริษัท Rosatom เคยสำรวจสภาพธรณีวิทยาบริเวณใกล้เขื่อนปองหล่อง (Paunglaung) ที่เมือง Zeyathiri ห่างจากกรุงเนปยีดอประมาณ 49 กิโลเมตร อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าพื้นที่ดังกล่าวได้รับเลือกเป็นที่ตั้งโรงไฟฟ้า

UN ชี้ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกกำลังเผชิญปรากฎการณ์เอลนีโญและวิกฤตตะวันออกกลาง

สำนักงานเพื่อการประสานงานด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ (OCHA) ประเมินผลกระทบของปรากฎการณ์เอลนีโญ และสถานการณ์ขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เมื่อ 28 ส.ค.69 ว่า ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกมีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงด้านมนุษยธรรมเพิ่มขึ้น จากปรากฏการณ์เอลนีโญที่จะทวีความรุนแรงต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570 และความผันผวนของดัชนีมหาสมุทรอินเดีย (IOD) ซึ่งอาจส่งผลต่อสภาพอากาศ ความมั่นคงด้านอาหาร และการดำรงชีวิต โดยเฉพาะประเทศและพื้นที่ที่มีความเปราะบางและขีดความสามารถในการรับมือภัยพิบัติจำกัด โดยอาจทำให้ประชากรในภูมิภาคเผชิญความมั่นคงทางอาหารเฉียบพลันเพิ่มขึ้นอีก ประมาณ 8.2 ล้านคน ขณะเดียวกัน สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้เพิ่มแรงกดดันต่อภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกผ่าน “3F” ได้แก่  ราคาพลังงาน (fuel) อาหาร (food) และปุ๋ย (fertilizer) ที่สูงขึ้น โดยระบุว่า อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และประเทศหมู่เกาะแปซิฟิก หลายแห่งมีความเสี่ยงสูงสุด ขณะที่ไทยเป็นพื้นที่เฝ้าระวัง ด้านสภาพอากาศแห้งแล้ง