จีนไม่พอใจกรณีสหรัฐฯ และปารากวัยโจมตีจีนประเด็นความมั่นคงไซเบอร์

สนข.Xinhua รายงานเมื่อ 14 ก.ค.69 อ้างนายหลิน เจี้ยน โฆษก กต.จีน ตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณีสหรัฐฯ และปารากวัย เผยแพร่รายงานว่า พบการแทรกซึมของแฮกเกอร์ในระบบปฏิบัติการไซเบอร์ของรัฐบาลปารากวัยซึ่งตรวจสอบพบว่ามีความเกี่ยวข้องกับจีน โดย กต.จีนแสดงความไม่พอใจและคัดค้านข้อกล่าวหาดังกล่าวของสหรัฐฯ ทั้งยังระบุว่า จีนต่อต้านการกระทำของกลุ่มแฮกเกอร์ และมีการปฎิบัติการเพื่อปราบปรามรวมถึงจับกุมกลุ่มดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง กับทั้งขอให้สหรัฐฯ ยุติการใช้ประเด็นความมั่นคงไซเบอร์โจมตีจีนเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง และเรียกร้องให้นานาประเทศไม่ตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของสหรัฐฯ ในการเผยแพร่ข้อมูลเท็จในประเด็นความมั่นคงและการโจมตีทางไซเบอร์ของจีนในนอนาคต

สหรัฐฯ ใช้มาตรการกีดกันเรือเข้าออกท่าเรืออิหร่านเต็มรูปแบบ

กองบัญชาการกลางของสหรัฐฯ (CENTCOM) ประกาศเมื่อ 14 ก.ค. 69 เสร็จสิ้นโจมตีทางอากาศ และโดรนทางทะเล ต่ออิหร่านครั้งที่ 6 เป็นเวลา 7 ชม. โดยสามารถทำลายเป้าหมายทางทหารหลายจุด ได้แก่ ระบบป้องกันชายฝั่ง ฐานปล่อยและเก็บขีปนาวุธ และโดรน รวมถึงกำลังทางทะเลของอิหร่านบริเวณเมืองต่าง ๆ ตามแนวชายฝั่งทางตอนใต้ของอิหร่าน เพื่อลดขีดความสามารถทางทหารของอิหร่าน ซึ่งเป็นภัยคุกคามการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังประจำเรือรบมากกว่า 20 ลำ เพื่อปฏิบัติการกีดกันเรือเข้า-ออกท่าเรือ หรือชายฝั่งของอิหร่านอย่างเต็มรูปแบบ

รอบรั้วอาคเนย์ ปักษ์แรก ก.ค.69

รอบรั้วอาคเนย์ Intelligence Report by NIA ฉบับปักษ์แรก กรกฎาคม 2569
รายงานสถานการณ์และบทบาทของผู้นำที่น่าสนใจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมประเมินแนวโน้ม

อาวุธนิวเคลียร์ถูกใช้เป็นเครื่องมือแสดงพลังอำนาจแห่งชาติ

Stockholm International Peace Research Institute (SIPRI) สถาบันวิจัยอิสระชั้นนำระดับโลก ในสวีเดนเเผยแพร่รายงาน SIPRI Yearbook 2026 เมื่อ 8 มิถุนายน 2569 สรุปสถานการณ์ความมั่นคงและอาวุธยุทโธปกรณ์ระดับโลก โดยมีประเด็นหลักที่น่ากังวลคือ ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกกำลังพึ่งพาอาวุธนิวเคลียร์มากขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือแสดงพลังอำนาจแห่งชาติ ซึ่งเป็นการพลิกกลับความพยายามตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาในการลดบทบาทและจำนวนของอาวุธนิวเคลียร์ การขยายตัวอาวุธนิวเคลียร์ทั่วโลก โดย 1) ประเทศที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ได้แก่ สหรัฐฯ รัสเซีย สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส จีน อินเดีย ปากีสถาน เกาหลีเหนือ และอิสราเอล เดินหน้าโครงการปรับปรุงคลังอาวุธของตนให้ทันสมัยในปี 2568 และส่วนใหญ่ได้มีการติดตั้งระบบอาวุธนิวเคลียร์รูปแบบใหม่ 2) เมื่อ มกราคม 2569  มีการประเมินว่ามีหัวรบนิวเคลียร์ทั่วโลก ประมาณ 12,187 หัวรบ เป็นหัวรบที่พร้อมใช้งานประมาณ 9,745 หัวรบ ขณะที่หัวรบประมาณ 2,100 ถึง 2,200 หัวรบ ที่ถูกเก็บรักษาไว้ในสถานะเตรียมพร้อมระดับสูง…

กัมพูชานำเข้าสินค้าไทยมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ห้วง ม.ค.- มิ.ย.69

นสพ. Khmer Times รายงานเมื่อ 14 ก.ค.69 อ้างสถิติของกรมศุลกากรและสรรพสามิตกัมพูชา (GDCE) ว่า การค้าทวิภาคีระหว่างกัมพูชากับไทยเมื่อห้วง ม.ค.- มิ.ย.69 อยู่ที่ 1,370 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงร้อยละ 37.5 จากห้วงเดียวกันของเมื่อปี 2568 โดยกัมพูชาส่งออกมาไทย 357 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ลดลงร้อยละ 20.3) และกัมพูชานำเข้าจากไทย 1,010 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ลดลงร้อยละ 41.9) สินค้านำเข้าส่วนใหญ่คือวัสดุอุตสาหกรรมและปัจจัยการผลิต

CyberXplore ปักษ์แรก ก.ค.2569

CyberXplore ฉบับปักษ์หลังแรกกรกฎาคม 2569 รายงานสถานการณ์ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์จากทั่วโลก สรุปเหตุการณ์สำคัญและแนวโน้มภัยคุกคามในรอบ 15 วัน
เพื่อยกระดับการรับรู้และเตรียมความพร้อมของทุกภาคส่วน

จีนคาดหวังสานความสัมพันธ์แบบครอบครัวกับไทยในโอกาส นรม.ไทยจะเยือนจีน

  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นรม.ไทย จะเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่าง 16-20 ก.ค.69 ตามคำเชิญนายหลี่ เฉียง นรม.จีน และจะเข้าร่วมการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลกและการประชุมระดับสูงว่าด้วยธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์โลก ประจำปี 2569 (2026 World AI Conference and High-Level Meeting on Global AI Governance) ที่นครเซี่ยงไฮ้ ซึ่ง นรม.ไทย จะพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พร้อมทั้งหารือกับนายหลี่ เฉียง และนายจ้าว เล่อจี้ ประธานคณะกรรมการประจำสภาประชาชนแห่งชาติ การเยือนดังกล่าวเป็นการเยือนจีนครั้งแรกของนายอนุทินนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง แสดงถึงการที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับการพัฒนาความสัมพันธ์  ซึ่งจีนหวังว่าการเยือนของ นรม.ไทยจะช่วยเพิ่มความพยายามเป็นสองเท่าในการสานต่อมิตรภาพและความสัมพันธ์แบบครอบครัวของจีนกับไทย กระชับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม สร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน ส่งเสริมการพัฒนาทั้งสองประเทศให้ทันสมัย และมีส่วนในการสร้างสันติภาพ เสถียรภาพ การพัฒนา และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค

เมียนมาเร่งผลักดันโครงการเชื่อมโยงการค้าและคมนาคมกับประเทศเพื่อนบ้าน

สนข. The Irrawaddy รายงานเมื่อ 13 มิ.ย.69 ว่า นายมินอองไลง์ ประธานาธิบดีเมียนมา ให้คำมั่นจะดำเนินการก่อสร้างโครงการทางหลวงไตรภาคีอินเดีย–เมียนมา–ไทย (IMT Trilateral Highway) โครงการ Kaladan Multi-Modal Transit Transport Project (KMTTP) และผลักดันโครงการระเบียงเศรษฐกิจจีน–เมียนมา (CMEC) ให้มีความคืบหน้าและแล้วเสร็จภายในวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี อย่างไรก็ตาม ทั้งสามโครงการยังเผชิญข้อจำกัดด้านความมั่นคง เนื่องจากหลายพื้นที่ตามแนวเส้นทางยังอยู่ภายใต้การควบคุมหรือเป็นพื้นที่ปฏิบัติการของกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธ ส่งผลให้การก่อสร้าง การเชื่อมโยงเส้นทางการค้า และการดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานยังไม่สามารถเดินหน้าได้ตามแผน

สหรัฐฯ และอิหร่านต่างประกาศเป็นผู้ดูแลช่องแคบฮอร์มุซ

การใช้ช่องแคบฮอร์มุซที่กำลังเป็นเงื่อนไขการต่อรองระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านถูกยกระดับขึ้นอย่างเข้มข้น โดยทั้งสองฝ่ายต่างประกาศเป็นผู้ดูแลช่องแคบฮอร์มุซ และจะเป็นผู้เก็บค่าธรรมเนียมเรือที่แล่นผ่านบริเวณดังกล่าว โดยสหรัฐฯ จะใช้อำนาจทางการทหารที่ยิ่งใหญ่ ดูแลความปลอดภัยเรือที่แล่นผ่านช่องแคบนี้ ซึ่งกองบัญชาการกลางของสหรัฐฯ (CENTCOM) ประกาศว่าจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ 14 กรกฎาคม 2569 ให้เรือพาณิชย์ติดต่อสื่อสารกับกองกำลังสหรัฐฯ เพื่อที่สหรัฐฯ จะได้คุ้มครองเสรีภาพในการเดินเรือของเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ ในห้วงที่อิหร่านยังคงคุกคาม และอ้างสิทธิ์เหนือเส้นทางเดินเรือ นอกจากนี้ CENTCOM ยังมีมาตรการกีดกันเรืออิหร่านเข้าออกท่าเรือ รวมทั้งจะกลับมาใช้การปิดล้อมทางทะเล (Blockade) ต่ออิหร่าน และเตรียมเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ร้อยละ 20 จากเรือที่ต้องการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย อิหร่านตอบโต้สหรัฐฯ ทันที โดยนายอับบาส อะราคชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ  ตอบโต้กรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ประกาศให้สหรัฐฯ เป็นผู้พิทักษ์ช่องแคบฮอร์มุซ และจะจัดเก็บค่าธรรมเนียม พร้อมกับยืนยันว่า อิหร่านเป็นผู้รักษาความมั่นคงและปลอดภัยของช่องแคบฮอร์มุซมาตั้งแต่นานแล้ว และจะไม่ยอมให้สหรัฐฯ เข้าแทรกแซงการบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซอย่างเด็ดขาด ซึ่งหากประเทศใดสนับสนุนอิหร่านเท่ากับเป็นฝ่ายตรงข้าม สหรัฐฯ ประกาศเข้าคุ้มครองช่องแคบฮอร์มุซ ควบคู่ไปกับการประกาศเสร็จสิ้นการโจมตีทางอากาศเป็นครั้งที่ 5  พร้อมอ้างว่าสามารถทำลายเป้าหมายทางทหารของอิหร่านได้หลายแห่ง  เช่น ระบบป้องกันภัยทางอากาศ สถานีเรดาร์ อุปกรณ์ขีปนาวุธและโดรน และเรือขนาดเล็กของอิหร่าน เพื่อลดขีดความสามารถของอิหร่านที่จะเป็นภัยคุกคามต่อการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ  ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศว่าความสามารถทางทหารของอิหร่านถูกทำลายจนหมดสิ้น…