การประชุม รมว.กต.อาเซียน ที่ฟิลิปปินส์

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ด้านกิจการอาเซียนเปิดเผยเมื่อ 16 ก.ค.69 ว่า การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 59 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกิจกรรมเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีของสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia-TAC) จะมีขึ้นที่กรุงมะนิลา ฟิลิปปินส์ ระหว่าง 19-24 ก.ค.69 โดยการหารือจะครอบคลุมประเด็นความร่วมมือระดับภูมิภาค การเสริมสร้างความเป็นแกนกลางของอาเซียน (ASEAN Centrality) การส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค ตลอดจนประเด็นความมั่นคงด้านพลังงาน รวมถึงความคืบหน้าการให้สัตยาบันความตกลงว่าด้วยความมั่นคงด้านปิโตรเลียมของอาเซียน (ASEAN Petroleum Security Agreement-APSA) เพื่อรับมือกับความท้าทายของสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น

เศรษฐกิจมาเลเซียไตรมาส 2/2569 ยังขยายตัว

สนง.สถิติมาเลเซีย ว่า เศรษฐกิจมาเลเซียไตรมาส 2/2569 ยังคงขยายตัวแข็งแกร่ง ที่ร้อยละ 5.8 แม้เผชิญผลกระทบจากสถานการณ์ในภูมิภาค ตอ.กลาง โดยมีปัจจัยหนุนจากภาคการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ภาคการบริการ และการลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อลดลงจากร้อยละ 2 เมื่อ พ.ค.69 เป็นร้อยละ 1.9 เมื่อ มิ.ย.69 ทั้งนี้ เมื่อคำนวณรวมกับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไตรมาส 1/2569 ที่ร้อยละ 5.4 ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจมาเลเซียช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ขยายตัวที่ร้อยละ 5.6 เมื่อเทียบกับห้วงเดียวกันของปี 2568 ที่ร้อยละ 4.5

อินเดียดำเนินการมาตรการ Seafarer-First response

  นาย Sarbananda Sonowal รมว.การขนส่งทางน้ำ ของอินเดีย เป็นประธานการประชุมระดับสูงเพื่อทบทวนและติดตามสถานการณ์เกี่ยวกับความมั่นคงทางทะเลในภูมิภาค ตอ.กลาง เมื่อ 14 ก.ค.69 และสั่งการให้ดำเนินการมาตรการ ‘Seafarer-First’ response โดยจะจัดตั้งระบบรายงานข้อมูลการปฏิบัติงานสำหรับเรือแต่ละลำแบบครบวงจร (Dashboard) เพื่อบันทึกข้อมูลของลูกเรือชาวอินเดียทุกคนบนเรือทุกลำ โดยไม่คำนึงถึงสัญชาติเรือ ครอบคลุมพื้นที่อ่าวเปอร์เซีย ช่องแคบฮอร์มุซ และอ่าวโอมาน Dashboard จะแสดงข้อมูลแบบเรียลไทม์เกี่ยวกับตำแหน่งเรือ เจ้าของเรือ สินค้า จำนวนลูกเรือ สวัสดิการลูกเรือ การประเมินภัยคุกคาม เส้นทางการเดินทางที่วางแผนไว้ ท่าเรือต่อไปที่จะแวะจอด และความพร้อมใช้งานของสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ บนเรือ พร้อมกับตั้ง จนท.ประสานงานเฉพาะกิจ สำหรับให้ความช่วยเหลือลูกเรือชาวอินเดียที่ประสบภัยจากเหตุการณ์โจมตีเรือพาณิชย์

สหรัฐฯ โจมตีโครงสร้างพื้นฐานอิหร่าน และ 3 ประเด็นน่าติดตาม

การปะทะรอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านทวีความตึงเครียด และเริ่มมีรายงานปฏิบัติการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดแย้งกับกฎหมายด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศ หรืออนุสัญญาเจนีวา (1949 Geneva Conventions) โดยอิหร่านระบุเมื่อ 16 กรกฎาคม 2569 ว่า กองบัญชาการกลางของสหรัฐฯ (CENTCOM) โจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนของอิหร่าน ที่ไม่ใช่เป้าหมายด้านการทหาร ได้แก่ สะพาน สถานีรถไฟและท่าอากาศยาน โรงงานผลิตพลังงาน และสิ่งปลูกสร้างในเมือง กองทัพสหรัฐฯ ยืนยันว่าปฏิบัติการโจมตีทั้งหมดมุ่งเน้นทำลายเป้าหมายด้านการทหารในอิหร่าน เช่น ระบบป้องกันภัยทางอากาศ และเส้นทางลำเลียงยุทโธปกรณ์ เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า ทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านต้องการสร้างความชอบธรรมในการใช้กำลังทหารเพื่อชิงความได้เปรียบในสงครามครั้งนี้ และมีการใช้ปฏิบัติการข่าวสาร (information warfare) เป็นเครื่องมือเพิ่มความชอบธรรมในการวางกลยุทธและดำเนินยุทธวิธีการต่อสู้ต่อไป สาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การปะทะรอบใหม่นี้ คือ สิทธิการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ โดยอิหร่านยืนยันอย่างหนักแน่นว่าสหรัฐฯ ต้องไม่แทรกแซงช่องแคบฮอร์มุซ และต้องถอนกำลังออกจากภูมิภาค เพื่อแลกกับการทำให้ช่องแคบฮอร์มุซกลับไปมีสถานะเหมือนช่วงก่อนสงคราม ซึ่งอิหร่านจะยอมรับโอมานเป็นอีก 1 ประเทศที่มีสิทธิบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซร่วมกับอิหร่านเท่านั้น ประเด็นที่น่าจับตามองจากการปะทะรอบใหม่นี้ ได้แก่ 1) ขีดความสามารถของอิหร่านที่จะต้านทานมาตรการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซของสหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบัน มีรายงานว่าอิหร่านสามารถต้านทานมาตรการปิดล้อมของสหรัฐฯ ได้อย่างน้อย 90 วัน เนื่องจากได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์และมียุทโธปกรณ์เพียงพอ 2)…

องค์กรระหว่างประเทศกังวลความปลอดภัยชาวโรฮีนจา

องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) และสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) แสดงความกังวลเมื่อ 16 กรกฎาคม 2569 เกี่ยวกับความปลอดภัยของชาวโรฮีนจาที่อพยพออกจากเมียนมาทางเรือ เนื่องจากมีรายงานว่าเรือของผู้อพยพจำนวน 2 ลำสูญหาย และอาจทำให้ชาวโรฮีนจาจากรัฐยะไข่ของเมียนมา และบางส่วนเดินทางมาจากค่ายผู้ลี้ภัยในเมืองค็อกซ์บาซาร์ของบังกลาเทศ  จำนวน 500 คน เสียชีวิต ตั้งแต่ปลาย มิถุนายน 2569 สำหรับสาเหตุที่ทำให้องค์กร IOM และ UNHCR แสดงความกังวล เนื่องจากไม่สามารถติดต่อเรือดังกล่าวได้ และมีรายงานเรือจมบริเวณชายฝั่งเมียนมา แต่ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียด ในห้วงปี 2569 มีชาวโรฮีนจาที่เสียชีวิตระหว่างการอพยพจากเมียนมาไปทางเรือ จำนวนอย่างน้อย 300 คน โดยเป็นชาวโรฮีนจาที่ต้องการอพยพหนีภัยความขัดแย้งและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมา สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าเหตุการณ์ด้านความมั่นคงและการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง รวมทั้งชาติพันธุ์ในเมียนมายังไม่มีเสถียรภาพ ยังคงมีความรุนแรงและทำให้ชาวโรฮีนจาต้องการอพยพออกจากพื้นที่ แม้ว่าจะเผชิญความเสี่ยงสูงในการเดินทาง เพราะการเดินทางด้วยเรือในช่วงที่สภาพอากาศแปรปรวน ทำให้การเดินทางไปปลอดภัย ความปลอดภัยของชาวโรฮีนจาที่ต้องการอพยพจากเมียนมาไปยังมาเลเซีย ยังคงเป็นประเด็นที่องค์กรปกป้องสิทธิมนุษยชนในต่างประเทศให้ความสนใจ และติดตามรายงานต่อเนื่อง พร้อมกับเชื่อมโยงกับมาตรการแก้ไขปัญหาของไทย ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านเมียนมา และเคยมีส่วนร่วมในการป้องกันการค้ามนุษย์ รวมทั้งการแสวงประโยชน์จากชาวโรฮีนจา ชาวโรฮีนจามีแนวโน้มอพยพออกจากเมียนมามากขึ้น เนื่องจากการตั้งถิ่นฐานในเมียนมาและบังกลาเทศนั้นไม่ปลอดภัย ทำให้ประเด็นชาวโรฮีนจาจะได้รับความสนใจจากนานาชาติอย่างต่อเนื่อง พิจารณาจากสหประชาชาติ (UN) เคยเรียกร้องให้ประเทศต่าง…

จีนไม่พอใจสหราชอาณาจักรกรณีเปลี่ยนผู้บริหารบริษัทเหล็ก

กรณีสหราชอาณาจักรซื้อกิจการบริษัท British Steel ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ของประเทศ ที่ก่อนหน้านี้มีบริษัทกลุ่มจิงเย่ (Jingye) ของจีนเป็นผู้บริหาร ทำให้จีนไม่พอใจอย่างมาก โดยกระทรวงการต่างประเทศของจีนเมื่อ 17 กรกฎาคม 2569 ประณามความเคลื่อนไหวดังกล่าว พร้อมระบุว่าเป็นการลดสิทธิตามกฎหมายของบริษัทจีน รวมทั้งส่งผลเสียต่อมุมมองนักธุรกิจจีนที่ต้องการไปลงทุนในสหราชอาณาจักรในอนาคต สำหรับสาเหตุที่รัฐบาลจีนไม่พอใจ เนื่องจากมองว่าที่ผ่านมา บริษัทกลุ่มจิงเย่ของจีน ได้เข้าไปบริหารและทุ่มเทงบประมาณเพื่อฟื้นฟูกิจการของบริษัท British Steel ที่เคยประสบปัญหาการเงิน แต่รัฐบาลสหราชอาณาจักรออกกฎหมายเพื่อยึดกิจการคืนเมื่อ 16 กรกฎาคม 2569 โดยอ้างเหตุผลเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ห่วงโซ่การผลิตและปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ รัฐบาลจีนเรียกร้องให้สหราชอาณาจักรทบทวนมาตรการดังกล่าว เคารพสิทธิของบริษัทกลุ่มจิงเย่ของจีน และปฏิบัติตามข้อตกลง China-UK Investment Protection Agreement รวมทั้งกฎหมายด้านการลงทุนระหว่างประเทศ ตลอดจนปฏิบัติต่อนักลงทุนและนักธุรกิจของจีนในสหราอาณาจักรอย่างยุติธรรม บริษัทกลุ่มจิงเย่ของจีน ซึ่งเป็น 1 ใน 100 บริษัทขนาดใหญ่ของจีน เข้าซื้อกิจการบริษัท British Steel ให้เป็นบริษัทในเครือเมื่อปี 2563 มูลค่าประมาณ 94 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากบริษัท British Steel ประสบปัญหาด้านการเงินและเสี่ยงล้มละลาย แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูกำไร…

ผลสำรวจมุมมอง 36 ประเทศ ชื่นชอบจีนมากกว่าสหรัฐฯ

การแข่งขันอิทธิพลระหว่างสหรัฐฯ กับจีนเป็นหนึ่งในประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ส่งผลกระทบทั้งเชิงบวกและเชิงลบต่อนานาชาติ ขณะเดียวกัน นโยบายและมาตรการของทั้ง 2 ประเทศที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจของโลก ก็ส่งผลต่อมุมมองของนานาชาติต่อบทบาทของทั้ง 2 ประเทศเช่นกัน ล่าสุด สถาบัน Pew Research Center ของสหรัฐฯ เมื่อ 16 กรกฎาคม 2569 เผยแพร่ผลการสำรวจความคิดเห็นของบุคคล 42,000 คน จาก 36 ประเทศ เมื่อห้วง กุมภาพันธ์-พฤษภาคม 2569 เกี่ยวกับมุมมองต่อสหรัฐฯ กับจีน พบว่าเป็นครั้งแรก ที่ผู้ตอบแบบสอบถามใน 25 ประเทศจาก 36 ประเทศ ชื่นชอบจีนมากกว่าสหรัฐฯ และพบว่าในหลายประเทศมีมุมมองต่อจีนเชิงบวกเพิ่มขึ้นอย่างมาก แม้ว่าสหรัฐฯ จะยังได้รับคะแนนสูงกว่าด้านการเคารพสิทธิและเสรีภาพของบุคคล แต่จีนได้คะแนนมากกว่าด้านการไม่แทรกแซงกิจการของประเทศอื่น ๆ การสำรวจดังกล่าวอ้างถึงมุมมองของผู้ตอบแบบสอบถามในไทยด้วย โดยเป็น 1 ใน 25 ประเทศที่ผู้ตอบแบบสอบถามมีมุมมองเชิงบวกต่อจีนเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกันกับมาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ทั้งนี้ สถาบัน Pew Research…

ผู้นำสหรัฐฯ ไม่ยอมรับบทบาทศาลอาญาระหว่างประเทศ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และรัฐบาลสหรัฐฯ แสดงจุดยืนไม่ยอมรับบทบาทขององค์กรระหว่างประเทศที่มีแนวปฏิบัติไม่เป็นผลดีต่อชาวอเมริกันและพันธมิตร โดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เมื่อ 15 กรกฎาคม 2569 ประกาศคว่ำบาตรรกศาลอาญาระหว่างประเทศ International Criminal Court (ICC) เนื่องจากมีมุมมองว่า ICC ข่มขู่และคุกคามระบบกฎหมายและการเมืองของสหรัฐฯ โดยใช้กฎหมายระหว่างประเทศมาเป็นเครื่องมือหรือ “กระสุน” ทำลายความมั่นคงของสหรัฐฯ ดังนั้น สหรัฐฯ จำเป็นต้องปกป้องอำนาจอธิปไตยและชาวอเมริกันด้วยการทำให้ ICC ไม่มีอิทธิพล ซึ่งท่าทีของของนายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ค่อนข้างแข็งกร้าว และมีขั้นตอนระบุชัดเจนที่จะโน้มน้าวให้ประเทศต่าง ๆ ร่วมมือกับสหรัฐฯ เพื่อลดความชอบธรรมและบทบาทของ ICC นอกจากนี้ หากประเทศใดที่รับความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ อยู่ในปัจจุบัน แต่ไม่ให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ ด้านการกดดัน ICC ก็อาจเผชิญมาตรการตอบโต้จากสหรัฐฯ ด้วย กรณีสหรัฐฯ ไม่พอใจท่าทีและบทบาทของ ICC เป็นผลจาก ICC รับทำคดีสอบสวนชาวอเมริกันในต่างประเทศ เฉพาะอย่างยิ่งชาวอเมริกันที่ปฏิบัติหน้าที่ในสงครามอัฟกานิสถาน และนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอลที่เป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับประธานาธิบดีทรัมป์ นอกจากนี้ กลุ่มปกป้องสิทธิมนุษยชนและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายบางส่วนเรียกร้องให้ ICC…

สหรัฐฯ ขยายการโจมตีในอิหร่าน ไม่มีสัญญาณการเจรจา

สหรัฐฯ ขยายพื้นที่ปฏิบัติการโจมตีในอิหร่านเมื่อ 15 กรกฎาคม 2569 จากที่ก่อนหน้านี้เน้นทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านการทหารและพลังงานบริเวณภาคตะวันตกและตอนใต้ของอิหร่าน ล่าสุด สหรัฐฯ ใช้การโจมตีทางอากาศไปทั่วประเทศ ได้แก่ เมือง Bandar Abbas, Chabahar และเมือง Ahvaz โดยสหรัฐฯ ยืนยันว่าโจมตีเป้าหมายได้อย่างแม่นยำและเหมาะสม พร้อมกันนี้ สหรัฐฯ เพิ่มจำนวนเรือที่ใช้ในปฏิบัติการปิดล้อมกองเรือของอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซด้วย เป็นสิ่งบ่งชี้ว่า สหรัฐฯ พร้อมปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านในระยะยาว และต้องการกดดันอิหร่านมากขึ้น ด้านอิหร่านระบุว่าพร้อมจะทำสงครามกับสหรัฐฯ เพื่อค้ำประกันความอยู่รอด โดยประกาศว่าสงครามครั้งนี้เป็น “existential war” หรือสงครามที่กำหนดอนาคตความอยู่รอดของอิหร่าน ดังนั้น รัฐบาลอิหร่านจึงให้อำนาจกองทัพอิหร่านหรือ Islamic Revolutionary Guard Corps (IRGC) ตัดสินใจยุทธศาสตร์การรบและปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องความมั่นคงชองชาติและประชาชน รวมทั้งจะไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงสันติภาพ เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงก่อน ท่าทีของอิหร่านจึงอาจเป็นสัญญาณว่าการเจรจาทางการทูต เพื่อจัดทำข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกันอาจไม่สามารถเกิดขึ้นได้เร็ว ๆ นี้ เนื่องจากอิหร่านมุ่งปกป้องประเทศ มากกว่าจะส่งผู้แทนไปเจรจาในประเทศที่ 3 ขณะที่สหรัฐฯ ก็กลับไปใช้มาตรการกดดันอิหร่านโดยใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจและการคว่ำบาตร ควบคู่กับใช้กำลังทหารปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง แม้อิหร่านจะยืนยันว่าไม่ต้องการทำสงคราม แต่ก็ย้ำเช่นกันว่า สหรัฐฯ…

Data Center อสังหาริมทรัพย์แห่งยุคใหม่

ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เติบโตอย่างต่อเนื่อง เราสามารถเรียกข้อมูลจากอากาศมาทำงานได้รวดเร็วผ่านหน้าจอ ไม่ต้องใช้อุปกรณ์หรือเอกสารมากมายเหมือนแต่ก่อน แต่แท้จริงแล้ว…กระบวนการดังกล่าวมีเบื้องหลังสำคัญ คือ “คลังข้อมูลขนาดใหญ่” ที่กำลังต้องการพื้นที่เพิ่มขึ้น หรือที่คุ้นเคยกันดีในชื่อ “Data Center” ทำหน้าที่เป็นศูนย์จัดเก็บและประมวลผลข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นทุกคำสั่งที่เราพิมพ์ ทุกภาพที่ถูกสร้าง หรือทุกระบบอัตโนมัติที่กำลังทำงาน ล้วนต้องอาศัยพลังประมวลผลจาก Data Center ทั้งสิ้น กระแสดังกล่าวเริ่มส่งผลต่อแนวคิดการลงทุนด้านภาคอสังหาริมทรัพย์ เพราะที่ดินจำนวนมากในหลายประเทศถูกจับจอง เพื่อเตรียมพัฒนาเป็น Data Center แห่งใหม่ ในปัจจุบัน ทั่วโลกสร้าง Data Center อยู่บนพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 160 ตารางกิโลเมตร!!…แม้พื้นที่ดังกล่าวจะยังมีขนาดเล็ก ใกล้เคียงกับเขตบางขุนเทียน ซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 4 ของกรุงเทพมหานครเท่านั้น …แต่ความต้องการสร้าง Data Center ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเนื่องจากการสร้าง Data Center มีลักษณะพิเศษ ไม่ใช่ทุกพื้นที่จะสามารถรองรับโครงการลักษณะนี้ได้ เพราะ Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องพึ่งพาระบบต่าง ๆ อย่างครบถ้วน ทั้งพลังงาน อินเทอร์เน็ต…