ผู้นำมาเลเซียยืนยันนโยบายต่อชาวอิสราเอล ไม่สนใจแรงกดดันจากสหรัฐฯ

ความสัมพันธ์ระหว่างมาเลเซียกับสหรัฐฯ ตกอยู่ในช่วงเวลาน่าจับตามองและอาจเกิดความเปลี่ยนแปลง หลังจากนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย ยืนยันเมื่อ 22 กรกฎาคม 2569 ว่า มาเลเซียจะยังคงนโยบายห้ามบุคคลที่มีสัญชาติอิสราเอลเดินทางเข้าประเทศ และให้ชาวมาเลเซียที่มีสัญชาติมาเลเซีย-อิสราเอล เดินทางออกจากประเทศ เพื่อกดดันอิสราเอลให้ยุติการละเมิดสิทธิชาวปาเลสไตน์ เนื่องจากเป็นจุดยืนสำคัญของประเทศ ดังนั้น มาเลเซียจะไม่สนใจกรณีสมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ พยายามเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ โน้มน้าวและกดดันมาเลเซียให้ยกเลิกนโยบายคว่ำบาตรดังกล่าว พร้อมกับย้ำว่ามาเลเซียมีอำนาจอธิปไตยและเอกราช มีสิทธิกำหนดนโยบายเพื่อสนับสนุนสิทธิมนุษยชนทั่วโลกและต่อต้านการกระทำอันโหดร้าย ผู้นำมาเลเซียปฏิเสธด้วยว่ารัฐบาลมาเลเซียมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มฮะมาส พร้อมระบุว่าการที่มาเลเซียพบหารือกับผู้นำของกลุ่มฮะมาสเป็นไป เพื่อแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อครอบครัวและประชาชนที่ได้รับความสูญเสียระหว่างสงครามและความขัดแย้ง นายกรัฐมนตรีมาเลเซียยืนยันว่านโยบายของประเทศนั้น ไม่ขัดแย้งกับกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมระบุว่ามีประเทศอื่น ๆ ที่ใช้นโยบายลักษณะเดียวกัน เพื่อตอบโต้รัฐบาลอิสราเอลที่ละเมิดสิทธิชาวปาเลสไตน์มาโดยตลอด รวมทั้งเคยส่งสายลับไปปฏิบัติการลับในมาเลเซียด้วย ล่าสุด มาเลเซียมีนโยบายเมื่อ 15 กรกฎาคม 2569 สั่งให้ชาวมาเลเซียที่มีสัญชาติมาเลเซีย-อิสราเอล เดินทางออกจากประเทศ ท่าทีของนายกรัฐมนตรีมาเลเซียมีขึ้นหลังจากสมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ จำนวน 8 ราย เรียกร้องให้กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ออกมาตรการกดดันมาเลเซียให้ยกเลิกนโยบายดังกล่าว เมื่อ 21 กรกฎาคม 2569 โดยระบุว่าที่ผ่านมา มาเลเซียรับความช่วยเหลือด้านความมั่นคงจากสหรัฐฯ รวมทั้งโครงการฝึกอบรม International Military Education and…

ผู้แทนสหรัฐฯ กับจีนหารือกันในการประชุมอาเซียน

นายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ พบหือกับนายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกทรวงการต่างประเทศจีน เมื่อ 22 กรกฎาคม 2569 นอกรอบการประชุมอาเซียนระดับรัฐมนตรี ที่กรุงมะนิลา ฟิลิปปินส์ ผลการหารือค่อนข้างเป็นเชิงบวก เนื่องจากผู้แทนระดับสูงของทั้ง 2 ประเทศมหาอำนาจยอมรับความแตกต่าง และเห็นพ้องกันว่าจะจัดการความสัมพันธ์ระหว่างกันให้เรียบร้อยก่อนที่จะให้ผู้นำรัฐบาลของทั้ง 2 ฝ่ายได้พบหารือกันในอนาคต ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในปัจจุบันตึงเครียดเป็นระยะ ๆ ล่าสุดกรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อกลาง กรกฎาคม 2569 ว่า จีนแทรกแซงการเลือกตั้งสหรัฐฯ หลายครั้งที่ผ่านมา ทำให้จีนไม่พอใจและปฏิเสธ นอกจากนี้ ก่อนหน้านี้จีนไม่พอใจกรณีสหรัฐฯ อนุมัติขายอาวุธให้ไต้หวัน รวมทั้งแสดงท่าทีสนับสนุนฟิลิปปินส์ในกรณีพิพาททางทะเลกับจีนในทะเลจีนใต้ด้วย อย่างไรก็ดี มีรายงานว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนอาจเดินทางเยือนสหรัฐฯ ใน กันยายน 2569 โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีนย้ำกับผู้แทนฝ่ายสหรัฐฯ ว่า สหรัฐฯ ต้องเคารพผลประโยชน์แห่งชาติของจีน และร่วมมือกันจัดการความแตกต่างและความเห็นต่างอย่างสร้างสรรค์ นอกจากนี้ คาดว่าผู้นำทั้งสองจะหารือทั้งประเด็นเศรษฐกิจและเทคโนโลยี เช่น AI และเซมิคอนดักเตอร์ ตลอดจนประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ ได้แก่…

การขยายเวลาผ่อนผันแรงงานต่างด้าวช่วยป้องกันไม่ให้แรงงานอยู่ในสถานะผิดกฎหมาย Mizzima

รายงานกรณี ครม.เห็นชอบการขยายระยะเวลาการผ่อนผันให้แรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมา ลาว และเวียดนาม อยู่ในประเทศและทำงานได้จนถึง  ธ.ค. 70 เพื่อรักษาแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ และบรรเทาปัญหาขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมสำคัญ โดยองค์กรช่วยเหลือแรงงานเมียนมาในไทย ระบุว่า การขยายเวลาผ่อนผันดังกล่าวส่งผลดีอย่างมากต่อแรงงานต่างด้าว โดยช่วยป้องกันไม่ให้แรงงานต่างด้าวอยู่ในสถานะผิดกฎหมาย

จีนออกมาตรการส่งเสริมการพัฒนาภาคบริการและกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ

พณ.จีนและหน่วยงานรัฐบาลที่เกี่ยวข้อง เผยแพร่ 19 มาตรการ เมื่อ 20 ก.ค.69 เพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่มีคุณภาพสูงของภาคบริการภายในประเทศ กระตุ้นการบริโภค และขจัดอุปสรรคที่ขัดขวางการพัฒนาภาคส่วนดังกล่าว โดยให้ความสำคัญ 5 ด้าน ดังนี้ 1) เพิ่มการสนับสนุนกิจการบริการภายในประเทศ 2) ส่งเสริมนวัตกรรมเชิงสถาบัน 3) เสริมสร้างการฝึกอบรมทักษะอาชีพ 4) ปรับปรุงระบบแพลตฟอร์มข้อมูลเครดิต และ 5) เสริมสร้างรากฐานสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรม  ก่อนหน้านี้ เมื่อต้น ก.ค.69 จีนเพิ่งเผยแพร่แผน 5 ปี เพื่อขยายภาคการบริโภค ซึ่งได้มีการเรียกร้องให้ยกระดับฝีมือแรงงาน และสร้างมาตรฐานในภาคบริการ เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาภาคบริการภายในประเทศให้มีคุณภาพสูงในห้วงปี 2569-2573

รัสเซียสนใจเพิ่มความร่วมมือกับอาเซียนด้านพลังงาน การค้า และความมั่นคง

นายเซียเกย์ ลาฟรอฟ รมว.กต.รัสเซีย กล่าวต่อที่ประชุม รมว.กต.อาเซียน – รัสเซีย เมื่อ 22 ก.ค.69 ที่กรุงมะนิลา ฟิลิปปินส์ ว่า รัสเซียเห็นความสำคัญของข้อตกลงความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับรัสเซีย ที่ผู้นำทั้งสองฝ่ายได้ลงนามเมื่อ 18 มิ.ย.69 ห้วงการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย (ASEAN-Russia Summit) ที่รัสเซีย ซึ่งครอบคลุมความร่วมมือด้านการเมือง ความมั่นคงพลังงาน การลงทุน และวัฒนธรรม รัสเซียเชื่อว่าข้อตกลงที่ลงนามร่วมกัน จะเป็นพื้นฐานและแนวทางสำหรับการสร้างความร่วมมือใหม่เพิ่ม    รัสเซียยังต้องการขยายความร่วมมือในด้านความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงทางพลังงาน และการปฏิรูปดิจิตัล ที่มีความเท่าเทียมและได้ประโยชน์ร่วมกัน รัสเซียยังสนับสนุน ความเป็นแกนกลางของอาเซียน  และบทบาทของอาเซียนในการสร้างความร่วมมือระหว่างภูมิภาค การรักษาสันติภาพ และการรักษาสมดุลด้านความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก รวมถึงชื่นชมอาเซียนว่าเป็นภาคีที่รัสเซียไว้ใจและพึ่งพาได้

ศรีลังกาเผชิญการระบาดของไข้เลือดออกครั้งใหญ่ในรอบ 10 ปี

เว็บไซต์ นสพ.Daily Mirror ของศรีลังการายงานเมื่อ 21 ก.ค.69 อ้างรายงานของหน่วยควบคุมโรคไข้เลือดออกแห่งชาติของศรีลังกา (National Dengue Control Unit-NDCU) ว่า ศรีลังกาพบผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกแล้วจำนวน 76,044 ราย และมีผู้เสียชีวิต 53 ราย ตั้งแต่ ม.ค.69 นับเป็นการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ในรอบ 10 ปี โดยมีสาเหตุจากเชื้อที่มีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้การแพร่ระบาดขยายตัวอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน NDCU กำหนดพื้นที่ภายใต้การดูแลของ จนท.สธ.ระดับท้องถิ่น  จำนวน 162 แห่ง เป็นพื้นที่เสี่ยงสูง โดยกรุงโคลัมโบมีจำนวนผู้ป่วยสูงสุด ทั้งนี้ กองทัพอากาศศรีลังกาใช้โดรนสำรวจแหล่งน้ำขังทั่วประเทศ ภายหลังฝนตกในช่วงฤดูมรสุม ควบคู่กับการระดมกำลังทหารและตำรวจตรวจสอบบ้านพัก สถานที่ก่อสร้าง และโรงเรียน เพื่อเร่งกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายที่เป็นพาหะ

สหรัฐฯ พร้อมตอบโต้กลุ่มฮูษี หากเป็นภัย

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ขู่กลุ่มฮูษีในเยเมนเมื่อ 21 กรกฎาคม 2569 ว่า หากดำเนินการเป็นภัยคุกคามต่อการเดินเรือในทะเลแดงหรือผลประโยชน์ของสหรัฐฯ  สหรัฐฯ พร้อมตอบโต้ทันที หากจำเป็น ท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ มีขึ้น หลังจากกลุ่มฮูษีเตือนบริษัทขนส่งทางทะเลระหว่างประเทศว่า เรือที่ติดธงซาอุดีอาระเบียและเรือที่กำลังขนถ่ายสินค้าที่ท่าเรือของซาอุดีอาระเบีย อาจตกเป็นเป้าหมายการโจมตีทางทหารได้จากกลุ่มฮูษีได้ การยกระดับความตึงเครียดดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากกกลุ่มฮูษีประกาศเมื่อ 20 กรกฎาคม 2569  มีมาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อซาอุดีอาระเบีย โดยจะปิดช่องแคบบับอัลมันเดบ ต่อเรือของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งมีผลทันที ทั้งนี้ เพื่อตอบโต้กรณีที่ซาอุดีอาระเบียปิดล้อมเยเมนนานกว่า 10 ปี ทั้งยังโจมตีสนามบินนานาชาติซานาเพื่อขัดขวางการลงจอดของเที่ยวบินที่บรรทุกแกนนำฮูษีกลับจากอิหร่าน ก่อนหน้านี้ กลุ่มฮูษีจะใช้ขีปนาวุธและ โดรนโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันในซาอุดีอาระเบีย   หากซาอุดีอาระเบียยกระดับการโจมตีพื้นที่ในเยเมน ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่ม กลุ่มฮูษีอ้างว่า มีเรือพาณิชย์ 6 ลำ เปลี่ยนเส้นทางกลับภายใน 24 ชั่วโมง หลังได้รับคำเตือนตามมาตรการดังกล่าว แต่ไม่ได้ระบุชื่อเรือ ตำแหน่ง จุดหมายปลายทาง สัญชาติของเรือ ทั้งนี้ การข่มขู่ของกลุ่มฮูษี ทำให้มีรายงานว่าการเรือขนส่งน้ำมันจากซาอุดีอาระเบียไปยังเอเชียต้องตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางในทะเลแดง เนื่องจากผู้ประกอบการขนส่งและโรงกลั่นน้ำมันกังวลต่อความปลอดภัยในการเดินเรือ หากสถานการณ์การขนส่งน้ำมันยังมีอุปสรรคจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่สหรัฐฯ ยังโจมตีอิหร่านต่อเนื่อง และกลุ่มฮูษีพร้อมจะตอบโต้ซาอุดีอาระเบียที่เป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ ในภูมิภาค…

สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน และแนวโน้มการเจรจา

สหรัฐฯ ปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเมื่อ 21 กรกฎาคม 2569 ต่อเนื่องเป็นวันที่ 11  โดยขยายเป้าหมายการโจมตีไปยังบริเวณพื้นที่ภาคตะวันตก และพื้นที่ตอนในของอิหร่าน นอกจากนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ขู่จะโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน (Pickaxe Mountain) หรือ Kuh-e Kolang Gaz La ที่อยู่พื้นที่ตอนใต้ของกรุงเตหะราน และอยู่ใกล้กับโรงงานนิวเคลียร์ Natanz ด้วย ซึ่งที่ผ่านมา สหรัฐฯ ไม่เคยโจมตี Pickaxe Mountain เนื่องจากเป็นโรงงานนิวเคลียร์ใต้ดินที่อยู่ระหว่างก่อสร้างและยังไม่เปิดใช้งาน อย่างไรก็ตาม การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ขู่โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ดังกล่าว ทำให้นักวิเคราะห์ประเมินว่าอาจหมายถึงการส่งกำลังทหารเข้าไปปฏิบัติการภาคพื้นดินในอิหร่าน แต่กรณีดังกล่าวยังไม่ชัดเจน เพราะสหรัฐฯ ต้องระมัดระวังและพิจารณาอย่างรอบคอบหากจะส่งกองทัพปฏิบัติการภาคพื้นดินในอิหร่าน หรือการขู่อิหร่านอีกครั้ง จะเป็นการกดดันให้อิหร่านต้องเข้าสู่การเจรจาอีกครั้ง แต่อาจไม่ใช่ทางเปิด จนกว่าจะบรรลุข้อตกลงกันได้ ด้านอิหร่านขยายพื้นที่การโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลางเช่นกัน โดยมีรายงานการโจมตีที่คูเวต บาห์เรน และจอร์แดน ขณะเดียวกันก็มีรายงานว่ากลุ่มฮูษีในเยเมน ที่เป็นกองกำลังติดอาวุธที่อิหร่านสนับสนุน ปฏิบัติการโจมตีเรือของซาอุดีอาระเบีย ระหว่างเดินทางในทะเลแดงด้วย กระทรวงสงคราม หรือกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เตรียมงบประมาณทำสงครามระยะยาวกับอิหร่าน พิจารณาจากท่าทีของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงครามของสหรัฐฯ เมื่อ 22 กรกฎาคม…

ฝรั่งเศสผ่านกฎหมายห้ามเยาวชนอายุต่ำกว่า 15 ปี ใช้สื่อสังคมออนไลน์

รัฐสภาฝรั่งเศสเมื่อ 21 กรกฎาคม 2569 อนุมัติกฎหมายห้ามเยาวชนอายุต่ำกว่า 15 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ รวมทั้งห้ามนักเรียนใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียน ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้ฝรั่งเศสเป็นประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) แห่งแรกที่ผลักดันและบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวได้สำเร็จ ในช่วงที่หลายประเทศกำลังพิจารณามาตรการควบคุมการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในกลุ่มเยาวชน เนื่องจากเสี่ยงเผชิญภัยคุกคาม การหลอกลวง และปัญหาสุขภาพจิต มาตรการของฝรั่งเศสดังกล่าวจะเริ่มบังคับใช้ใน กันยายน 2569 โดยเยาวชนอายุต่ำกว่า 15 ปีจะไม่ได้รับอนุญาตให้สมัครบัญชีใหม่ ส่วนแพลตฟอร์มที่จะห้ามไม่ให้เยาวชนเข้าใช้งาน เช่น TikTok, Snapchat และ Instagram เนื่องจากมีการเผยแพร่เนื้อหาทีไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพจิตและการตัดสินใจของเยาวชน ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส แสดงความยินดีที่รัฐสภาผ่านร่างกฎหมายดังกล่าว เนื่องจากเชื่อว่าเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะปกป้องเยาวชนและเด็กในประเทศจากภัยคุกคามและอันตรายต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม ฝรั่งเศสยังต้องมีขั้นตอนการพิจารณาว่ามาตรการนี้ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ทั้งนี้ ฝรั่งเศสพยายามทำให้มาตรการดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยจะยังให้เยาวชนเข้าถึงเนื้อหาด้านวิทยาศาสตร์ การศึกษา และสารานุกรม สมาชิกพรรคฝ่ายค้านของฝรั่งเศสบางส่วนยังคงคัดค้านและไม่เห็นด้วยกับมาตรการดังกล่าว แต่ผู้ปกครองเยาวชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับมาตรการนี้ เนื่องจากเชื่อว่าเป็นมาตรการเดียวที่ทำให้ผู้ปกครองและนักปกป้องสิทธิเด็กมีอำนาจต่อรองกับบริษัทผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ หรือกลุ่ม Tech Giants รวมทั้งใช้ปกป้องความปลอดภัยของเยาวชนได้มากขึ้น สำหรับหน่วยงานที่จะบังคับใช้มาตรการดังกล่าวของฝรั่งเศส คือ Arcom ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลสื่อภาพและเสียงและการสื่อสารดิจิทัลของฝรั่งเศส มีอำนาจตรวจสอบและต่อต้านการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมทั้งลิขสิทธิ์ ผ่านโลกออนไลน์และดิจิทัล…

ผลสำรวจพบว่าชาวสิงคโปร์ มีหนังสือเดินทางที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก

หนังสือเดินทาง หรือ Passport เป็นเอกสารสำคัญประจำตัวของพลเมืองทั่วโลกที่ต้องใช้เมื่อเดินทางไปยังประเทศอื่น ๆ เปรียบเหมือนเอกสารที่จะคุ้มครองและอำนวยความสะดวกให้ผู้เป็นเจ้าของหนังสือเดินทางนั้นด้วย มีหลักฐานในประวัติศาสตร์ว่ารัฐบาลประเทศต่าง ๆ เริ่มใช้วิธีการตรวจลงตราในเอกสารหนังสือเดินทางของคนต่างชาติเข้มงวดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 จากนั้นมีการประชุมเมื่อปี 2463 ในกรอบองค์การสันติบาตชาติที่ฝรั่งเศส เพื่อให้รัฐต่าง ๆ ร่วมกันกำหนดรูปแบบหนังสือเดินทาง นับแต่นั้นมา ทำให้ Passport เป็นเอกสารสำคัญของผู้ที่ต้องการเดินทางไปต่างประเทศมาจนถึงปัจจุบัน และล่าสุดเมื่อ 21 กรกฎาคม 2569 บริษัท Henley & Partners ผู้จัดทำดัชนีหนังสือเดินทางที่ทรงอิทธิพลทีสุดในโลกเป็นประจำทุกปี ได้เผยแพร่ผลสำรวจประจำปี 2569 หรือ Henley Passport Index พบว่าสิงคโปร์ เป็นประเทศที่มีหนังสือเดินทางทรงอิทธิพลมากเป็นอันดับ 1 เนื่องจากผู้ถือหนังสือเดินทางสิงคโปร์สามารถเดินทางไปยัง 192 ประเทศทั่วโลก โดยไม่ต้องเสียค่าวีซ่า ส่วนประเทศที่ได้รับการจัดอันดับ 2 ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ สามารถเดินทางไปยัง 188 ประเทศทั่วโลก โดยไม่ต้องเสียค่าวีซ่า อันดับ 3 คือ…