พลเรือนตกเป็นเป้าหมายการโจมตีระหว่างรัสเซีย-ยูเครนมากขึ้น
สงครามรัสเซีย-ยูเครนยังคงตึงเครียดต่อเนื่องและไม่มีสัญญาณยุติความขัดแย้งระหว่างประเทศ ขณะที่การโจมตีในห้วงที่ผ่านมา มีรายงานว่าพลเรือนหรือโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ใช่สิ่งอำนวยความสะดวกด้านการทหาร ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีตอบโต้ระหว่างกองทัพของทั้ง 2 ฝ่ายมากขึ้น มีรายงานเมื่อ 3 สิงหาคม 2569 ว่ายูเครนปฏิบัติการใช้อากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน โจมตีพลเรือนที่อยู่บริเวณชายหาดและแหล่งท่องเที่ยวบริเวณหมู่บ้าน Arkhipo-Osipovka ภูมิภาค Krasnodar ติดกับทะเลดำ ทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นพลเรือนอย่างน้อย 7 ราย และได้รับบาดเจ็บมากกว่า 40 ราย เนื่องจากไม่มีสัญญาณเตือนภัย รัสเซียประณามและโจมตียูเครนว่าตั้งใจโจมตีพลเรือนให้ได้รับความเสียหาย ขณะที่ยูเครนยังไม่มีถ้อยแถลงตอบโต้ แต่สื่อสังคมออนไลน์ของยูเครนระบุว่า ระบบต่อต้านโดรนของรัสเซีย เป็นสาเหตุที่ทำให้โดรนของยูเครนตกในพื้นที่พลเรือน และทำให้มีความสูญเสีย ทั้งที่แท้จริงแล้วยูเครนต้องการส่งโดรนดังกล่าวเข้าไปสอดแนมในรัสเซีย หรือโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านการทหารในพื้นที่อื่น ๆ ซึ่งตั้งแต่ปลายปี 2568 ยูเครนมีความคืบหน้าในการใช้ยุทธวิธีโจมตีรัสเซียจากระยะไกลมากขึ้น สามารถสร้างการโจมตีใกล้กรุงมอสโก และเมืองสำคัญ เช่น เซนต์ปีเตอร์สเบอร์ก ได้ คาดว่าเนื่องจากยูเครนมีอากาศยานไร้คนขับที่มีประสิทธิภาพ และมีผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้ปฏิบัติการดังกล่าว นักวิชาการประเมินว่าปัจจุบันยูเครนมีความได้เปรียบจากการใช้ยุทธศาสตร์ค่อย ๆ ทำลายกำลังทางทหารและเศรษฐกิจของรัสเซีย โดยใช้หลักการดำเนินการแบบนักธุรกิจเพื่อให้เห็นผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรม เช่น การตั้งเป้าหมายทำลายทหารของรัสเซียให้ได้ประมาณ 50,000 นาย/เดือน การใช้ระบบสะสมแต้ม (“ePoints” system) เพื่อสร้างแรงผลักดันและกำลังใจให้ทหารยูเครนที่สามารถทำลายอาวุธหรือทหารรัสเซียได้ การเสริมความแข็งแกร่งให้กองทัพผ่านการฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่อง…











