เหตุอุทกภัยและดินถล่มฉับพลันที่บริเวณพรมแดนเนปาล-ทิเบต เมื่อ 26 สิงหาคม 2569 ยังคงเป็นภัยพิบัติที่ทำความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง โดยมีรายงานเมื่อ 30 สิงหาคม 2569 ว่าจำนวนผู้สูญหายเพิ่มขึ้นเป็น 3,000 ราย และเสียชีวิตแล้วมากกว่า 800 ราย โดยผู้สูญหายจำนวนหนึ่งเป็นแรงงานชาวเนปาลและชาวต่างชาติ ได้แก่ อินเดีย จีน และเกาหลีใต้ ที่ทำงานในโครงการก่อสร้างเขื่อนพลังงานน้ำ ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง 11 แห่งในพื้นที่ประสบภัย ขณะที่สภาพภูมิอากาศในพื้นที่ยังมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดเหตุภัยพิบัติซ้ำ เนื่องจากฝนตกหนักทำให้ระดับน้ำในทะเลสาบบริเวณใกล้เคียงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด และระมัดระวังปฏิบัติการให้ความช่วยเหลืออย่างมาก ทั้งนี้ หน่วยงานที่รับผิดชอบการติดตามสถานการณ์ภูมิอากาศและระดับน้ำในทะเลสาบ ยังมั่นใจว่าหากสถานการณ์เสี่ยงภัย จะสามารถแจ้งเตือนเจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่เสี่ยงได้ล่วงหน้า 30 นาที รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศเนปาลระบุว่าปัจจุบันได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่มากกว่า 19,00 นายและเฮลิคอปเตอร์ 16 ลำ ร่วมปฏิบัติการกู้ภัย อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติการช่วยเหลือและกู้ภัยในพื้นที่โครงการเขื่อนพลังงานน้ำเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากมีอุโมงค์จำนวนมาก และภัยพิบัติที่เกิดขึ้นทำให้หน่วยกู้ภัยไม่สามารถระบุตัวตนผู้ประสบภัยได้ตามเป้าหมาย ทำให้มีรายงานว่าอินเดียและจีน ส่งทีมกู้ภัยเข้าไปร่วมปฏิบัติการช่วยเหลือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเนปาล ประเมินความเสียหายจากภัยพิบัติดังกล่าวประมาณ 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเนปาลยังคงเน้นปฏิบัติการช่วยเหลือและกู้ภัยเป็นอันดับแรก ยังไม่เปลี่ยนเป้าหมายการปฏิบัติการไปสู่ขั้นตอนการบรรเทาทุกข์ หรือการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม…