จีนตอบโต้กรณีอดีต ออท.สหรัฐฯ/จีน วิจารณ์ว่าจีนล้มเหลวทางการทูตในประเด็นอิหร่านและเวเนซุเอลา

โฆษก กต.จีน ตอบคำถามผู้สื่อข่าวในการแถลงข่าวเมื่อ 7 เม.ย.69 ตอบโต้กรณีนายนิโคลัส เบิร์น อดีต ออท.สหรัฐฯ/จีน วิจารณ์จีนผ่านการให้สัมภาษณ์กับ สนข. Bloomberg เมื่อปลาย มี.ค.69 ว่า จีนล้มเหลวในการให้การสนับสนุนทางการทูตที่มีประสิทธิภาพต่ออิหร่าน และนิ่งเฉยต่อกรณีสหรัฐฯ เข้าแทรกแซงเวเนซุเอลา ซึ่งส่งผลเสียต่อสถานะความเป็นมหาอำนาจ โดยระบุว่า คำวิจารณ์ดังกล่าวบิดเบือนจุดยืนที่ยึดมั่นในสันติภาพของจีน และมีเจตนาประสงค์ร้ายที่มุ่งสร้างความแตกแยกระหว่างจีนกับประเทศที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกัน ยังได้ย้ำว่า การยกระดับความตึงเครียดในประเด็นอิหร่านจะบั่นทอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางพลังงานโลก

สส.สหรัฐฯ ยื่นถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ สังกัดพรรคเดโมแครตจำนวนอย่างน้อย 85 คน ร่วมกันยื่นญัตติถอดถอนประธานาธิบดีสหรัฐฯ (impeachment) ออกจากตำแหน่ง ด้วยเหตุผลว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ล้มเหลวในการจัดการความมั่นคงระหว่างทำสงครามกับอิหร่าน และข่มขู่อิหร่านจนทำให้มาตุภูมิสหรัฐฯ และชาวอเมริกันตกอยู่ในภาวะอันตราย จึงไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับการเป็นผู้นำประเทศ ทั้งนี้ สมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติติสหรัฐฯ มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญในการยื่นญัตติถอดถอนประธานาธิบดีออกจากตำแหน่ง ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์เคยถูกยื่นถอดถอนออกจากตำแหน่ง เมื่อปี 2562 ด้วยเหตุผลการใช้อำนาจเกินขอบเขต และขัดขวางการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ นาย John Larson สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ สังกัดพรรคเดโมแครต รัฐคอนเนตทิกัต ยื่นญัตติถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์เมื่อ 8 เมษายน 2569 โดยใช้เหตุผลเรื่องการทำสงครามอิหร่าน ซึ่งนาย John Larson ได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติพรรคเดโมแครตที่มีอิทธิพล เช่น นางแนนซี เพโลซี อดีตประธานสภาสหรัฐฯ ปัจจุบันอยู่ระหว่างโน้มน้าวให้สมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติพรรครีพับลิกัน ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล รวมทั้งรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ สนับสนุนการถอดถอนผู้นำสหรัฐฯ เนื่องจากบทบาทและท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์อาจสร้างผลเสียต่อภาพลักษณ์ของพรรครีพับลิกัน และส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมของพรรค ซึ่งกำลังเตรียมพร้อมสู่การเลือกตั้งทั่วไป กลางสมัยในปลายปี 2569 สมาชิกพรรคเดโมแครตจะเดินหน้ายื่นถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์ต่อไป แม้ว่าผู้นำสหรัฐฯ ตกลงทำข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์แล้ว แต่กรณีที่ผู้นำสหรัฐฯ…

เวียดนามคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

สภาแห่งชาติสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ประชุมสมัยสามัญ และลงมติคัดเลือกและแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีและผู้นำประเทศ เมื่อ 7 เมษายน 2569 ที่กรุงฮานอย ผลการคัดเลือก คือ  พล.ต.อ. โต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ โดยได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นเอกฉันท์จากสมาชิกlสภาแห่งชาติ ทั้งนี้ พล.ต.อ. โต เลิม อายุ 59 ปี เป็นหัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามคนที่ 3 ที่ได้ควบตำแหน่งประธานาธิบดีของประเทศ ซึ่งเป็นกรณีที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ก่อนหน้านี้ ได้แก่ ประธานาธิบดีโฮจิมินห์ ประธานาธิบดีคนแรกของเวียดนาม และประธานาธิบดี เหวียน ฟู้ จ่อง ซึ่งเสียชีวิตเมื่อปี 2567 จึงเป็นสัญญาณว่าประธานาธิบดีโต เลิมของเวียดนามจะเป็นนักการเมืองคนสำคัญของประเทศต่อไปในระยะ 5 ปี ประธานาธิบดีโต เลิม เข้ารับตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีเป็นการชั่วคราว เมื่อปี 2567 หลังจากอดีตประธานาธิบดีหวอ วัน เถือง ลาออกจากตำแหน่ง และอดีตเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เหวียน ฟู้ จ่อง เสียชีวิต ที่ผ่านมา…

การรักษาสมดุลด้านการทหารของกัมพูชา : สหรัฐฯ จีน และรัสเซีย

กัมพูชาประสบความสำเร็จในการส่งสัญญาณตอกย้ำความใกล้ชิดทางทหารกับมหาอำนาจ ได้แก่ สหรัฐฯ จีน และรัสเซีย โดยสามารถโน้มน้าวสหรัฐฯ ให้กลับมารื้อฟื้นการซ้อมรบร่วมทางทหารอีกครั้ง หลังจากระงับไปเมื่อปี 2560  ด้วยการจะมีการซ้อมรบร่วมระหว่างกัน ภายใต้รหัส Angkor Sentinel ในต้นปี 2570 ขณะที่สหรัฐฯ ก็จะสามาถเข้าใกล้ชิดกัมพูชาที่เป็นเขตอิทธิพลของจีนได้มากขึ้น  กัมพูชาไม่ได้เดินเกมความใกล้ชิดทางทหารกับสหรัฐฯ เพียงประเทศเดียว จีนยังได้ส่งมอบเรือลาดตะเวนให้ และเรือรบรัสเซียก็แวะเทียบท่า การซ้อมรบร่วมภายใต้รหัส Angkor Sentinel ที่กัมพูชาเสนอต่อสหรัฐฯ เมื่อปี 2568 ประสบความสำเร็จ โดย เมื่อ 31 มีนาคม 2569 รองผู้บัญชาการกองทัพบกของกัมพูชากับรองผู้บัญชาการกองทัพบกภาคพื้นแปซิฟิกของสหรัฐฯ ตกลงว่า ทั้งสองประเทศจะกลับมาซ้อมรบร่วมอีกครั้ง ในต้นปี 2570  ภายใต้ธีมที่มีชื่อว่า“Together for Relief, Peace, and Recovery” ซึ่งจะเป็นการฝึกด้านมนุษยธรรม การวางแผน และการปฏิบัติการในป่า เป็นต้น ซึ่งจะทำให้เกิดการปูทางไปสู่ความร่วมมือทางทหารกันมากขึ้น ทั้งนี้ เมื่อ มกราคม 2569 เรือรบของสหรัฐฯ ได้เทียบท่าที่ฐานทัพเรือเรียม…

นานาชาติยินดีกับข้อตกลงหยุดยิงสหรัฐฯ -อิหร่าน

กรณีสหรัฐฯ กับอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ เพื่อยุติสงครามที่เริ่มตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ทำให้ทั่วโลกประกาศยินดีและสนับสนุนให้คู่ขัดแย้งปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาบรรยากาศสันติภาพโลกและฟื้นฟูความตึงเครียดในภูมิรัฐศาสตร์  รวมทั้งคาดว่าราคาพลังงานในตลาดโลกจะลดลง เนื่องจากประเด็นหนึ่งในเงื่อนไขที่จะตกลงกันคือ อิหร่านต้องเปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยสิ้นเชิง ผู้แทนจากสหรัฐฯ และอิหร่านจะเดินทางไปพบหารือกับผู้แทนปากีสถานที่อิสลามาบัด ปากีสถาน ซึ่งเป็นประเทศตัวกลางในการเจรจา ใน 10 เมษายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อจัดทำข้อตกลงให้สมบูรณ์ คาดว่าฝ่ายสหรัฐฯ จะนำโดยรองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์ พร้อมด้วยนายสตีฟ วิตต์คอฟ ที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐฯ ด้านตะวันออกกลาง ด้านอิสราเอล ซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดและสนับสนุนการปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ครั้งนี้มาโดยตลอด ระบุว่าสนับสนุนการตัดสินใจของผู้นำสหรัฐฯ และเชื่อมั่นว่าสหรัฐฯ จะสามารถลดศักยภาพด้านการทหารของอิหร่านได้ อย่างไรก็ตาม อิสราเอลจะโจมตีกองกำลังติดอาวุธในเลบานอนที่อิหร่านให้การสนับสนุนต่อไป เนื่องจากไม่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงหยุดยิง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศเกี่ยวกับข้อตกลงดังกล่าว เมื่อ 7 เมษายน 2569 พร้อมประกาศชัยชนะ และชี้แจงต่อประชาคมระหว่างประเทศว่าอิหร่านจะเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้สามารถเป็นเส้นทางเดินเรือได้ตามปกติ ฝ่ายอิหร่านประกาศข้อเสนอ 10 ประการในข้อตกลงหยุดยิง ที่สำคัญ คือ ให้ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมดต่ออิหร่าน…

ประธานาธิบดีทรัมป์แถลงฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือนักบินออกจากอิหร่าน

ประธานาธิบโดนัลด์ แถลงต่อสื่อมวลชน เมื่อ 7 เม.ย.69 ร่วมกับนายจอห์น แรตคลิฟฟ์ ผอ.สำนักข่าวกรองกลาง (Central Intelligence Agency – CIA) นายปีเตอร์ เฮกเซธ รมว.กห.สหรัฐฯ และ พล.อ.อ.แดน เคน ปธ.คณะเสนาธิการร่วมกองทัพสหรัฐฯ  ประกาศถึงความสำเร็จในปฏิบัติการค้นหาและช่วยชีวิตในพื้นที่การรบ (Combat Search And Rescue – CSAR) เพื่อช่วยเหลือนักบิน F -15 (E) จำนวน 2 นาย ซึ่งถูกยิงตกในอิหร่านเมื่อ 5 เม.ย.69  โดยชี้แจงว่ามีการใช้ปฏิบัติการทางทหารต่าง ๆ รวมถึงการข่าวกรองบุคคลและเทคนิคของ CIA ในการระบุตำแหน่งนักบินคนที่ 2  พร้อมกับใช้การเผยแพร่ข่าวลวงเพื่อไม่ให้อิหร่านรับทราบตำแหน่งของนักบิน พร้อมส่งหน่วยปฏิบัติการพิเศษเข้าไปนำตัวนักบินออกจากพื้นที่ด้วยอากาศยาน

แนวทางการขยายตลาดรถยนต์ EV ของไทยอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ยั่งยืน

Free Malaysia Today ของมาเลเซีย รายงานความเห็นของผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมรถยนต์ของมาเลเซีย เตือนไม่ให้ใช้ไทยเป็นต้นแบบในการขยายตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ด้วยการใช้กลยุทธ์ลดราคา โดยระบุว่า นโยบายส่งเสริมรถยนต์ EV ของไทย ซึ่งรวมถึงมาตรการจูงใจทางภาษีและการอุดหนุนราคาสามารถดึงดูดเงินลงทุนจากบริษัทผู้ผลิตรถยนต์จีนจำนวนมาก แต่ทำให้ผู้ผลิตเร่งกำลังการผลิตและนำเข้ารถยนต์ EV เกินกว่าความต้องการภายในประเทศ และเกิดการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของอุตสาหกรรมโดยรวม  โดยเสนอแนะให้ผู้กำหนดนโยบายคำนึงถึงความสอดคล้องของอุปสงค์ภายในประเทศกับกำลังการผลิต พร้อมทั้งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน มาตรการจูงใจ และสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชนเพื่อส่งเสริมการใช้รถยนต์ EV

สมาชิกอาเซียนสนับสนุนจีนเพิ่มขึ้นในปี 2569

ผลสำรวจสภาวะของเอเชีย ตอ.ต.ประจำปี 2569 (State of Southeast Asia 2026) ของสถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสฮัค (ISEAS Yusof-Ishak Institute) เมื่อ 7 เม.ย.69 จากการสอบถามความเห็นกลุ่มตัวอย่าง (นักวิชาการ สื่อมวลชน ภาคประชาสังคม ภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ) ในประเทศสมาชิกอาเซียน 11 ประเทศ จำนวน 2,008 คน ระหว่าง 5 ม.ค.-20 ก.พ.69 พบว่า ในกรณีต้องเลือกข้าง ผู้ตอบร้อยละ 52 เลือกสนับสนุนจีน ขณะที่ร้อยละ 48 สนับสนุนสหรัฐฯ ซึ่งเปลี่ยนแปลงจากการสำรวจเมื่อปี 2568 ที่เลือกข้างจีน ร้อยละ 47.7 และเลือกข้างสหรัฐฯ ร้อยละ 52.3

ชาวญี่ปุ่นที่ถูกคุมขังในอิหร่านได้รับการปล่อยตัว

ถ้อยแถลงของนายคิฮาระ มิโนรุ เลขาธิการ ครม.ญี่ปุ่น เมื่อ 7 เม.ย.69 ระบุว่า ชาวญี่ปุ่นซึ่งอิหร่านควบคุมตัวตั้งแต่ 20 ม.ค.69 ได้รับการประกันตัวและปล่อยตัวเมื่อ 6 เม.ย.69 มีสภาพร่างกายแข็งแรง แต่ม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น ชื่อบุคคลหรือข้อกล่าวหา  แหล่งข่าวระบุว่า บุคคลดังกล่าวคือหัวหน้าสำนักงาน สนข. NHK ประจำกรุงเตหะราน อิหร่าน การปล่อยตัวดังกล่าวเกิดขึ้นในวันเดียวกับที่นายโมเตกิ โทชิมิตสึ รมว.กต.ญี่ปุ่น ได้หารือทางโทรศัพท์กับนายอับบาส อะราคชี รมว.กต.อิหร่าน เพื่อขอให้เร่งดำเนินการปล่อยตัวชาวญี่ปุ่นโดยเร็วที่สุด  อนึ่ง บุคคลดังกล่าวเป็นชาวญี่ปุ่นรายที่สองที่ได้รับการปล่อยตัว ภายหลังรัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยเมื่อ มี.ค.69 ว่ามีชาวญี่ปุ่นสองรายถูกคุมขัง โดยรายแรกได้รับการปล่อยตัวเมื่อ 18 มี.ค.69 และได้เดินทางกลับถึงญี่ปุ่นเมื่อ 22 มี.ค.69

พลังงานโลกยังอ่อนไหวสูง แม้กลุ่ม OPEC+ 8 จะเพิ่มกำลังการผลิต

กลุ่มพันธมิตรผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก หรือ OPEC+ จำนวน 8 ประเทศ ประกาศเมื่อ 5 เมษายน 2569 ว่าจะปรับโควตาการผลิตน้ำมันอย่างต่อเนื่อง โดยจะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบสู่ตลาดโลก อีก 206,000 บาร์เรล/วัน ในห้วง พฤษภาคม 2569 ต่อเนื่องจากการปรับเพิ่มกำลังการผลิตใน เมษายน 2569 สะท้อนว่า กลุ่ม OPEC+ ยังมีศักยภาพในการควบคุมอุปทานการผลิตและควบคุมปริมาณน้ำมันดิบในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม การปรับเพิ่มกำลังการผลิตอีก 206,000 บาร์เรล/วัน เป็นการปรับเพิ่มเพียงเล็กน้อย หรือคิดเป็นร้อยละ 2 ทำให้นักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานประเมินไม่เพียงพอที่จะทำให้ราคาน้ำมันโลกปรับลดลง และไม่มีผลต่อวิกฤตพลังงานในปัจจุบันที่ส่วนใหญ่เป็นผลจากอุปสรรคด้านการขนส่ง มากกว่าเรื่องปริมาณน้ำมันโลก ดังนั้น ความมั่นคงด้านพลังงานของโลกยังคงอ่อนไหวและเปราะบางจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ แต่ความเคลื่อนไหวของ OPEC+8 มีผลเชิงสัญลักษณ์ว่ากลุ่มยังมีขีดความสามารถในการบริหารจัดการการผลิตน้ำมัน แต่ยังไม่สามารถบรรเทาวิกฤตการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หรือใช้ช่องทางขนส่งน้ำมันอื่นแทนได้ แม้จะมีการปรับไปส่งออกทางทะเลแดงอยู่บ้าง นอกจากประเด็นการปรับเพิ่มกำลังการผลิตเพียงเล็กน้อย ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าสมาชิกสำคัญและเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ในกลุ่ม OPEC+ 8 เช่น ซาอุดีอาระเบีย อิรัก สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ และคูเวต ยังเผชิญความเสี่ยงจากสงครามและไม่สามารถผลิตน้ำมันได้เต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากสภาวะสงครามและโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตบางส่วนถูกทำลายระหว่างความขัดแย้ง ทำให้ปัจจุบันราคาน้ำมันดิบยังอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ…