อินเดียอนุญาตบริษัทประกันภัยทางทะเลของรัสเซียให้บริการรับประกันเรือที่เทียบท่าในอินเดีย

เว็บไซต์ Money Control รายงานเมื่อ 21 เม.ย.69 ว่า กรมการขนส่งทางทะเล ภายใต้กระทรวงการขนส่งทางน้ำของอินเดีย อนุมัติบริษัทประกันภัยของรัสเซียเพิ่มเติมจาก 8 แห่งเป็น 11 แห่ง สำหรับให้บริการประกันภัยทางทะเลประเภท Protection & Indemnity Insurance (P&I) แก่เรือที่เทียบท่าในท่าเรือของอินเดีย เพื่อดูแลการค้าและรักษาความปลอดภัยในการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียในห้วงที่สถานการณ์ในภูมิภาค ตอ.กลางตึงเครียด โดยบริษัท Gazprom Insurance และบริษัท Rosgosstrakh Insurance จะขยายการให้บริการประกันภัยทางทะเลจนถึง ก.พ.70 ทั้งนี้ ประกันภัยประเภท P&I มีความสำคัญต่อการขนส่งน้ำมัน ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการรั่วไหล อุบัติเหตุ และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ การที่ International Group of P&I Clubs ซึ่งเป็นสมาคมประกันภัยระดับนานาชาติได้คว่ำบาตรไม่ให้บริการประกันภัยเรือจากรัสเซีย ทำให้อินเดียต้องเพิ่มการอนุมัติบริษัทประกันภัยของรัสเซีย เพื่อรองรับการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย

รมว.กต.มาเลเซียยืนยันต้องอาศัยความร่วมมือพหุภาคีในประเด็นเกี่ยวกับช่องแคบมะละกา

ดาตุ๊ก ซรี อูตามา ฮาจิ โมฮามัด บิน ฮาซัน รมว.กต.มาเลเซีย กล่าวปาฐกถาในการประชุม Better Nation (BN) ครั้งที่ 10 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อ 22 เม.ย.69 ว่า การดำเนินกิจกรรมในช่องแคบมะละกาต้องอาศัยความร่วมมือจากสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และไทย ซึ่งมาเลเซียไม่สามารถตัดสินใจได้เพียงฝ่ายเดียว เนื่องจากทั้งสี่ประเทศลงนามในข้อตกลงพหุภาคีการลาดตระเวนและการรักษาความปลอดภัยช่องแคบมะละการ่วมกัน และต้องยึดหลักการฉันทามติของอาเซียนเป็นหลัก โดยมาเลเซียจะยังเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับพื้นที่สันติภาพ เสรีภาพ และความเป็นกลาง (Zone of Peace, Freedom and Neutrality-ZOPFAN) รวมถึงให้ความสำคัญกับความเป็นแกนกลางของอาเซียน (ASEAN Centrality) ในการรับมือกับสถานการณ์ของโลกที่มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น พร้อมย้ำว่า การที่มาเลเซียมีเศรษฐกิจแบบเปิด ซึ่งพึ่งพาการค้าเป็นหลัก จึงต้องยึดมั่นในความเป็นกลาง เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

รองประธานาธิบดีเมียนมาให้การต้อนรับ รอง นรม.และ รมว.กต.ไทย

นสพ. The Global New Light of Myanmar รายงานเมื่อ 23 เม.ย.69 ว่า นายนโยซอ รองประธานาธิบดีเมียนมา ให้การต้อนรับนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รอง นรม. และ รมว.กต.ไทย พร้อมคณะ โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงแนวทางการกระชับความสัมพันธ์ทางการทูตควบคู่กับการส่งเสริมความร่วมมือในหลายมิติ อาทิ การขยายการลงทุนและการค้าตามแนวชายแดน การรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในพื้นที่ชายแดน การปราบปรามการค้าผิดกฎหมาย การปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พลังงาน รวมถึงการยกระดับความร่วมมือระหว่างสถาบันการเงินของทั้งสองประเทศ

โลกอาจต้องใช้เวลาในการปรับตัวการผลิตก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน

โลกอาจต้องใช้เวลาในการปรับตัวการผลิตก๊าซธรรมชาติและน้ำมันประมาณ 2 ปี ก่อนที่ปริมาณการผลิตจะกลับมาก่อนเกิดความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นการประเมินของผู้อำนวยการทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency– IEA) เมื่อกลาง เมษายน 2569 เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้มีการปิดเส้นทางขนส่งเป็นระยะ ๆ รวมทั้งระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้รับความเสียหาย ทั้งบ่อน้ำมัน โรงกลั่น และท่อขนส่งน้ำมัน ทำให้การต้องกลับมาผลิตในปริมาณที่ก่อนเกิดความขัดแย้ง เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ง่ายนัก เพราะต้องใช้เวลาในการซ่อมแซม ผู้อำนวยการ  IEA ยังเสนอแนวทางลดความเสี่ยงในการใช้ช่องแคบฮอร์มุซ ด้วยการให้มีการสร้างเส้นทางท่อส่งน้ำมัน Basra-Ceyhan pipeline เพื่อให้อิรักขนส่งน้ำมัน ที่เมืองบราสราจากตอนใต้ของประเทศ-ผ่านเมืองเชเชน ของตุรกี -ออกทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไปให้ยุโรป การสร้างท่อส่งน้ำมันดังกล่าว เป็นทั้งโอกาสให้กับอิรักที่ในปัจจุบันต้องพึ่งพาการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ถึงร้อยละ 90  และเมืองบราสรายังเป็นแหล่งผลิตน้ำมันเพื่อการส่งออกของอิกรักถึง ร้อยละ 90 ของการส่งออกทั้งหมด ขณะที่ตรุกีก็จะเป็นศูนย์กลางการส่งออกไปยังยุโรป นอกจากนี้ ยังทำให้ยุโรปมีความมั่นคงทางพลังงานมากขึ้น เส้นทางท่อน้ำมันปัจจุบันระหว่างอิรัก-ตุรกีที่ยังมีการใช้งานอยู่คือ Kirkuk–Ceyhan pipeline ผู้อำนวยการ  IEA เตือนอย่างต่อเนื่องถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง รวมทั้งการขนส่งผ่านช่องแคบช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่การฟื้นตัวของพลังงานโลกจะล่าช้า เนื่องจากต้องใช้เวลาในการซ่อมแซมแหล่งผลิต โรงกลั่น…

ประธานาธิบดีเมียนมาเริ่มกระบวนการพูดคุยสันติภาพกับกลุ่มชาติพันธ์ติดอาวุธ

รัฐบาลเมียนมาใช้กระบวนการเจรจาสันติภาพ เพื่อปรับปรุงความสัมพันธ์กับกลุ่มชาติพันธ์ติดอาวุธในประเทศซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อบรรยากาศความมั่นคงและการเมืองในเมียนมา โดยมีรายงานเมื่อ 21 เมษายน 2569 ว่า พล.อ.อาวุโส มินอองไลง์ ประธานาธิบดีเมียนมา ได้เชิญผู้แทนของกลุ่มชาติพันธ์ติดอาวุธทั้งที่ลงนามและยังไม่ลงนามในข้อตกลงหยุดยิงทั่วประเทศเข้าร่วมการพูดคุยสันติภาพ ที่น่าสนใจ คือ ประธานาธิบดีเมียนมากำหนดกรอบเวลา 100 วัน ของรัฐบาล หรือ 31 กรกฎาคม 2569 สื่อมวลชนคาดการณ์ว่าผู้นำเมียนมาต้องการให้กลุ่มชาติพันธ์ติดอาวุธที่เคยลงนามในข้อตกลงหยุดยิงทั่วประเทศ(Nationwide Ceasefire Agreement) ระหว่างรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาและองค์กรติดอาวุธชาติพันธุ์ หรือ NCA กลับไปเข้าร่วมการพูดคุย เนื่องจากหลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเมียนมา เมื่อปี 2564 มีกลุ่มชาติพันธ์ติดอาวุธหลายกลุ่มที่ประกาศถอนตัวและยกเลิกการปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว เพื่อปกป้องตัวเองจากการปราบปรามและการปะทะกับกองทัพเมียนมา กระบวนการพูดคุยสันติภาพในเมียนมาเป็นประเด็นท้าทายผู้นำ เนื่องจากกลุ่มชาติพันธ์ติดอาวุธอย่างน้อย 3 กลุ่ม ไม่ตอบรับข้อเสนอ และยืนยันว่าไม่มีแผนการจะกลับไปเข้าร่วม NCA อีก ได้แก่ สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) แนวร่วมประชาธิปไตยของมวลนักศึกษาพม่า (ABSDF) และแนวร่วมชาติชิน (Chin National Front – CNF) โดยกลุ่ม CNF ระบุว่าต้องการเจรจากับผู้นำรัฐบาลเมียนมาที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย และเป็นอิสระจากกองทัพเท่านั้น นอกจากนี้…

จีน-สปป.ลาวกระชับความสัมพันธ์ในโอกาสครบรอบ 65 ปี

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนเมื่อ 21 เมษายน 2569 ต้อนรับนายสะเหลิมไซ กมมะสิด (Saleumxay Kommasith) ตัวแทนผู้นำ สปป.ลาว ที่เยือนกรุงปักกิ่ง จีน อย่างเป็นทางการ โดยมีรายงานว่าทั้ง 2 ฝ่ายได้หารือประเด็นวาระสำคัญทางการเมือง เป้าหมายการพัฒนาและเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดของทั้ง 2 ประเทศที่จะครบรอบ 65 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันในปี 2569  ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนใช้โอกาสนี้ย้ำว่าจะกระชับความสัมพันธ์กับ สปป.ลาว โดยเน้นความร่วมมือระหว่างประชาชน เพื่อสร้างอนาคตร่วมกัน ตลอดจนแสดงความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล สปป.ลาว ว่าจะสามารถร่วมมือกับจีน เพื่อนำประเทศให้พ้นจากความท้าทายและอุปสรรคต่าง ๆ ได้อย่างดี การพบหารือระหว่างผู้นำจีนและผู้แทนระดับสูงของ สปป.ลาว ครั้งนี้ จะเป็นผลดีต่อทิศทางความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศ ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นในระบบพรรคการเมือง โดยผู้นำจีนเน้นย้ำแนวทางความร่วมมือในอนาคตที่จะให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพระยะยาว ซึ่งคาดว่ามีนัยถึงความมั่นคงทางการเมือง การปกครอง และอิทธิพลของพรรคการเมืองสำคัญใน 2 ประเทศ เนื่องจากระหว่างการเยือนจีนครั้งนี้ นายสะเหลิมไซ กมมะสิด ซึ่งเป็นผู้แทนระดับสูงจากรัฐบาล สปป.ลาว และเป็นสมาชิกกรมการเมืองชุดที่…

ผู้นำสหรัฐฯ ขยายเวลาหยุดยิงกับอิหร่าน : บรรยากาศยังตึงเครียด

แรงกดดันที่จะให้เกิดสันติภาพในตะวันออกกลางตกไปอยู่ที่ฝ่ายอิหร่าน โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เมื่อ 21 เมษายน 2569 ประกาศจะขยายอายุข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่าน จนกว่าอิหร่านจะยอมทำข้อตกลงสันติภาพระหว่างกัน ขณะเดียวกันก็จะยังคงใช้เรือรบปิดกั้นการเดินเรือของอิหร่านผ่านช่องแคบฮอร์มุซต่อไป เพื่อกดดันอิหร่านให้ยอมรับเงื่อนไขในการเจรจาสันติภาพ นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่าปากีสถาน ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ประสานงานและตัวกลางระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ร้องขอให้รัฐบาลสหรัฐฯ ขยายเวลาหยุดยิงเพื่อรักษาบรรยากาศการเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้ง ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นในห้วงที่ข้อตกลงหยุดยิงเดิมจะหมดอายุใน 22 เมษายน 2569 และมีรายงานว่าการตัดสินใจครั้งนี้เป็นผลจากการหารือร่วมกับรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงครามหรือกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองกลางสหรัฐฯ (CIA) รวมทั้งประธานเสนาธิการร่วม ที่เป็นกลุ่มผู้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจและการดำเนินนโยบายของผู้นำสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน ก่อนที่จะส่งรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เยือนปากีสถานเพื่อหารือเกี่ยวกับความคืบหน้าการเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้ง ยังไม่มีความชัดเจนว่าข้อตกลงหยุดยิงครั้งที่ 2 จะสิ้นสุดเมื่อไหร่ ทั้งนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ส่งสัญญาณว่าการหยุดยิงจะมีผลบังคับใช้ต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะบรรลุข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่าน ปัจจุบันอิหร่านยังไม่แสดงท่าทีเชิงบวกต่อการขยายข้อตกลงหยุดยิง ทำให้บรรยากาศยังตึงเครียด คาดว่า ผู้นำอิหร่านยังไม่ยอมรับเงื่อนไขของสหรัฐฯ ที่ให้อิหร่านยุติโครงการพัฒนานิวเคลียร์ทั้งหมด นอกจากนี้ ที่ปรึกษาอาวุโสของรัฐบาลอิหร่านให้ความเห็นว่า การขยายเวลาหยุดยิงไม่มีผลต่อสถานการณ์ เนื่องจากสหรัฐฯ ยังคงมีพฤติกรรมขู่คุกคาม ไม่แตกต่างการการโจมตีอิหร่านโดยตรง สาเหตุที่ทำให้ผู้นำสหรัฐฯ ตัดสินใจขยายข้อตกลงหยุดยิง น่าจะเป็นไปเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้นานาชาติเห็นว่า สหรัฐฯ ต้องการสันติภาพและควบคุมขอบเขตความเสียหายจากการทำสงคราม ขณะเดียวกันก็ต้องการใช้ประเด็นนี้เป็นข้ออ้างสนับสนุนให้กองเรือรบของสหรัฐฯ มีสิทธิเข้าไปควบคุมและกดดันอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซได้…

รมว.กต.จีนเยือน 3 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งไทย

นายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและสมาชิกระดับสูงของรัฐบาลจีนมีกำหนดการเยือนกัมพูชา ไทย และเมียนมา ระหว่าง 22-26 เมษายน 2569 เพื่อหารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงและย้ำว่าจีนให้ความสำคัญกับการขยายความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เห็นว่าจีนเป็นมิตรประเทศที่น่าเชื่อถือและมีนโยบายที่มั่นคง พร้อมร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ เพื่อก้าวผ่านอุปสรรคในช่วงที่โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ นายหวัง อี้ จะเข้าร่วมการประชุมทวิภาคีระดับยุทธศาสตร์ ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (2+2 Strategic Dialogue) กับกัมพูชา ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกที่กรุงพนมเปญ ซึ่งสะท้อนความใกล้ชิดระหว่างจีนกับกัมพูชาที่เพิ่มพูนขึ้น จากนั้นจะเยือนไทยและเมียนมาตามลำดับ โดยจะเยือนไทยระหว่าง 23-25 เมษายน 2569 สื่อต่างประเทศมีมุมมองว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีนกำลังทำการเยือน 3 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญ กัมพูชากับไทยมีประเด็นความขัดแย้งทางการทหารเมื่อปี 2568 และปัจจุบันกัมพูชากำลังเร่งปราบปรามอาชญากรรมสแกมเมอร์ในประเทศ ขณะที่ไทยและเมียนมาเพิ่งจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งรัฐบาลไทยจะเน้นหารือเรื่องการขยายความสัมพันธ์และความร่วมมือด้านการค้า เฉพาะอย่างยิ่งการที่ไทยต้องการเพิ่มการส่งออกสินค้าเกษตรกรรมไปจีน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีนเป็นผู้มีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดนโยบายต่างประเทศ ก่อนหน้านี้เมื่อ 9-10 เมษายน 2569 นายหวัง อี้ เดินทางเยือนเกาหลีเหนือเพื่อกระชับความสัมพันธ์ ทั้งนี้ นายหวัง อี้ เคยเดินทางเยือนไทยหลายครั้ง เช่นเมื่อปี 2558 ปี 2561…

ฟิลิปปินส์-สหรัฐฯ เริ่มการฝึกรหัส Balikatan 2026

ฟิลิปปินส์กระชับความร่วมมือด้านการทหารกับสหรัฐฯ และพันธมิตรในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก โดยเริ่มการฝึกร่วมรหัส Balikatan ประจำปี 2569 เมื่อ 20 เมษายน 2569 โดยเป็นการฝึกร่วมที่สำคัญ มีพิธีเปิดการฝึกร่วมอย่างเป็นทางการที่ค่ายทหารในกรุงมะนิลา ฟิลิปปินส์ และจะดำเนินการจนถึงห้วงกลาง พฤษภาคม 2569 การฝึกร่วมประกอบด้วยการขนส่งบำรุงกำลัง การวางกำลังในสถานการณ์ต่าง ๆ การฝึกร่วมทางความมั่นคงไซเบอร์ และการปกป้องความมั่นคงทางทะเล การฝึกดังกล่าวมีเจ้าหน้าที่ทหารจากญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฝรั่งเศส และแคนาดาเข้าร่วมด้วย โดยจำนวนทหารที่เข้าฝึกทั้งหมดจาก 7 ประเทศจะมีจำนวนประมาณ 17,000 นาย ที่น่าสนใจอย่างมาก คือ กรณีญี่ปุ่นส่งเจ้าหน้าที่ทหารหน่วย Ground Self-Defense Force (JGSDF) จำนวน 1,000 นาย เข้าร่วมเป็นครั้งแรก เพื่อทำภารกิจช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมหลังเผชิญภัยพิบัติ (HADR) สะท้อนว่าความสัมพันธ์ด้านการทหารระหว่างฟิลิปปินส์กับญี่ปุ่นใกล้ชิดขึ้น อีกทั้งยังเป็นการส่งสัญญาณให้จีนตระหนักว่าญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรกับฟิลิปปินส์ เนื่องจากปัจจุบันมีความขัดแย้งกับญี่ปุ่นค่อนข้างสูงจากเหตุการณ์ผู้นำญี่ปุ่นวิจารณ์ความมั่นคงในช่องแคบไต้หวัน การฝึกรหัส Balikatan มีความสำคัญต่อฟิลิปปินส์และพันธมิตรของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก เพราะนอกจากฟิลิปปินส์จะใช้โอกาสนี้แสดงความพร้อมด้านการทหารเพื่อป้องปราบความเคลื่อนไหวของจีนในทะเลจีนใต้ได้แล้ว การฝึกครั้งนี้เป็นผลดีที่สหรัฐฯ จะทำให้พันธมิตรในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกเห็นว่ายังคงให้ความสำคัญต่อการค้ำประกันด้านความมั่นคงและสนับสนุนการป้องปรามภัยคุกคามให้พันธมิตรในภูมิภาค แม้ปัจจุบัน…

Moody’s ปรับเพิ่มแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของไทย

  Bloomberg ของสหรัฐฯ รายงานกรณี Moody’s สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก ปรับเพิ่มแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของไทยจากเชิงลบเป็นมีเสถียรภาพ โดยอ้างถึงความเสี่ยงจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่ลดลง และแนวโน้มการลงทุนภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น และคงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยไว้ที่ระดับ Baa1 ซึ่งการปรับเพิ่มแนวโน้มดังกล่าวทำให้ไทยอยู่ในระดับ Investment Grade ที่มีเสถียรภาพในภูมิภาคเอเชีย ตอ.ต. ซึ่งอาจช่วยดึงดูดเงินทุนไหลเข้า และอาจช่วยลดแรงกดดันต่อรัฐบาลที่อยู่ระหว่างพิจารณาออก พ.ร.ก.กู้เงิน 500,000 ล้านบาท เพื่อหางบประมาณเพิ่มเติมในการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานโลก