ภูมิรัฐศาสตร์โลกไม่มั่นคง : การเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านไม่คืบหน้า

ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านที่ยังไม่คลี่คลาย ประกอบกับการเจรจาสันติภาพที่ปากีสถานพยายามผลักดันยังไม่มีความคืบหน้าเพราะสหรัฐฯ ตัดสินใจไม่ส่งผู้แทนการเจรจาไปปากีสถาน และสถานการณ์ความขัดแย้งทางอาวุธระหว่างอิสราเอล-กองกำลังติดอาวุธในภูมิภาคตะวันออกกลางรุนแรงขึ้น ทำให้ภูมิรัฐศาสตร์โลกไม่มั่นคงและส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและพลังงานที่ผันผวนตามสถานการณ์ โดยเมื่อ 26 เมษายน 2569 ราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ 1 อยู่ที่ประมาณ 107 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ประเทศในเอเชียมีแนวโน้มได้รับผลกระทบสูง แม้ว่าอิหร่านจะเริ่มเปิดการเจรจากับประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางเพื่อแก้ไขปัญหาและเสริมความมั่นคงบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก เฉพาะอย่างยิ่งเอเชียที่ต้องพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลาง และปุ๋ยเคมี เพื่อใช้ในทางการเกษตร แต่ท่าทีของสหรัฐฯ ทำให้อิหร่านไม่เชื่อมั่นว่าสหรัฐฯ จะหยุดยิงตามข้อตกลง หรือต้องการเจรจาสันติภาพกับอิหร่าน เนื่องจากเต็มไปด้วยการข่มขู่ สื่อต่างประเทศรายงานว่ารัฐบาลเกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ อินเดีย และไทย เร่งออกแบบมาตรการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันผันผวน และช่วยเหลือภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยให้ความสนใจกรณีไทยรณรงค์ให้ประชาชนมอบปืนฉีดน้ำพลาสติก เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเป็นน้ำมันแนฟทา (Naphtha) และใช้เป็นวัตถุดิบผลิตเม็ดพลาสติกและต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อ้างเหตุผลที่ตัดสินใจไม่ส่งนายสตีฟ วิตคอฟฟ์  ที่ปรึกษาของประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนาย จาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขยประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นผู้แทนเจรจาฝ่ายสหรัฐฯ ไปปากีสถาน (ซึ่งตอนหลังประกาศยกเลิกการส่งผ็แทนสหรัฐฯ) เพราะอิหร่านไม่มีท่าทีที่ชัดเจน รวมทั้งประเมินว่าผู้นำและผู้มีอิทธิพลในอิหร่านมีความคิดเห็นแตกแยกกันเกี่ยวกับการเจรจากับสหรัฐฯ และไม่มีผู้นำที่มีอำนาจตัดสินใจสูงสุด สหรัฐฯ จึงไม่เห็นว่าการเจรจาจะเป็นประโยชน์ ด้านอิหร่านยืนยันว่ารัฐบาลอิหร่านมีเอกภาพและพร้อมเจรจาโดยยึดมั่นเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงของประเทศและภูมิภาคตะวันออกกลางในระยะยาว นอกจากนี้ อิหร่านส่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเดินทางไปเยือนโอมานและรัสเซีย หลังจากเยือนปากีสถาน…

มิตรภาพรัสเซีย-อาเซียน : จะได้ไปต่อหรือพอไว้ก่อน

ความต้องการหาแหล่งนำเข้าน้ำมันของประเทศต่าง ๆ ทดแทนแหล่งน้ำมันในตะวันออกกลางกำลังเป็นโอกาสทองของรัสเซียในการสร้างรายได้จากการส่งออกน้ำมัน ควบคู่ไปกับสร้างโอกาสของรัสเซียในการเสริมสร้างบทบาทในเวทีโลกในห้วงที่โลกป่วนจากนโยบายสหรัฐฯ เห็นได้จากการเยือนรัสเซียของหลาย ๆ ประเทศ สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความสัมพันธ์กับรัสเซียก็ไม่ใกล้ชิดนักหากเทียบกับมหาอำนาจอื่น ๆ ขณะที่รัสเซียเองก็ไม่สามารถผลักดันนโยบาย Turn to the East ให้มีพลังพอจะดึงดูดบรรดาสมาชิกอาเซียนให้สานสัมพันธ์กับรัสเซียมากขึ้น วิกฤติพลังงานครั้งนี้ที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอลที่เริ่มเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 จึงจะเป็นประตูสำคัญของรัสเซียในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ พร้อมกับขยายความร่วมมือกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสมาชิกอาเซียนหลายประเทศทยอยเดินทางไปเจรจาจัดซื้อน้ำมันกับรัสเซีย ที่น่าคิดคือ หลังจากนี้รัสเซียกับอาเซียนจะยังคงต่อยอดพัฒนาสัมพันธ์และขยายความร่วมมือกันต่อไปอีกหรือไม่ในระยะยาว หรือจะเป็นเพียงความสัมพันธ์ระยะสั้นแล้วกลับไปสู่จุดเดิมก่อนที่จะเกิดวิกฤตพลังงาน ความจำเป็นของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ต้องจัดหาแหล่งนำเข้าน้ำมันชดเชยแหล่งน้ำมันในตะวันออกกลางที่จะยังยืดเยื้อ จากการที่บรรดาประเทศผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันในตะวันออกกลางต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี ทำให้รัสเซียกำลังเป็นทางเลือกและทางออกจากความเดือดร้อนอัน เนื่องมาจากการขาดแคลนน้ำมันที่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้วิ่งเข้าหา ประกอบกับยังได้ไฟเขียวจากการที่สหรัฐฯ ขยายการยกเลิกการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันให้รัสเซีย 2 รอบ จนถึงกลางพฤษภาคม 2569 จึงไม่แปลกที่สมาชิกอาเซียนจะสลับกันเยือนรัสเซียด้วยเป้าหมายเดียวกันคือเจรจานำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย แม้ไม่มีหลักประกันว่าจะได้น้ำมันตามที่ต้องการทั้งปริมาณและคุณภาพ ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่จัดหาน้ำมันจากรัสเซีย… เริ่มต้นด้วยฟิลิปปินส์ พันธมิตรใกล้ชิดเบอร์ต้นของสหรัฐฯ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นประเทศเดียวที่นำเข้าน้ำมันจากรัสเซียได้แล้วตั้งแต่มีนาคม 2569 โดยนำเข้ามาเกือบ 2.5 ล้านบาร์เรล และยังต้องการจะนำเข้าเพิ่มอีก ด้านมาเลเซีย บริษัท Petronas กำหนดจะเจรจากับรัสเซียเกี่ยวกับความร่วมมือด้านพลังงาน…

ชาวนาไทยและเวียดนามอาจหยุดปลูกข้าว

The Straits Times ของสิงคโปร์ เผยแพร่บทความระบุว่า ชาวนาในไทยและเวียดนามกำลังเผชิญผลกระทบจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นจากความขัดแย้งในภูมิภาค ตอ.กลาง ในขณะที่ราคาขายไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม ซึ่งอาจทำให้เกษตรกรหยุดการเพาะปลูกข้าว ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตข้าวในระยะข้างหน้า

เครือข่ายค้ามนุษย์ชาวอินโดนีเซียใช้ไทยและสิงคโปร์เป็นทางผ่านลักลอบเข้ามาเลเซีย

นสพ.New Straits Times รายงานเมื่อ 26 เม.ย.69 อ้างแถลงการณ์ของ สตม.มาเลเซีย ยืนยันการปราบปรามเครือข่ายค้ามนุษย์แรงงานชาวอินโดนีเซียที่ใช้ไทยและสิงคโปร์เป็นทางผ่านเพื่อลักลอบเข้ามาเลเซีย จากการสืบสวนเบื้องต้นพบว่า เครือข่ายดังกล่าวปรับเปลี่ยนรูปแบบการเคลื่อนไหวจากเดิมที่เดินทางทางทะเล เป็นวิธีการที่ซับซ้อนมากขึ้นผ่านเส้นทางทางอากาศและทางบก หลีกเลี่ยงการบินตรงมายังมาเลเซีย โดยแบ่งเป็น 2 เส้นทาง ได้แก่ 1) เส้นทางอินโดนีเซีย-สิงคโปร์ แล้วลักลอบเข้ามาเลเซียที่รัฐยะโฮร์ และ 2) เส้นทางอินโดนีเซีย-ท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ จ.สงขลา แล้วพักคอยในฝั่งไทย ก่อนลักลอบเข้ามาเลเซียที่รัฐกลันตันบริเวณหมู่บ้านบูกิต บังกา อ.ตาเนาะห์แมเราะห์ ตรงข้าม อ.แว้ง จ.นราธิวาส จากนั้นเดินทางด้วยรถโดยสารด่วนข้ามคืนเข้ากรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยเรียกเงินค่านายหน้าจากแรงงานข้ามชาติ 3,500-4,000 ริงกิต/คน (ประมาณ 28,600-32,700 บาท)

ไต้หวันยืนยันมอริเชียสอนุมัติให้เครื่องบินของผู้นำไต้หวันผ่านน่านฟ้าได้

โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีไต้หวัน แถลงเมื่อ 26 เม.ย.69 เครื่องบินของประธานาธิบดีไต้หวันได้ดำเนินการขออนุญาตและได้รับอนุมัติให้บินผ่านน่านฟ้ามอริเชียสและประเทศอื่น ๆ เสร็จสิ้นตั้งแต่เมื่อห้วงกลาง เม.ย.69 ไปเอสวาตีนีแล้ว พร้อมกับ ปฏิเสธรายงานของ นสพ. L’Express ของมอริเชียส ที่อ้างว่าไม่ได้อนุญาตไต้หวันตั้งแต่ต้นแล้ว เนื่องจากมอริเชียสจะไม่ยอมดำเนินการใด ๆ ที่จะกระทบต่อความสัมพันธ์มอริเชียส-จีน

กรุงโตเกียว เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำเครือข่ายเมืองระดับโลกเพื่อความยั่งยืน

กรุงโตเกียว ของญี่ปุ่น เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำเครือข่ายเมืองระดับโลกเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Global City Network for Sustainability Leaders Summit-G-NETS Leaders Summit) ระหว่าง 27-29 เม.ย.69 โดยมีผู้นำจากเมืองสำคัญทั่วโลกประมาณ 50 เมืองเข้าร่วมเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและเสริมสร้างความร่วมมือในประเด็นสำคัญ อาทิ การรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีดิจิทัล การส่งเสริมวัฒนธรรม กีฬา และความบันเทิง รวมถึงการขับเคลื่อนโครงการด้านสิ่งแวดล้อม อนึ่ง เครือข่าย G-NETS จัดตั้งขึ้นโดยรัฐบาลกรุงโตเกียวเมื่อปี 2565

ประธานาธิบดีรัสเซียจะพบหารือกับ รมว.กต.อิหร่าน ที่กรุงมอสโก

สนข.Tass รายงานอ้างโฆษกทำเนียบประธานาธิบดีรัสเซีย เมื่อ 26 เม.ย.69 ว่า ประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน ของรัสเซีย มีกำหนดพบหารือกับนายอับบาส อะราคชี รมว.กต.อิหร่านใน 27 เม.ย.69 ในประเด็นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง  ซึ้งตอนนี้สหรัฐฯ ได้ยกระดับจากมาตรการทางการทูตไปสู่การ “กดดันทางเศรษฐกิจและทหาร” หลังจากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านในปากีสถานล้มเหลว ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซกลายเป็นเขตปฏิบัติการทางทหาร ที่กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ระบุว่า นับตั้งแต่เริ่มมาตรการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน เมื่อ 13 เม.ย. 69 กองเรือสหรัฐฯ ได้สกัดกั้นและบังคับให้เรือพาณิชย์และเรือบรรทุกน้ำมันรวม 38 ลำ ต้องเปลี่ยนเส้นทางหรือเดินทางกลับท่าเรือต้นทาง เพื่อสกัดกั้นการขนส่งสินค้าเข้า-ออกจากท่าเรือของอิหร่าน

สงครามตะวันออกกลางส่งผลระยะยาวกับโครงสร้างพื้นฐาน AI

สงครามตะวันออกกลางจากโจมตีโรงงานปิโตรเคมีในซาอุดีอาระเบียของอิหร่าน ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อห่วงโซ่อุปทานวัตถุดิบต้นน้ำของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลก โดยทำให้การผลิตเรซิน PPE ความบริสุทธิ์สูงซึ่งใช้ทำแผงวงจรขาดแคลนอย่างหนัก

ประธานาธิบดีทรัมป์ให้สัมภาษณ์หลังเกิดเหตุยิงในงานเลี้ยงอาหารค่ำสมาคมผู้สื่อข่าว

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ภายหลังเกิดเหตุยิงในงานเลี้ยงอาหารค่ำสมาคมผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่โรงแรม Washington Hilton เมื่อ 25 เม.ย.69 ว่า ผู้ก่อเหตุถูกจับกุม 1 รายเป็นชายจากรัฐแคลิฟอร์เนีย ติดอาวุธปืนหลายกระบอก และ จนท.Secret Service บาดเจ็บ 1 นาย โดยทางการกำลังทำการสอบสวนสาเหตุและแรงจูงใจ รวมถึงการเข้าบุกค้นที่พักของผู้ก่อเหตุ  ทั้งนี้ ทางการไม่ได้รับคำข่มขู่ก่อนการก่อเหตุ กับทั้งเชื่อว่าเป็นการก่อเหตุเพียงลำพัง (lone wolf) และไม่ได้รับการสนับสนุนจากประเทศหรือบุคคลใด นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายและกลุ่มอุดมการณ์ในสหรัฐฯ เลือกที่จะแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี กับทั้งระบุไม่กังวลหากมีความพยายามลอบสังหารตนอีกในอนาคต

จนท.อาวุโสอาเซียนหารือเตรียมการประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียนสมัยพิเศษ

เฟซบุ๊กสำนักเลขาธิการอาเซียน รายงานเมื่อ 25 เม.ย.69 ว่า อาเซียนจัดการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านพลังงานแบบเฉพาะกิจ (Ad-Hoc Senior Officials Meeting on Energy-SOME) เพื่อเตรียมการสำหรับการประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียนสมัยพิเศษ (Special ASEAN Ministers on Energy Meeting-AMEM) พร้อมด้วยการประชุมหารือเฉพาะกิจของ SOME กับประเทศคู่เจรจา ผ่านระบบการประชุมทางไกล เมื่อ 24 เม.ย.69 ที่ประชุมได้ประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลางต่อความมั่นคงทางพลังงาน และหารือถึงการขับเคลื่อนการดำเนินการตามกรอบความตกลงว่าด้วยความมั่นคงทางปิโตรเลียมอาเซียน (ASEAN Framework Agreement on Petroleum Security-APSA) ให้เกิดผลในทางปฏิบัติ รวมถึงการเร่งรัดกระบวนการให้สัตยาบันของประเทศสมาชิก การพัฒนากลไกการประสานงานชั่วคราว และการจัดตั้งกลไกมาตรการตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉินในลักษณะประสาน (The Coordinated Emergency Response Measures-CERM) ตลอดจนมาตรการเชิงรูปธรรมเพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นด้านพลังงานของภูมิภาค ขณะที่ การหารือกับประเทศคู่เจรจา ได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานทั่วโลกและโอกาสในการเสริมสร้างความร่วมมือให้เกิดเป็นรูปธรรม