รายงานประเมินโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่านมีเนื้อหาไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

สนข. Reuters รายงานเมื่อ 4 มิ.ย.69 โดยอ้างถึงรายงานการประเมินโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่านฉบับล่าสุดที่ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ว่า  ไม่มีเนื้อหาที่เปลี่ยนแปลงไปจากรายงานฉบับก่อนหน้านี้ เมื่อ ก.พ.69 อย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลทำสงครามกับอิหร่าน โดยอ้างเหตุผลเพื่อยับยั้งไม่ให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ม  อย่างไรก็ดี IAEA เรียกร้องให้อิหร่านเร่งชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับสถานะปัจจุบันของยูเรเนียมเสริมสมรรถนะต่ำ (LEU) และยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูง (HEU) ทั้งหมดที่อิหร่านสะสมไว้ โดยที่ IAEA ไม่สามารถกลับเข้าไปตรวจสอบได้  ตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีทางอากาศต่อที่ตั้งโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่าน เมื่อ มิ.ย.68 ขณะที่อิหร่านไม่ได้แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับสถานะของวัสดุนิวเคลียร์ดังกล่าว

ประธานาธิบดีจีนจะเยือนเกาหลีเหนือเพื่อกระชับความสัมพันธ์

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน จะเยือนเกาหลีเหนือ ระหว่าง 8-9 มิ.ย.69 ตามคำเชิญของนายคิม จ็อง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นการเยือนเกาหลีเหนือครั้งแรกในรอบ 7 ปี ของประธานาธิบดีสี ในโอกาสครบรอบ 65 ปีของสนธิสัญญาว่าด้วยมิตรภาพ ความร่วมมือ และการให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  ทั้งสองฝ่ายจะหารือในประเด็นที่เป็นผลประโยชน์ร่วม เพื่อขับเคลื่อนความสัมพันธ์ให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ส่งเสริมการพัฒนา และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน  ตลอดจนร่วมกันเสริมสร้างบทบาทในการรักษาสันติภาพ เสถียรภาพ และการพัฒนาทั้งในระดับภูมิภาค และระดับโลก

ผู้นำจีนจะเยือนเกาหลีเหนือครั้งแรกในรอบ 7 ปี

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนจะเดินทางเยือนเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการระหว่าง 8-9 มิถุนายน 2569 โดยเป็นการเยือนเกาหลีเหนือครั้งแรกในรอบ 7 ปี และเป็นการเยือนต่างประเทศครั้งแรกของประธานาธิบดีสีด้วย คาดว่าจะเป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ เนื่องจากที่ผ่านมา จีนเป็นหุ้นส่วนหลักของเกาหลีเหนือทั้งในมิติความมั่นคง เศรษฐกิจ และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ขณะที่ประเทศอื่น ๆ มีข้อจำกัดในการพัฒนาความร่วมมือกับเกาหลีเหนือ เพราะมาตรการคว่ำบาตรจากการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และละเมิดสิทธิมนุษยชน การที่ผู้นำจีนเยือนเกาหลีเหนือ มีขึ้นในห้วงที่ 2 ประเทศจะครบรอบ 65 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างกัน และจะเป็นการส่งสัญญาณให้ทั่วโลกเห็นว่า นายคิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ มีสถานะเท่าเทียมผู้นำประเทศมหาอำนาจ เป็นประเทศที่มีจีนเป็นผู้สนับสนุนความมั่นคง รวมทั้งเป็นโอกาสให้ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือเจรจาเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกัน ด้านผู้นำจีนจะได้โอกาสสานต่อนโยบายการเป็นผู้นำโลกที่ให้ความสำคัญกับการขยายความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ โดยไม่เลือกข้างอุดมการณ์ทางการเมือง หลังจากประสบความสำเร็จในการจัดการต้อนรับผู้นำสหรัฐฯ และผู้นำรัสเซียเมื่อห้วง พฤษภาคม 2569 สื่อมวลชนต่างประเทศให้ข้อสังเกตว่า ผู้นำจีนอาจใช้โอกาสนี้แสดงบทบาทเป็นตัวกลางการเจรจาระหว่างเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ เพื่อลดระดับความตึงเครียดด้านความมั่นคงในคาบสมุทรเกาหลี เนื่องจากปัจจุบัน เกาหลีเหนือยกเลิกแผนการรวมชาติกับเกาหลีใต้ และประกาศเดินหน้าพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เพื่อเป็นหลักประกันด้านความมั่นคง นอกจากนี้ เกาหลีใต้เชื่อว่าผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือจะหารือกับจีนเรื่องการเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อยกระดับสถานะของเกาหลีเหนือให้เท่าเทียมกับสหรัฐฯ ในฐานะประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์

สหรัฐฯ เพิ่มการคว่ำบาตรผู้นำคิวบา

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เมื่อ 5 มิถุนายน 2569 ออกมาตรการคว่ำบาตรคิวบาเพิ่มเติม โดยมุ่งเป้าหมายเป็นประธานาธิบดี Miguel Diaz-Canel เพื่อกดดันให้ลาออกจากตำแหน่ง นอกจากนี้ มาตรการดังกล่าวครอบคลุมการคว่ำบาตรสมาชิกในครอบครัวของประธานาธิบดี Miguel Diaz-Canel ด้วย รวมทั้งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพ และองค์กรที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลคิวบา ทั้งนี้ นายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ระบุว่าการคว่ำบาตรครั้งนี้เป็นไปเพื่อตอบโต้ระบอบการปกครองและเครือข่ายที่มีนโยบายทำลายความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ เนื่องจากที่ผ่านมา รัฐบาลคิวบาทำสงครามนอกแบบต่อสหรัฐฯ และเป็นฐานปฏิบัติการของกลุ่มที่มีแนวคิดต่อต้านสหรัฐฯ เฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มก่อการร้ายที่มีอุดมการณ์มาร์กซิส สื่อมวลชนต่างประเทศประเมินว่าสหรัฐฯ ต้องการเร่กดดันคิวบาให้เปลี่ยนแปลงผู้นำรัฐบาล โดยที่ผ่านมาได้ตัดเส้นทางทางการเงิน พลังงาน และความมั่นคงทางอาหาร อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2569 ขณะที่ประเด็นที่น่าจับตามองต่อไป คือ สหรัฐฯ จะใช้เครื่องมือทางการทหารเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองในคิวบาหรือไม่ เนื่องจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณมาโดยตลอดว่าพร้อมจะใช้ทุกวิธีการ รวมทั้งส่งเรือบรรทุกเครื่องบินไปประจำการในภูมิภาคอเมริกาใต้ แม้ว่าจะสหรัฐฯ จะขยายมาตรการกดดันคิวบาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังส่งสัญญาณพร้อมเจรจา บนเงื่อนไขว่าคิวบาจะกลับสู่ระบอบการเมืองแบบประชาธิปไตย ในลักษณะการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแบบโปแลนด์ หรือสาธารณรัฐเชค  

รัฐบาลใช้งบประมาณ 120,000 ล้านบาทเพื่อกระตุ้นการบริโภค

Nikkei Asia ของญี่ปุ่น เผยแพร่บทความเกี่ยวกับโครงการไทยช่วยไทยพลัส เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในช่วงที่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดต่ำลง โดยใช้งบประมาณจากการกู้เงิน 120,000 ล้านบาท สูงที่สุดในชุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคในห้วงที่เศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงานและสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้นจากสงครามในภูมิภาค ตอ.กลาง ซึ่งโครงการร่วมจ่ายเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญในการหาเสียงเลือกตั้งของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นรม./รมว.มท. และสะท้อนแนวโน้มของนักการเมืองไทยที่ใช้การแจกเงินเพื่อตอบสนองต่อวิกฤตและดึงดูดคะแนนเสียงจากประชาชน ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์และนักวิชาการตั้งคำถามถึงประสิทธิผลของโครงการที่อาจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงระยะสั้น อีกทั้งการกู้เงินเพื่อสนับสนุนโครงการยังอาจทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยสูงเกินกฎหมายกำหนด

กองทุนพิเศษ LMC สนับสนุนกัมพูชาดำเนินโครงการปี 2569

สนข.ซินหัว รายงานเมื่อ 4 มิ.ย.69 อ้างการเปิดเผยของ กต.กัมพูชา ว่า กองทุนพิเศษความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง (Lancang-Mekong Cooperation Special Fund – LMCSF) ของจีน ลงนามข้อตกลงความร่วมมือประจำปี 2569 กับกัมพูชา โดยมีนายหวัง เหวินปิน ออท.จีนประจำกัมพูชา และนายปร๊ะ สุคน รอง นรม.และ รมว.กต.กัมพูชา เป็นผู้ลงนาม ฝ่ายกัมพูชาระบุว่า กองทุนดังกล่าว สร้างประโยชน์ระยะยาวอย่างเป็นรูปธรรมแก่ประชาชนกัมพูชาและประเทศสมาชิกกรอบความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง (LMC) อีกทั้งมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนโครงการพัฒนาในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เพื่อส่งเสริมการบูรณาการระดับภูมิภาคและการพัฒนาที่ยั่งยืน ขณะที่ฝ่ายจีนย้ำว่า LMC ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระดับภูมิภาคและการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน พร้อมยืนยันจะทำงานร่วมกับกัมพูชาและประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงอื่น ๆ อย่างใกล้ชิด

นรม.ญี่ปุ่นจะเยือนอินเดียใน ก.ค.69

รัฐบาลญี่ปุ่นอยู่ระหว่างเตรียมการการเยือนอินเดียอย่างเป็นทางการของนางทาคาอิจิ ซานาเอะ นรม.ญี่ปุ่น เพื่อพบหารือกับนายนเรนทรา โมดิ นรม.อินเดีย ในห้วง ก.ค.69 (ยังไม่กำหนดวันที่) ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะหารือประเด็นต่าง ๆ ที่สำคัญ ได้แก่ ความมั่นคงด้านการจัดหาพลังงาน และการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานแร่หายาก ทั้งนี้ การเยือนครั้งนี้จะเป็นการเยือนอินเดียอย่างเป็นทางการครั้งแรกของนางทาคาอิจิ นับแต่นางทาคาอิจิเริ่มดำรงตำแหน่ง นรม.ญี่ปุ่น เมื่อ ต.ค.68 เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงในห้วงที่จีนเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อประเทศอื่น และสร้างแบบแผนการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับผู้นำรัฐบาลระหว่างสองประเทศ หลังนายนเรนทราเยือนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการเมื่อ ส.ค.68

รัสเซียส่งออกน้ำมันกว่า 2.4 ล้านบาร์เรล ไปฟิลิปปินส์

นายเซียร์เกย์ ลาฟรอฟ รมว.กต.รัสเซียระบุในบทความเนื่องในวาระครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตรัสเซีย-ฟิลิปปินส์ ว่า รัสเซียจัดส่งน้ำมันแก่ฟิลิปปินส์คิดเป็นปริมาณกว่า 2.4 ล้านบาร์เรล ตั้งแต่ห้วงฤดูใบไม้ผลิ (มี.ค.-พ.ค.69) ตามการร้องขอของฟิลิปปินส์ ห้วงที่ตลาดพลังงานโลกประสบภาวะวิกฤติ ซึ่งบ่งชี้อย่างชัดเจนถึงการที่รัสเซียเป็นผู้จัดหาพลังงานที่น่าเชื่อถือ ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ด้านการค้าระหว่างกันมีความคืบหน้านับแต่การประชุมคณะกรรมาธิการด้านการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจรัสเซีย-ฟิลิปปินส์ ครั้งที่ 4 เมื่อ ก.ย.68 ที่กรุงมอสโก นำมาสู่แนวทางความร่วมมือที่มีศักยภาพหลายด้าน อาทิ โครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติภาพ อวกาศ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นอกจากนี้ บริษัท Rosatom รัฐวิสาหกิจด้านพลังงานนิวเคลียร์ของรัสเซีย อยู่ระหว่างขับเคลื่อนโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กกับฟิลิปปินส์

สหรัฐฯ จะเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้ากับ 60 ประเทศที่มีปัญหาใช้แรงงานบังคับ รวมทั้งไทย

หลังจากที่มาตรการภาษีตอบโต้ทางการค้า หรือ Reciprocal Tariff ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของ สหรัฐฯ ถูกยกเลิกไป โดยผลของคำพิพากษาศาลฎีกาสหรัฐฯ เมื่อต้นปี 2569 แต่ปัจจุบันสหรัฐฯ ยังคงมีความพยายามที่จะประกาศมาตรการทางภาษีเพิ่มเติมต่อประเทศคู่ค้าต่าง ๆ ในครั้งนี้สหรัฐฯ จะใช้เหตุผลอะไรมาเรียกเก็บภาษี เรียกเก็บจากประเทศใด และในรูปแบบใด มาติดตามกันได้ที่ The Intelligence Podcast ตอน “สหรัฐฯ จะเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้ากับ 60 ประเทศที่มีปัญหาใช้แรงงานบังคับ รวมทั้งไทย”

AI อาจเปลี่ยนแปลงการแข่งขันทางทหารที่สำคัญของสงครามในอนาคต

  RAND Corporation สถาบันวิจัยนโยบายและคลังสมองชั้นนำของสหรัฐฯ เผยแพร่รายงานวิเคราะห์ผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ต่อสงครามและการแข่งขันทางทหารในอนาคต โดยศึกษาผ่านปัจจัยพื้นฐาน 4 ด้าน ได้แก่ ปริมาณกับคุณภาพ การซ่อนพรางกับการค้นหา การสั่งการแบบรวมศูนย์กับกระจายศูนย์ และการรุก–รับทางไซเบอร์ รายงานจัดให้ AI เป็น “General-Purpose Technology” หรือเทคโนโลยีอเนกประสงค์ที่ไม่ได้เป็นเพียงอาวุธชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในทุกมิติของการทหาร ทั้งการวิเคราะห์ข่าวกรอง การควบคุมระบบอัตโนมัติ การจัดการเครือข่ายการรบ ไปจนถึงการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ AI จะช่วยลดข้อจำกัดด้านการประมวลผลของมนุษย์ และทำให้กองทัพสามารถปฏิบัติการที่ซับซ้อนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ในด้านปริมาณกับคุณภาพ AI และระบบอัตโนมัติจะทำให้กำลังรบจำนวนมากกลับมามีความสำคัญอีกครั้ง ซึ่งแตกต่างจากแนวคิดเดิมของกองทัพมหาอำนาจโดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่มักพึ่งพายุทโธปกรณ์คุณภาพสูง ราคาแพง แต่มีจำนวนจำกัด เมื่อโดรนและระบบไร้คนขับสามารถผลิตได้ในต้นทุนต่ำแต่มีประสิทธิภาพเพียงพอสำหรับสนามรบจริง แนวคิด Robotic Mass หรือกำลังรบอัตโนมัติขนาดใหญ่จึงเกิดขึ้นได้จริง นักวิจัยอ้างอิง Lanchester Square Law เพื่อชี้ว่ากำลังที่มีจำนวนมากพออาจสามารถเอาชนะกำลังที่มีคุณภาพสูงกว่าได้ สรุปว่า AI มีแนวโน้มทำให้ “ปริมาณ” ได้เปรียบ “คุณภาพ” มากขึ้นในอนาคต ในด้านการซ่อนพรางกับการค้นหา AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ฝ่ายค้นหาด้วย Sensor…