สหรัฐฯ ตอบโต้อิหร่านที่ยิงเฮลิคอปเตอร์สหรัฐฯ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันผ่าน Truth social เมื่อ 9 มิ.ย.69 ว่าเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH – 64 Apache ของสหรัฐฯ ถูกโดรนของอิหร่านยิงตก ระหว่างลาดตระเวนบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ดี นักบินทั้ง 2 นายปลอดภัย พร้อมกับยืนยันว่าสหรัฐฯ จะตอบโต้อิหร่านต่อกรณีดังกล่าว  ต่อมาเมื่อ 10 มิ.ย.69 กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ปฏิบัติการโจมตีตอบโต้ เพื่อการป้องกันตนเองต่อระบบป้องกันภัยทางอากาศและระบบเรดาร์ของอิหร่านบริเวณช่องแคบ เป็นเวลามากกว่า 3 ชม. ก่อนยุติปฏิบัติการไ พร้อมระบุว่าการปฏิบัติการนี้เป็นการตอบโต้อย่างสมเหตุสมผล

อินโดนีเซียย้ำเมียนมาให้ปฏิบัติตามแผนสันติภาพอาเซียน

สื่อมวลชนเมียนมาให้ความสนใจรายงานกรณีประธานาธิบดีมินอองไลง์ต้อนรับนาย Sugiono รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซีย ที่เยือนกรุงเนปยีดอของเมียนมาอย่างเป็นทางการเมื่อ 9 มิถุนายน 2569 โดยได้หารือกันประเด็นความร่วมมือและความสัมพันธ์ทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี ที่น่าสนใจ คือ นาย Sugiono ย้ำให้ผู้นำเมียนมาเข้าใจว่า รัฐบาลอินโดนีเซียพร้อมร่วมมือกับทุกกลุ่มในเมียนมาเพื่อสนับสนุนกระบวนการเจรจาทางการเมืองและการแก้ไขปัญหาตามแนวทางสันติ นอกจากนี้ ยังย้ำให้เมียนมาปฏิบัติตามแผนสันติภาพของอาเซียนต่อสถานการณ์การเมืองและความมั่นคงในเมียนมา หรือฉันทามติ 5 ประการ (ASEAN’s Five-Point Consensus) ซึ่งเป็นกลไกของอาเซียนเพื่อส่งเสริมความมั่นคงและความร่วมมือกับเมียนมาในระยะยาว ปัจจุบัน ประธานาธิบดีเมียนมายังไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมระดับผู้นำในกรอบอาเซียน เนื่องจากเป็นบุคคลที่มีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและการใช้ความรุนแรงต่อพลเรือนตั้งแต่ปี 2564 ทั้งนี้ แม้ว่าในการหารือล่าสุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอินโดนีเซียจะยืนยันว่าเมียนมาเป็นส่วนหนึ่งของอาเซียน แต่ก็ยังไม่แสดงจุดยืนรับรองผลการเลือกตั้งของเมียนมาเมื่อ ธันวาคม 2568- มกราคม 2569 การเยือนเมียนมาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซีย มีขึ้นหลังจากเมียนมาจัดตั้งรัฐบาลและผู้นำเสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการเมื่อ  เมษายน 2569 จากนั้นได้ต้อนรับผู้แทนจากสมาชิกอาเซียนที่ไปเยือนเมียนมา ได้แก่ มาเลเซีย ไทย และฟิลิปปินส์ ซึ่งชาวเมียนมาบางส่วนและนานาชาติมีมุมมองว่าเมียนมาต้องการฟื้นฟูความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับประเทศสมาชิกอาเซียน และจะใช้ความสัมพันธ์ดังกล่าวเสริมสร้างความชอบธรรมของรัฐบาลเมียนมาชุดใหม่ โดยหลังจากการเยือนของผู้แทนอินโดนีเซีย ผู้นำเมียนมาก็จะต้อนรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของ สปป.ลาวเยือนเมียนมาระหว่าง 12-13 มิถุนายน 2569 เป็นลำดับถัดไป ที่ผ่านมา อินโดนีเซียมีท่าทีค่อนข้างแข็งกร้าวและกดดันเมียนมาอย่างจริงจังเพื่อให้ยุติการใช้ความรุนแรงต่อประชาชน…

ฝรั่งเศสจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดกลุ่ม G7

ฝรั่งเศสเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศเศรษฐกิจ หรือกลุ่ม G7 ระหว่าง 15-17 มิถุนายน 2569 ที่เมือง Évian-les-Bains สำหรับการประชุมครั้งนี้ ฝรั่งเศสมีเป้าหมายให้ความสำคัญกับ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1) เศรษฐกิจโลก เน้นการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจระดับโลก 2) แก้ไขปัญหาความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ เน้นสถานการณ์ในตะวันออกกลางและการสนับสนุนสันติภาพ รวมทั้งความมั่นคงในยูเครน และ 3) การปกป้องสิทธิเยาวชนในยุคดิจิทัลและการพัฒนาเทคโนโลยี ฝรั่งเศสยังเชิญผู้นำประเทศอื่น ๆ ที่ไม่ใช่สมาชิก G7 เข้าร่วมด้วย ได้แก่ บราซิล เคนยา เกาหลีใต้ อินเดีย และประเทศมหาอำนาจในภูมิภาคตะวันออกกลาง เช่น ซาอุดีอาระเบีย และกาตาร์ ส่วนประเทศที่เป็นสมาชิก G7 ได้แก่ ฝรั่งเศส สหรัฐฯ แคนาดา เยอรมนี อิตาลี สหราชอาณาจักร และญี่ปุ่น รวมทั้งมีสหภาพยุโรป (EU) เข้าร่วมด้วย ฝรั่งเศสเคยใช้เมือง Évian-les-Bains เป็นสถานที่จัดการประชุม G8…

ภูมิภาคตะวันออกกลางเสี่ยงเผชิญวิกฤตยาวนาน

ความตึงเครียดจากการปะทะทางทหารระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านทำให้บรรยากาศความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางตึงเครียดสูง ภายหลังมีรายงานเมื่อ 9 มิถุนายน 2569 ว่า สหรัฐฯ กับอิหร่านปะทะกันต่อเนื่อง โดยสหรัฐฯ ต้องการตอบโต้อิหร่าน กรณียิงเฮลิคอปเตอร์รุ่น Apache ของสหรัฐฯ ระหว่างปฏิบัติการลาดตระเวนในช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อ 8 มิถุนายน 2569 จากนั้นกองบัญชาการกลาง (CENTCOM) ของสหรัฐฯ จึงใช้การตอบโต้แบบได้สัดส่วน (proportional response) เป็นระยะเวลา 3 ชั่วโมง โจมตีมุ่งทำลายระบบป้องกันภัยทางอากาศ รวมทั้งศูนย์ควบคุมภาคพื้นดิน และศูนย์ควบคุมเรดาร์สอดแนมของอิหร่าน ที่อยู่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ด้านกองกำลังพิทักษณ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านประกาศว่าปฏิบัติการของสหรัฐฯ นั้น ชั่วร้าย ส่งผลให้ระบบการโทรคมนาคมของอิหร่านบางส่วนได้รับความเสียหาย และต้องตอบโต้สหรัฐฯ ด้วยการใช้โดรนและขีปนาวุธโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ จำนวน 21 แห่งที่อยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้แก่ ฐานทัพสหรัฐฯ ในบาห์เรน จอร์แดน และคูเวต อย่างไรก็ตาม คูเวตระบุว่าสามารถสกัดกั้นการโจมตีได้ทั้งหมด ปัจจุบันสหรัฐฯ ช่วยเหลือเจ้าหน้าที่จำนวน 2 นาย ที่ปฏิบัติการในเฮลิคอปเตอร์ได้แล้ว…

สหราชอาณาจักรคว่ำบาตรเครือข่ายการเงินที่สนับสนุนการรุกล้ำเขตเวสต์แบงก์

นานาชาติเพิ่มแรงกดดันคัดค้านอิสราเอลที่ขยายอิทธิพลและควบคุมพื้นที่ในเขตเวสต์แบงก์มากขึ้น โดยมีรายงานเมื่อ 10 มิถุนายน 2569 ว่า สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส นอร์เวย์ แคนาดา และออสเตรเลีย ร่วมกันออกมาตรการคว่ำบาตรเครือข่ายทางการเงินและองค์กรที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิชาวปาเลสไตน์ในเขตเวสต์แบงก์ รวมทั้งกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับชาวยิวที่เข้าไปตั้งถิ่นฐานในพื้นที่เขตเวสต์แบงก์ด้วย เนื่องจากทั้ง 5 ประเทศมีมุมมองว่า อิสราเอลและชาวยิวใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือในการขยายพื้นที่ที่อยู่อาศัยและตั้งถิ่นฐานเข้าไปในเขตเวสต์แบงก์ นอกจากนี้ ฝรั่งเศสออกมาตรการคว่ำบาตรนาย Bezalel Smotrich รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของอิสราเอล ที่มีอุดมการณ์ขวาจัดและสนับสนุนการผนวกเขตเวสต์แบงก์ ไม่ให้เดินทางเข้าประเทศด้วย เนื่องจากเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลต่อนโยบายการขยายพื้นที่ควบคุมในเขตเวสต์แบงก์ มาตรการคว่ำบาตรสะท้อนว่านานาชาติ ยังให้ความสำคัญกับการใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจและการเมือง กดดันอิสราเอล ควบคู่กับปกป้องสิทธิชาวปาเลสไตน์ ซึ่งปัจจุบันยังเผชิญความรุนแรงและความเสี่ยงจากนโยบายทางการเมืองและการทหารของอิสราเอล เฉพาะอย่างยิ่งหลังจากนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู เข้ารับตำแหน่งผู้นำประเทศเมื่อปี 2565 อิสราเอลขยายพื้นที่ควบคุมรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่อยู่อาศัยของชาวปาเลสไตน์มากขึ้น โดยใช้ปฏิบัติการทางทหารเข้าควบคุมพื้นที่ในเขตเวสต์แบงก์ ฉนวนกาซา รวมทั้งบางส่วนของเยรูซาเล็ม โดยขับไล่ชาวปาเลสไตน์ออกจากพื้นที่ จากนั้นก็ก่อสร้างที่อยู่อาศัยให้ชาวยิวเข้าไปใช้เป็นถิ่นที่อยู่ มีรายงานว่าปัจจุบัน อิสราเอลส่งชาวยิวเข้าไปตั้งถิ่นฐานในเขตเวสต์แบงก์ และพื้นที่ภาคตะวันออกของเยรูซาเล็มแล้วประมาณ 700,000 คน บางพื้นที่เริ่มบังคับใช้กฎหมายของอิสราเอล อิสราเอลไม่เห็นด้วยกับมาตรการคว่ำบาตรของทั้ง 5 ประเทศ พร้อมตอบโต้ว่าการคว่ำบาตรเป็นการละเมิดสิทธิชาวยิวที่เข้าไปตั้งถิ่นฐานในดินแดนของอิสราเอล เป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์เกลียดชังชาวยิว รวมทั้งเป็นการใช้สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-ปาเลสไตน์เพื่อประโยชน์ทางการเมือง นานาชาติห่วงกังวลความปลอดภัยของชาวปาเลสไตน์ และกรณีอิสราเอลเร่งผนวกดินแดน เนื่องจากมีรายงานตั้งแต่ห้วง กุมภาพันธ์…

ปากีสถานกับการเปิดรับอิทธิพลของจีน  

ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่เริ่มต้นเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน ทำให้ในเวทีระหว่างประเทศ ให้ความสนใจ และติดตามบทบาทของปากีสถาน ซึ่งเป็นประเทศในเอเชียใต้ มากขึ้น จากการที่มีบทบาทโดดเด่นมากด้วยการเป็นตัวกลางในการเจรจาทั้งสองฝ่าย และจนถึงต้น มิถุนายน 2569 ปากีสถานก็ยังคงดำเนินบทบาทดังกล่าว เพื่อทำให้เกิดการเจรจาสันติภาพขึ้นระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ บทวิเคราะห์นี้จะช่วยให้เข้าใจบทบาทและความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของปากีสถานมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับจีน ซึ่งมีการวิเคราะห์กันว่า บทบาทของปากีสถานในการเป็นตัวกลางส่งเสริมการเจรจาระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ สอดคล้องกับผลประโยชน์ของจีนที่ต้องการรักษาเสถียรภาพในตะวันออกกลาง เนื่องจากจีนพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากภูมิภาคดังกล่าวในสัดส่วนสูง โดยอิหร่านถือเป็นหนึ่งในแหล่งพลังงานสำคัญของจีน ขณะที่น้ำมันส่งออกของอิหร่านส่วนใหญ่มีปลายทางอยู่ที่จีน ปากีสถานเป็นประเทศจุดตัดเชิงยุทธศาสตร์ในหลายภูมิภาคพร้อมกัน ด้วยการเป็นตัวเชื่อมเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และเอเชียกลาง เนื่องจากมีทางออกสู่มหาสมุทรอินเดีย ซึ่งเป็นเส้นทางการค้าและพลังงานสำคัญ ส่งผลให้มหาอำนาจอย่างจีนและอินเดียให้ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อปากีสถานอย่าง โดยจีนและปากีสถานมีความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ใกล้ชิด ขณะที่อินเดียและปากีสถานมีความขัดแย้งเชิงประวัติศาสตร์ ปากีสถานยังเผชิญแรงกดดันด้านความมั่นคงจากภัยคุกคามของกลุ่มก่อการร้ายและกลุ่มติดอาวุธที่เชื่อมโยงกับพื้นที่ชายแดนอัฟกานิสถาน ซึ่งกระทบต่อเสถียรภาพภายในประเทศอย่างมาก สำหรับอิทธิพลของจีนในปากีสถาน โครงการ China-Pakistan Economic Corridor (CPEC) เป็นตัวอย่างการขยายอิทธิพลของจีนในปากีสถานด้วยการใช้อำนาจทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือ  โดยโครงการ CPEC ซึ่งเป็นโครงการหลักใน Belt and Road Initiative หรือ BRI ของจีน มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจของปากีสถาน…

อาชญากรรมออนไลน์ในกัมพูชายังไม่หมดไป

การกวาดล้างอาชญากรรมออนไลน์ในกัมพูชาของรัฐบาลยังไม่ทำให้อาชญากรรมออนไลน์ หรือธุรกิจสแกมเมอร์ในกัมพูชา หมดไป โดยประเด็นนี้ ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้งในรายงานที่ชื่อว่า “Falling Through the Cracks: Cambodia’s “Crackdown” on Scamming Compounds” ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (Amnesty International-AI) ซึ่งเป็นองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และเผยแพร่ เมื่อ 8 มิถุนายน 2569 เนื้อหาสำคัญระบุว่า รัฐบาลกัมพูชาล้มเหลวในการกวาดล้างศูนย์ปฏิบัติการหลอกลวงทางออนไลน์ (Scam Compounds) ในกัมพูชา ตั้งแต่ปี 2568 ข้อมูลรายงานของ AI ดังกล่าว ได้มาจากการสัมภาษณ์เหยื่อระหว่าง กรกฎาคม 2568-เมษายน 2569 จำนวน 16 ประเทศ (เช่น บังกลาเทศ และจีน) ที่รอดชีวิตจากการกวาดล้างศูนย์ปฏิบัติการหลอกลวงทางออนไลน์ จำนวน 73 แห่ง นอกจากนี้ รัฐบาลกัมพูชากวาดล้างศูนย์หลอกลวงฯ ได้เพียงส่วนน้อย เพียง 24 แห่ง จากตรวจพบ…

 อาเซียนกำลังปรับทิศทางเชิงยุทธศาสตร์สำหรับอุตสาหกรรมแร่ธาตุสำคัญ

อาเซียนกำลังปรับทิศทางเชิงยุทธศาสตร์เพื่อก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตมูลค่าสูงสำหรับอุตสาหกรรมแร่ธาตุสำคัญ ซึ่งเป็นบทวิเคราะห์ของสถาบัน International Institute for Strategic Studies (IISS) สถาบันวิจัยและคลังสมองชั้นนำของโลกด้านความมั่นคง เรื่อง ASEAN’s critical minerals and industrial-upgrade dilemma โดยเผยแพร่เมื่อ 5 มิถุนายน 2569 อาเซียนกำลังปรับทิศทางเชิงยุทธศาสตร์เพื่อก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตมูลค่าสูงสำหรับอุตสาหกรรมแร่ธาตุสำคัญ เนื่องจากประเทศสมาชิก  เฉพาะอย่างยิ่งอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ซึ่งมีทรัพยากรแร่ธาตุ (เช่น นิกเกิล ดีบุก ทองแดง และแร่หายาก) ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงระดับโลก อาเซียนมีเป้าหมายในการเปลี่ยนผ่านบทบาทจากการเป็นผู้ส่งออกวัตถุดิบต้นน้ำ (Upstream) ไปสู่การพัฒนาขีดความสามารถในอุตสาหกรรมการแปรรูปและการผลิตขั้นปลายน้ำ (Downstream) เพื่อรองรับอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตสูง เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน พลังงานหมุนเวียน และปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยได้มีการกำหนดแผนปฏิบัติการความร่วมมือด้านแร่ธาตุของอาเซียน ปี 2569-2573 เพื่อส่งเสริมการบูรณาการในระดับภูมิภาค แม้อาเซียนจะมีโอกาส และมีเป้าหมายที่ชัดเจนข้างต้น แต่ก็เผชิญความท้าทาย และข้อจำกัด  ได้แก่ การต้องพึ่งพาทางเทคโนโลยีและกลุ่มทุนข้ามชาติ เฉพาะอย่างยิ่งจากจีน เนื่องจากการยกระดับสู่ห่วงโซ่มูลค่าที่สูงขึ้นต้องอาศัยเทคโนโลยีการแปรรูปขั้นกลาง ซึ่งปัจจุบันจีนครอบครองกำลังการกลั่นแร่หายากกว่า ร้อยละ…

อุตสาหกรรมกุ้งไทยเผชิญภาวะวิกฤตหลังมาเลเซียห้ามนำเข้า

South China Morning Post (SCMP) ของฮ่องกง เผยแพร่บทความระบุว่า อุตสาหกรรมกุ้งไทยถูกผลักดันเข้าสู่ภาวะวิกฤตหลังจากมาเลเซียห้ามนำเข้ากุ้งจากไทย 5 สายพันธุ์ เนื่องจากข้อกังวลด้านความปลอดภัย ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อเกษตรผู้เลี้ยงกุ้งในภาคใต้ของไทย ข้อพิพาทดังกล่าวยังสะท้อนถึงความตึงเครียดภายในอาเซียน ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมกุ้งไทยยังเผชิญกับโรคระบาด การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น และความเสี่ยงจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ

ประธานาธิบดีเมียนมาพบกับ รมว.กต.อินโดนีเซีย

นายมินอองไลง์ ประธานาธิบดีเมียนมา พบกับนาย Sugiono รมว.กต.อินโดนีเซีย และคณะ ที่เข้าเยี่ยมคารวะขณะเยือนกรุงเนปยีดอ เมื่อ 8 มิ.ย.69 โดยได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในเมียนมา การให้ความช่วยเหลือที่จำเป็นแก่เมียนมา ความพยายามของเมียนมาในการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับอาเซียน ตลอดจนการส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนที่ใกล้ชิดระหว่างเมียนมากับอินโดนีเซีย  โดยย้ำถึงเงื่อนไขที่แต่ละประเทศต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบประชาธิปไตยที่เหมาะสมกับลักษณะเฉพาะและวัฒนธรรมของตน โดยอิงจากเอกลักษณ์และประเพณีของชาติ นอกจากนี้  รมว.กต.ทั้งสองประเทศ เมียนมายังได้หารือกัน  โดยฝ่ายเมียนมาขอบคุณต่ออินโดนีเซียที่ชื่นชมกระบวนการสันติภาพและพัฒนาทางการเมืองของเมียนมา พร้อมขอให้อินโดนีเซียจัดหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในเมียนมา ขณะที่ฝ่ายอินโดนีเซียยืนยันถึงความมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความสัมพันธ์กับเมียนมาภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง และเห็นว่าเมียนมาเป็นส่วนสำคัญของครอบครัวอาเซียน