สหรัฐฯ จะควบคุมแหล่งน้ำมันสำรองกว่า 65,000 ล้านบาร์เรลในเวเนซุเอลา

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ประกาศผ่าน Truth Social เมื่อ 29 ส.ค.69 ว่า สหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงกับเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นข้อตกลงพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก ที่สหรัฐฯ มีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับประธานาธิบดีรักษาการของเวเนซุเอลา ผ่านภาคเอกชน ที่สหรัฐฯ ได้เข้าควบคุมน้ำมันสำรองปริมาณกว่า 65,000 ล้านบาร์เรลในเวเนซุเอลา โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ต่อผู้เสียภาษีชาวอเมริกัน ข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์นี้จะเพิ่มปริมาณน้ำมันสำรองของสหรัฐฯ เป็นสองเท่า และจะช่วยลดราคาน้ำมันสำหรับชาวอเมริกันทุกคนในระยะยาว ขณะเดียวกันก็ช่วยให้เวเนซุเอลาเดินหน้าสู่ความสำเร็จและความเจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่งใหญ่ กับทั้งเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

คอร์รัปชันข้ามชาติในยุคดิจิทัล

ศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ (International Studies Center-ISC) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้สถาบันการต่างประเทศเทวะวงศ์วโรปการ กระทรวงการต่างประเทศ ทำหน้าที่เป็นคลังสมองด้านการต่างประเทศและการทูต เผยแพร่บทความเรื่อง คอร์รัปชันข้ามชาติในยุคดิจิทัล: อำนาจ เครือข่ายข้อมูล และธรรมาภิบาลใหม่ของเศรษฐกิจโลก เมื่อ 21 สิงหาคม 2569 โดย นายศุภวิชญ์ แก้วคูนอก นักวิชาการ เสนอประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านของปัญหาคอร์รัปชันจากระดับท้องถิ่นสู่การเป็นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่มีความสลับซับซ้อนในยุคดิจิทัล บทความดังกล่าวเสนอภาพการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างคอร์รัปชันในศตวรรษที่ 21 ว่า ภาพจำเดิมของการทุจริตคือเรื่องผลประโยชน์ภายในรัฐ แต่ปัจจุบันคอร์รัปชันเปลี่ยนรูปเป็นเครือข่ายธุรกรรมข้ามชาติอย่างรวดเร็ว เงินสินบนถูกโยกย้ายไปยังต่างประเทศในรูปของอสังหาริมทรัพย์ สินทรัพย์ทางการเงิน หรือสินทรัพย์ดิจิทัลภายในไม่กี่นาทีผ่านบริษัทหลายชั้นเพื่อพรางตัวตน นอกจากนี้ ยังมีความสัมพันธ์ที่พึ่งพากันอย่างสลับซับซ้อน (Complex Interdependence) จากที่โลกยุคใหม่ที่เชื่อมต่อระหว่างรัฐและผู้เล่นนอกภาครัฐ ส่งผลให้เส้นแบ่งระหว่างกิจการภายในกับระหว่างประเทศจางลงเรื่อย ๆ สำหรับระบบการเงินโลกและพื้นที่ซ่อนเร้นของอำนาจก็มีโครงสร้างที่เอื้อต่อการปกปิดข้อมูล โดยเครือข่ายคอร์รัปชันข้ามชาติอาศัยช่องทางและบริการทางการเงินที่ถูกกฎหมาย เช่น บริษัทนอกอาณาเขต (Offshore Companies) ทรัสต์ (Trusts) และบริการทางกฎหมายเพื่อปกปิดตัวตนของเจ้าของที่แท้จริง ขณะที่ความลับทางการเงินและกฎเกณฑ์การเก็บข้อมูลผู้ถือหุ้นของแต่ละประเทศที่ไม่เท่ากัน เปิดโอกาสให้เกิดการเลือกใช้เขตอำนาจศาลที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ส่งผลให้ประเทศที่มีกฎเกณฑ์อ่อนแอสร้างผลกระทบภายนอกเชิงลบต่อพยายามต่อต้านทุจริตของรัฐอื่น ๆ ขณะที่ความท้าทายเรื่องมาตรฐานระหว่างประเทศ หากมาตรฐานข้อมูลของแต่ละประเทศไม่เชื่อมโยงกันหรือไม่สอดคล้องกัน เครือข่ายคอร์รัปชันก็ยังคงสามารถใช้ช่องโหว่นี้หลบเลี่ยงการตรวจสอบได้ บทความยังสะท้อนให้เห็นภาพเทคโนโลยีดิจิทัลที่เป็นดาบสองคมของการทุจริตและการตรวจสอบ โดยผู้กระทำผิดสามารถใช้ AI…

การแข่งขันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย-อินโดนีเซียสะท้อนปัญหาอาเซียน

Jakarta Post ของอินโดนีเซีย เผยแพร่บทความว่า กรณี รมว.กค.อินโดนีเซีย เชิญชวนให้บริษัทโตโยต้าของญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตหลักในภูมิภาคเอเชีย ตอ.ต.จากไทยไปอินโดนีเซีย พร้อมทั้งเสนอสิ่งจูงใจ โดยเฉพาะการผ่อนปรนกฎเกณฑ์และมาตรการทางภาษี สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศในภูมิภาคเอเชีย ตอ.ต. ยังไม่มีการบูรณาการในระดับภูมิภาคแน่นแฟ้นเพียงพอ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเป้าหมายด้านเศรษฐกิจของอาเซียนที่ต้องการกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ รวมถึงเป็นฐานการผลิตในระดับโลก

อุตสาหกรรม Data Center เสียงเตือนจากสภาพัฒน์ฯ และการยกระดับ EP.3

หลังจากที่รับฟังกันมาแล้วใน EP.1 และ EP.2 ว่า อุตสาหกรรม Data Center คืออะไร และอุตสาหกรรมดังกล่าวสร้างโอกาสและความท้าทายอย่างไรบ้าง ใน EP.3 ซึ่งเป็นตอนบทสรุปนี้ เราจะมาเจาะลึกถึงเสียงเตือนจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และทางรอดสู่ห่วงโซ่คุณค่าระดับสูงท่ามกลางเม็ดเงินลงทุนมหาศาลที่หลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทย จะเป็นอย่างไรนั้น มาติดตามรับฟังกันได้ที่ The Intelligence Podcast ตอน “อุตสาหกรรม Data Center เสียงเตือนจากสภาพัฒน์ฯ และการยกระดับ EP.3”

ทุนจีนชะลอซื้อคอนโดในไทย

Bloomberg ของสหรัฐฯ รายงานอ้างข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) บ่งชี้ว่า ความต้องการซื้อคอนโดมิเนียมของชาวต่างชาติในไทยลดลง โดยมีปัจจัยหลักมาจากชาวจีนมียอดซื้อในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ลดลงถึงร้อยละ 27.7 รวมถึงชาวเมียนมาที่ลดลงร้อยละ 16.2 โดยตลาดอสังหาริมทรัพย์จะยังคงเผชิญความท้าทาย เนื่องจากปัญหาหนี้ครัวเรือนในระดับสูง และสถาบันการเงินยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย โดยมีเพียงพื้นที่ท่องเที่ยวหลักอย่างภูเก็ตและชลบุรีที่ตลาดคอนโดมีเนียมขยายตัว

เนปาลเร่งกู้ภัยหลังน้ำท่วมฉับพลัน

เว็บไซต์ นสพ.The Himalayan Times ของเนปาล รายงานเมื่อ 28 ส.ค.69 ว่า เหตุน้ำท่วมฉับพลันในแม่น้ำโภเตโกชี (Bhotekoshi) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 258 ราย ขณะที่ยังมีผู้สูญหาย 910 คน ในจำนวนนี้เป็นชาวต่างชาติ 517 คน และชาวเนปาลที่พำนักในต่างประเทศ 127 คน  เนปาลได้จัดตั้งคณะทำงานฉุกเฉิน เพื่อประสานการค้นหาและช่วยเหลือชาวต่างชาติ พร้อมระดมกำลังเจ้าหน้าที่และอากาศยานดำเนินการกู้ภัย ขณะที่นานาชาติทยอยให้ความช่วยเหลือ โดยสหรัฐฯ มอบเงินช่วยเหลือ 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 16,400,000 ล้านบาท ขณะที่อินเดียจัดส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ จีนให้คำมั่นสนับสนุนเงินช่วยเหลือ และธนาคารโลกเตรียมระดมความช่วยเหลือฉุกเฉิน ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ยังมีความเสี่ยงเกิดน้ำท่วมและดินถล่มซ้ำในพื้นที่ประสบภัย

อินโดนีเซียส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ในระบบตรวจคนเข้าเมือง

สนข.Antara รายงานเมื่อ 27 ส.ค.69 อ้างถ้อยแถลงของนาย Hendarsam Marantoko อธิบดีกรมตรวจคนเข้าเมือง ของอินโดนีเซีย ว่า ตม.อินโดนีเซีย ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเสริมสร้างการเฝ้าระวังการเดินทางเข้าออกประเทศของนักท่องเที่ยวต่างชาติ พร้อมได้ออกแบบแผนการนำเทคโนโลยีมาใช้ตรวจคนเข้าเมืองในระยะยาว และจะจัดตั้งคณะทำงานเพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว นอกจากนี้ ยังมีโครงการรั้วดิจิทัล โดยนำโดรนมาใช้ตรวจสอบสภาพการณ์ในพื้นที่ชายแดน เนื่องจากอินโดนีเซียมีพรมแดนทางบกติดกับประเทศเพื่อนบ้านยาว 3,111 กม.

จีนเตือนประชาชนระมัดระวังการแทรกซึมเข้าระบบโดรนจากหน่วยข่าวกรองต่างชาติ

กระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐของจีน (MSS) ออกประกาศเมื่อ 27 ส.ค.69 แจ้งเตือนประชาชนให้ระมัดระวังระบบโดรนอาจถูกแทรกซึมผ่านอินเทอร์เนตโดยหน่วยข่าวกรองต่างชาติ เช่น การส่งสัญญาณ การสำรวจ และการควบคุมทางไกล โดยการใช้งานโดรนและโดรนเชิงพาณิชย์ได้รับความนิยมมากขึ้นในจีน จากนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจการบินระดับต่ำ ซึ่งสนับสนุนการทำธุรกิจโดยใช้ระบบโดรน โดย MSS เปิดเผยว่า พบผู้ประกอบการโดรนเชิงพานิชย์จำนวนหนึ่ง (ไม่ระบุ) ถูกแทรกแซงและพยายามเข้าควบคุมระบบโดรนแทนผู้ให้บริการ ซึ่งตรวจพบว่า ผู้แทรกแซงใช้ IP อินเทอร์เนตจากต่างประเทศ จึงขอให้ประชาชนและผู้ประกอบการเพิ่มความระมัดระวัง และให้ความสำคัญกับการป้องกันการถูกโจมตีทางไซเบอร์มากขึ้น

มาเลเซียจะส่งผู้อพยพและผู้ลี้ภัยชาวเมียนมากลับประเทศ

รัฐบาลมาเลเซียเมื่อ 28 สิงหาคม 2569 ประกาศว่าจะส่งตัวผู้อพยพและผู้ลี้ภัยจากเมียนมากลับประเทศ ตามโครงการเปิดโอกาสให้กลุ่มผู้อพยพและผู้ลี้ภัยจากเมียนมาสมัครใจเดินทางกลับภูมิลำเนา ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลมาเลเซียกับรัฐบาลเมียนมาเมื่อ กรกฎาคม 2569 โดยมาเลเซียจะเริ่มส่งตัวอาสาสมัครชุดแรกใน 29 กันยายน 2569 ส่วนใหญ่เป็นชาวโรฮีนจา ปัจจุบัน มาเลเซียมีผู้ลี้ภัยอยู่ในประเทศจำนวน 215,000 คน ซึ่งลงทะเบียนกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติแล้ว โดยในจำนวนดังกล่าวมีชาวโรฮีนจาจากเมียนมาประมาณ 126,000 คน ทั้งนี้ มาเลเซียคาดว่าจะมีผู้อพยพและผู้ลี้ภัยจำนวน 1,476 คน จากเมียนมา เข้าร่วมโครงการดังกล่าว ขณะเดียวกันก็เปิดเผยว่ารัฐบาลเมียนมาตกลงพร้อมรับชาวโรฮีนจาจำนวน 5,000 คน กลับประเทศ วิธีการส่งตัวผู้อพยพและผู้ลี้ภัยจากเมียนมากลับประเทศ จะใช้เรือรบจำนวน 2 ลำ และเรือพยาบาล 1 ลำ ปฏิบัติภารกิจ โดยรัฐบาลมาเลเซียย้ำกับรัฐบาลเมียนมาว่ากระบวนการส่งตัวกลับภูมิลำเนาจะต้องปลอดภัยและเป็นไปอย่างเรียบร้อย อย่างไรก็ตาม องค์กรปกป้องสิทธิมนุษยชนและสิทธิชาวโรฮีนจา ร้องขอให้รัฐบาลมาเลเซียทบทวนมาตรการดังกล่าว เพราะวิตกเกี่ยวกับความปลอดภัยของผู้อพยพและผู้ลี้ภัยที่ถูกส่งตัวกลับเมียนมา ที่ผ่านมา มาเลเซียเป็นประเทศเป้าหมายของผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาที่ต้องการหนีภัยสู้รบจากเมียนมา รัฐบาลมาเลเซียเปิดเผยว่าผู้ลี้ภัยจำนวนร้อยละ 95 ในมาเลเซียนั้น เดินทางไปจากหลายพื้นที่ในเมียนมา ทำให้รัฐบาลมาเลเซียจำเป็นต้องสร้างศูนย์พักพิงชั่วคราว แม้ว่ามาเลเซียจะไม่ได้ลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย (1951 Refugee…

อินโดนีเซียเผชิญความท้าทายในการจัดการ Climate justice

อินโดนีเซียกำลังเผชิญวิกฤตหมอกควันจากปัญหาไฟป่าในหลายพื้นที่ ทำให้ประชาชนต้องเผชิญกับสภาพอากาศเป็นพิษและมลภาวะตลอดห้วงปลาย สิงหาคม 2569 เฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดกาลิมันตัน บนเกาะบอร์เนียว ทั้งนี้ แม้ว่ารัฐบาลอินโดนีเซียจะให้ความสำคัญกับการบรรเทาปัญหาดังกล่าวและมีเครื่องมือเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชน ทั้งการใช้ปฏิบัติการทางอากาศและภาคพื้นดิน ตลอดจนมีการวางแผนการรับมือกับปัญหาไฟป่าโดยแบ่งพื้นที่ (zoning) อย่างชัดเจน แต่ผู้เชี่ยวชาญมีมุมมองว่า อินโดนีเซียเผชิญความท้าทายในการจัดการความยุติธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate justice เนื่องจากรัฐบาลอินโดนีเซียขาดกฎหมายหรือกฎระเบียบที่จะสามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อยับยั้งปัญหาไฟป่า ความท้าทายในการจัดการความยุติธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate justice ของอินโดนีเซียมีจุดอ่อนด้านการออกกฎหมายและกฎระเบียบ รวมทั้งยังจากการบังคับใช้อย่างจริงจัง ไม่มีการตรวจสอบอย่างใกล้ชิดและไม่มีการสื่อสารเชิงกลยุทธ์เพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมกันป้องกันปัญหา นอกจากนี้ รัฐบาลอินโดนีเซียยังขาดนโยบายที่เป็นรูปธรรมในการผสมผสานกฎระเบียบจากรัฐบาลกลาง เข้ากับระบบนิเวศทางสังคมและนิเวศวิทยา (Social-Ecological System) ในพื้นที่ต่าง ๆ ของอินโดนีเซียที่มีลักษณะเป็นพหุวัฒนธรรม กล่าวคือ รัฐบาลท้องถิ่นไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่รัฐบาลกลางกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด ทำให้พื้นที่เสี่ยงเผชิญปัญหาไฟป่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ นอกจากปัจจัยด้านกฎหมาย นโยบาย และการบังคับใช้ระเบียบระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลท้องถิ่นแล้ว อินโดนีเซียยังเผชิญความท้าทายในการจัดการกับการทำเกษตรกรรมรูปแบบที่เน้นผลผลิตจำนวนมาก โดยไม่สนใจผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการสนับสนุนให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากไฟป่าและปัญหาหมอกควัน ได้มีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบาย รวมทั้งเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา ทั้งนี้ งานวิจัยจากสถาบัน Geophysical Research Letters เสนอให้รัฐบาลอินโดนีเซียปรับใช้วิธีการแก้ไขปัญหาแบบ  institutionalized prevention หรือการปรับนโยบายป้องกันและแก้ไขปัญหาชั่วคราว ให้กลายเป็นกฎระเบียบอย่างเป็นทางการ…