กัมพูชา-จีน หารือยุทธศาสตร์ 2+2 เป็นครั้งแรก

แถลงการณ์ของ กต.กัมพูชา เมื่อ 21 เม.ย.69 ระบุว่า กัมพูชาเป็นเจ้าภาพจัดการหารือยุทธศาสตร์ 2+2 (2+2 Strategic Dialogue) ระหว่าง กต. และ กห. กัมพูชากับจีนเป็นครั้งแรก ที่ราชธานีพนมเปญ ใน 22 เม.ย.69 โดยนายปร๊ะ สุคน รมว.กต.กัมพูชา พล.อ.เตีย เซยฮา รมว.กห.กัมพูชา กับ นายหวัง อี้ รมว.กต.จีน และ พล.ร.อ.ต่ง จุน รมว.กห.จีน จะเป็นประธานการหารือร่วมกัน การประชุมภายใต้กลไก 2+2 ดังกล่าวเป็นผลจากการเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน เมื่อ เม.ย.68 โดยผู้นำทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องจะจัดตั้งกลไกการหารือ สื่อสาร ประสานงานระดับสูง เพื่อเพิ่มความไว้วางใจทางการเมือง ความมั่นคง และส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน ทั้งยังเป็นพื้นที่เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นประเด็นภูมิภาค ระหว่างประเทศ และผลประโยชน์ร่วมของทั้งสองฝ่าย

ประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกใต้เผชิญวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพจากความขัดแย้ง ตอ.กลาง

เว็บไซต์ สนข.Reuters รายงานเมื่อ 22 เม.ย.69 ว่า ประเทศหมู่เกาะในภูมิภาคแปซิฟิกใต้เผชิญวิกฤตการณ์ขาดแคลนเชื้อเพลิงและค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง จากความขัดแย้งใน ตอ.กลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเข้าถึงบริการสาธารณสุขพื้นฐานของประชาชน โดยปริมาณการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงใน เม.ย.69 ลดลงเหลือเพียงร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับ มี.ค.69 ส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและค่าเดินทางสูงขึ้น จนประชาชนบางส่วนไม่สามารถเข้าถึงยารักษาโรคที่จำเป็นได้ ทั้งนี้ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคมีแนวโน้มชะลอตัวลงในปี 2569

จีนกังวลกรณีญี่ปุ่นแก้ไขกฎหมายอนุญาตให้ส่งออกยุทโธปกรณ์ไปยังต่างประเทศ

สนข.Xinhua รายงานเมื่อ 21 เม.ย.69 อ้างโฆษก กต.จีน ตอบคำถามผู้สื่อข่าวแสดงความกังวลกรณีญี่ปุ่นแก้ไขกฎหมายอนุญาตให้ส่งออกยุทโธปกรณ์ไปยังต่างประเทศได้ว่า ญี่ปุ่นเคยก่ออาชญากรรมร้ายแรงต่อจีนและประเทศเพื่อนบ้านในห้วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงควรถูกปลดอาวุธอย่างสมบูรณ์ และไม่ควรได้รับอนุญาตให้สามารถพัฒนาอุตสาหกรรมด้านการป้องกันประเทศหรือส่งออกยุทโธปกรณ์ได้ ทั้งนี้ จีนกังวลว่า ญี่ปุ่นอาจละทิ้งแนวทางส่งเสริมสันติภาพ และกลับไปเป็นเครื่องจักรสงคราม รวมถึงอาจฟื้นฟูหลักนิยมทางทหารแบบเก่า ซึ่งจีนและประชาคมระหว่างประเทศจะติดตาม เฝ้าระวัง และต่อต้านความพยายามฟื้นฟูลัทธิทหารของญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด

อัยการสูงสุดรัฐฟลอริดาเริ่มสอบสวนทางอาญาต่อ OpenAI และ ChatGPTจากเหตุการณ์กราดยิง

อัยการสูงสุดรัฐฟลอริดาประกาศเริ่มการสอบสวนทางอาญาต่อ OpenAI และ ChatGPT เพื่อพิจารณาความรับผิดชอบจากเหตุการณ์กราดยิงที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐฟลอริดาเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 2 ราย

ปรากฎการณ์อากาศแปรปรวนสุดขั้ว Super ElNiño กับไทย

 Int Podcast ติดตามปรากฏการณ์สภาพแวดล้อมโลก พร้อมเตือนให้ไทยรับมือกับสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงสุดขั้ว และใครคือกลุ่มเสี่ยงได้รับผลกระทบมากที่สุด!? ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้เลยครับ #โลกรวน#สิ่งแวดล้อม#ภูมิอากาศ#เกษตรกรรม#อุตสาหกรรม#สาธารณสุข#โลกร้อน

กัมพูชาผลักดันโครงการเขื่อนผลิตพลังงานไฟฟ้า Upper Tatay กู้วิกฤตพลังงาน

สื่อมวลชนกัมพูชาเมื่อ 20 เมษายน 2569 รายงานว่ารัฐบาลกัมพูชาให้ความสำคัญกับการวางแผนโครงการแก้ไขปัญหาวิกฤตด้านพลังงานในประเทศและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ไม่แน่นอน เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานน้ำมันจากภูมิภาคอื่น ๆ จึงให้ความสำคัญอย่างมากกับส่งเสริมโครงการผลิตพลังงานในประเทศ และสนับสนุนโครงการก่อสร้างเขื่อนผลิตพลังงานไฟฟ้าพลังงานสะอาด เฉพาะอย่างยิ่งโครงการ Upper Tatay หรือโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ บริเวณลุ่มน้ำตาไต (Tatay) จังหวัดเกาะกง ทางตะวันตกเฉียงใต้ของกัมพูชา ซึ่งรัฐบาลกัมพูชาร่วมมือกับนักลงทุนจีน หรือบริษัท China National Heavy Machinery Corporation (CHMC) ก่อสร้างโครงการดังกล่าวตั้งแต่ปี 2566 มูลค่าประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเริ่มก่อสร้างเมื่อ 10 เมษายน 2569 คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2572 ผู้นำกัมพูชาเชื่อว่าจะเป็นหลักประกันด้านความมั่นคงพลังงานในประเทศได้ในอนาคต เนื่องจากโรงงานและเขื่อนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานน้ำดังกล่าว ขนาด 1,000 เมกะวัตต์ (MW) จะเอื้อต่อความมั่นคงพลังงาน อีกทั้งยังเป็นโอกาสที่กัมพูชาจะส่งออกพลังงานดังกล่าวไปยังประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค รวมทั้งตอบโจทย์การพัฒนาพลังงานสะอาดในประเทศด้วย แม้ว่าโครงการดังกล่าวจะอยู่ภายใต้กรอบการลงทุนแบบ BOT หรือ การสร้าง-ดำเนินการ-โอน ทำให้การควบคุมและดำเนินการเขื่อนดังกล่าวในระยะแรกจะเป็นสิทธิของนักลงทุนชาวจีน แต่ผู้นำกัมพูชาเชื่อว่า โครงการนี้เป็นโครงการสำคัญและอาจทำให้กัมพูชากอบกู้วิกฤตพลังงานที่จะเกิดขึ้นหลังจากสงครามสหรัฐฯ -อิหร่านได้…

ญี่ปุ่นผ่อนคลายมาตรการห้ามส่งออกอาวุธ

นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิชิ ของญี่ปุ่นเมื่อ 21 เมษายน 2569 อนุมัติการผ่อนคลายมาตรการห้ามส่งออกอาวุธของญี่ปุ่นไปต่างประเทศ ซึ่งจะมีผลให้ญี่ปุ่นสามารถส่งออกยุทโธปกรณ์ไปยังต่างประเทศได้ ทั้งเครื่องบินรบ เรือรบ และขีปนาวุธ มาตรการดังกล่าวมีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากญี่ปุ่นมีมาตรการห้ามส่งออกยุทโธปกรณ์ไปต่างประเทศตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ญี่ปุ่นส่งออกได้เฉพาะอาวุธที่ไม่ร้ายแรง เช่น ยุทโธปกรณ์ที่ใช้ในการลาดตระเวน และยุทโธปกรณ์ที่ใช้ในการตรวจจับทุ่นระเบิด อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นเผชิญภัยคุกคามด้านความมั่นคงและความท้าทายด้านการทหารที่ซับซ้อนและเสี่ยงอันตรายมากขึ้นในปัจจุบัน พร้อมทั้งมีมุมมองว่าประเทศอื่น ๆ ต้องการรับการสนับสนุนจากญี่ปุ่น จึงมีความพยายามเสนอให้ผ่อนคลายมาตรการดังกล่าวทั้งเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและให้เอื้อต่อการเพิ่มพูนความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ในอนาคต การยกเลิกมาตรการห้ามส่งออกอาวุธ มีขึ้นหลังจากญี่ปุ่นลงนามในสัญญาซื้อ-ขายเรือรบให้ออสเตรเลีย มูลค่าประมาณ 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อต้น เมษายน 2569 ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นย้ำว่า การส่งออกอาวุธให้ประเทศต่าง ๆ จะมีข้อจำกัด คือ ต้องเป็นประเทศที่ใช้อาวุธตามกฎบัตรสหประชาชาติ (UN Charter) อย่างเคร่งครัด และเป็นประเทศที่มีข้อตกลงทวิภาคีกับญี่ปุ่น ด้านสื่อมวลชนญี่ปุ่นประเมินว่าปัจจุบันมี 17 ประเทศที่มีสิทธิซื้ออาวุธจากญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่ลงนามในความร่วมมือทวิภาคีกับญี่ปุ่นแล้ว ญี่ปุ่นอาจขยายความร่วมมือได้กับประเทศที่เข้าไปเจรจาทวิภาคีกับญี่ปุ่นด้วย มีรายงานว่าปัจจุบัน ประเทศที่สนใจซื้ออาวุธจากญี่ปุ่น ได้แก่ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์…

จีนเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประเด็นความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

จีนแสดงบทบาทเป็นผู้สนับสนุนและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ ตลอดจนไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง โดยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม 3 ฝ่าย ได้แก่ จีน-ไทย-กัมพูชา เพื่อหารือมุมมองเกี่ยวกับข้อตกลงสันติภาพระหว่างไทย-กัมพูชา ในระดับ Track II หรือนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และสื่อมวลชนของแต่ละประเทศ เป้าหมายเพื่อหาแนวทางสร้างสิ่งแวดล้อมด้านความมั่นคงเพื่อให้ไทย-กัมพูชาปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง หรือฉันทามติฝูเซียน (Fuxian Consensus) ที่ลงนามร่วมกันเมื่อ ธันวาคม 2568 ในการประชุมที่จังหวัดฝูเซียน มณฑลยูนนาน โดยมีจีนเป็นผู้ใกล่เกลี่ย การประชุมดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อ 20 เมษายน 2569 มีสถาบันวิชาการ China Foreign Affairs University (CFAU) ของจีนเป็นเจ้าภาพ โดยนักวิชาการที่ไปเข้าร่วมจะหารือในหัวข้อ “Implementing the Fuxian consensus and fostering a peaceful public opinion environment” พร้อมทั้งมีรายงานว่า นักวิชาการและสื่อมวลชนจากไทยและกัมพูชาเดินทางไปร่วมงานด้วย เช่น นายกวี จงกิจถาวร ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบัน Asian…

เมียนมาเผชิญแรงกดดันด้านความมั่นคงทางอาหารจากราคาปุ๋ยและเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้น

  สนข. The Irrawaddy รายงานเมื่อ 20 เม.ย.69 อ้างรายงานของโครงการอาหารโลก (World Food Programme (WFP) ว่า เมียนมาเผชิญแรงกดดันด้านความมั่นคงทางอาหารจากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาปุ๋ยและเชื้อเพลิง   ส่งผลให้ราคาข้าวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นซ้ำเติมวิกฤตความมั่นคงทางอาหารที่อยู่ในระดับรุนแรง ปัจจุบัน เกษตรกรจำนวนมากจำเป็นต้องลดการใช้ปุ๋ย   จึงอาจทำให้ผลผลิตข้าวลดลงร้อยละ 10–15  อย่างไรก็ดี ภาครัฐจะพยายามควบคุมราคาในบางพื้นที่ แต่ในความเป็นจริงราคาปุ๋ยในตลาดได้สูงถึง 150,000 จั๊ตต่อกระสอบ (ประมาณ 2,291 บาท)   ประกอบกับราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจนทำให้ต้นทุนเพาะปลูกเกิน 1 ล้านจั๊ตต่อเอเคอร์ (ประมาณ 15,276 บาท) ทำให้เกษตรกรบางส่วนลดการผลิต ส่งผลต่อราคาข้าวในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะแรงงานรายวัน

รัสเซียพร้อมอำนวยความสะดวกการเจรจาระหว่างอิหร่านกับประเทศรอบอ่าว

เว็บไซต์ กต.รัสเซีย เผยแพร่แถลงการณ์การหารือทางโทรศัพท์ระหว่างนายเซียร์เกย์ ลาฟรอฟ รมว.กต.รัสเซีย กับนายอับบาส อะราคชี รมว.กต.อิหร่าน เมื่อ 20 เม.ย.69 ว่า รัสเซียพร้อมจะอำนวยความสะดวกในการเจรจาทำข้อตกลงที่ยอมรับร่วมกันระหว่างอิหร่านกับประเทศรอบอ่าว พร้อมย้ำถึงความจำเป็นในการรักษาสันติภาพในภูมิภาคตะวันออกกลางตามกรอบข้อตกลงที่ปากีสถานในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งประกาศ และเน้นย้ำความสำคัญของการดำเนินการทางการทูต เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์ความขัดแย้งบานปลายจนควบคุมไม่ได้ รวมถึงหลีกเลี่ยงการกลับไปสู่การเผชิญหน้าด้วยอาวุธอีกครั้ง นอกจากนี้ รมว.กต.อิหร่านยืนยันจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้เรือสินค้าของรัสเซียผ่านช่องแคบฮอร์มุสได้อย่างราบรื่น