ฟิลิปปินส์ยืนยันการฝึกทางทหารของจีนในทะเลจีนใต้ไม่กระทบการอ้างสิทธิของฟิลิปปินส์

โฆษก ทร.ฟิลิปปินส์ ระบุว่า การซ้อมรบทางทะเลและทางอากาศของจีนใกล้สันดอนสการ์โบโรห์เมื่อ 1 ส.ค.69 ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสถานะทางกฎหมายลักษณะทางทะเลหรือสิทธิทางทะเลของฟิลิปปินส์ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ  กองทัพฟิลิปปินส์ได้เฝ้าระวังและติดตามการฝึกดังกล่าวอย่างใกล้ชิด พร้อมย้ำความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติภารกิจในการปกป้องดินแดน ควบคู่กับการรักษาสิทธิและผลประโยชน์ทางทะเลที่สอดคล้องกับคำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการปี 2559 และอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS)

ฮ่องกงจะออกมาตรการเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับยุค 6G

นสพ. The Standard ของฮ่องกง รายงานเมื่อ 4 ส.ค.69 อ้างสุนทรพจน์ของนายแอลเจอร์นอน เยา ผู้บริหารเขตพิเศษฮ่องกงด้านพาณิชย์และการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่ระบุว่า รัฐบาลฮ่องกงจะพัฒนาเขตเมืองทางตอนเหนือให้เป็นเมืองแห่งนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับนานาชาติ พร้อมกับจะสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อธุรกิจ เพื่อเสริมสร้างบทบาทของฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางการสื่อสารระดับภูมิภาค โดยจะออกมาตรการที่เป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมโทรคมนาคมเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับยุค 6G ที่สำคัญได้แก่ การช่วยเหลืออุตสาหกรรมยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของใยแก้วนำแสงและเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ การลดหย่อนภาษีผู้ประกอบการโทรคมนาคม และการปรับปรุงกรอบการกำกับดูแลดาวเทียมวงโคจรต่ำและเศรษฐกิจการบินระดับต่ำ  ทั้งนี้ ฮ่องกงกำหนดให้เขตเมืองทางตอนเหนือเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ทางเศรษฐกิจและเป็นฐานเทคโนโลยีภายใต้ยุทธศาสตร์ South-North Dual Engine (การเงิน-เทคโนโลยี)

เกาหลีใต้จัดตั้งหน่วยต่อต้านข่าวกรองใหม่ หลังปฏิรูปโครงสร้างความมั่นคงทางทหาร

สนข.ยอนฮับของเกาหลีใต้ รายงานเมื่อ 3 ส.ค.69 ว่า นายอัน คยู-แบ็ก รมว.กห.เกาหลีใต้ เป็นประธานพิธีเปิดหน่วยต่อต้านข่าวกรองแห่งใหม่ ที่เมืองควาช็อน จ.คย็องกี โดยหน่วยงานมีภารกิจรับมือภัยคุกคามด้านการจารกรรม การก่อการร้าย และภัยคุกคามทางไซเบอร์จากเกาหลีเหนือ และประเทศอื่น ๆ โดยจะทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงทั้งในและต่างประเทศ เพื่อป้องกันการรั่วไหลของความลับทางทหาร คุ้มครองอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ สนับสนุนโครงการซ่อมบำรุงยุทโธปกรณ์ร่วมกับ ทร.สหรัฐฯ และปกป้องเทคโนโลยีสำคัญ เช่น ปัญญาประดิษฐ์  และระบบดาวเทียม ทั้งนี้ การจัดตั้งหน่วยต่อต้านข่าวกรองแห่งใหม่เป็นไปตามแผนปฏิรูปกองทัพครั้งใหญ่ โดยเตรียมจัดตั้งอีก 2 หน่วยงาน อาทิ หน่วยสนับสนุนความมั่นคงภายในกองทัพ และหน่วยสอบสวนอาชญากรรมที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ

สหรัฐฯ เตรียมประกาศปิดสถานที่ทำการทางการทูต

สนข.รอยเตอร์ รายงานเมื่อ 4 ส.ค.69 อ้างแหล่งข่าวว่า กต.สหรัฐฯ ยื่นเอกสารแจ้งฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ ถึงแผนการปิดที่ทำการทางการทูตในกรุงเซนต์จอร์เจส เกรนาดา สำนักงานย่อยของสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐ   ณ เมืองดูอาลา แคเมอรูน และสถานกงสุล 3 แห่ง คือ 1) เมืองวินนิเพก แคนาดา 2) เมืองนาโกยา ญี่ปุ่น และ  3) เมืองเมดัน อินโดนีเซีย ซึ่งน่าจะเป็นแนวทางของ กต.สหรัฐฯ ที่จะลดขนาดกำลังพลภาครัฐ ในประเทศที่สหรัฐฯ พิจารณาว่าไม่จำเป็น และไม่คุ้มค่า  อย่างไรก็ดี กต.สหรัฐฯ ยังคงยืนยันว่าการปฎิบัติงานด้านการต่างประเทศจะไม่ได้รับผลกระทบ  เนื่องจากกังวลว่าการรักษา และปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐฯ จะได้รับผลกระทบ รวมทั้งมีขีดความสามารถการทำงานที่ลดลง

สหภาพยุโรปเพิ่มมาตรการป้องกันชายแดน ถอดบทเรียนวิกฤตผู้อพยพสเปน

ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปเมื่อ 4 สิงหาคม 2569 เรียกร้องให้ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) เพิ่มมาตรการป้องกันความมั่นคงชายแดนอย่างเป็นเอกภาพ เพื่อรับมือกับวิกฤตผู้อพยพจากโมร็อกโdไปยังเมือง Ceuta ของสเปน ซึ่งเป็นวิกฤตด้านความมั่นคงและผู้อพยพตั้งแต่ปลาย กรกฎาคม 2569 โดยท่าทีดังกล่าวมีขึ้นระหว่างที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหภาพยุโรปจัดการประชุมวาระฉุกเฉินแบบออนไลน์ เพื่อหารือประเด็นดังกล่าวโดยเฉพาะ ซึ่งประธานคณะกรรมาธิการยุโรปย้ำให้สเปนร่วมมือในการปกป้องชายแดนของสมาชิกทุกประเทศ และพร้อมสนับสนุนการสร้างแนวป้องกันชายแดนที่เป็นรูปธรรม สเปนรายงานว่าปัจจุบันสถานการณ์กลับสู่สภาวะปกติแล้ว โดยผู้อพยพอย่างน้อย 69,500 ราย ได้เดินทางกลับไปยังโมร็อกโกแล้ว ขณะที่จำนวนผู้อพยพที่เสียชีวิตระหว่างพยายามเดินทางข้ามไปเมือง Ceuta อยู่ที่ 72 ราย พร้อมกับชี้แจงว่าวิกฤตดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะขบวนการค้ามนุษย์ที่เป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ บิดเบือนข้อมูลจากนโยบายของสเปน จนทำให้เกิดคลื่นผู้อพยพจำนวนมาก ด้านประธานคณะกรรมาธิการยุโรปเสนอในการประชุมให้สหภาพยุโรปให้ความสำคัญกับการป้องกันความมั่นคงชายแดนและรับมือกับสถานการณ์ผู้อพยพ แบ่งเป็น 5 ด้าน ได้แก่ 1) ความร่วมมือระหว่างรัฐหุ้นส่วน 2) ยกระดับความมั่นคงชายแดน 3) ใช้ระบบแจ้งเตือนล่วงหน้า 4) เร่งปราบปรามเครือข่ายค้ามนุษย์ และ 5) สนับสนุนให้ผู้อพยพจากภูมิภาคแอฟริกา เดินทางกลับภูมิลำเนาอย่างปลอดภัย สถานการณ์วิกฤตผู้อพยพที่สเปน ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป เนื่องจากประเทศอื่น ๆ กังวลว่าจะเผชิญปัญหาผู้อพยพผิดกฎหมายที่ใช้สเปนเป็นเส้นทางผ่าน ทั้งนี้ มีรายงานว่าอิตาลีสั่งยกเลิกมาตรการวีซ่าเชงเก้น (Schengen)…

อิหร่านย้ำไม่ได้เจรจากับสหรัฐฯ แต่หารือกับโอมานประเด็นช่องแคบฮอร์มุซ

สถานการณ์ความมั่นคงบริเวณช่องแคบฮอร์มุซยังมีความตึงเครียดสูง แม้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ จะเปิดเผยเมื่อ 3 สิงหาคม 2569 ว่า อยู่ระหว่างการเจรจาทำข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่าน และจะระงับการโจมตีอิหร่านไว้เพื่อสร้างความไว้วางใจ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอิหร่านปฏิเสธ และยืนยันว่าไม่เจรจากับสหรัฐฯ แต่จะหารือกับโอมานเพื่อกำหนดแนวทางบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซ หรือเส้นทางเดินเรือที่สำคัญนี้ร่วมกันต่อไป พร้อมวิจารณ์สหรัฐฯ เชิงลบว่าเป็นฝ่ายทำให้การเดินเรือและความมั่นคงไม่แน่นอน เนื่องจากกองเรือสหรัฐฯ ยังคงปิดล้อมเส้นทางดังกล่าวไว้ อิหร่านขู่กองเรือสหรัฐฯ อาจตกอยู่ในความเสี่ยง หากยังคงมาตรการปิดล้อมเส้นทางเดินเรือของอิหร่านไว้ พร้อมเตือนให้สหรัฐฯ เปลี่ยนยุทธวิธีจัดการความมั่นคงในภูมิภาค นอกจากนี้ อิหร่านยืนยันว่าจะไม่ยอมรับเส้นทางเดินเรือใหม่ในช่องแคบฮอร์มุซ ท่าทีของสหรัฐฯ และอิหร่านต่อทิศทางและแนวโน้มการเจรจาที่ขัดแย้งกันมากครั้งนี้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกผันผวน โดยปรับตัวลงเล็กน้อยเมื่อ 4 สิงหาคม 2569 ขณะที่การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซสามารถทำได้บางส่วน แต่จำนวนน้อยกว่าปกติอย่างมาก ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางครั้งนี้ เริ่มส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมของประธานาธิบดีสหรัฐฯ มากขึ้น ล่าสุด ผลสำรวจชาวอเมริกันยอมรับผลงานของผู้นำสหรัฐฯ เพียงร้อยละ 35 ตกต่ำลงเรื่อย ๆ จากร้อยละ 37 เมื่อ กรกฎาคม 2569 ซึ่งนอกจากปัจจัยสงครามในตะวันออกกลาง ชาวอเมริกันจำนวนมากยังไม่พอใจผลงานด้านการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอีกด้วย ทั้งนี้ นักวิชาการในต่างประเทศประเมินว่าสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านอาจทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์เผชิญความขัดแย้งกับสมาชิกพรรครีพับลิกัน จากกรณีประธานาธิบดีทรัมป์มักจะสื่อสังคมออนไลน์ประกาศคำข่มขู่และชี้แจงนโยบาย มากกว่าที่จะใช้กลไกรัฐบาล…

พลเรือนตกเป็นเป้าหมายการโจมตีระหว่างรัสเซีย-ยูเครนมากขึ้น

สงครามรัสเซีย-ยูเครนยังคงตึงเครียดต่อเนื่องและไม่มีสัญญาณยุติความขัดแย้งระหว่างประเทศ ขณะที่การโจมตีในห้วงที่ผ่านมา มีรายงานว่าพลเรือนหรือโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ใช่สิ่งอำนวยความสะดวกด้านการทหาร ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีตอบโต้ระหว่างกองทัพของทั้ง 2 ฝ่ายมากขึ้น  มีรายงานเมื่อ 3 สิงหาคม 2569 ว่ายูเครนปฏิบัติการใช้อากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน โจมตีพลเรือนที่อยู่บริเวณชายหาดและแหล่งท่องเที่ยวบริเวณหมู่บ้าน Arkhipo-Osipovka ภูมิภาค Krasnodar ติดกับทะเลดำ ทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นพลเรือนอย่างน้อย 7 ราย และได้รับบาดเจ็บมากกว่า 40 ราย เนื่องจากไม่มีสัญญาณเตือนภัย รัสเซียประณามและโจมตียูเครนว่าตั้งใจโจมตีพลเรือนให้ได้รับความเสียหาย ขณะที่ยูเครนยังไม่มีถ้อยแถลงตอบโต้ แต่สื่อสังคมออนไลน์ของยูเครนระบุว่า ระบบต่อต้านโดรนของรัสเซีย เป็นสาเหตุที่ทำให้โดรนของยูเครนตกในพื้นที่พลเรือน และทำให้มีความสูญเสีย ทั้งที่แท้จริงแล้วยูเครนต้องการส่งโดรนดังกล่าวเข้าไปสอดแนมในรัสเซีย หรือโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านการทหารในพื้นที่อื่น ๆ ซึ่งตั้งแต่ปลายปี 2568 ยูเครนมีความคืบหน้าในการใช้ยุทธวิธีโจมตีรัสเซียจากระยะไกลมากขึ้น สามารถสร้างการโจมตีใกล้กรุงมอสโก และเมืองสำคัญ เช่น เซนต์ปีเตอร์สเบอร์ก ได้ คาดว่าเนื่องจากยูเครนมีอากาศยานไร้คนขับที่มีประสิทธิภาพ และมีผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้ปฏิบัติการดังกล่าว นักวิชาการประเมินว่าปัจจุบันยูเครนมีความได้เปรียบจากการใช้ยุทธศาสตร์ค่อย ๆ ทำลายกำลังทางทหารและเศรษฐกิจของรัสเซีย โดยใช้หลักการดำเนินการแบบนักธุรกิจเพื่อให้เห็นผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรม เช่น การตั้งเป้าหมายทำลายทหารของรัสเซียให้ได้ประมาณ 50,000 นาย/เดือน การใช้ระบบสะสมแต้ม (“ePoints” system) เพื่อสร้างแรงผลักดันและกำลังใจให้ทหารยูเครนที่สามารถทำลายอาวุธหรือทหารรัสเซียได้ การเสริมความแข็งแกร่งให้กองทัพผ่านการฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่อง…

ผู้นำเมียนมาจะเยือนไทย

นายมินอองไลง์ ประธานาธิบดีเมียนมา จะเยือนไทยอย่างเป็นทางการระหว่าง 6-7 สิงหาคม 2569 โดยเป็นการเยือนตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรีไทย และเป็นการเยือนประเทศสมาชิกอาเซียนประเทศที่ 2 ต่อจากการเดินทางเยือน สปป.ลาว เมื่อต้น กรกฎาคม 2569 สำหรับเป้าหมายการเยือนไทย คือ การหารือทวิภาคีเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ และความร่วมมือในกรอบอาเซียน นอกจากนี้ ประธานาธิบดีเมียนมามีกำหนดการเข้าร่วมกิจกรรม Thailand-Myanmar Business Forum ประจำปี 2569 ที่กรุงเทพฯ เพื่อขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการดำเนินธุรกิจระหว่างกันทั้งระดับภาครัฐและภาคเอกชน สื่อมวลชนต่างประเทศให้ความสนใจติดตามการเยือนไทยครั้งนี้ เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่ประธานาธิบดีเมียนมาเยือนไทยในฐานะผู้นำรัฐบาลพลเรือน และคาดว่าต้องการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ทางการทูตและเป็นประเด็นเสริมภาพลักษณ์ของผู้นำเมียนมาในประชาคมระหว่างประเทศ เนื่องจากแม้ว่าเมียนมาจะมีผู้นำรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว แต่ประเทศตะวันตก รวมทั้งอาเซียนบางส่วน ยังไม่ยอมรับบทบาทของผู้นำรัฐบาล เนื่องจากเคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการยึดอำนาจทางการเมือง และใช้มาตรการปราบปรามประชาชนที่มีความเห็นต่างทางการเมืองด้วยความรุนแรง รวมทั้งผู้นำเมียนมายังไม่ปฏิบัติตามฉันทามติ 5 ประการที่เป็นแนวทางฟื้นฟูสันติภาพในเมียนมาของอาเซียน นอกจากนี้ สื่อรายงานว่าไทยเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ให้ความสำคัญกับเมียนมา เนื่องจากต้องการความร่วมมือด้านการป้องกันและช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้อพยพจำนวนมากที่หนีภัยความรุนแรงและการเมืองจากเมียนมาไปยังพื้นที่บริเวณชายแดนไทย-เมียนมาก รวมทั้งต้องการให้เมียนมาเพิ่มพูนความร่วมมือด้านการปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ และการค้ายาเสพติด เนื่องจากเป็นปัญหาข้ามชาติที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย รวมทั้งภาพลักษณ์ของไทยในเวทีระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม กรณีผู้นำเมียนมาเยือนไทยทำให้กลุ่มปกป้องสิทธิชาวเมียนมาแสดงความเห็นคัดค้าน เช่น กลุ่ม  Justice For Myanmar…

ฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ คัดค้านมาตรการขึ้นภาษีประเทศคู่ค้า

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เผชิญความท้าทายในการบังคับใช้มาตรการภาษีนำเข้าเพื่อลงโทษประเทศคู่ค้าที่มีปัญหาการแก้ไขประเด็นใช้แรงงานบังคับ เนื่องจากสมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติบางส่วนไม่เห็นด้วยและคัดค้านการใช้มาตรการดังกล่าว สะท้อนว่าระบบการเมืองของสหรัฐฯ มีกระบวนการใช้การถ่วงดุลอำนาจระหว่างฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการที่ยังคงเข้มแข็งและเข้มข้น โดยเมื่อ 4 สิงหาคม 2569 สมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ สังกัดพรรคเดโมแครตจำนวน 25 คนจาก 25 รัฐ ยื่นฟ้องประธานาธิบดีทรัมป์กรณีประกาศเมื่อ กรกฎาคม 2569 จะเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจาก 60 ประเทศคู่ค้าทั่วโลก ด้วยเหตุผลไม่สามารถแก้ไขปัญหาการใช้แรงงานบังคับ โดยฝ่ายนิติบัญญัติมีความเห็นว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขต และเป็นการออกคำสั่งอย่างผิดกฎหมาย ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตอบโต้และยืนยันว่าการใช้คำสั่งของผู้นำสหรัฐฯ เป็นไปอย่างเหมาะสมและตามกฎหมาย รวมทั้งจะเป็นผลดีต่อการแก้ไขปัญหาการค้าระหว่างประเทศ ที่สหรัฐฯ เผชิญนโยบายการค้าที่ไม่เป็นธรรมจากประเทศอื่น ๆ ทั้งนี้ ฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ ไม่เห็นด้วยกับมาตรการดังกล่าวเนื่องจากส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการขนาดเล็กของสหรัฐฯ ที่คัดค้านการขึ้นภาษีเนื่องจากประเด็นการบังคับใช้แรงงานเช่นกัน เพราะมีมุมมองว่าการลงโทษประเทศคู่ค้าด้วยวิธีการนี้ ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์การใช้แรงงานบังคับในต่างประเทศดีขึ้น จึงไม่ได้แก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง รวมทั้งทำให้ผู้ประกอบการของสหรัฐฯ ต้องนำเข้าสินค้าส่วนใหญ่ในราคาสูงขึ้นด้วย ก่อนหน้านี้ ศาลสูงสุดสหรัฐฯ คัดค้านมาตรการเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าจากประเทศอื่น ๆ ตามอำนาจรัฐบัญญัติ International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) เนื่องจากรัฐบัญญัติดังกล่าวไม่ครอบคลุมการสั่งเพิ่มอัตราภาษี…

รัฐบาลเมียนมาอนุญาตให้ผู้แทน ICRC เข้าพบนางอองซานซูจี

โฆษกรัฐบาลเมียนมาระบุผ่านช่องทาง Telegram ว่า นางอองซานซูจี อดีตที่ปรึกษาแห่งรัฐเมียนมา (อายุ 81 ปี/2569) ได้พบหารือกับนาย Arnaud de Baecque ผู้แทนคณะกรรมกาชาดสากลประจำเมียนมา ณ กรุงเนปยีดอ มื่อ 3 ส.ค.69 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลเมียนมาเปิดเผยต่อสาธารณชนว่าผู้แทนจากองค์กรระหว่างประเทศได้เข้าพบนางอองซานซูจี นับตั้งแต่ถูกควบคุมตัวภายหลังการรัฐประหารเมื่อปี 2564 ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สถานที่ควบคุมตัวและสภาวะสุขภาพของนางยังไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างอิสระ อีกทั้งยังไม่เคยมีการเปิดเผยว่าผู้นำประเทศหรือผู้แทนจากต่างประเทศรายใดได้รับอนุญาตให้เข้าพบมาก่อน ยกเว้นนายดอน ปรมัตถ์วินัย อดีต รมว.กต. เมื่อ 9 ก.ค.66 ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ได้เกิดกระแสข่าวลือเกี่ยวกับการเสียชีวิตของนางอองซานซูจี ส่งผลให้นายคิม อาริส บุตรชายของนางอองซานซูจี และองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนหลายแห่ง ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเมียนมาแสดงหลักฐานยืนยันว่านางยังมีชีวิตอยู่ ผ่านการเปิดเผยข้อมูลหรืออนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าพบ