เรือรบรัสเซียเทียบท่าสีหนุวิลล์ กัมพูชา

พล.ร.ต. In Sokhemara รอง ผบ.ฐานทัพเรือเรียม และกำลังพล 60 นาย ต้อนรับเรือรบจากกองเรือแปซิฟิค ทร.รัสเซีย 2 ลำ เมื่อ 6 เม.ย.69 ได้แก่  Sovershenny (หมายเลข 333) และ Rezky (หมายเลข 343) พร้อมลูกเรือรวม 262 นาย เทียบท่า ณ ท่าเรือสีหนุวิลล์ จ.พระสีหนุ ระหว่าง 6-8 เม.ย.69 เพื่อกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศระหว่างกัน โดยผู้แทนกองทัพเรือรัสเซียมีกำหนดเข้าเยี่ยมคารวะ ผบ.ฐานทัพเรือเรียม ผู้ว่าราชการจังหวัดพระสีหนุ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ กห.กัมพูชา นอกจากนี้ ยังเตรียมจัดกิจกรรมกีฬาระหว่าง ทร.ทั้งสองฝ่ายเพื่อกระชับความร่วมมือ

นรม.อิตาลีเยือนกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ

สนข.Bloomberg รายงานเมื่อ 4 เม.ย.69 ว่า นางจอร์เจีย เมโลนี นรม.อิตาลี เดินทางเยือนกรุงโดฮา กาตาร์ เพื่อกระชับความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ และจัดหาแหล่งพลังงานเพิ่มเติมหลังจากได้รับผลกระทบจากสงครามในอิหร่าน โดยด้หารือกับเจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์เกี่ยวกับมาตรการบรรเทาผลกระทบจากภาวะช็อกทางพลังงาน  และความพยายามทางการทูตเพื่อยุติการสู้รบ จากนั้น เดินทางต่อไปยังซาอุดีอาระเบียและเข้าพบมกุฎราชกุมารมุฮัมมัด บิน ซัลมาน (MbS) นรม.ซาอุดีอาระเบีย เพื่อหารือเรื่องการคุ้มครองความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซและการสนับสนุนระบบป้องกันทางอากาศ

OPEC+ มีมติเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบของห้วง พ.ค.69

สมาชิก OPEC+ 8 ประเทศ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย อิรัก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต คาซัคสถาน แอลจีเรีย และโอมาน มีมติเห็นชอบในหลักการเพิ่มโควตาผลิตน้ำมัน 206,000 บาร์เรลต่อวันสำหรับห้วง พ.ค.69 ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณถึงความพร้อมในการเพิ่มผลผลิตเมื่อช่องแคบฮอร์มุซเปิดอีกครั้ง  การปรับเพิ่มดังกล่าวอาจยังไม่สามารถดำเนินการได้จริงในระยะสั้น เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของสมาชิก OPEC+ ที่มีศักยภาพ เช่น ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต และอิรัก ได้รับความเสียหายจากการถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรน และช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำดิบหลักของภูมิภาคยังคงปิดอยู่ ขณะที่รัสเซียถูกดำเนินมาตรการคว่ำบาตรและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเสียหายจากการสู้รบกับยูเครน

ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์อาจผลิกผันใน 2 สัปดาห์หน้า

เว็บไซต์​ oilprice.com รายงานเมื่อ 4 เม.ย.69 ว่า แม้สภาวะตลาดน้ำมันในเบื้องต้นจะดูมีเสถียรภาพ แต่จะมีความตึงเครียดในห่วงโซ่สินค้าโภคภัณฑ์ที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน ทั้งน้ำมัน ก๊าซ ปิโตรเคมี ปุ๋ย ฮีเลียม และระบบโลจิสติกส์  คือการปรับเปลี่ยนสภาวะจากความเสี่ยงด้านราคา ไปสู่ ความเสี่ยงด้านความสามารถในการส่งมอบและการเข้าถึงทรัพยากร   ในขณะที่ห่วงโซ่อุปทานเริ่มขาดความยืดหยุ่น และการขาดแคลนสินค้า สวนทางกับตลาดตราสาร ที่ยังคงดูเป็นปกติ  ช่วงสองสัปดาห์ข้างหน้าจะเป็นระยะวิกฤต หากการหยุดชะงักยังคงดำเนินต่อไป และกระตุ้นให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ ทั้งนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลก ผันผวนและปรับตัวสูงขึ้น โดยราคาน้ำมัน WTI  ( 5 เม.ย.69) อยู่ที่ประมาณ 97 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมัน Brent อยู่ที่ 107 ดอลลาร์​สหรัฐต่อบาร์เรล

นรม.อิสราเอลระบุว่าจะร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการโจมตีอิหร่านต่อไป

นรม.เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล แถลงเมื่อ 3 เม.ย.69 ว่า กองทัพอิสราเอลจะยังคงปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน โดยประสานงานกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างใกล้ชิด พร้อมระบุว่าระบอบอิหร่านกำลังอ่อนแอลง ซึ่งเป็นผลจากปฏิบัติการทางทหารร่วมกันระหว่างอิสราเอลและสหรัฐฯ  นรม.เนทันยาฮู อ้างความสำเร็จในการทำลายศักยภาพการผลิตเหล็กของอิหร่านได้ ร้อยละ 70 ซึ่งเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญในการบั่นทอนแหล่งเงินทุนและขีดความสามารถในการผลิตอาวุธของ กกล.พิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) พร้อมทั้งประกาศจะกำจัดผู้บัญชาการทหาร  ทำลายสะพาน และโจมตีโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ของอิหร่านเพิ่มเติม นอกจากนี้ นรม.เนทันยาฮู ยังระบุว่าจะยังคงโจมตีกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ในเลบานอนอย่างหนักและเด็ดขาด โดยย้ำว่ากำลังภาคพื้นดินยังคงปฏิบัติการในภาคใต้ของเลบานอน พร้อมทั้งขยายเขตความมั่นคงเพื่อคุ้มครองชุมชนทางตอนเหนือของอิสราเอล

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันการค้นหานักบินที่ถูกยิงตกในอิหร่าน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ระบุผ่าน Truth Social เมื่อ 5 เม.ย.69 ว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้ปฏิบัติภารกิจค้นหาเพื่อช่วยชีวิตนายทหารที่บาดเจ็บในการปฏิบัติภารกิจในอิหร่าน โดยยืนยันว่านายทหารคนดังกล่าวปลอดภัย แม้ได้รับบาดเจ็บและถูกตามล่าจากศัตรู  กองทัพสหรัฐฯ ตรวจสอบตำแหน่งของนายทหารตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อวางแผนช่วยเหลือโดยส่งเครื่องบินหลายสิบลำพร้อมติดตั้งอาวุธ เพื่อไปรับนายทหารดังกล่าว หลังจากประสบผลสำเร็จในการช่วยเหลือนักบิน 1 คน  ซึ่งทางการสหรัฐฯ ไม่ได้ยืนยันเพราะไม่ต้องการให้ภารกิจช่วยเหลือครั้งที่สองตกอยู่ในความเสี่ยง ทั้งนี้ ภารกิจช่วยเหลือนายทหารดังกล่าวมีขึ้นหลังเกิดเหตุ เครื่องบินขับไล่ F-15E Strike Eagle ของสหรัฐฯ ถูกยิงตกทางตะวันตกเฉียงใต้ของอิหร่าน เมื่อ 3 เม.ย. 69​

ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากความขัดแย้งในภูมิภาค ตอ.กลาง

  The Diplomat ของสหรัฐฯ เผยแพร่บทความเกี่ยวกับผลกระทบด้านพลังงานจากความขัดแย้งในภูมิภาค ตอ.กลางต่อประเทศในภูมิภาคเอเชีย ตอ.ต. โดยระบุว่า ฟิลิปปินส์และไทยเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง ทำให้มีความเปราะบางสูงต่อการชะงักของอุปทาน ซึ่งไทยมีมาตรการลดความต้องการใช้น้ำมัน แผนปันส่วนน้ำมัน การอุดหนุนราคา รวมถึงการจำกัดการส่งออกน้ำมันซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อประเทศที่นำเข้าน้ำมันจากไทยเพราะไทยเป็นศูนย์กลางการกลั่นน้ำมันของภูมิภาคอีกด้วย ทั้งนี้ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกำลังบีบให้รัฐบาลทั่วภูมิภาคต้องตัดสินใจระหว่างการขยายงบประมาณเพื่อรองรับราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น หรือปล่อยให้ภาระตกอยู่กับประชาชนและภาคธุรกิจ ซึ่งเป็นทางเลือกที่ยากและไม่มีรัฐบาลใดต้องการเผชิญ

ปากีสถานประสานสหรัฐฯ-อิหร่านและพันธมิตร เพื่อสนับสนุนการเจรจา ตอ.กลาง

เว็บไซต์สถานีโทรทัศน์ Geo TV และ นสพ.Dawn ของปากีสถาน รายงานเมื่อ 2 เม.ย.69 อ้างถ้อยแถลงของโฆษก กต.ปากีสถาน ว่า ปากีสถานยังคงติดต่อกับผู้นำระดับสูงของสหรัฐฯ และอิหร่านอย่างใกล้ชิด ทั้งสองฝ่ายชื่นชมความพยายามของปากีสถานในการอำนวยความสะดวกและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจรจาทางการทูต ปากีสถานยังประสานงานกับพันธมิตรในยุโรป ประเทศสมาชิกองค์การความร่วมมืออิสลาม (Organisation of Islamic Cooperation-OIC) และกลุ่มประเทศรอบอ่าวอาหรับ เพื่อบรรเทาความตึงเครียดและส่งเสริมสันติภาพที่ยั่งยืนในตะวันออกกลาง โดยยืนยันว่า การสนับสนุนดังกล่าวไม่ใช่การกดดันฝ่ายใด

ประธานาธิบดีฝรั่งเศสวิจารณ์ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่ากำลังทำลาย NATO

สนข.The Guardian และ Euronews รายงานเมื่อ 2 เม.ย.69 ว่า ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส วิจารณ์ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ว่า กำลังทำลายความเชื่อใจและความมั่นคงของพันธมิตรองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ด้วยท่าทีและคำพูดที่ขัดแย้ง เปลี่ยนไปมา รวมทั้งการตำหนิพันธมิตรและขู่ว่าจะถอนตัว พร้อมย้ำว่าการโจมตีทางทหารระยะสั้นไม่สามารถแก้ปัญหาโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านในระยะยาวได้ และการเปิดช่องแคบฮอร์มุซต้องเป็นกระบวนการหลายขั้นตอน เกิดขึ้นหลังจากความรุนแรงสงบหรือยุติลง พร้อมการเจรจากับอิหร่าน

พล.อ.อาวุโส มินอองไลง์ ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีเมียนมา คนที่ 11

นสพ. The Straits Times รายงานเมื่อ 3 เม.ย.69 ว่า ที่ประชุมรัฐสภาเมียนมา ลงคะแนนเลือก พล.อ.อาวุโส มินอองไลง์ (อายุ 70 ปี)  เป็นประธานาธิบดีเมียนมา คนที่ 11 เมื่อ 3 เม.ย.69 โดยใช้วิธีการลงคะแนนแบบปิด ส่วนนายนโยซอ อดีต นรม. ได้รับเลือกเป็นรองประธานาธิบดี คนที่ 1 และนางนันนีนีเอ ประธานพรรคเพื่อความเป็นปึกแผ่นและการพัฒนาแห่งสหภาพ (USDP) ประจำรัฐกะเหรี่ยง ได้รับเลือกเป็นรองประธานาธิบดี คนที่ 2 ตามลำดับ โดย พล.อ.อาวุโส มินอองไลง์ จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและคัดเลือกบุคคลขึ้นดำรงตำแหน่งใน ครม. เพื่อเข้าบริหารประเทศภายใน เม.ย.69 ต่อไป