การปฏิบัติการทางทหารระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านปัจจุบันยังมีความรุนแรงและการโจมตีอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีสัญญาณว่าจะเจรจาเพื่อหยุดยิงหรือไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง ล่าสุดเมื่อ 16 มีนาคม 2569 มีรายงานว่าอิสราเอลปฏิบัติการโจมตีทางทหารทั้งในอิหร่านและเลบานอน เพื่อทำลายฐานที่มั่นและคลังอาวุธของกองกำลังติดอาวุธที่อิหร่านสนับสนุน ด้านผู้นำอิหร่านยืนยันว่าไม่ต้องการสงคราม แต่มีสิทธิป้องกันตนเอง พร้อมสั่งการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในอิรัก จำนวนผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1,444 คน และได้รับบาดเจ็บมากกว่า 18,000 คน นอกจากนี้ ประเทศในตะวันออกกลางรายงานว่าสกัดกั้นโดรนและขีปนาวุธอย่างต่อเนื่อง เฉพาะอย่างยิ่งซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) สะท้อนว่า สงครามอิหร่านมีแนวโน้มขยายขอบเขตและสร้างความเสียหายให้ประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางมากขึ้น การที่ประเทศในตะวันออกกลางเผชิญความเสี่ยงด้านความมั่นคงจากการปฏิบัติการทางทหารโดยตรง ส่งผลให้วิกฤตด้านความมั่นคงพลังงานมีแนวโน้มรุนแรงและยืดเยื้อ เนื่องจากประเทศในตะวันออกกลางเป็นผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก เฉพาะอย่างยิ่งเอเชีย และปัจจุบันคลังน้ำมันในประเทศตะวันออกกลางยังคงเสี่ยงตกเป็นเป้าหมายโจมตีอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ความกังวลเรื่องห่วงโซ่อุปทานน้ำมันโลกในระยะยาวยังเพิ่มขึ้น จากที่ภูมิภาคตะวันออกกลางยังเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญ โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซยังไม่สงบเรียบร้อย นอกจากวิกฤตด้านพลังงาน ประเทศในตะวันออกกลางวิตกกับสถานการณ์ผู้อพยพ จากประชาชนในพื้นที่สงคราม โดยองค์การ UNHCR ของสหประชาชาติ ประเมินว่าสงครามครั้งนี้จะทำมีผู้พลัดถิ่นประมาณ 3.2 ล้านคน แม้ว่าอิหร่านจะยืนยันว่าจำนวนผู้อพยพออกนอกประเทศมีปริมาณไม่มาก แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อและทวีความรุนแรง อาจทำให้เกิดคลื่นผู้อพยพลี้ภัยสงครามขนาดใหญ่ที่เดินทางออกจากอิหร่านไปยังประเทศเพื่อน้บาน ได้แก่ อัฟกานิสถาน อาร์เมเนีย อาร์เซอร์ไบจาน อิรัก ปากีสถาน…