ขณะที่คู่ขัดแย้งสู้รบและสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินในสนามรบ ไม่ว่าจะเป็นกรณีอิหร่าน-สหรัฐฯ-อิสราเอล หรืออิสราเอล-ปาเลสไตน์ รวมถึงรัสเซีย-ยูเครน ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า ประเทศที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการรบพุ่งที่เกิดขึ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม ก็ต้องเป็นฝ่ายสูญเสียเช่นกัน เพียงแต่มาในรูปแบบที่ต่างกัน และเมื่อเทียบความเสียหายก็ไม่ได้มีมูลค่าน้อย ๆ ทั้งยังจะยิ่งสูงขึ้นจากความยาวนานของสงคราม รวมทั้งยังต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู …ความเสียหายที่ว่าคือ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ที่ถูกทำลายและทำให้ประเทศต่าง ๆ กลายเป็นผู้ประสบภัยร่วมจากการที่ต้องพึ่งพาหรือมีผลประโยชน์เกี่ยวโยงกับคู่สงครามไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง การหาทางเอาตัวรอดจากภัยความมั่นคงทางเศรษฐกิจทั้งเฉพาะหน้าและเตรียมการสำหรับภัยในอนาคตจึงเป็นสิ่งจำเป็น ขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งย้ำเตือนว่าความมั่นคงทางเศรษฐกิจ (Economic Security) ไม่ว่าภาวะปกติหรือยามวิกฤติมีความสำคัญไม่ด้อยไปกว่าความมั่นคงที่ยึดโยงกับการทหาร องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development-OECD) ระบุว่า ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ คือ ความสามารถของชาติในการป้องกันและรักษาไว้ซึ่งเสถียรภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยการทำให้มีความสามารถฟื้นตัว/ลุกได้เร็วและทรงตัวได้ไวไม่ว่าจะเผชิญ ภัยคุกคามใด ๆ ทั้งจากภายในและต่างประเทศ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจยังมีความเหลื่อมทับกับความมั่นคงที่ยึดโยงกับการทหาร เนื่องจากการสร้างความแข็งแกร่งและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญคือ ความสามารถของประเทศโดยรวมในการป้องกันและสร้างผลประโยชน์แห่งชาติให้เพิ่มพูนท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว OECD ยังย้ำถึงการเสริมสร้างความสามารถในการลุกได้ไว จากภัยคุกคามทั้งในและนอกประเทศเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และในยุคที่โลกเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจและความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์อย่างต่อเนื่อง ความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจยิ่งมีขอบเขตกว้างขวาง ครอบคลุมไปถึงขีดความสามารถในการคุ้มครองสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญ โครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด และการสร้างหลักประกันในการเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็น เช่น อาหาร พลังงาน และเทคโนโลยี รวมถึงการปกป้องอุตสาหกรรมทางยุทธศาสตร์และห่วงโซ่อุปทาน การรักษา การลื่นไหลของการค้าและการลงทุน และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์…