สปป.ลาว-เวียดนามกระชับความร่วมมือรอบด้าน

ความสัมพันธ์ระหว่าง สปป.ลาวและเวียดนามมีแนวโน้มใกล้ชิดและแน่นแฟ้นมากขึ้นในทุกมิติ หลังจากเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และนายกรับมนตรีเวียดนาม เยือน สปป.ลาวอย่างเป็นทางการ พร้อมคณะผู้แทนระดับสูงของรัฐบาล เพื่อกระชับความสัมพันธ์และเพิ่มพูนความร่วมมือทั้งด้านการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน เศรษฐกิจ และการลงทุนในโครงการที่สำคัญต่อยุทธศาสตร์การพัฒนาของ 2 ประเทศ นอกจากนี้ ผู้นำระดับสูงของทั้ง 2 รัฐบาล ได้แสดงการสนับสนุนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระหว่างกัน ตลอดจนแสดงความเชื่อมั่นในเสถียรภาพทางการเมืองของพรรคการเมืองที่ได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้นำรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการสานต่อความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อเป้าหมายการพัฒนาที่เจริญรุ่งเรืองร่วมกัน ที่ผ่านมา สปป.ลาวและเวียดนามมีประวัติศาสตร์ร่วมกัน โดยมีบทบาทของพรรคคอมมิวนิสต์เป็นจุดเชื่อมโยง ในครั้งนี้ ผู้แทนระดับสูงของ สปป.ลาวได้ใช้ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดในอดีตเป็นรากฐานในการขยายความร่วมมือระหว่างกันต่อไปในอนาคต โดยในพิธีต้อนรับ พล.ต.อ.โต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และนายกรัฐมนตรีของเวียดนามอย่างเป็นทางการนั้น นายทองลุน สีสุลิด เลขาธิการพรรคและประธานาธิบดี สปป.ลาว ย้ำว่า พรรค ภาครัฐ และภาคประชาชน สปป.ลาว จะทำทุกวิถีทางเพื่อร่วมมือกับพรรค รัฐ และประชาชนเวียดนามที่เป็นเหมือนพี่น้อง เพื่อปกป้องและเสริมสร้างมิตรภาพอันยิ่งใหญ่และความสามัคคีพิเศษที่อดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์ ของเวียดนาม กับอดีตประธานาธิบดีไกสอน พมวิหาน รวมทั้งอดีตประธานาธิบดีสุพานุวง ได้วางรากฐานไว้ สะท้อนว่าความร่วมมือในอดีตยังคงมีผลต่อความร่วมมือระหว่างรัฐบาล สปป.ลาวและเวียดนาม ผลการเยือนครั้งนี้เป็นผลดีต่อทั้ง 2 ประเทศ โดย…

เกิดการชุมนุมคัดค้านประธานาธิบดีอิสราเอลเยือนออสเตรเลีย

ชาวออสเตรเลียจำนวนมากคัดค้านกรณีรัฐบาลเชิญและจะต้อนรับประธานาธิบดี Isaac Herzog ของอิสราเอลจะเยือนออสเตรเลียระหว่าง 8-12 กุมภาพันธ์ 2569 จึงเริ่มรวมตัวกันเตรียมจัดการชุมนุมประท้วงคัดค้านเพื่อกดดันรัฐบาลให้ยกเลิกคำเชิญ เปลี่ยนท่าทีต่ออิสราเอล รวมทั้งสถานการณ์ในฉนวนกาซา โดยเมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 2569 มีรายงานว่า กลุ่มผู้สนับสนุนชาวปาเลสไตน์ในออสเตรเลีย นำโดยองค์กร Palestine Action Group เริ่มการชุมนุมแล้วตั้งแต่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 และวางแผนจะรวมตัวกันที่เมืองซิดนีย์ใน 8 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อคัดค้านการเยือนออสตรเลียของประธานาธิบดี Herzog นอกจากนี้ มีรายงานว่านักเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชนในออสเตรเลีย รวมทั้งสมาชิกพรรคฝ่ายค้าน เรียกร้องให้รัฐบาลสั่งควบคุมตัวประธานาธิบดี Herzog เพื่อสอบสวนคดีก่ออาชญากรรมสงครามและฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์ รัฐบาลออสเตรเลียพยายามควบคุมการชุมนุมดังกล่าว เพราะผู้นำออสเตรเลียเชิญประธานาธิบดี Herzog ด้วยตนเอง หลังจากเกิดเหตุการณ์ก่อการร้ายในช่วงเทศกาล Hanukkah ของชาวยิวที่หาดบอนดี เมื่อ ธันวาคม 2568 อย่างไรก็ตาม มาตรการควบคุมและสั่งห้ามการชุมนุมประท้วง รวมทั้งการขยายประกาศมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถสั่งห้ามการชุมนุมประท้วงได้ ยิ่งทำให้ชาวออสเตรเลียไม่พอใจ โดยวิจารณ์ว่าการควบคุมการชุมนุมโดยสันติขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าออสเตรเลียควบคุมตัววัยรุ่นชาวออสเตรเลีย เนื่องจากสืบทราบว่าข่มขู่คุกคามผู้นำอิสราเอลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ นอกจากควบคุมการชุมนุม…

ทั่วโลกกังวลกรณีข้อตกลงนิวเคลียร์สหรัฐฯ-รัสเซียจะหมดอายุ

สหประชาชาติ (UN) เมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2569 แสดงความกังวลกรณีข้อตกลงควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซีย หรือ New START (Strategic Arms Reduction Treaty) จะหมดอายุใน 5 กุมภาพันธ์ 2569 หากทั้ง 2 ประเทศไม่เจรจาต่ออายุข้อตกลงดังกล่าว อาจทำให้เกิดการสะสมอาวุธนิวเคลียร์มากขึ้น ไม่เป็นผลดีต่อการรักษาบรรยากาศความมั่นคงและสันติภาพ รวมทั้งเพิ่มความเสี่ยงที่โลกจะเผชิญสงครามอาวุธนิวเคลียร์ ทั้งนี้ ข้อตกลง New START จัดทำขึ้นเมื่อปี 2553 สาระสำคัญคือกำหนดจำนวนหัวรบนิวเคลียร์ที่ทั้งสหรัฐฯ และรัสเซียต้องลดจำนวนลงอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นระหว่างกัน รวมทั้งกำหนดจำนวนการติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ ปัจจุบันผู้แทนของรัสเซียระบุว่าพยายามเสนอการเจรจาทำข้อตกลงใหม่หรือต่ออายุข้อตกลงดังกล่าวกับสหรัฐฯ แล้ว โดยเสนอต่ออายุข้อตกลงออกไปอีก 12 เดือน แต่ฝ่ายสหรัฐฯ ยังไม่ตอบรับ ข้อตกลง New START จัดทำขึ้นเมื่อปี 2553 ในสมัยอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา และอดีตประธานาธิบดี นายดมิทรี เมดเวเดฟ ซึ่งเป็นอดีตผู้นำรัสเซียที่มีความใกล้ชิดกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำของรัสเซียคนปัจจุบัน…

สหรัฐฯ ถอนกัมพูชาออกจากบัญชีคว่ำบาตรส่งออกอาวุธ (EAR)

สำนักอุตสาหกรรมและความปลอดภัย (BIS) สังกัด พณ.สหรัฐฯ ประกาศถอนกัมพูชาออกจากบัญชีรายชื่อประเทศที่ถูกคว่ำบาตรด้านอาวุธภายใต้ข้อบังคับการบริหารการส่งออก (Export Administration Regulations-EAR) หรือกลุ่มประเทศ D:5 (สหรัฐฯ จำกัดการส่งออกอาวุธอย่างเข้มงวด) อย่างเป็นทางการ มีผลบังคับตั้งแต่ 3 ก.พ.69 ซึ่งเป็นพัฒนาการสำคัญต่อการผ่อนคลายข้อจำกัดทางการทหาร และการค้าระหว่างสองประเทศ ภายหลัง รมว.กต.สหรัฐฯ ประเมินว่ากัมพูชามุ่งมั่นสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี สหรัฐฯ ยังจัดกัมพูชาอยู่ในกลุ่มประเทศ D:1 คือ ควบคุมการส่งออกบางประการ เฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานและผู้ใช้ปลายทางทางทหารและข่าวกรองทางทหาร ทั้งนี้ สหรัฐฯ ยกเลิกคำสั่งห้ามขายอาวุธให้กัมพูชา เมื่อ ต.ค.68

กัมพูชาร้องขอฝรั่งเศสจัดหาผู้เชี่ยวชาญและเอกสารทางประวัติศาสตร์ แก้ไขปัญหาเขตแดนกับไทย

ข่าวสารนิเทศ กต.กัมพูชา เมื่อ 5 ก.พ.69 ระบุว่า สมเด็จฯ ฮุน มาแนต นรม.กัมพูชา ส่ง น.ถึง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ลว. 4 ก.พ.69 แสดงความขอบคุณฝรั่งเศสที่สนับสนุนการหยุดยิงระหว่างกัมพูชา-ไทย และร้องขอให้ฝรั่งเศสพิจารณาจัดหาผู้เชี่ยวชาญหรือที่ปรึกษา รวมถึงความช่วยเหลือด้านเอกสารทางประวัติศาสตร์และเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับเส้นเขตแดนระหว่างกัมพูชา-ไทยตั้งแต่ยุคอาณานิคม โดยย้ำว่า กัมพูชาให้ความสำคัญกับบทบาทของฝรั่งเศสในฐานะสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และเชื่อมั่นว่าการสนับสนุนดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมการแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อให้ประชาชนกัมพูชาและไทยอยู่ร่วมกันอย่างสงบ มั่นคง และเป็นเพื่อนบ้านที่ดี

ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไทยกังวลเรื่องหนี้และเศรษฐกิจ

CNA เผยแพร่บทความระบุว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวไทยมีความกังวลเรื่องหนี้สินและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ โดยเศรษฐกิจไทยประสบปัญหาในการฟื้นตัวมานาน เพราะตั้งแต่ปี 2564 เศรษฐกิจไทยมีอัตราการขยายตัวเพียงร้อยละ 1–3 ต่อปี และในปี 2569 น่าจะอยู่ที่ร้อยละ 2 เท่านั้น ซึ่งตามหลังประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค ขณะที่ระดับหนี้ครัวเรือนไทยสูงถึงร้อยละ 90 ของ GDP ถือเป็นปริมาณที่สูงในอันดับต้นของเอเชีย ด้านพรรคการเมืองต่างใช้นโยบายด้านเศรษฐกิจเพื่อดึงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งทั่วไปที่กำลังจะมีขึ้น ทั้งนโยบายแจกเงิน ให้เงินอุดหนุน และพักหนี้ แต่ที่ได้รับความสนใจมากคือนโยบายแบบเสี่ยงโชค ทั้งนโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้าน ของพรรค พท. และหวยใบเสร็จ ของพรรค ปชน. ทั้งนี้ นักวิเคราะห์แสดงความเห็นว่า นโยบายเหล่านี้จับต้องได้และเข้าใจง่ายกว่าการปฏิรูปเศรษฐกิจที่ใช้เวลานาน แต่เสี่ยงสร้างภาระงบประมาณสูงและไม่ยั่งยืน

รัสเซียเตรียมรับมือมาตรการคว่ำบาตรภาคพลังงานของชาติตะวันตก

สนข.TASS รายงานอ้างโฆษก กต.รัสเซีย เมื่อ 4 ก.พ.69 เกี่ยวกับแนวทางรับมือมาตรการคว่ำบาตรภาคพลังงานรัสเซียของชาติตะวันตกว่า รัสเซียเปลี่ยนเส้นทางขนส่งก๊าซธรรมชาติหลักของรัสเซียไปยังประเทศใหม่ทางตะวันออก ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลก หลังสหภาพยุโรปประกาศยุติการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียในปี 2570 นอกจากนี้ รัสเซียมุ่งหวังให้ตุรกีต่อต้านความพยายามแทรกแซงความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างรัสเซียกับตุรกีของชาติตะวันตกจากกรณีฝรั่งเศสขอให้ตุรกีลดการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียและต่อต้านการขนส่งน้ำมันที่ผิดกฎหมาย รวมถึงกรณีอินเดียที่จะยุติการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียหลังการหารือกับสหรัฐฯ ประเด็นการค้า โดยระบุว่า รัสเซียไม่ได้เป็นผู้จัดหาน้ำมันเพียงรายเดียวแก่อินเดีย ซึ่งเป็นสิทธิ์ของอินเดียที่จะซื้อน้ำมันจากแหล่งอื่นตามความต้องการของอินเดีย

ผู้นำสหรัฐฯ ริเริ่มโครงการ Project Vault สำรองแร่ธรรมชาติสำคัญ

  การสะสมทรัพยากรธรรมชาติ และความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของชาติ เป็นเป้าหมายสำคัญของประเทศมหาอำนาจทั่วโลก ทรัพยากรธรรมชาติถือว่าเป็นพลังอำนาจที่สำคัญของรัฐ ดังนั้น สหรัฐฯ จึงจะมีการสำรองแร่ธาตุสำคัญของประเทศหรือแร่ธาตุเชิงยุทธศาสตร์ (critical minerals) ซึ่งรวมทั้งแรร์เอิร์ธด้วย เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับห่วงโซ่แร่ธาตุสำคัญ และเพื่อไม่ต้องพึ่งพาประเทศอื่นมากเกินไป เฉพาะอย่างยิ่งจีน ทั้งนี้ คลังสำรองแร่ธาตุสำคัญทางยุทธศาสตร์จะทำให้สหรัฐฯ มีความมั่นคงทางแร่ธาตุสำคัญเช่นเดียวกับความมั่นคงทางพลังงานที่สหรัฐฯ มีคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (The Strategic Petroleum Reserve -SPR)  และเมื่อสิ้นปี 2568 สหรัฐฯ มีการสำรองน้ำมันไว้ใช้ในคลังได้ถึง 4 เดือน หากเกิดเหตุฉุกเฉิน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ จึงสั่งการเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ให้เริ่มโครงการ Project Vaultเพื่อสร้างคลังแร่ธรรมชาติสำคัญสำรองไว้ในประเทศ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและประเทศ โดยแร่ธรรมชาติสำคัญที่สหรัฐฯ จะจัดทำบัญชีเพื่อสำรองไว้มีมากกว่า 50 ชนิด เช่น แรร์เอิร์ธ ลิเธียม ยูเรเนียม และทองแดง ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ จะร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มั่นใจว่าสหรัฐฯ มีคลังแร่ธรรมชาติสำคัญสำรองไว้จำนวนเพียงพอต่อห่วงโซ่การผลิตอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในประเทศ…

UAE เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม World Governments Summit

สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ หรือ UAE เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดรัฐบาลโลก ประจำปี 2569 หรือ World Governments Summit (WGS) ที่เมืองดูไบ ระหว่าง 3-5 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งจะเป็นเวทีการประชุมระดับนานาชาติที่มีผู้แทนจากรัฐบาลประเทศทั่วโลก รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญสาขาต่าง ๆ ได้รับเชิญให้เข้าร่วมเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “Shaping Future Governments” เพื่อเตรียมรัฐบาลประเทศต่าง ๆ ให้พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาที่รวดเร็วในยุคปัจจุบัน การประชุมครั้งนี้มีวาระสำคัญ คือ การมองสู่อนาคต เพื่อค้นหาโอกาสและความท้ายที่จะเผชิญ และกำหนดแนวทางให้รัฐบาลสามารถพัฒนาประเทศต่าง ๆ ต่อไปได้ ประเด็นสำคัญในการประชุม WGS ปี 2569 ประกอบด้วย 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การสร้างธรรมาภิบาลระดับโลก (global governance) การส่งเสริมสังคมและความเป็นอยู่ที่ดี การเสริมสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ การรับมือกับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไป และการเตรียมพร้อมกับอนาคตที่ไม่แน่นอน นอกจากนี้ สื่อมวลชนคาดว่าที่ประชุมจะกล่าวถึงความร่วมมือด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ การเปลี่ยนผ่านไปยุคดิจิทัล และการเพิ่มขีดความสามารถของรัฐบาลต่าง ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่อนาคต UAE…

รัสเซียยกระดับการโจมตียูเครน ก่อนการเจรจา 3 ฝ่ายครั้งที่ 2

สงครามในยูเครนมีแนวโน้มตึงเครียดขึ้น หลังจากมีรายงานเมื่อ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า รัสเซียยกระดับเพิ่มการโจมตียูเครนด้วยอากาศยานไร้คนขับ ทำให้อาคารบ้านเรือของประชาชน รวมทั้งแหล่งผลิตพลังงานในยูเครนเสียหายจำนวนมาก สำหรับพื้นที่เป้าหมายโจมตี ได้แก่ nipro, Kharkiv, Sumy, Zaporizhzhia และ Odesa ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเมืองสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ในภาคตะวันออกของยูเครน มีรายงานว่ารัสเซียใช้โดรน 450 เครื่องและขีปนาวุธมากกว่า 70 ลูกในการโจมตีช่วงเวลากลางคืน ขณะที่ปัจจุบันสภาพอากาศในยูเครนอยู่ที่ประมาณ -20 องศาเซลเซียส การยกระดับการโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นทันทีที่ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวที่รัสเซียตกลงกับสหรัฐฯ หมดอายุเมื่อปลาย มกราคม 2569 ซึ่งก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ระบุว่ารัสเซียตกลงว่าจะไม่โจมตีแหล่งพลังงานของยูเครนในห้วงฤดูหนาว เนื่องจากการโจมตีดังกล่าวส่งผลกระทบต่อประชาชนที่ต้องเผชิญสภาพอากาศหนาวจัด เป็นการใช้ความมั่นคงทางพลังงานเป็นอาวุธ อย่างไรก็ตาม ทางการรัสเซียเปิดเผยว่าข้อตกลงกับสหรัฐฯ หมดอายุไปเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2569 แต่ยูเครนเข้าใจว่าข้อตกลงจะมีผลบังคับใช้ไปถึง 6 กุมภาพันธ์ 2569 ทั้งนี้ ผู้นำยูเครนเรียกร้องให้สหรัฐฯ เพิ่มแรงกดดันรัสเซียในกรณีนี้ เพราะมีมุมมองว่ารัสเซียละเมิดข้อตกลงที่ทำไว้กับสหรัฐฯ รวมทั้งวิจารณ์รัสเซียว่าไม่มีเจตนาหรือความมุ่งมั่นที่จะยุติปฏิบัติการทางทหารในยูเครน หรือต้องการสันติภาพ เพียงแต่ทำข้อตกลงกับสหรัฐฯ เพื่อลดแรงกดดันทางการเมืองระหว่างประเทศเท่านั้น พร้อมทั้งกล่าวโทษรัสเซียว่า “ก่อการร้าย”…