ความหวังในการเจรจาเพื่อยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านยังลางเลือน

การหาทางออกเพื่อยุติยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านเกิดขึ้น ทั้งในกรอบสหประชาชาชาติ (UN)  ระดับบุคคล และจากการเสนอจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์  ทางออกทั้งหมดดังกล่าวในขณะนี้ ยังไม่มีสัญญาณที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายได้ ขณะที่ปฏิบัติการทางทหารร่วมระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอล เพื่อโจมตีอิหร่าน ภายใต้รหัส “Epic Fury”ที่เริ่มขึ้นเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ยังได้รับการตอบโต้จากอิหร่านอย่างเข้มข้น โดยมีเป้าหมายต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และอิสราเอลในหลายประเทศในตะวันออกกลาง เช่น อิสราเอล บาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศสใช้กรอบ  UN เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เรียกร้องให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) จัดการประชุมฉุกเฉินกรณีสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยประธานาธิบดีมาครง ต้องการให้อิหร่าน เข้าสู่การเจรจา แต่ก็เห็นว่าชาวอิหร่านควรมีสิทธิกำหนดอนาคตของตนเองอย่างเสรี  ซึ่ง UNSC ก็จัดประชุมวาระฉุกเฉินในวันเดียวกัน  และนายอันโตนิอู กุแตเรซ เลขาธิการ UN ได้แถลงในที่ประชุมประณามการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล รวมถึงการตอบโต้ของอิหร่าน อย่างไรก็ดี ตัวแทนสหรัฐฯ และอิหร่านก็ตอบโต้กันอย่างรุนแรงในระหว่างการชี้แจงต่อ UNSC การเสนอให้มีการเจรจา…

ท่าทีประเทศในเอเชีย ตอ.ต. ต่อกรณีสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน

อิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่าน เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โดยอ้างเหตุผลว่าเป็นการชิงโจมตีก่อน (preemptive strike) เพื่อขจัดภัยคุกคามต่ออิสราเอล โดยเป็นปฏิบัติการร่วมกันระหว่างอิสราเอลกับสหรัฐฯ ขณะที่อิหร่านตอบโต้ผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางอย่างเข้มข้น และต่อเนื่อง แนวโน้มการปฏิบัติการทางทหารน่าจะยืดเยื้อ หากพิจารณาคำให้สัมภาษณ์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ The New York Times เมื่อ 1 มีนาคม 2569 ว่า กระบวนการการปฏิบัติการทางทหารจะดำเนินต่อไป 4-5 สัปดาห์ หรืออาจยุติเร็วกกว่านั้น แต่ก็พร้อมจะเจรจากับอิหร่าน ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แสดงท่าทีต่อการปฏิบัติการทางทหารร่วมระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอลภายใต้รหัส “Epic Fury” ไปในทิศทางเดียวกันที่กังวลอย่างมากกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และจะติดตามความเคลื่อนไหวของเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมต้องการกลับเข้าสู่เจรจาระหว่างกัน และปฏิบัติตามระเบียบระหว่างประเทศ พร้อมกับมีคำแนะนำให้ประชาชนของตนในอิหร่าน และประเทศในตะวันออกกลาง ระมัดระวังตัวมากขึ้น พร้อมเปิดช่องทางให้ประชาชนในประเทศของตนติดต่อได้ตลอดเวลา และให้หลีกเลี่ยงเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยง เวียดนามนอกจากเตือนประชาชนแล้ว ยังสั่งการให้หน่วยงานทั้งใน และเจ้าหน้าที่ของเวียดนามที่ปฏิบัติการในต่างประเทศร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด เพื่อดำเนินการให้ความปลอดภัยแก่ชาวเวียดนามในต่างประเทศ ทั้งนี้เวียดนามยืนยันว่าชาวเวียดนามในอิหร่านและอิสราเอลปลอดภัย เช่นเดียวกับกัมพูชาระบุว่าประชาชนของตนในภูมิภาคยังคงปลอดภัยเช่นกัน  ขณะที่มีรายงานการเสียชีวิตของสตรีชาวฟิลิปปินส์ที่ไปทำงานเป็นผู้ดูแลคนไข้ จากขีปนาวุธของอิหร่านที่ยิงไปยังกรุงเทลอาวีฟ เมืองหลวงของอิสราเอล สำหรับสิงคโปร์ให้ความสำคัญด้านความมั่นคงในประเทศ ด้วยการเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบความปลอดภัยการเข้าประเทศทั้ง บุคคล ยานพาหนะ…

กัมพูชาต้องการจำนวนนักท่องเที่ยวมากขึ้น ในปี 2569

กัมพูชากำลังดำเนินการหลายช่องทาง เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ไปท่องเที่ยวกัมพูชามากขึ้นในปี 2569 หลังจากมีการประเมินว่า จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงเป็นผลจากการที่นักท่องเที่ยวต่างชาติรู้สึกไม่ปลอดภัยจากการที่กัมพูชาเป็นประเทศที่เป็นฐานของอาชญากรรมออนไลน์ หรือแก๊งสแกมเมอร์ ประกอบกับเกิดความขัดแยังบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้งนี้ เมื่อปี 2568 นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางไปกัมพูชาลดลง ร้อยละ 17 เหลือประมาณ 5.5 ล้านคน  สร้างรายได้ให้ประเทศ ประมาณ 3,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กัมพูชาต้องการดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวจีนให้มาท่องเที่ยวมากขึ้น ซึ่งเมื่อปี 2568 สูงเป็นอันดับ 2 รองจากเวียดนาม โดยต้องการให้รายได้จากการท่องเที่ยวเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นหนึ่งใน 4 เสาหลัก อีก 3 เสาหลัก ได้แก่ เสื้อผ้า รองเท้าและสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง การเกษตร รวมทั้งภาคอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้าง สำหรับช่องทางที่กัมพูชาใช้ดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวจีน เช่น ยกเว้นวีซ่าให้เป็นเวลา 4 เดือน (15 มิถุนายน-15 ตุลาคม 2569 ) ซึ่งอาจขยายระยะเวลาเพิ่มการยกเว้นวีซ่าอีกได้ นอกจากนี้ ยังสนับสุนให้บริษัทผู้ผลิต China-Cambodia Mobile Film Tour…

ดัชนีการรับรู้การทุจริตของไทยที่ลดลงไม่ส่งผลกระทบต่อการเป็นสมาชิก OECD

ดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index – CPI) ของไทยปี 2568 ตกต่ำลง และคะแนนน้อยกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 42 คะแนน โดยไทยได้ 33 คะแนน จาก 100 คะแนน อยู่อันดับ 116 เทียบกับปี 2567 ได้ 34 คะแนน อยู่อันดับ 107  การที่ CPI ของไทยถดถอย ทำให้ภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของไทยลดลง  เนื่องจาก CPI มีอิทธิพลต่อการประเมินของหน่วยงานจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เช่น Moody’s หรือ S&P รวมถึง การประเมินนโยบายและสถาบันระดับประเทศ (Country Policy and Institutional Assessment – CPIA) ของธนาคารโลก อย่างไรก็ดี CPI ไม่มีผลกระทบโดยตรงของไทยต่อการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation…

ไทยจะต้องเตรียมตัวอย่างไร ..กับเศรษฐกิจโลก 2569

คำถามนี้เป็นคำถามที่ต้องรีบหาคำตอบให้ได้เร็วที่สุด แม้ IMF และธนาคารโลกประเมินว่าในปี 2569 เศรษฐกิจโลกมีความยืดหยุ่นสูง แม้เผชิญความไม่แน่นอน จากความตึงเครียดทางการค้า ความไม่แน่นอนของนโยบาย และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่การลงทุนด้านเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence – AI) เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลัก แต่มีความเป็นไปได้ที่การลงทุนจริงในภาคดังกล่าวจะปรับลดลง และอาจส่งผลให้ตลาดหุ้นผันผวนมากขึ้น หากเทคโนโลยี AI สร้างรายได้หรือกำไรได้ต่ำกว่าที่คาดการณ์ เศรษฐกิจไทย IMF และธนาคารโลกคาดการณ์สอดคล้องกันว่า GDP ในปี 2569 จะขยายตัวไม่เกินร้อยละ 2  (IMF ประเมินที่ร้อยละ ๑.๖  ธนาคารโลกประเมิน ร้อยละ ๑.๘)  ปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยที่สำคัญคือ โครงสร้างการส่งออกที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ซึ่งจะได้รับผลกระทบหนัก หากถูกสหรัฐฯ กดดัน แต่ไทย มีจุดแข็งในการดำเนินนโยบายที่เป็นกลางกับทุกฝ่าย ระบบโครงสร้างพื้นฐานอยู่ในระดับที่ดี และการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ในภูมิภาค อย่างไรก็ดี ไทยเป็นต้องเร่งพัฒนาแรงงานทักษะสูงเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดการลงทุนอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มเฉพาะอย่างยิ่งเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เนื่องจากความต้องการเซมิคอนดักเตอร์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ รวมถึงการบริหารจัดการหนี้สาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดการขาดดุลการคลัง และมีงบประมาณเพียงพอรับมือกับวิกฤตในอนาคต IMF และธนาคารโลกประเมินเศรษฐกิจโลกในปี…

OPEC+ จะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบ 206,000 บาร์เรลต่อวัน ใน เม.ย.69

สนข.Bloomberg รายงานว่า ที่ประชุมสมาชิก OPEC+ 8 ประเทศ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย อิรัก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต คาซัคสถาน แอลจีเรีย และโอมาน มีมติเมื่อ 1 มี.ค.69 ปรับเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบ 206,000 บาร์เรลต่อวัน ในห้วง เม.ย.69 โดยคาดว่าการเพิ่มกำลังการผลิตดังกล่าวจะช่วยบรรเทาปัญหาอุปทานน้ำมันดิบขาดแคลน หลังจากอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันมากกว่าร้อยละ 20 ของโลก เมื่อ 28 ก.พ.69 ทั้งนี้ OPEC+ จะจัดประชุมทบทวนปรับกำลังการผลิตอีกครั้งใน 5 เม.ย.69

ไทยมีแผนเก็บภาษีความเค็มเพื่อบรรเทาปัญหาด้านสุขภาพ

CNA ระบุถึงกรณีไทยมีแผนจัดเก็บภาษีความเค็ม สำหรับผลิตภัณฑ์โซเดียมสูง เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว เพื่อควบคุมอัตราการเกิดภาวะความดันโลหิตสูงและโรคไตที่เพิ่มขึ้น โดยคนไทยบริโภคโซเดียมเฉลี่ยประมาณ 3,600 มิลลิกรัม/วัน มากกว่าคำแนะนำจาก WHO ซึ่งอยู่ที่ 2,000 มิลลิกรัม/วัน ด้านผู้เชี่ยวชาญแสดงความเห็นว่าการเก็บภาษีอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมบริโภคอาหารรสเค็มของคนไทยได้ และอาจเป็นการผลักภาระต้นทุนไปให้ผู้บริโภค จึงเสนอให้รัฐลงทุนวิจัยสารทดแทนเกลือ ใช้ฉลากสีแสดงระดับความเสี่ยง และกำหนดมาตรฐานบังคับ รวมถึงมีมาตรการเสริม เช่น การปรับพฤติกรรมผ่านการให้ความรู้ รวมถึงการร่วมมือกับผู้ขายอาหารริมทาง ทั้งนี้ คนไทยยังบริโภคน้ำตาลเกินคำแนะนำของ WHO ด้วย และไทยใช้มาตรการเก็บภาษีน้ำตาลกับเครื่องดื่มรสหวานเมื่อปี 2560 แต่ไม่ครอบคลุมร้านอาหารหรือร้านแผงลอย ส่งผลให้ความรวดเร็วในการเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างจำกัด

สหราชอาณาจักรอนุญาตสหรัฐฯ ใช้ฐานทัพโจมตีเชิงป้องกันกับอิหร่าน

นายเคียร์ สตาร์เมอร์ นรม.สหราชอาณาจักร เผยแพร่แถลงการณ์ เมื่อ 2 มี.ค.69  ว่า สหราชอาณาจักรอนุญาตให้กองทัพสหรัฐฯ ใช้ฐานทัพเพื่อปฏิบัติการทางทหารในลักษณะการโจมตีเชิงป้องกันต่อเป้าหมายในอิหร่านได้ ภายใต้หลักการป้องกันตนเองร่วมกันของพันธมิตรและเพื่อคุ้มครองชาวอังกฤษในตะวันออกกลางซึ่งมีอยู่ประมาณ 200,000 คน พร้อมย้ำว่าสหราชอาณาจักรไม่ได้มีส่วนร่วมในการโจมตีเชิงรุกและจะไม่เข้าร่วมปฏิบัติการเชิงรุกในขณะนี้ ภายหลังประกาศดังกล่าวต่อมามีรายงานว่า ฐานทัพ RAF Akrotiri ของสหราชอาณาจักรในไซปรัส ถูกโดรนซึ่งคาดว่าเป็นของอิหร่านโจมตีเสียหายเล็กน้อยและไม่มีผู้บาดเจ็บ

จีน-รัสเซียหารือเกี่ยวกับสถานการณ์โจมตีอิหร่าน

นายหวัง อี้ รมว.กต.จีน หารือทางโทรศัพท์กับนายเซียร์เกย์ ลาฟรอฟ รมว.กต.รัสเซีย เมื่อ 1 มี.ค.69 ว่า การที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดการโจมตีอิหร่านในห้วงที่มีการเจรจาระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และการสังหารผู้นำสูงสุดของรัฐอธิปไตย พร้อมกับยุยงให้เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ จีนกังวลอย่างยิ่งว่า ความรุนแรงที่ขยายขอบเขตไปทั่วอ่าวเปอร์เซีย อาจทำให้สถานการณ์ในภูมิภาค ตอ.กลาง เข้าสู่ภาวะวิกฤตยิ่งขึ้น พร้อมกับแสดงจุดยืนของจีน ดังนี้ 1) ยุติปฏิบัติการทางทหารโดยทันที  2) รื้อฟื้นการเจรจาพูดคุยโดยเร็ว  3) ร่วมกันต่อต้านการกระทำแต่เพียงฝ่ายเดียว   ขณะที่ รมว.กต.รัสเซีย ระบุว่า รัสเซียมีจุดยืนเช่นเดียวกับจีน

ราคาน้ำมันดิบโลกอาจปรับเพิ่ม หลังอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ

สนข.Bloomberg รายงานว่า การขนส่งน้ำมันในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงักหลังกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านประกาศปิดช่องแคบดังกล่าวเมื่อ 28 ก.พ.69 เพื่อตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล   ซึ่งมีการประเมินว่าการปิดช่องแคบฮอร์มุซอาจทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกสูงขึ้นถึง 120 – 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากเดิมที่ราคาน้ำมันดิบห้วง ก.พ.69 เฉลี่ยอยู่ที่ 66 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และทำให้ประเทศผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางต้องปรับเส้นทางการขนส่ง โดยซาอุดีอาระเบียอาจเปลี่ยนเส้นทางการขนส่งชั่วคราวโดยใช้ท่อส่งน้ำมันในประเทศไปยังท่าเรือที่ทะเลแดง ส่วนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ใช้ท่อส่งน้ำมันที่เชื่อมจากแหล่งน้ำมันไปยังท่าเรืออ่าวโอมาน ขณะที่อิรักส่งน้ำมันผ่านท่อส่งที่เชื่อมกับตุรกีไปยังชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนแต่ท่อดังกล่าวสามารถขนส่งน้ำมันที่สูบจากแหล่งน้ำมันทางตอนเหนือของประเทศเท่านั้น ด้านคูเวต กาตาร์ และบาห์เรน จะเผชิญผลกระทบมากที่สุดเนื่องจากไม่มีช่องทางสำรองอื่นนอกจากช่องแคบดังกล่าว