สังคมไทยกับการเปลี่ยนแปลงคำนำหน้าชื่อของผู้หลากหลายทางเพศ

สังคมไทยเปิดกว้างและยอมรับความหลากหลายทางเพศมากขึ้น ส่งผลให้ประเด็นสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศได้รับความสนใจและกลายเป็นข้อถกเถียงในพื้นที่สาธารณะอย่างกว้างขวาง เช่น การผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียมจนประสบความสำเร็จและมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ มกราคม 2568  เป็นต้น แต่ก็มีประเด็นตามมาที่กำลังถูกกล่าวถึงอย่างร้อนแรงในสังคมไทยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มหลากหลายทางเพศในขณะนี้ คือ การเรียกร้องให้สามารถเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อของบุคคลให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ทางเพศของตนซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมากในโลกออนไลน์ เพราะคำนำหน้าชื่อ เช่น นาย นาง นางสาว กำลังสร้างความยากลำบากในการใช้ชีวิตให้กับกลุ่มคนบางกลุ่มที่มีคำนำหน้าชื่อไม่ตรงกับเพศภาพ ที่ส่งผลต่อทั้งการดำเนินชีวิตประจำวัน การเข้าถึงสิทธิ และการยอมรับในสังคม อัตลักษณ์ที่ถูกจำกัด แม้มนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมกับ เพศกำเนิด (sex assigned at birth) ที่มีการจำแนกออกเป็น 2 ประเภท คือ เพศหญิงและเพศชาย แต่การรับรู้ตัวตนทางเพศ หรืออัตลักษณ์ทางเพศ (Gender Identity) สำหรับบางคนนั้นต้องใช้ระยะเวลาในการตกตะกอนและค้นหาตนเอง ซึ่งอาจไม่ตรงกับเพศกำเนิดที่ได้มีการระบุไว้ จึงนำไปสู่การนิยามตัวตนในรูปแบบที่หลากหลาย เช่น การระบุว่าตนเป็นบุคคลข้ามเพศ หรือมีอัตลักษณ์ทางเพศอื่น ๆ ที่ไม่สอดคล้องกับกรอบทางภาษาที่ได้ระบุไว้ว่ามีเพียงแค่เพศชายและเพศหญิง และคำนำหน้าที่มีเพียงแค่นายและนางสาว การกำหนดคำนำหน้าชื่อโดยรัฐเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้าง “ตัวตนทางกฎหมาย” (legal identity) ซึ่งมีผลต่อสิทธิ หน้าที่ และสถานะของบุคคลในสังคม สำหรับประเทศไทย การระบุเพศในเอกสารราชการ เช่น บัตรประชาชน…

นักท่องเที่ยวรัสเซียขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพของไทย

The International Travel & Health Insurance Journal ของสหราชอาณาจักร อ้างอิงรายงาน Medical Tourism Overseas ไตรมาส 4/2568 ของ Yango Ads บริษัทโฆษณาดิจิทัล ว่า ไทยติดอันดับ 1 ใน 3 ปลายทางยอดนิยมสำหรับชาวต่างชาติที่ต้องการรักษาพยาบาลในต่างประเทศ เน้นย้ำบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางการดูแลสุขภาพระดับโลก โดยมีกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ใช้ภาษารัสเซียเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญ ซึ่งเลือกไทยเพิ่มขึ้นสำหรับการรักษาแบบไม่ฉุกเฉิน และการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน โดยภูเก็ตและพัทยายังคงได้รับความนิยมต่อเนื่อง และมีปลายทางใหม่ที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น เช่น เชียงใหม่ และกระบี่

การค้าทวิภาคีกัมพูชา-ไทยลดลงร้อยละ 43.5

นาย Kun Nhim อธิบดีกรมศุลกากรและสรรพสามิตกัมพูชา (GDCE) ระบุว่า การค้าทวิภาคีระหว่างกัมพูชากับไทยเมื่อ ม.ค.69 มีมูลค่า 209 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงร้อยละ 43.5 จากเมื่อ ม.ค.68 โดยกัมพูชาส่งออก 58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ลดลงร้อยละ 20) และนำเข้า 151 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ลดลงร้อยละ 49.3) โดยกัมพูชายังคงนำเข้าสินค้าเพื่อการผลิตและการลงทุน อาทิ เครื่องจักร สินค้าและปัจจัยการผลิตสำหรับอุตสาหกรรมและการเกษตร ทั้งนี้ GDCE ระบุว่าข้อมูลดังกล่าวแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างการค้าระหว่างกัมพูชากับไทย ไม่ใช่การตัดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ

จีนเรียกร้องให้ฟิลิปปินส์ยุติการยั่วยุและรุกล้ำน่านฟ้าบริเวณเกาะหวงเหยียนในทะเลจีนใต้

  โฆษกกองบัญชาการยุทธบริเวณภาคใต้ของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน แถลงเมื่อ 18 มี.ค.69 เรียกร้องให้ฟิลิปปินส์ยุติการรุกล้ำอธิปไตยจีน และการยั่วยุที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างกัน หลังตรวจพบเครื่องบินเอนกประสงค์ขนาดเล็ก C-208 ของฟิลิปปินส์ จำนวน 2 ลำ   ที่น่านฟ้าบริเวณเกาะหวงเหยียน (Huangyan Dao) ในทะเลจีนใต้โดยไม่ได้รับอนุญาต ทั้งนี้ กองบัญชาการยุทธบริเวณภาคใต้ได้ส่งกองกำลังทางเรือและอากาศไปยังบริเวณดังกล่าวเพื่อแจ้งเตือนและขับไล่เครื่องบินของอีกฝ่ายแล้ว และจะยังคงเฝ้าระวังการรุกล้ำของฟิลิปปินส์ต่อไป

สหราชอาณาจักรกังวลว่าจีนอาจใช้ช่องโหว่ของกฎหมายเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร

รัฐบาลสหราชอาณาจักรแสดงความห่วงกังวลว่า จีนอาจกำลังใช้ประโยชน์จากกฎหมายเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร (Freedom of Information-FOI) ของสหราชอาณาจักร รวบรวมข้อมูลที่แม้จะไม่จัดเป็นความลับ แต่มีความเสี่ยงต่อการเปิดเผยข้อมูลอ่อนไหว เนื่องจากในห้วงที่ผ่านมามีการส่งคำขอเพื่อเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับด้านกลาโหมและความมั่นคงแห่งชาติจำนวนมาก ซึ่งอาจมีจีนอยู่เบื้องหลัง แม้กฎหมาย FOI ซึ่งเริ่มใช้เมื่อปี 2543 จะกำหนดให้ผู้ยื่นคำขอระบุชื่อและที่อยู่จริง แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่มีการตรวจสอบตัวตนอย่างเข้มงวด ทำให้ยากต่อการระบุแหล่งที่มาที่แท้จริง

สถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลาง

วันนี้ The Intelligence จะชวนคุณผู้ฟังมาอัปเดตสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลาง หลังจากที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ.69 ที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบันก็นับว่าสถานการณ์ยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 แล้ว สถานการณ์ในปัจจุบันเป็นอย่างไร อิหร่านจะมียุทธการและวิธีการรับมืออย่างไร ติดตามรับฟังกันได้ที่ The Intelligence Podcast ตอนนี้เลยครับ

ศรีลังกาประกาศให้วันพุธเป็นวันหยุด เพื่อบรรเทาวิกฤตพลังงาน

ประเทศในเอเชียจำนวนมากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้การขนส่งพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมัน หยุดชะงัก และไม่เป็นผลดีต่อการสำรองน้ำมันในประเทศ เนื่องจากสงครามส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในช่องแคบฮออร์มุซที่เป็นช่องทางขนส่งน้ำมันร้อยละ 90 ไปยังเอเชีย ดังนั้น หลายประเทศทยอยออกมาตรการบรรเทาความตึงเครียดในวิกฤตพลังงาน รัฐบาลศรีลังกา เมื่อ 17 มีนาคม 2569 ประกาศให้วันพุธเป็นวันหยุดชั่วคราว มีผลบังคับใช้ทั่วประเทศ เพื่อลดการใช้พลังงานในห้วงที่ศรีลังกาเสี่ยงเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำมัน ด้านประธานาธิบดี Anura Kumara Dissanayake ของศรีลังกายอมรับว่ารัฐบาลต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์วิกฤตที่สุด แต่ก็ยังมีความหวังว่าจะแก้ไขปัญหาได้ นอกจากนี้ ยังให้สถาบันการศึกษาเปิดทำการเป็นเวลา 4 วัน แทน 5 วัน รวมทั้งชี้แจงว่าเลือกประกาศวันหยุดทุกวันพุธ เพื่อให้หน่วยงานรัฐบาลยังคงเปิดทำการได้ต่อเนื่อง ไม่นานกว่า 2 วัน เพราะจะได้ไม่ส่งผลกระทบต่อการให้บริการประชาชน นอกจากนี้ ศรีลังกายังประกาศจำกัดการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงให้เหมาะสม ซึ่งทำให้ประชาชนบางส่วนไม่พอใจ เพราะการกำจัดการเติมน้ำมันที่ 15 สิตร/คัน นั้นไม่เพียงพอต่อการเดินทาง ศรีลังการนำเข้าน้ำมันดิบและน้ำมันกลั่นจากต่างประเทศมากเป็นอันดับที่ 55 ของโลก หรือมูลค่าประมาณ 770 ล้านดอลลาร์สหรัฐ/ปี  ศรีลังกามีโรงกลั่นน้ำมันภายในประเทศ แต่มีกำลังการผลิตเพื่อการอุปโภคภายในประเทศได้ร้อยละ 40 ทำให้ยังคงพึ่งพาการน้ำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศร้อยละ 60 นอกจากศรีลังกา…

สหรัฐฯ ต้องการให้คิวบาแต่งตั้งผู้นำคนใหม่ แลกเปลี่ยนกับการคว่ำบาตร

คิวบาซึ่งเป็นประเทศในภูมิภาคละตินอเมริกาจะตกเป็นเป้าหมายของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเป็นลำดับถัดไป ซึ่งจะใช้ความมั่นคงทางพลังงานเป็นเครื่องมือ โดยมีรายงานเมื่อ 17 มีนาคม 2569 ว่า สหรัฐฯ เดินหน้ากดดันรัฐบาลคิวบาให้เปลี่ยนแปลงผู้นำ ด้วยการคงมาตรการยกเลิกการส่งน้ำมันและพลังานไปให้คิวบา ส่งผลให้คิวบาเผชิญวิกฤตขาดแคลนพลังงานและเศรษฐกิจพร้อม ๆ กัน แรงกดดันของสหรัฐฯ ที่เข้มขึ้นขึ้นตั้งแต่ มกราคม 2569 ทำให้คิวบาเผชิญวิกฤตพลังงานรุนแรงขึ้นทั่วประเทศ ประชาชนจำนวนมากไม่มีพลังงานใช้ในการอุปโภค ประสบเหตุการณ์ไฟดับทั้งประเทศ รวมทั้งกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยในการใช้ชีวิต และนักศึกษาไม่สามารถเข้าเรียนในสถาบันการศึกษาได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากไม่มีไฟฟ้า และสาธารณูปโภคอื่น ๆ  ประชาชนบางส่วนต้องการเดินทางออกจากประเทศเพราะไม่ต้องการเผชิญความไม่แน่นอน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันว่าคิวบากำลังเผชิญสถานการณ์เลวร้าย และสหรัฐฯ เตรียมดำเนินการบางอย่างเพื่อแทรกแซงคิวบา โดยอ้างว่าจำเป็นต้องเข้าไปฟื้นฟูเศรษฐกิจและการเมืองให้ประเทศ เพื่อให้รอดพ้นจากวิกฤตที่กำลังเผชิญอยู่ ซึ่งสหรัฐฯ มีเป้าหมายชัดเจนต่อคิวบา คือ ต้องการให้ประธานาธิบดี Miguel Díaz-Canel ลาออกจากตำแหน่ง และเปิดเศรษฐกิจให้บริษัทของสหรัฐฯ เข้าไปลงทุน รวมทั้งสหรัฐฯ จะวางแผนปฏิรูปเศรษฐกิจให้คิวบา สหรัฐฯ ย้ำเป้าหมายดังกล่าวในการเจรจากับรัฐบาลคิวบาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดการเจรจาในแต่ละครั้ง หรือรายชื่อบุคคลที่สหรัฐฯ ต้องการสนับสนุนให้เป็นผู้นำคิวบาคนใหม่ ด้านประชาชนชาวคิวบาจำนวนมาก เห็นต่างกับสหรัฐฯ…

เวียดนามเพิ่มโอกาสความมั่นคงทางพลังงานกับหุ้นส่วนต่างประเทศ

เวียดนามได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เฉพาะอย่างยิ่งด้านพลังงาน ซึ่งในระดับระหว่างประเทศ เวียดนามได้มีการหารือกับประเทศต่าง ๆ เพื่อเพิ่มการนำเข้าน้ำมันดิบ ซึ่งมีโรงกลั่นขนาดใหญ่ จำนวน 2 โรง และสามารถผลิตตอบสนองความต้องการใช้ในประเทศได้ร้อยละ 70 โดยน้ำมันดิบส่วนใหญ่ นำเข้าจากภูมิภาคตะวันออกกลาง  ในห้วงสถานการณ์ปกติ และเมื่อปี 2568 เวียดนามนำเข้าน้ำมันดิบ จำนวน 14.2 ล้านตัน เพิ่มจากปี 2567 ร้อยละ 5.3 เวียดนามเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานในระยะสั้น และยะยาวควบคู่กันไป โดยรัฐมนตรีด้านการค้าและอุตสาหกรรมของเวียดนามได้หารือนอกรอบการประชุมสุดยอดด้านพลังงานที่กรุงโตเกียว ญี่ปุ่น กับผู้แทนของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ เมื่อ14-15 มีนาคม 2569 ถึงความเป็นไปได้ที่เวียดนามจะนำเข้าน้ำมันดิบจากทั้งสองประเทศ หรือหาช่องทางช่วยให้เวียดนามสามารถนำเข้าน้ำมันดิบได้มากขึ้น พร้อมกับวางแผนเพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน ด้วยการเชิญชวนให้ญี่ปุ่นเข้าไปลงทุนเกี่ยวกับการผลิตก๊าซธรรมชาติ และ พลังงานนิวเคลียร์ในเวียดนาม เวียดนามยังเชิญชวนให้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เข้าไปในลงทุนในเวียดนามเพิ่ม โดยในการพบกับเอกอัครราชทูต UAE กับนายกรัฐมนตรีเวียดนามที่ฮานอย เมื่อ 17 มีนาคม 2569 ก็ได้เชิญชวนให้ไปลงทุนด้านการจัดหาน้ำมัน ด้านไฮเทคโนโลยี ดิจิทัล…

อิหร่านยังมีเสถียรภาพทางการเมือง แม้สูญเสียเจ้าหน้าที่ระดับสูง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน เมื่อ 18 มีนาคม 2569 ย้ำว่าการเมืองอิหร่านและนโยบายด้านความมั่นคงยังมีเสถยีรภาพ แม้จะสูญเสียนาย นายอะลี ลารีญานี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด  พร้อมบุตรชาย และเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคงจากการโจมตีทางอากาศของอิสราเอล ซึ่งอิหร่านยืนยันเมื่อ 17มีนาคม 2569 เนื่องจากโครงสร้างการเมืองและรัฐบาลอิหร่านไม่ได้ขึ้นอยู่กับบุคคลเพียงคนเดียว อย่างไรก็ดี อิหร่านจะแก้แค้นเอาคืนเพื่อตอบโต้ความสูญเสียครั้งนี้ เนื่องจากนายลารีญานี อายุ 67 ปี เป็นบุคคลที่มีความสำคัญและสร้างผลงานด้านความมั่นคงให้อิหร่านมาโดยตลอด รวมทั้งมีบทบาทในการเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์กับประเทศตะวันตกด้วย นายลารีญานีเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่สำคัญลำดับที่ 2 ที่เสียชีวิตในสงครามครั้งนี้ รองจากอดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่านที่เสียชีวิตเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 พร้อมระบุว่าอิหร่านไม่ต้องการสงคราม แต่เป็นสหรัฐฯ ที่เริ่มก่อนและต้องเป็นผู้รับผิดชอบผลกระทบต่อภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งอิหร่านก็ยิิงขีปนาวุธติดหัวรบแบบกระจายโจมตีอิสราเอล เพื่อตอบโต้การสังหาร ทั้งนี้ นายลารีญานี เป็นผู้มีบทบาทสำคัญด้านยุทธศาตสร์ของอิหร่าน ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงในตะวันออกกลางประเมินว่า อิสราเอลจะเดินหน้าแผนการสังหารผู้นำทางการเมืองและการทหารที่สำคัญของอิหร่าน โดยจะเร่งปฏิบัติการในสงครามครั้งนี้ เพื่อหวังผลบรรลุเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ซึ่งแม้ว่าอิหร่านจะเชื่อมั่นในโครงสร้างทางการเมืองและยุทธศาสตร์ความมั่นคงที่แข็งแกร่ง แต่การสูญเสียเจ้าหน้าที่ระดับสูงอย่างต่อเนื่อง จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในระยะยาว เนื่องจากขาดบุคลากรที่มีความสามารถสูงอย่างต่อเนื่อง จนอาจกระทบต่อความสามารถในการรักษาความมั่นคงในอนาคต ขณะที่อิหร่านเผชิญความท้าทายในการรับมือกับปฏิบัติการทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอล มีรายงานจาก MarineTraffic องค์กรที่ติดตามเรือพาณิชย์ทั่วโลกตั้งข้อสังเกตว่า อิหร่านอนุญาตให้เรือพาณิชย์เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซมากขึ้นเกือบเป็น 2…