4 เครื่องมือทางเศรษฐกิจที่ต่อรองอำนาจรัฐ

ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เป็นประเด็นสำคัญที่รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ต้องจัดให้เป็นเป้าหมายอันดับต้น ๆ ในยุทธศาสตร์แห่งชาติ นอกเหนือจากความมั่นคงด้านอธิปไตยและการเมือง เนื่องจากเศรษฐกิจนั้น หมายถึงกิจกรรมขนาดใหญ่ที่ส่งผลต่อองค์ประกอบของรัฐในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นการผลิต การแจกจ่าย การบริโภค การบริหารจัดการ การจ้างงาน การแลกเปลี่ยน และการจัดสรรทรัพยากร ดังนั้น เศรษฐกิจจึงเป็นเรื่องใกล้ตัวประชาชนไม่แพ้เรื่องการเมือง เพราะทุกคนในสังคมมีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการนึกถึงวิธีการบริหารจัดการเงินทุนที่มีอยู่ในแต่ละเดือนของมนุษย์เงินเดือนและพนักงานทั้งหลาย การที่ผู้บริหารบริษัทจะต้องเลือกทำข้อตกลงเพื่อขยายการลงทุนร่วมกับนายทุนรายอื่น ๆ รวมไปถึงการคำนวณรายได้จากการเก็บภาษีของรัฐบาล ทั้งหมดนี้นับว่าเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นเพื่อสร้าง “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” ซึ่งหมายถึงการทำให้ระบบเศรษฐกิจมีความปลอดภัย และมีเสถียรภาพต่อไปนั่นเอง ในช่วงต้นปี 2569 มีรายงานขององค์กรระหว่างประเทศและนักวิเคราะห์จำนวนมากที่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลก รวมทั้งเศรษฐกิจไทย จะเผชิญสภาวะยากลำบากและมีอุปสรรคท้าทายจากหลายปัจจัย และปัจจัยแรกที่มีผลต่อทิศทางเศรษฐกิจโลก ก็คือสถานการณ์ระหว่างประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลง เพราะปัจจุบัน “รัฐ” หรือผู้บริหารประเทศต่าง ๆ กำลังใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจ (statecraft) เพื่อสร้างและรักษาอำนาจต่อรองทางการเมืองระหว่างประเทศ เพราะผลจากโลกาภิวัตน์ (globalization) ทำให้ปัจจัยเศรษฐกิจของแต่ละประเทศเชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้น ผ่านการทำข้อตกลงและความร่วมมือทั้งระดับทวิภาคีและพหุภาคี “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” กลายเป็นหน้าที่รัฐต้องรักษาและเสริมสร้างไว้ให้ประชาชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและทำให้เกิดการพัฒนา ดังนั้น รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นประเทศขนาดเล็ก กลาง…

ความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่นในวันที่ไม่มีแพนด้า

เพื่อนบ้านก็เหมือนลิ้นกับฟัน กระทบกระทั่งกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งจีนและญี่ปุ่นก็ไม่ต่างจากคู่เพื่อนบ้านอื่น ๆ ที่มีเรื่องให้ต้องผิดใจกัน ในห้วงปี 2568 ที่เกิดการปะทะทางทหารและทางการทูตในหลายประเทศและภูมิภาค เอเชียตะวันออกก็ไม่น้อยหน้า โดยไม่ได้มีเพียง hotspot เจ้าประจำคือ คาบสมุทรเกาหลีและช่องแคบไต้หวันเท่านั้น แต่ยังมีการปะทุขึ้นมาของความขัดแย้งระหว่างสองยักษ์ใหญ่แห่งเอเชียตะวันออก คือจีนกับญี่ปุ่น หลังจากที่นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่นสายอนุรักษ์นิยมกล่าวถึงความเป็นไปได้ที่ญี่ปุ่นจะเข้าแทรกแซงหากจีนใช้กำลังต่อไต้หวันเมื่อพฤศจิกายน 2568 จนนำไปสู่การตอบโต้ไม่หยุดระหว่างจีนกับญี่ปุ่นจนถึงปัจจุบัน นอกจากไม่มีสัญญาณว่าความขัดแย้งจะคลี่คลาย หนำซ้ำยังมีแนวโน้มจะยืดเยื้อจากการที่ทั้งสองฝ่ายตอบโต้กัน อย่างต่อเนื่อง โดยจีนตอบโต้และกดดันญี่ปุ่นด้วยมาตรการทางเศรษฐกิจ การทูต และทางทหาร เช่น การจำกัดการส่งออกแร่หายาก การระงับการนำเข้าอาหารทะเล การเตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่น การเลื่อนฉายภาพยนตร์ญี่ปุ่นในจีนจนทำให้ยอดจำหน่ายตั๋วภาพยนตร์แอนิเมชันญี่ปุ่นลดลง นอกจากนั้น จีนยังใช้มาตรการทางการทูตเช่น การไม่อนุมัติการแต่งตั้งกงสุลใหญ่ของญี่ปุ่นประจำนครฉงชิ่ง ร่วมด้วยมาตรการทางทหารด้วยการส่งเรือของหน่วยยามฝั่งไปลาดตระเวณรอบหมู่เกาะที่เป็นพื้นที่พิพาทระหว่างทั้งสองประเทศ และสร้างความกดดันด้วยการที่เครื่องบินทหารของจีนล็อกเรดาร์เป้าหมายไปที่เครื่องบินขับไล่ของญี่ปุ่น ขณะที่ญี่ปุ่นไม่มีท่าทีจะอ่อนข้อทั้งยังได้ประโยชน์ทางการเมืองจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ทั้งกระแสชาตินิยม และการผลักดันนโยบายทางทหาร เห็นได้จากที่มีข่าวสารการพัฒนาขีดความสามารถด้านการรักษาความมั่นคง การทหาร และการข่าวของญี่ปุ่นบ่อยครั้งขึ้น แม้อาจไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความขัดแย้งกับจีนครั้งนี้ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าความขัดแย้ง    ที่เกิดขึ้นประกอบกับปัญหาเดิมคือการอ้างสิทธิ์เหนือน่านน้ำและหมู่เกาะในทะเลจีนตะวันออกก็ยังไม่มีทางออก การเสริมสร้างสมรรถนะทางทหารเพื่อการป้องกันประเทศของญี่ปุ่นในปัจจุบันจึงดูจะมีความชอบธรรมและสมเหตุสมผล สำหรับญี่ปุ่น การมีผู้นำสตรีคนแรกไม่เพียงสร้างสีสันให้การเมืองญี่ปุ่น แต่การมาของนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิยังมาพร้อมกับนโยบายที่แข็งกร้าวจนทำให้ญี่ปุ่นกลับมาอยู่ในสายตาของนานาประเทศอีกครั้งด้วยภาพลักษณ์ใหม่ คือการเป็น hard-power actor ทั้งการมีจุดยืนชัดเจนในประเด็นไต้หวันแม้ต้องงัดข้อกับจีน การผลักดันนโยบายการทหารและความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง เช่น…

ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือจะใช้อาวุธนิวเคลียร์เสริมบทบาทในเวทีระหว่างประเทศ

นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือย้ำความสำคัญของการครอบครองและพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ เพื่อค้ำประกันความมั่นคงของประเทศ โดยเมื่อ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือกล่าวในระหว่างเข้าร่วมการประชุมของพรรคแรงงานเกาหลี (Workers’ Party of Korea-WPK) ครั้งที่ 9  และชมการแสดงพาเหรดของกองทัพเกาหลีเหนือที่กรุงเปียงยางว่า รัฐบาลเกาหลีเหนือจะให้ความสำคัญกับการพัฒนากองทัพนิวเคลียร์ และระบบขีปนาวุธต่อไป เฉพาะอย่างยิ่งขีปนาวุธที่สามารถปล่อยจากเรือดำน้ำได้ และอาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธี ซึ่งจะมีขนาดเล็กแต่มีประสิทธิภาพสูง สามารถโจมตีเป้าหมายได้แบบเฉพาะจุด ทั้งนี้ นายคิม จองอึนประกาศให้ชาวเกาหลีเหนือเชื่อมั่นว่า สถานะการเป็นประเทศที่ครอบครองและพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์นั้นมีความสำคัญต่อความมั่นคงของชาติ ทำให้สามารถป้องปรามศัตรูและภัยคุกคามได้อย่างดี พร้อมทั้งเชิดชูบทบาทของกองทัพเกาหลีเหนือที่เป็นแกนกลางความมั่นคงของประเทศ ในการแสดงพาเหรดกองทัพเกาหลีเหนือครั้งนี้มีทหารเข้าร่วมมากกว่า 14,000 คน แต่สื่อต่างประเทศให้ความสนใจกรณีไม่มีการเปิดเผยอาวุธนิวเคลียร์หรือยุทโธปกรณ์รุ่นใหม่ ซึ่งแตกต่างจากการแสดงพาเหรดกองทัพเกาหลีเหนือที่ผ่านมา ท่าทีดังกล่าวของนายคิม จองอึน เป็นสัญญาณให้นานาชาติตระหนักถึงความมุ่งมั่นของเกาหลีเหนือที่จะครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมอาวุธ และคาดว่าจะพัฒนาความร่วมมือกับประเทศที่สนับสนุนเกาหลีเหนือต่อไป โดยเฉพาะรัสเซียและจีน นอกจากนี้ ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือยังแสดงท่าทีต่อนโยบายต่างประเทศที่สำคัญ ได้แก่ เกาหลีเหนือจะไม่เจรจากับเกาหลีใต้เพื่อรวมชาติ ส่วนการเจรจากับผู้นำสหรัฐฯ อาจเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อสหรัฐฯ ยุติการดำเนินนโยบายที่เป็นภัยคุกคามหรือข่มขู่เกาหลีเหนือ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน นายคิม จองอึนยังไม่มีเหตุผลที่จะต้องเจรจากับสหรัฐฯ ด้านโฆษกทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้ให้ความเห็นต่อท่าทีของเกาหลีเหนือว่าเกาหลีใต้ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงนโยบายที่จะหาแนวทางอยู่ร่วมกันอย่างสันติ จึงเห็นว่าการสร้าวความเชื่อใจและเคารพระหว่างกันจะเป็นปัจจัยสู่สันติภาพในคาบสมุทรเกาหลีได้ รัฐบาลจีนแสดงท่าทีที่น่าสนใจต่อการสร้างสันติภาพในคาบสมุทรเกาหลี โดยเมื่อ 26…

การปะทะระหว่างอัฟกานิสถานกับปากีสถานบริเวณชายแดน

ความขัดแย้งระหว่างอัฟกานิสถานกับปากีสถานตึงเครียดขึ้น จากกรณีมีรายงานว่าอัฟกานิสถานปฏิบัติการโจตีฐานทัพของปากีสถานครั้งใหญ่เมื่อ 27 กุมภาพันธ์ 2569 โดยเน้นทำลายฐานทัพปากีสถานบริเวณชายแดนภาคตะวันออกของประเทศ เพื่อตอบโต้ปากีสถานที่ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในจังหวัด Nangharhar และจังหวัด Paktia ของอัฟกานิสถานเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมากกว่า 70 ราย ทั้งนี้ รัฐบาลตอลิบันของอัฟกานิสถานประกาศว่าการปฏิบัติการของปากีสถานละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและยั่วยุให้เกิดความขัดแย้งรุนแรง สถานการณ์การปะทะทางการทหารและความขัดแย้งระหว่างอัฟกานิสถานกับปากีสถาน ตึงเครียดมากขึ้นตั้งแต่การปะทะทางการทหารที่บริเวณจุดข้ามแดน Durand Line เมื่อ ตุลาคม 2568 ส่งผลให้ทั้ง 2 ประเทศตัดสินใจปิดจุดผ่านแดนดังกล่าว จากนั้นแม้ทำข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกันแล้ว แต่มีรายงานว่าพบการปะทะทางทหารระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีรายงานด้วยว่ารัฐบาลปากีสถานตอบโต้อัฟกานิสถานด้วยการโจมตีทางอากาศในกรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถาน พร้อมประกาศว่าเตรียมจะทำสงคราม ขณะเดียวกันก็ชี้แจงว่าฐานทัพปากีสถานไม่ได้รับความเสียหายจากการโจมตี ตามที่รัฐบาลตอลิบันกล่าวอ้าง ความตึงเครียดระหว่างอัฟกานิสถานและปากีสถานมีแนวโน้มจะยืดเยื้อ เสี่ยงรุนแรงและขยายตัวมากขึ้น เนื่องจากปมความไม่ไว้วางใจระหว่างกัน เพราะปากีสถานเชื่อว่ารัฐบาลตอลิบันในอัฟกานิสถานสนับสนุนกลุ่มตอลิบันในปากีสถาน (TTP) ให้ก่อเหตุร้ายและโค่นล้มรัฐบาล ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญในต่างประเทศเชื่อว่ากลุ่มตอลิบันในอัฟากานิสถานยังคงอยู่เบื้องหลังและช่วยเหลือกลุ่มตอลิบันในปากีสถาน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมือง และช่วยรัฐบาลตอลิบันในอัฟกานิสถานปราบปรามกลุ่มก่อการร้าย Islamic State Khorasan Province ต่อไป

จีน-เยอรมนีขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้า

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน เมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ต้อนรับนายกรัฐมนตรีฟรีดริช แมร์ซ ของเยอรมนีที่เดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ที่กรุงปักกิ่ง เพื่อขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างกัน ทั้งนี้ นานาชาติให้ความสนใจความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศที่เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 2 และ 3 ของโลก ดังนั้น พัฒนาการความสัมพันธ์จึงอาจส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจของยุโรปและโลก รวมทั้งการสนับสนุนบทบาทขององค์การสหประชาชาติ (UN) ให้เป็นกลไกกลางค้ำประกันความมั่นคงในระเบียบโลกแบบพหุภาคี ผู้นำจีนใช้โอกาสนี้ย้ำนโยบายสำคัญด้านเศรษฐกิจของจีน ที่เน้นการพัฒนาอย่างสันติ และมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาประเทศให้ทันสมัย โดยพร้อมจะร่วมมือกับเยอรมนี เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจโลกให้เติบโต มีนวัตกรรม เทคโนโลยี และยินดีแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างกัน ด้านผู้นำเยอรมนี แสดงความยินดีที่ได้เยือนจีนในช่วงเทศกาลตรุษจีน พร้อมย้ำว่าเยอรมนีให้ความสำคัญกับนโยบายจีนเดียว รวมทั้งพร้อมให้ความร่วมมือกับจีนในฐานหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ต่อไป นอกจากนี้ ทั้ง 2 ประเทศยังเชื่อว่าการพัฒนาความร่วมมือทวิภาคี จะเป็นผลดีต่อการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหภาพยุโรป (EU) เพื่อส่งเสริมธรรมาภิบาลโลก (global governance) ในช่วงเวลาที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และไม่แน่นอนสูง การเยือนจีนครั้งนี้จะเป็นผลดีต่อบริษัทและผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในเยอรมนี ที่มีแนวโน้มจะร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของจีนมากขึ้น มีรายงานว่าการเยือนครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเยอรมนีนำคณะผู้บริหารและเจ้าของธุรกิจรายใหญ่กว่า 30 ราย เดินทางไปพร้อมกันด้วย…

ปรากฏการณ์ Chinamaxxing กระแสนิยมวัฒนธรรมจีนในประเทศตะวันตก

  สื่อมวลชนตะวันตกกำลังให้ความสนใจกระแสนิยมของวัยรุ่นเจน Alpha และเจน G ที่กำลังมาแรงในโลกตะวันตก คือ กระแสนิยมจีน หรือ Chinamaxxing ซึ่งปรากฏการณ์นี้เริ่มเห็นได้ชัดในสื่อสังคมออนไลน์ของวัยรุ่นชาวอเมริกันตั้งแต่ปลายปี 2568 ต่อเนื่องมาจนถึงต้นปี 2569 โดยสื่อตะวันตกอย่างสำนักข่าว BBC ให้ความเห็นว่ากระแสนิยมวัฒนธรรมจีนและการแสดงออกแบบชาวจีนนี้เริ่มต้นจากการที่วัยรุ่นต่างประเทศได้รับชมและติดตามเนื้อหาเกี่ยวกับวัฒนธรรมจีนผ่านแอปพลิเคชัน TikTok ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงนั่นเอง และสาเหตุที่ทำให้กระแสนิยม Chinamaxxing เติบโตอย่างรวดเร็วเป็นเพราะพฤติกรรมนี้นำไปสู่การมีวิถีชีวิตที่ดีและดูเป็นระเบียบขึ้นได้ ในอดีต “ความเป็นจีน” อาจกลายเป็นกระแสนิยมที่ชาวอเมริกันกล่าวถึงในเชิงล้อเลียนหรือเชื่อมโยงกับความไม่ทันสมัย แต่ปัจจุบัน “ความเป็นจีน” ในมุมมองของเยาวชนอเมริกันเปลี่ยนแปลงไปกลายเป็นกระแสนิยมระดับโลกและความทันสมัย เพราะผู้คนได้รู้จักวัฒนธรรมและการพัฒนาด้านเทคโนโลยีของจีนผ่านกระแส Art Toy ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง ได้รู้จักเมืองฉงชิ่งที่กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสุดล้ำ และ cyberpunk city ของคนรุ่นใหม่ รวมทั้งได้สัมผัสรสนิยมแบบคนจีนที่เผยแพร่ไปอย่างรวดเร็วทั่วโลก จนได้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ ๆ ให้ได้ทำตาม เช่น การดื่มชาผลไม้เพื่อสุขภาพ การให้ความสำคัญกับพลังงานหยิน-หยาง หรือแฟชั่นการแต่งกายและแต่งหน้าตามวัยรุ่นชาวจีน ข้อสังเกตจากปรากฏการณ์ Chinamaxxing คือ กระแสนิยมนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่น่าจะเป็นความตั้งใจของรัฐบาลจีนที่ต้องการส่งเสริมวัฒนธรรมและภาพลักษณ์ที่ดีของจีนในชาวโลกได้เห็น จากนั้นก็ประสบความสำเร็จในการใช้ประชากรจีนจำนวนมาก เป็น “ผู้สร้างเนื้อหา” เกี่ยวกับวิถีชีวิตชาวจีนให้ทั่วโลกได้รับรู้ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เพราะก่อนหน้านั้น…

International SOS ระบุความเสี่ยงและภัยคุกคามปี 2569 จะทวีความรุนแรงและซับซ้อน

International SOS บริษัทชั้นนำระดับโลกด้านบริหารจัดการความเสี่ยงทางสุขภาพและความปลอดภัย เปิดเผยรายงานประจำปีฉบับที่ 10 เมื่อ 27 ก.พ.69  ระบุความเสี่ยงและภัยคุกคามต่าง ๆ ในปี 2569 จะทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็ว ซับซ้อน และต่อเนื่องยิ่งขึ้น รายงานดังกล่าวยังระบุถึงการเปลี่ยนแปลงระดับความปลอดภัยในหลายพื้นที่สำคัญจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ อาทิ อิหร่าน (ปานกลางเป็นสูง) เมียนมา (สูงเป็นสูงสุด) และไนเจอร์ (กลางเป็นสูง) แต่บางพื้นถูกลดระดับลง เช่น มองโกเลียที่ปรับลดจากกลางเป็นต่ำ เนื่องจากสถานการณ์ในเมีองมีเสถียรภาพมากขึ้น รวมทั้งการปรับปรุงมาตรการรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติและความปลอดภัยบนถนนให้ดีขึ้น ส่วนความเสี่ยงด้านสุขภาพของอินเดีย ปรับลดจากระดับผันผวนเป็นปานกลาง เนื่องมาตรฐานการรักษาพยาบาลผู้ป่วยในเมืองใหญ่ปรับปรุงดีขึ้น  และว่าปัจจัยเสี่ยงในปี 2569 ไม่ได้แยกส่วนกันอีกต่อไป แต่จะเกี่ยวพันหรือทับซ้อนกันทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ภัยธรรมชาติ และค่าครองชีพ ขณะที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)  แม้ถูกมองว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการตรวจจับความเสี่ยงได้แบบทันที  แต่ปัจจุบันมีองค์กรที่ใช้ AI อย่างจริงจังเพียงร้อยละ 6

จีนถอดนายทหารระดับสูง 9 ราย ออกจากการประชุมสองสภา

สภาประชาชนแห่งชาติจีน (National People’s Congress-NPC) ปรับปรุงรายชื่อผู้แทนจากกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (People’s Liberation Army-PLA) และกองกำลังตำรวจติดอาวุธประชาชนจีน (People’s Armed Police-PAP) ก่อนการประชุมสองสภา (Two Sessions) ในต้น มี.ค.69 โดยถอดรายชื่อเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงอย่างน้อย 9 ราย ได้แก่ พลเอก 5 ราย พลโท 1 ราย และพลตรี 3 ราย อาทิ พล.อ.Li Wei ผู้ตรวจการทางการเมือง พล.อ. Li Qiaoming ผบ.ทบ. และ พล.ท. Wang Donghai นายทหารการเมืองกรมสรรพกําลังกลาโหมแห่งคณะกรรมาธิการทหารกลาง (CMC) ทำให้จำนวนผู้แทนฝ่ายทหารที่จะเข้าร่วมการประชุมสองสภาลดลงเหลือ 243 คน นอกจากนี้ NPC ยังมีมติปลดนาย Wang Xiangxi จากตำแหน่ง รมว.กระทรวงการจัดการภาวะฉุกเฉิน ด้วย

ปากีสถานประกาศสงครามกับอัฟกานิสถานอย่างเป็นทางการ

เว็บไซต์ สนข.Reuters และนิตยสารข่าว India Today รายงานเมื่อ 27 ก.พ.69 อ้างถ้อยแถลงของนาย Khawaja Muhammad Asif รมว.กห.ปากีสถาน ประกาศสงครามกับอัฟกานิสถานอย่างเป็นทางการ ภายหลังสถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดนระหว่างปากีสถาน-อัฟกานิสถานทวีความรุนแรง โดยทางการปากีสถานระบุว่า ได้โจมตีฐานที่ตั้งทางทหารในกรุงคาบูล เมือง Kandahar และ จ.Paktia ส่งผลให้กลุ่มตอลิบันเสียชีวิต 133 คน และบาดเจ็บกว่า 200 คน ขณะที่อัฟกานิสถานอ้างว่า การโจมตีทางอากาศตอบโต้ต่อฐานทัพปากีสถาน เมื่อ 26 ก.พ.69 ทำให้ทหารปากีสถานเสียชีวิตกว่า 55 นาย

อินเดียเพิ่มความใกล้ชิดอิสราเอล แต่ในประเทศไม่ค่อยพอใจ

นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดิ ของอินเดียเดินทางเยือนอิสราเอลอย่างเป็นทางการเป็นระยะเวลา 2 วัน ระหว่าง 25-26 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือ โดยได้รับความสนใจจากนานาชาติ เนื่องจากปัจจุบัน รัฐบาลอิสราเอลเผชิญแรงกดดันจากนานาชาติให้ยุติสงครามในฉนวนกาซา และยกเลิกการผนวกดินแดนในเขตเวสต์แบงก์ที่เป็นที่อยู่อาศัยของชาวปาเลสไตน์ อย่างไรก็ตาม ผู้นำอินเดียยังคงดำเนินนโยบายต่างประเทศโดยมุ่งปกป้องและรักษาผลประโยชน์แห่งชาติมากกว่า จึงไม่สนใจกระแสวิจารณ์จากนานาชาติ และเดินหน้าเสริมสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอิสราเอล ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการค้า การพัฒนาอุตสาหกรรมอาวุธ และการพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัม รวมทั้งเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของอินเดียในระยะยาว นายกรัฐมนตรีโมดิ ได้รับการต้อนรับอย่างดี โดยนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอลเดินทางไปต้อนรับที่ท่าอากาศยานนานาชาติ Ben Gurion จัดพิธีต้อนรับ จากนั้นก็ได้เป็นผู้นำอินเดียคนแรกที่กล่าวถ้อยแถลงต่อสมาชิกสภาอิสราเอล โดยย้ำว่าอินเดียประณามเหตุการณ์โจมตีอิสราเอลเมื่อ ตุลาคม 2566 อินเดียเชื่อว่าอิสราเอลเป็นหุ้นส่วนที่เชื่อถือได้ และมีวิสัยทัศน์ร่วมกันด้านการส่งเสริมเสถียรภาพและความมั่งคั่งของโลก ที่ผ่านมา อินเดียกับอิสราเอลลงนามในความร่วมมือด้านการลงทุนและการค้าทวิภาคี และอินเดียเป็นผู้นำเข้าอาวุธรายใหญ่ของอิสราเอลตั้งแต่ปี 2567 ความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียและอิสราเอลหลังจากนี้มีแนวโน้มพัฒนาไปในทิศทางที่ดีและใกล้ชิดกันมากขึ้น ที่ผ่านมา ผู้นำของทั้ง 2 ประเทศเยือนแลกเปลี่ยนกันหลายครั้ง โดยนายกรัฐมนตรีโมดิเคยเยือนอิสราเอลเมื่อปี 2560 ส่วนนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูเยือนอินเดียเมื่อปี 2561 ด้านผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้ความสนใจบทบาทและท่าทีของผู้นำอินเดีย เนื่องจากการเยือนอิสราเอลเท่ากับเป็นการส่งสัญญาณให้นานาชาติเห็นว่าอินเดียมีแนวทางดำเนินนโยบายต่างประเทศที่เป็นตัวของตัวเองอย่างมาก ไม่สนใจแรงกดดันจากประเทศมหาอำนาจ นอกจากนี้ การที่ผู้นำอินเดียและผู้นำอิสราเอลมีบุคลิกและอุดมการณ์ทางการเมืองที่คล้ายกัน…