คิวบามีแนวโน้มเผชิญวิกฤตขาดแคลนน้ำมันขั้นเลวร้าย

เว็บไซต์ นสพ. Financial Times รายงานเมื่อ 29 ม.ค.69 ว่า คิวบามีแนวโน้มเผชิญวิกฤตขาดแคลนน้ำมัน หลังจากเวเนซุเอลาและเม็กซิโก ซึ่งเป็นแหล่งนำเข้าน้ำมันสำคัญของคิวบา ถูกสหรัฐฯ กดดัน ให้ระงับการส่งออกน้ำมันไปคิวบา โดยอ้างบริษัท Kpler ซึ่งให้บริการข้อมูลและการวิเคราะห์ด้านการค้าและโลจิสติกส์สำหรับสินค้าโภคภัณฑ์ระหว่างประเทศ ประเมินว่า ปริมาณน้ำมันสำรอง ห้วง ม.ค.69 ของคิวบา จะเพียงพอสำหรับการใช้ในประเทศ ได้ประมาณ 15–20 วัน หรือก่อนสิ้น ก.พ.69 หากคิวบายังไม่สามารถนำเข้าน้ำมันเพิ่มเติมได้ เนื่องจากตั้งแต่ต้นปี 2569 เม็กซิโกส่งออกน้ำมันให้คิวบาได้เพียงครั้งเดียว เมื่อ 9 ม.ค.69  ขณะที่ห้วง พ.ย-ธ.ค.68 เวเนซุเอลาส่งออกน้ำมันไปยังคิวบา  และไม่มีการส่งออกไปยังคิวบาอีก หลังสหรัฐฯ ใช้ปฏิบัติการทางทหารต่อเวเนซุเอลา เมื่อ 3 ม.ค.69 และบังคับเวเนซุเอลาให้ระงับการส่งออกน้ำมันไปยังคิวบา ทั้งนี้ ภาวะขาดแคลนน้ำมันในคิวบายิ่งซ้ำเติมให้ปัญหาไฟฟ้าดับภายในประเทศรุนแรงเป็นวงกว้างมากขึ้น เนื่องจากโรงไฟฟ้าขาดแคลนเชื้อเพลิงสำหรับผลิตกระแสไฟฟ้า

อิหร่านโต้สหรัฐฯ พร้อมรับมือ หากมีการโจมตีทางทหาร

สถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง หลังจากสหรัฐฯ ส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินและเรือรบไปประจำการในภูมิภาคเพิ่มเติม พร้อมกับที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศข้อความข่มขู่รัฐบาลอิหร่านให้ยุติการปราบปรามผู้ชุมนุมประท้วงในกรุงเตหะราน และยินยอมเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์กับสหรัฐฯ ด้านนาย Abbas Araghchi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านตอบโต้กับคำขู่ของสหรัฐฯ เมื่อ 28 มกราคม 2569 โดยระบุว่ากองทัพอิหร่านพร้อมรับมือกับการโจมตีทุกรูปแบบของสหรัฐฯ ทั้งทางบก ทางทะเล และอากาศ เนื่องจากที่ผ่านมา อิหร่านมีประสบการณ์ที่หลากหลายทั้งจากสหรัฐฯ และอิสราเอล ทำให้กองทัพอิหร่านแข็งแกร่งขึ้น ดังนั้น สหรัฐฯ หรือประเทศใดก็ตามที่โจมตีอิหร่านจะต้องเผชิญกับการตอบโต้และผลที่ตามมาอย่างรุนแรง อิหร่านแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อสหรัฐฯ แต่ก็มีการเตรียมความพร้อม โดยมีรายงานในห้วงเดียวกันว่า รัฐบาลอิหร่านมอบอำนาจพิเศษให้รัฐบาลท้องถิ่นเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์โจมตีหรือความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นจากความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ ทำให้รัฐบาลท้องถิ่นในอิหร่านหลายพื้นที่เริ่มสั่งการนำเข้าสินค้าอุปโภค อาหาร น้ำสะอาด และพลังงาน โดยไม่ต้องทำตามระเบียบการนำเข้าอย่างเคร่งครัด เพื่อพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน อย่างไรก็ตาม สื่อในอิหร่านรายงานว่ารัฐบาลท้องถิ่นดำเนินการอย่างยากลำบาก เนื่องจากปัจจุบันรัฐบาลอิหร่านตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศ ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกรรมเพื่อเตรียมการสำหรับเหตุฉุกเฉินในประเทศ บรรยากาศความมั่นคงในอิหร่านมีแนวโน้มจะตึงเครียดต่อไปจนถึงห้วง กุมภาพันธ์ 2569 เนื่องจากสหรัฐฯ ยังเดินหน้าทยอยส่งเรือรบและเครื่องบินรบเข้าไปประจำการในภูมิภาค ล่าสุดส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ USS Abraham Lincoln ไปประจำการในทะเลอาระเบีย และประกาศว่าจะปฏิบัติการซ้อมรบทางอากาศกับพันธมิตรในภูมิภาคตะวันออกกลาง ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงยืนยันคำขู่ที่จะโจมตีอิหร่านด้วยเครื่องมือทางทหาร หากยังมีรายงานการปราบปรามผู้ประท้วงด้วยมาตรการรุนแรง นอกจากนี้ ทั่วโลกกำลังประเมินความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะดำเนินการจัดการความมั่นคงในอิหร่านแบบเดียวกันกับวิธีการที่ใช้ในเวเนซุเอลา…

มาเลเซียเร่งร่างกฎหมายควบคุมการใช้งาน AI อย่างไม่เหมาะสม

รัฐบาลมาเลเซียให้ความสำคัญกับการควบคุมภัยคุกคามและอันตรายต่อสังคม รวมทั้งความมั่นคงแห่งชาติ จากการที่มีผู้ใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (AI) แบบไม่เหมาะสม เพื่อเผยแพร่ข้อมูลปลอมและข้อมูลบิดเบือน โดยฝ่ายนิติบัญญัติมาเลเซียเริ่มเสนอแนวคิดและร่างกฎหมาย AI Gover­nance Bill ตั้งแต่ พฤศจิกายน 2568 ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เน้นการควบคุมและป้องกันการใช้เทคโนโลยี AI ไปสร้างเนื้อหาคลิปวิดีโอปลอม (deepfake) ซึ่งเคยเกิดเหตุดังกล่าวแล้วหลายครั้ง จนส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อผู้นำมาเลเซียและรัฐบาล เป้าหมายสำคัญของกฎหมาย AI Gover­nance Bill คือ การกำหนดให้ผู้ผลิตเนื้อหาจาก AI รับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดจากเนื้อหาที่สร้างขึ้น กำหนดแนวปฏิบัติที่ดี ให้สาธารณะมีส่วนร่วมในการคัดกรองเนื้อหา รวมทั้งกำหนดขั้นตอนการควบคุมเนื้อหาที่ผลิตด้วย AI ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อให้สมดุลระหว่างการส่งเสริมทักษะการใช้ AI และการป้องกันภัยคุกคาม ปัจจุบัน สื่อมวลชนมาเลเซียรายงานความคืบหน้าการจัดทำกฎหมายดังกล่าว พร้อมเผยแพร่ข้อมูลที่โน้มน้าวประชาชนได้ว่ารัฐบาลจำเป็นต้องควบคุมการใช้งาน AI โดยเมื่อ 29 มกราคม 2569 คณะกรรมาธิการการสื่อสารและมัลติมีเดียของมาเลเซียเปิดเผยว่า ในห้วง 3 ปีที่ผ่านมา หน่วยงานรัฐบาลมาเลเซียต้องกำจัดเนื้อหาในสื่อสังคมออนไลน์ที่เป็นข่าวปลอม และสร้างจากเทคโนโลยี GenAI ไม่ต่ำกว่า 225,000 เนื้อหา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดหรือเป็นอันตรายต่อสังคม…

ซาอุดีอาระเบียยืนยันจะไม่ยอมให้ฝ่ายใดใช้ดินแดนหรือน่านฟ้าเพื่อโจมตีอิหร่าน

เจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมาน (MbS) มกุฎราชกุมาร/นรม.ซาอุดีอาระเบีย ทรงหารือกับประธานาธิบดีมัสอูด ปิซิชกียอน ของอิหร่านเมื่อ 27 ม.ค.69 โดยทรงยืนยันว่า ซาอุดีอาระเบียจะไม่ยอมให้ฝ่ายใดใช้ดินแดนหรือน่านฟ้าซาอุดีอาระเบียเพื่อโจมตีอิหร่าน ซาอุดีอาระเบียเคารพในอธิปไตยของอิหร่าน พร้อมสนับสนุนการแก้ปัญหาด้วยการเจรจา เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาค ขณะที่ประธานาธิบดีอิหร่านแสดงความขอบคุณสำหรับจุดยืนและความพยายามของซาอุดีอาระเบียในการรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาค

รัสเซียสนับสนุนความพยายามของซีเรียในการฟื้นฟูบูรณภาพแห่งดินแดน

ประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน ของรัสเซียกล่าวระหว่างหารือกับประธานาธิบดีอะห์มัด อัชชะระอ์ ของซีเรีย เมื่อ 28 ม.ค.69 ที่พระราชวังเครมลิน กรุงมอสโก ว่า รัสเซียสนับสนุนความพยายามของประธานาธิบดีอัชชะระอ์ในการฟื้นฟูบูรณภาพแห่งดินแดนของซีเรียมาโดยตลอด พร้อมทั้งยินดีกับความคืบหน้าของกระบวนการดังกล่าว ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีอัชชะระอ์กล่าวขอบคุณต่อประธานาธิบดีปูตินว่ารัสเซียเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญทางประวัติศาสตร์ในการสร้างเอกภาพและเสถียรภาพไม่เฉพาะในซีเรียเท่านั้น แต่รวมถึงภูมิภาคตะวันออกกลางด้วย และคาดหวังว่าความพยายามดังกล่าวจะบรรลุผลและนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองที่มากขึ้น ทั้งนี้ ประธานาธิบดีอัชชะระอ์ เยือนรัสเซียอย่างเป็นทางการเป็นครั้งที่สองนับตั้งแต่ดำรงตำแห่งผู้นำรัฐบาลของซีเรีย โดยครั้งแรกเมื่อ 15 ต.ค.68

เอกวาดอร์ยื่นหนังสือประท้วงสหรัฐฯ กรณี จนท. ICE บุกสถานกงสุลเอกวาดอร์ ณ เมืองมินนีแอโปลิส

กต.เอกวาดอร์ ออกแถลงการณ์ว่า เมื่อ 27 ม.ค.69 ว่า  จนท.สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ  (U.S. Immigration and Customs Enforcement – ICE) พยายามบุกเข้า อาคารสถานกงสุลเอกวาดอร์ ณ เมืองมินนีแอโปลิส รัฐมินเนโซตา แต่เจ้าหน้าที่สถานกงสุลฯ ได้ขัดขวางและดำเนินมาตรการเพื่อดูแลความปลอดภัยของพลเมืองเอกวาดอร์ที่อยู่ภายในอาคารสถานกงสุล    กต.เอกวาดอร์ยังได้ยื่นหนังสือประท้วงต่อ สอท.สหรัฐฯ ณ กรุงกีโต (เมืองหลวง) ของเอกวาดอร์ หลังเกิดเหตุทันที เพื่อเรียกร้องไม่ให้เกิดเหตุในลักษณะดังกล่าวขึ้นอีก ทั้งนี้ ปรากฏรายงานอ้างพยานผู้เห็นเหตุการณ์ เชื่อว่า จนท. ICE พยายามบุกเข้าไปจับกุมผู้ลักลอบเข้าเมือง ที่หลบหนีเข้าไปในพื้นที่สถานกงสุลเอกวาดอร์

ผู้นำสหราชอาณาจักรเยือนจีน

นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ ของสหราชอาณาจักรเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการ พร้อมคณะนักธุรกิจและผู้ประกอบการกิจการรายใหญ่จำนวนประมาณ 60 คน เป้าหมายเพื่อพัฒนาความร่วมมือและกระชับความสัมพันธ์ โดยการเยือนครั้งนี้เริ่มต้นเมื่อ 28 มกราคม 2569 ใช้เวลา 3 วัน เพื่อให้ผู้นำสหราชอาณาจักรและผู้นำจีนได้พบหารือกันที่กรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีน สื่อทั่วโลกให้ความสนใจกับการเยือนครั้งนี้อย่างมาก เนื่องจากนายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ เป็นผู้นำสหราชอาณาจักรคนแรกที่เยือนจีน ตั้งแต่ปี 2561 เท่ากับเป็นการเยือนระดับผู้นำครั้งแรกในรอบ 8 ปี โดยสื่อมวลชนจีนมีมุมมองว่า การเยือนจีนครั้งนี้จะเป็นผลดีต่อการปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ รวมทั้งสะท้อนให้นานาชาติเห็นว่าจีนพร้อมต้อนรับและเพิ่มพูนความร่วมมือกับประเทศที่ต้องการสร้างเสริมระเบียบโลกที่เท่าเทียม มั่นคงและมั่งคั่งระหว่างกัน ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้ามีแนวโน้มจะเป็นหัวใจสำคัญของการเยือนระหว่างประเทศครั้งนี้ โดยนายกรัฐมนตรีสตาร์เมอร์ให้คำมั่นกับชาวอังกฤษว่าการเยือนครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการเชื่อมโยงนักธุรกิจและผู้ประกอบการระหว่าง 2 ประเทศ และไม่ส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์แห่งชาติ อย่างไรก็ตาม นักการเมืองและชาวอังกฤษบางส่วนกังวลว่าจีนจะดำเนินนโยบายที่ไม่น่าเชื่อถือ และยังคงเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของสหราชอาณาจักร เพราะก่อนหน้านี้ หน่วยข่าวกรองของสหราอาณาจักร (MI5) มีหลักฐานและรายงานขแจ้งเตือนจำนวนมากที่บ่งชี้ว่า จีนพยายามปฏิบัติการลับโดยใช้สายลับแทรกซึม สายลับอิทธิพล และการโจมตีทางไซเบอร์ เพื่อบ่อนทำลายความมั่นคงทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของสหราชอาณาจักร ชาวอังกฤษจำนวนมากมีมุมมองเชิงลบต่อรัฐบาลจีนเพราะกรณีละเมิดสิทธิมนุษยชน ทั้งต่อชาวอุยกูร์และชาวฮ่องกง ทำให้การเยือนจีนครั้งนี้ตกเป็นกระแสวิจารณ์จากประชาชนในประเทศ มากไปกว่านั้น…การที่นายกรัฐมนตรีสตาร์เมอร์เยือนจีนในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับพันธมิตรในยุโรปค่อนข้างสั่นคลอนจากการดำเนินนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์…

การประชุมอาเซียนระดับรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการที่ฟิลิปปินส์

ฟิลิปปินส์เป็นประธานจัดการประชุมอาเซียนระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ (AMM Retreat) ที่เมืองเซบู ฟิลิปปินส์เมื่อ 29 มกราคม 2568 โดยมีนายเกา กิม กวน เลขาธิการอาเซียนเข้าร่วมการประชุมพร้อมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสมาชิกอาเซียน ภายใต้ธีมหรือหัวข้อหลักในการประชุมอาเซียนปี 2569 คือ “Navigating Our Future, Together.” สำหรับการประชุมครั้งนี้จะหารือประเด็นผลประโยชน์และความกังวลร่วมกันของประเทศสมาชิก และพิจารณาแนวทางส่งเสริมความมั่นคงและสันติภาพในภูมิภาคร่วมกัน เพื่อตั้งเป้าหมายร่วมกันที่จะดำเนินการหารือตลอดปี 2569 ประเด็นการหารือสำคัญในการประชุมครั้งนี้ ได้แก่ สถานการณ์ความมั่นคงทางการเมืองในเมียนมาหลังจากการเลือกตั้งทั่วไป เหตุการณ์ในทะเลจีนใต้ และความขัดแย้งบริเวณพรมแดนไทย-กัมพูชา ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของฟิลิปปินส์นำเสนอมุมมองต่อที่ประชุมว่า ปัจจุบันสถานการณ์ด้านความมั่นคงของโลกมีประเด็นท้าทาย ซับซ้อน และเชื่อมโยงกันมากขึ้น ฟิลิปปินส์พร้อมจะร่วมมือกับสมาชิกอาเซียน โดยยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และกฎบัตรอาเซียน เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ร่วมกัน ทั้งประเด็นความมั่นคงทางทะเล ความขัดแย้งในประเทศ ความขัดแย้งบริเวณพรมแดน และการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ฟิลิปปินส์มีมุมมองเชิงบวกต่อการประชุมครั้งนี้ โดยระบุว่าอาเซียนได้ร่วมกันกำหนดประเด็นสำคัญและแนวทางหารือเพื่อจัดการความมั่นคงของภูมิภาคร่วมกันต่อไป พร้อมย้ำว่าฟิลิปปินส์มีบทบาทโดดเด่นด้านการส่งเสริมการเจรจาทางการเมืองในเมียนมา การให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และมีความมุ่งมั่นจะจัดการสถานการณ์ในทะเลจีนใต้ตามกฎหมายระหว่างประเทศต่อไป อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าชาวฟิลิปปินส์บางส่วนรวมตัวกันที่เมืองเซบูเพื่อประท้วงคัดค้านรัฐบาลฟิลิปปินส์ที่ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันในประเทศได้ และวิจารณ์ว่าพยายามใช้เวทีการประชุมนานาชาติเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากนานาชาติ การประชุม AMM Retreat นอกจากเป็นประโยชน์ต่อการแสดงบทบาทของฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียนแล้ว ยังเป็นโอกาสให้ผู้แทนระดับสูงฝ่ายไทยได้เข้าร่วมการหารืออย่างไม่เป็นทางการแบบขยาย…

อินเดียบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหภาพยุโรป

รัฐบาลอินเดียและสหภาพยุโรปร่วมลงนามในข้อตกลงการค้าสำคัญระหว่างกันที่อินเดีย ระหว่างการประชุมสุดยอดอินเดีย-สหภาพยุโรป เมื่อ 27 มกราคม 2569 เป็นผลจากการเจรจาข้อตกลงการค้ามานานกว่า 20 ปี และทั้ง 2 ฝ่ายเชื่อว่าข้อตกลงนี้จะเป็นกรอบความร่วมมือสำคัญสู่อนาคต รวมทั้งจะช่วยเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้ เพราะข้อตกลงดังกล่าวเป็นการเชื่อมโยงสมาชิกสหภาพยุโรปจำนวน 27 ประเทศกับอินเดีย ซึ่งมีประชากรมากที่สุดในโลก แซงหน้าจีน โดยสาระสำคัญของข้อตกลงฉบับนี้ คือ การลดอัตราภาษีการค้าระหว่างกัน ปัจจุบันอินเดียกำหนดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากสหภาพยุโรปสูงถึงร้อยละ 30 หลังจากนี้ ทั้ง 2 ฝ่ายจะหารือรายละเอียดและจัดทำข้อตกลงร่วมกันอย่างใกล้ชิด คาดว่าจะเริ่มปฏิบัติตามข้อตกลงได้ในปี 2570  ข้อตกลงดังกล่าวจะเป็นผลงานสำคัญของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดิ ของอินเดีย และเอื้อให้เศรษฐกิจอินเดียมีโอกาสขยายตัวมากขึ้น ก่อนหน้านี้ สหภาพยุโรปตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (Generalized System of Preference-GSP) ต่ออินเดียเมื่อปี 2566 ทำให้อินเดียต้องเร่งเจรจาข้อตกลงเพื่อให้สินค้าและบริการของอินเดียสามารถส่งออกไปยังสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ได้ราบรื่น โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าประเภทเครื่องนุ่งห่ม และเครื่องประดับ ขณะเดียวกัน อินเดียต้องเปิดตลาดนำเข้าสินค้าจากสหภาพยุโรปมากขึ้น รวมทั้งเปิดรับการลงทุนและนักธุรกิจจากสหภาพยุโรปไปดำเนินธุรกิจในอินเดีย เฉพาะอย่างยิ่งตลาดการเงิน อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมทางทะเลและการโทรคมนาคมสื่อสาร ที่ผ่านมา รัฐบาลอินเดียพยายามปกป้องตลาดอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้ผลิตในประเทศ อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงกับสหภาพยุโรปจะมีการกำหนดประเด็นนี้อย่างละเอียดรอบคอบ…

สหภาพยุโรปสอบสวน X กรณี AI Grok สร้างภาพลามก

คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) เริ่มดำเนินการสอบสวนบริษัท X ของนายอีลอน มัสก์ จากกรณีข้อกล่าวหาว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ชื่อ “Grok” ถูกนำไปใช้สร้างภาพลามก ที่มีการดัดแปลงภาพของบุคคลจริงโดยไม่ได้รับความยินยอม