จีนคัดค้านกรณี 14 ประเทศออกถ้อยแถลงเกี่ยวกับทะเลจีนใต้

ความมั่นคงในทะเลจีนใต้กลับไปเป็น Hot Spot หรือจุดขัดแย้งที่ตึงเครียดของภูมิรัฐศาสตร์อีกครั้ง เมื่อ 14 ประเทศร่วมกันเผยแพร่ถ้อยแถลงเกี่ยวกับทะเลจีนใต้เมื่อ 12 กรกฎราคม 2569 หัวข้อ “2016 South China Sea arbitration award” เพื่อฉลองครบรอบ 10 ปีที่ศาลอนุญาโตตุลาการถาวร (PCA) ตัดสินคดีทะเลจีนใต้เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม ให้ฟิลิปปินส์เป็นฝ่ายชนะ และระบุว่าการที่จีนอ้างกรรมสิทธิ์ในพื้นที่โดยใช้เส้นประ 9 เส้นนั้น ไม่มีพื้นฐานทางกฎหมายภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) กรณีดังกล่าวทำให้จีนไม่พอใจอย่างมาก และเตือนว่าทั้ง 14 ประเทศไม่ควรใช้ประเด็นดังกล่าวเพื่อทายสันติภาพและความมั่นคงในทะเลจีนใต้ ประเทศที่ร่วมออกถ้อยแถลงดังกล่าว ได้แก่ ฟิลิปปินส์ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนาดา สหราชอาณาจักร เยอรมนี อิตาลี โรมาเนีย ลัตเวีย ลิทัวเนีย สโลวิเนีย และเอสโทเนีย โดยประกาศว่าถ้อยแถลงครั้งนี้เป็นเป็น “รางวัล” ให้แก่การบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศจีนคัดค้านและไม่เห็นด้วยกับความเคลื่อนไหวดังกล่าว พร้อมยืนยันสิทธิในทะเลจีนใต้และวิจารณ์ว่าประเทศที่ร่วมมือกับฟิลิปปินส์ออกถ้อยแถลงนี้หลายประเทศไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่สิทธิ์เหนือพื้นที่ในทะเลจีนใต้…

ทั่วโลกร่วมไว้อาลัยอดีตเจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์

รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกร่วมแสดงความอาลัยและรำลึกถึงผลงานการพัฒนาประเทศที่สำคัญ ของอดีตเจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์ หรือ เชค ฮะมัด บิน เคาะลีฟะฮ์ บิน ฮะมัด อาลษานี  พระชนมายุ 74 พรรษา /2569 ซึ่งสิ้นพระชนม์เมื่อ 12 กรกฎาคม 2569 สำหรับพิธีศพจัดขึ้นที่กรุงโดฮา กาตาร์ ขณะที่สำนักพระราชวังและรัฐบาลกาตาร์ นำโดยเชค ตะมีม บิน ฮะมัด บิน เคาะลีฟะฮ์ อาลษานี ประมุขแห่งรัฐและผู้นำสูงสุดของกาตาร์ ซึ่งเป็นพระราชโอรสองค์ที่ 4 กล่าวแสดงความอาลัยตามธรรมเนียมศาสนา เชค ตะมีม บิน ฮะมัด บิน เคาะลีฟะฮ์ อาลษานี ยกย่องพระบิดาว่าเป็นผู้ออกแบบกาตาร์ให้มีความทันสมัย เนื่องจากในช่วงที่ปกครองประเทศระหว่างปี 2538-2556 กาตาร์มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วตลอดระยะเวลา 18 ปี จากการที่ได้มีการวางรากฐานการพัฒนาและปฏิรูปประเทศ  รวมทั้งทรงประกาศใช้รัฐธรรมนูญถาวรฉบับแรกของประเทศ เมื่อปี 2547 ซึ่งให้มีการเลือกตั้งระดับเทศบาล รวมทั้งเอื้อให้สตรีมีสิทธิเลือกตั้งและลงสมัครรับเลือกตั้ง พร้อมกับทรงแสดงบทบาทในเวทีระหว่างประเทศจนได้รับการยอมรับจากนานาชาติ เลขาธิการสหประชาชาติ…

อิทธิพลของจีนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกจากบทวิเคราะห์ของ ASPI

อิทธิพลของจีนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกมีมากขึ้นเป็นลำดับ รวมทั้งยังแพร่ขยายไปถึงระดับโลกด้วย ซึ่งสหรัฐฯ มองว่า จีนกำลังท้าทายอิทธิพลของสหรัฐฯ ขณะที่การพบกันระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศ ได้แก่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่ปักกิ่ง เมื่อ พฤษภาคม 2569 ก็สะท้อนภาพให้ประชาคมโลกเห็นได้ว่า จีนกำลังเทียบชั้นเท่ากับสหรัฐฯ แต่จีนก็พยายามดำเนินการความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ให้อยู่ในกรอบความสัมพันธ์ยุคใหม่ ที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงระบุว่าได้เห็นชอบกับประธานาธิบดีทรัมป์ขณะเยือนกรุงปักกิ่ง เมื่อ 14 พฤษภาคม 2569 โดยจะเป็นความสัมพันธ์ที่มีเสถียรภาพทางยุทธศาสตร์เชิงสร้างสรรค์ ( constructive strategic stability) ที่จะยังเห็นการแข่งขันกันทั้งสองประเทศ แต่อยู่ในขอบเขตจำกัด รวมทั้งสามารถจัดการความแตกต่างกันได้ เพื่อให้เกิดสันติภาพ และเสถียรภาพระหว่างกัน บทวิเคราะห์ของ Australian Strategic Policy Institute (ASPI) คลังสมองด้านนโยบาย ยุทธศาสตร์ และความมั่นคงระดับนานาชาติ ของออสเตรเลีย เรื่อง Pressure Points Part 3: China in the Pacific and…

เวียดนามเปิดสถานกงสุลใหญ่แห่งแรกใน จ.ภูเก็ต

เว็บไซต์ นสพ.Vietnam News รายงานเมื่อ 9 ก.ค.69 ว่า เมื่อวันเดียวกัน นายฟาม เวียด ฮุง (Phạm Việt Hùng) ออท.เวียดนาม ณ กรุงเทพฯ เข้าร่วมพิธีเปิด สกญ.เวียดนามแห่งแรกใน จ.ภูเก็ต ซึ่งจัดขึ้นที่โรงแรมในยาง บีช รีสอร์ท แอนด์ สปา อ.ถลาง สกญ.แห่งนี้มีขอบเขตอำนาจรับผิดชอบ 8 จังหวัดทางภาคใต้ของไทย ได้แก่ ภูเก็ต พังงา กระบี่ สตูล ระนอง สงขลา และสุราษฎร์ธานี โดยมีนายธเนศ ตันติพิริยะกิจ เป็นกงสุลกิตติมศักดิ์ ทั้งนี้ การจัดตั้ง สกญ.ดังกล่าวนับเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตทวิภาคีระหว่างเวียดนามกับไทย และสะท้อนถึงเจตนารมณ์ของทั้งสองประเทศที่จะส่งเสริมเศรษฐกิจพื้นที่ทะเลอันดามัน และอำนวยความสะดวกให้แก่ชุมชนชาวเวียดนามในพื้นที่ตอนใต้ของไทย

เศรษฐกิจเวียดนามจะเติบโตร้อยละ 7.2 ในปี 2569

สนข.VGP ของทางการเวียดนาม รายงานเมื่อ 9 ก.ค.69 อ้างการประเมินของธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนามในปี 2569 จะอยู่ที่ร้อยละ 7.2 หรือมากที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคเอเชีย ตอ.ต. ซึ่งจะเติบโตเฉลี่ยที่ร้อยละ 4.9 แต่เศรษฐกิจเวียดนามในปี 2570 จะหดตัวเหลือร้อยละ 7 จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์รอบใหม่ ความผันผวนของตลาดพลังงานเรื้อรัง เงื่อนไขทางการเงินที่ซับซ้อนขึ้น การปรับราคาหุ้นที่เกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความซบเซาของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในจีน

ไทยและอินโดนีเซียเน้นคุณภาพนักท่องเที่ยวมากกว่าปริมาณ

The Diplomat ของสหรัฐฯ เผยแพร่บทความเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของภาคการท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชีย ตอ.ต. โดยไทยซึ่งเป็นปลายทางที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติได้มากที่สุดมาโดยตลอด แต่ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวลดลง ขณะที่ประเทศคู่แข่งเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเวียดนาม อย่างไรก็ตาม แหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม ซึ่งรวมถึงไทยและอินโดนีเซียกำลังเผชิญกับผลกระทบด้านลบ เช่น การเสื่อมโทรมของทรัพยากร ปัญหาอาชญากรรม การจราจร และมลพิษ จึงเปลี่ยนไปให้ความสำคัญกับคุณภาพมากกว่าปริมาณนักท่องเที่ยว สะท้อนว่าตลาดท่องเที่ยวขนาดใหญ่มีความรอบคอบมากขึ้นในการดึงดูดนักท่องเที่ยว แม้ยังคงต้องการรายได้จากต่างประเทศ แต่ต้องการลดปัญหาที่มาพร้อมกับการท่องเที่ยวเช่นกัน

The Age of Economic Warfare

สถานการณ์โลกในปัจจุบันที่กำลังเข้าสู่ยุคของการทำสงครามเศรษฐกิจ และชี้ให้เห็นเส้นทางของระบบเศรษฐกิจโลกในอนาคต   วิเคราะห์โดยนาย Edward Fishman นักวิชาการอาวุโส และผู้อำนวยการ Maurice R. Greenberg Center for Geoeconomic Studies ประจำสถาบัน Council on Foreign Relations (CFR) คลังสมองและองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรชั้นนำของสหรัฐฯ ที่เน้นด้านนโยบายต่างประเทศและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ CFR ที่เผยแพร่ เมื่อ 20 พฤษภาคม 2569 บริบทและปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก ……. สงครามเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากผู้นำคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นแนวโน้มที่ขยายตัวไปทั่วโลก โดยในช่วงปี 2562 – 2567 มาตรการจำกัดการค้าทั่วโลกเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่า ทั้งจีน เบลเยียม รัสเซีย อิหร่าน และญี่ปุ่น ขณะที่ประเทศอื่น ๆ ก็ไม่ได้อยู่เฉย ๆ ต่างกำลังสะสมเครื่องมือและสร้างเกราะป้องกันทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ปัญหาหลักที่เกิดขึ้น คือ ความไม่สอดคล้องเชิงโครงสร้าง (Structural mismatch) ระบบเศรษฐกิจโลกปัจจุบันถูกออกแบบมาสำหรับยุค…

สหรัฐฯ จะจัดประชุมระหว่างประเทศ เกี่ยวกับกลุ่มหัวรุนแรงฝ่ายซ้าย

วอชิงตันโพสต์ รายงานเมื่อ 9 ก.ค.69 ว่านายมาร์โค รูบิโอ รมว.กต. สหรัฐฯ ได้เชิญ จนท.ระดับสูง มากกว่า 60 ประเทศ จากละตินอเมริกา และยุโรป รวมถึงเอเชีย เพื่อเข้าร่วมประชุมระดับโลก  (Global Summit) ว่าด้วยการปราบปรามกลุ่มหัวรุนแรงฝ่ายซ้าย หรือ Antifaใน 16 ก.ค.69  เพื่อผลักดันให้กลุ่ม Antifa เป็นกลุ่มก่อการร้ายทางการเมือง ซึ่งจะได้ขยายความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ  ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง และสกัดกั้นเครือข่ายที่ให้การสนับสนุนกลุ่มดังกล่าว  รวมทั้งลดอิทธิพลของกลุ่มเคลื่อนไหวในสหรัฐฯ ที่มีเป้าหมายทางการเมือง  ปรากฎรายงานในสื่อว่า อินเดีย  อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ได้รับหนังสือเชิญ ส่วนในยุโรปคาดว่ามี เยอรมนี อิตาลี และกรีซ เพราะทั้ง 3 ประเทศ มีกลุ่ม Antifa  ท้องถิ่นที่สหรัฐฯ ประกาศเป็นกลุ่มก่อการร้ายต่างประเทศ เมื่อ พ.ย.68

เกาหลีใต้ผ่อนคลายคำเตือนห้ามการเดินทางไปยังกัมพูชา

กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้เมื่อ 10 กรกฎาคม 2569 ปรับคำเตือนการเดินทางไปยังต่างประเทศ ตามกฎหมาย Passport Act โดยยกเลิกคำเตือนห้ามเดินทางไปยังพื้นที่ภาคตะวันตกของกัมพูชา ได้แก่ จังหวัดกัมปอต  จังหวัดบันเตียเมียนเจย และจังหวัดสวายเรียง หลังจากที่เคยประกาศคำเตือนระดับ 4 ห้ามเดินทางไปยังพื้นที่บางส่วนและให้ชาวเกาหลีใต้เดินทางออกจากพื้นที่ทันทีตั้งแต่ ตุลาคม 2568 เนื่องจากเหตุผลด้านความมั่นคงปลอดภัย ปัจจุบันปรับเป็นคำเตือนระดับ 3 เนื่องจากเกาหลีใต้ประเมินว่าสถานการณ์ด้านความมั่นคงดีขึ้น จำนวนอาชญากรรมที่ชาวเกาหลีใต้มีส่วนร่วมลดลงในห้วง 6 เดือนแรกของปี 2569 ทำให้เกาหลีใต้พิจารณาผ่อนคลายคำเตือนการเดินทาง นอกจากกัมพูชา เกาหลีใต้ลดระดับคำเตือนการเดินทางไปยังเวเนซุเอลา แต่ขยายคำเตือนการเดินทางไปยัง 10 ประเทศ และ 12 พื้นที่ รวมทั้งพื้นที่ในฟิลิปปินส์และเมียนมา เนื่องจากเหตุผลด้านความมั่นคงและความปลอดภัย ก่อนหน้านี้ เกาหลีใต้ออกคำเตือนห้ามพลเรือนเดินทางไปยังพื้นที่ภาคตะวันตกของกัมพูชา เนื่องจากมีรายงานว่าชาวเกาหลีใต้จำนวนมากถูกหลอกลวงไปทำงานให้เครือข่ายแสกมเมอร์ เป็นความท้าทายด้านความมั่นคงและทำให้ชาวเกาหลีใต้ตกอยู่ในอันตราย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกัมพูชายกระดับการปราบปรามและแก้ไขปัญหาการเป็นศูนย์กลางเครือข่ายแสกมเมอร์ เพื่อให้เกาหลีใต้ไว้วางใจ เชื่อมั่นและคงความร่วมมือกับกัมพูชา เนื่องจากเกาหลีใต้มีความสำคัญต่อกัมพูชาในฐานะประเทศที่ให้ความช่วยเหลือผ่านโครงการ Official Development Assistance (ODA) ที่เป็นส่วนสำคัญของโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข เทคโนโลยี การศึกษาและการค้า นอกจากนี้ คำเตือนด้านการเดินทางของรัฐบาลเกาหลีใต้ในช่วงที่ผ่านมา…

รมว.กต.เมียนมาจะเข้าร่วมการประชุมกรอบอาเซียน ที่กรุงเทพฯ

สื่อมวลชนต่างประเทศให้ความสนใจเกี่ยวกับพัฒนาการทางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของเมียนมา ภายหลังมีการตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเมื่อ เมษายน 2569 และเริ่มฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอาเซียน ให้กลับสู่ระดับปกติ ล่าสุดมีรายงานเมื่อ 10 กรกฎาคม 2569 อ้างท่าทีของโฆษกกระทรวงการต่างประเทศของเวียดนาม ระบุว่า นายตินหม่องซเว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเมียนมา จะเข้าร่วมการประชุมอาเซียนระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ วาระพิเศษ ที่กรุงเทพฯ ใน 12 กรกฎาคม 2569 เวียดนามมีมุมมองว่า การเข้าร่วมประชุมฯ ของนายตินหม่องซเว จะเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน และหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างตรงไปตรงมา เพื่อขยายความร่วมมือและส่งเสริมการเจรจาทางการเมืองในเมียนมา อย่างไรก็ตาม การประชุมดังกล่าวไม่ได้เป็นการยืนยันว่า อาเซียนจะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรผู้นำเมียนมาในการประชุมสุดยอด ที่จะจัดขึ้นที่ฟิลิปปินส์ในช่วงปลายปี 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ยืนยันกำหนดการดังกล่าว ซึ่งเป็นผลจากการผลักดันของฝ่ายไทยในการประชุมอาเซียนระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเมื่อ พฤษภาคม 2569 ขณะที่สื่อมวลชนรายงานเชิงบวกเกี่ยวกับบทบาทของไทยด้านการสนับสนุนการปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างเมียนมากับอาเซียน โดยใช้ยุทธศาสตร์ 2 ด้าน ได้แก่ 1) เน้นบทบาทอาเซียน ผู้แทนพิเศษของอาเซียนประเด็นเมียนมา และกลุ่มประเทศ Troika ของอาเซียนเป็นกลไกกลางประสานงานกับเมียนมา และ 2) ส่งเสริมแนวคิด 3R คือ ภูมิภาคนิยม…