ช่องแคบฮอร์มุชทำให้สหรัฐฯ กับอิหร่านกลับมาตอบโต้ด้านการทหาร

ประเด็นการปกป้องช่องแคบฮอร์มุช เพื่อแสดงการมีอิทธิพลในการควบคุมเส้นทางเดินเรือดังกล่าวทำให้สหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาโจมตีทางทหารกันอีกครั้ง เนื่องจากต่างฝ่ายไม่ยอมให้ฝ่ายใดมีอิทธิพลบริเวณเส้นทางเดินเรือที่สำคัญของโลกดังกล่าว  นักวิเคราะห์คาดว่า การโจมตีทางทหาร เพื่อตอบโต้กันครั้งนี้ จะไม่ยืดเยื้อ แต่ก็สะท้อนให้เห็นแนวโน้มว่า สหรัฐฯ จะไม่สามารถยุติสงครามครั้งนี้ได้โดยเร็ววัน หากไม่ยอมให้อิหร่านคุมอิทธิพลในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ นอกจากนี้ การตอบโต้ระหว่างกันเช่นนี้ อาจมีเป็นระยะ ๆ หากเงื่อนไขในช่องแคบฮอร์มุซยังไม่สามารถตกลงกันได้ กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ CENTCOM แถลงว่า เมื่อ 7 กรกฎาคม 2569 ได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายหลายจุดทางตอนใต้ของอิหร่านกว่า 80 เป้าหมาย เพื่อลดศักยภาพของอิหร่าน ทั้งระบบป้องกันภัยทางอากาศ เครือข่ายระบบการบัญชาการ ฐานเรดาร์ ฐานปล่อยขีปนาวุธต่อต้านเรือ และเรือรบขนาดเล็กกว่า 60 ลำ รวมถึงโครงสร้างต่าง ๆ ของท่าเรือตามแนวชายฝั่งอิหร่าน ใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ ได้แก่ เมือง Bandar Abbas, Sirik และ เกาะ Qeshm นอกจากนี้ CENTCOM พร้อมจะปฏิบัติการอีกครั้ง หากอิหร่านยังดำเนินการที่ละเมิดความเข้าใจที่ร่วมทำกันไว้กับสหรัฐฯ ข้ออ้างที่ CENTCOM ระบุว่า…

เวียดนามปรับสถานะเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับบน

ล่าสุดเวียดนามได้มีพัฒนาการทางเศรษฐกิจจนสามารถขยับขึ้นสู่ประเทศรายได้ปานกลางแล้ว เมื่อมองแค่ผิวเผินเรื่องดังกล่าวดูเหมือนว่าจะเป็นแค่ข่าวเศรษฐกิจทั่วไป แต่จริง ๆ แล้วเรื่องดังกล่าวก็มีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อภูมิภาคเช่นกัน ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น มาติดตามรับฟังกันได้ที่ The Intelligence Podcast ตอน “เวียดนามปรับสถานะเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับบน”

เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัว

The Edge Malaysia ของมาเลเซีย เผยแพร่บทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยที่เคยถูกมองเป็นเสือตัวที่ห้าของเอเชีย แต่ห้วงที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากทั้งความขัดแย้งทางการเมือง การเข้าสู่สังคมสูงอายุ ความสามารถในการแข่งขันลดลง ตลอดจนผลกระทบจากสงครามในภูมิภาค ตอ.กลาง อย่างไรก็ตาม เริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัว เนื่องจากไทยมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ จึงเป็นโอกาสที่ดีในการผลักดันนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ หากไทยมีความต่อเนื่องทางการเมือง และมีการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ไทยอาจฟื้นคืนและกลับมามีอิทธิพลในภูมิภาคได้อีกครั้ง

ไทยได้รับโอกาสจากคลื่นความร้อนในยุโรป

Bloomberg ของสหรัฐฯ รายงานว่า ภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกซึ่งเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญของไทยกำลังได้รับโอกาสจากสถานการณ์คลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นในยุโรป โดยไทยกำลังส่งเสริมการท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวยุโรปเดินทางมาเที่ยวไทยในช่วงฤดูฝน ขณะเดียวกันยังส่งออกเครื่องปรับอากาศไปยังยุโรปเพิ่มขึ้น หลังจากความต้องการเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งไทยเป็นฐานผลิตของเครื่องปรับอากาศหลายยี่ห้อ เนื่องจากมีห่วงโซ่อุปทานด้านอิเล็กทรอนิกส์ที่แข็งแกร่ง

มาเลเซียมีปริมาณน้ำมันดิบและน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงพอจนถึง ธ.ค.69

  งกระทรวงเศรษฐกิจของมาเลเซีย ยื่นเอกสารชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมาเลเซียเมื่อ 7 ก.ค.69 ตอบกระทู้ถามประเด็นสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศ ห้วง ก.ค.-ธ.ค.69 ว่า ปริมาณน้ำมันดิบและน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงมีเสถียรภาพและเพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ ซึ่งเป็นผลจากการดำเนินมาตรการเชิงรุกที่แบ่งเป็นระยะ ตั้งแต่ช่องแคบฮอร์มุซเริ่มได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งใน ตอ.กลาง เมื่อ 28 ก.พ.69 แม้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ห้วง 1-5 มิ.ย.69 จะลดลงมาอยู่ที่ 99.29 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ที่ผ่านมา รัฐบาลมาเลเซียได้ดำเนินมาตรการในหลายด้านเพื่อรับประกันความมั่นคงในการจัดหาน้ำมัน เช่น การกระจายแหล่งนำเข้า การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเชื้อเพลิงภายในประเทศ โดยเฉพาะไบโอดีเซล การทำสัญญาจัดหาเชื้อเพลิงระยะยาว และการเฝ้าระวังขบวนการลักลอบค้าน้ำมัน

ญี่ปุ่นจะส่งมอบเรือรบที่ปลดระวางประจำการให้ฟิลิปปินส์

สนข. Japan Times รายงานเมื่อ 8 ก.ค.69 ว่า ญี่ปุ่นมีแผนส่งมอบเรือพิฆาตคุ้มกัน  ชุดเรืออาบูคูมะ   ของกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น (Japan Maritime Self-Defense Force-JMSDF) ที่จะปลดระวางประจำการ จำนวน 5 ลำ ให้ฟิลิปปินส์ ภายในระยะเวลา 2-3 ปี โดยเรือลำแรกในชุดเรือดังกล่าวมีกำหนดปลดระวางประจำการในปี 2570 และญี่ปุ่นจะส่งมอบให้ฟิลิปปินส์ผ่านกรอบความช่วยเหลือเพื่อความมั่นคงอย่างเป็นทางการ

อิหร่านประกาศจะตอบโต้การรุกรานของสหรัฐฯ อย่างรุนแรง

อิหร่าน ออกแถลงการณ์ เมื่อ 8 ก.ค.69 ว่า จะตอบโต้สหรัฐฯ อย่างรุนแรงต่อการโจมตีพื้นที่ทางตอนใต้ของอิหร่าน และจะไม่ยินยอมให้สหรัฐฯ แทรกแซงการบริหารช่องแคบฮอร์มุซ และเส้นทางการเดินเรือพาณิชย์และเรือบรรทุกน้ำมันที่ปลอดภัยต้องเป็นไปตามที่อิหร่านกำหนด  การรุกรานของสหรัฐฯ สะท้อนให้เห็นถึงการไม่เคารพพันธกรณีภายใต้บันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด (Islamabad MOU) ที่ทั้งสองฝ่ายลงนามร่วมกันเมื่อ มิ.ย.69 อีกทั้งการกระทำดังกล่าวยังเกิดขึ้นในห้วงที่อิรักมีกำหนดจัดพิธีแสดงความอาลัยต่ออายะตุลลอฮ์ อะลี คอมะนะอี อดีตผู้นำสูงสุดอิหร่าน   การแสดงท่าทีดังกล่าวของอิหร่านเกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯ โจมตีทางอากาศครั้งใหม่ต่อบริเวณท่าเรือตามแนวชายฝั่งทางใต้ของอิหร่าน ใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ โดยอ้างว่าเพื่อเป็นการตอบโต้อิหร่านที่โจมตีเรือพาณิชย์ 3 ลำ นอกจากนี้ ในสหรัฐฯ ยังประกาศยุติมาตรการผ่อนปรนให้นานาประเทศสามารถซื้อน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจากอิหร่าน ภายใน 17 ก.ค.69

รัฐบาลเมียนมาเดินหน้าฟื้นฟูรัฐชิน

นสพ. The Global New Light of Myanmar รายงานเมื่อ 7 ก.ค.69 ว่า ดร.โวงซูน มุขมนตรีรัฐชิน เป็นประธานการประชุมประสานงานว่าด้วยมาตรการฟื้นฟูและบูรณะพื้นที่ในรัฐชิน โดยมุ่งฟื้นฟูการบริหารราชการและการให้บริการสาธารณะในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้ง นอกจากนี้ นายมโยมยิน รมช.กระทรวงก่อสร้างเมียนมา ได้ชี้แจงความคืบหน้าการดำเนินงาน ครอบคลุมการอำนวยความสะดวกให้ข้าราชการและประชาชนกลับเข้าพื้นที่ในเมืองฟาลัม เมืองเตดิม และเมืองโตนซาง การเปิดดำเนินการของโรงเรียนและหน่วยงานราชการ การจัดหาน้ำประปาและฟื้นฟูระบบไฟฟ้า ตลอดจนการประสานความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ผู้อาวุโสในชุมชน และผู้นำศาสนา เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูพื้นที่และการกลับสู่ภาวะปกติ

ผู้นำอินโดนีเซียและสิงคโปร์ให้คำมั่นว่าจะไม่มีการปิดช่องแคบมะละกา

ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต แถลงหลังการหารือกับ นรม.ลอว์เรนซ์ หว่อง ของสิงคโปร์ ที่กรุงจาการ์ตา เมื่อ 6 ก.ค.69 โดยให้คำมั่นว่าทั้งสองประเทศจะไม่ปิดช่องแคบมะละกา และช่วยกันรักษาไว้ซึ่งสิทธิและเสรีภาพในการเดินเรือให้เปิดกว้างสำหรับทุกฝ่าย รวมทั้งเฝ้าระวังภัยทางทะเลต่าง ๆ เพื่อรักษาผลประโยชน์ร่วมกัน ขณะที่ นรม.หว่อง ย้ำถึงพันธกรณีของรัฐบาล ต่ออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS 1982) ทั้งนี้ ประธานาธิบดีปราโบโวยังย้ำด้วยว่า ทั้งสองฝ่ายมุ่งมั่นที่จะแก้ไขความเข้าใจผิดหรือการรับรู้ที่คลาดเคลื่อนอย่างเปิดเผยในฐานะมิตรประเทศ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ รมว.กค.อินโดนีเซีย เคยกล่าวถึงแผนการจัดเก็บภาษีจากเรือที่ผ่านน่านน้ำดังกล่าว ซึ่งจุดชนวนความกังวลในภูมิภาค ก่อนจะออกมาปฏิเสธในภายหลัง

จีนทดสอบยิงขีปนาวุธจากเรือดำน้ำไปยังมหาสมุทรแปซิฟิก

กองทัพเรือของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน ทดสอบยิงขีปนาวุธจากเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ เมื่อ 061201 ก.ค.69  เป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2525 ที่จีนทดสอบยิงขีปนาวุธจากเรือดำน้ำและยังเป็นครั้งแรกที่ทดสอบยิงจากเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ โดยเป็นการทดสอบยิงหัวรบจำลองไปยังบริเวณที่กำหนดในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งประสบความสำเร็จด้วยดี อย่างไรก็ดี ประเทศต่าง ๆ เฉพาะอย่างยิ่งออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และนิวซีแลนด์ แสดงความห่วงกังวลว่าอาจบั่นทอนเสถียรภาพในภูมิภาค แม้จะได้รับการแจ้งเตือนล่วงหน้าจากทางการจีนแล้วก็ตาม