ชาวอเมริกันชุมนุมทั่วประเทศ คัดค้านมาตรการจัดการผู้อพยพ

ชาวอเมริกันทั่วประเทศรวมตัวกันเมื่อ 30 มกราคม 2569 ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อคัดค้านมาตรการและนโยบายของรัฐบาลต่อการจัดการผู้อพยพในประเทศที่มีการใช้ความรุนแรง และล่าสุดทำให้เกิดเหตุการณ์สังหารนักเคลื่อนไหวทางการเมืองชาวอเมริกันจำนวน 2 คน ทำให้ชาวอเมริกันไม่พอใจอย่างมาก นอกจากนี้ การชุมนุมทั่วประเทศยังมีขึ้นในช่วงเดียวกันกับที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เริ่มการไต่สวนกรณีเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรแห่งสหรัฐฯ (ICE) สังหารนาย Alex Pretti นักเคลื่อนไหวทางการเมืองชาวอเมริกันเมื่อ 24 มกราคม 2569 แต่ยังไม่มีการไต่สวนกรณีเจ้าหน้าที่ ICE สังหารนาง Renee Nicole Good นักเคลื่อนไหวชาวอเมริกันเมื่อ 7 มกราคม 2569 สถานการณ์การชุมนุมประท้วงในรัฐมินเนโซตา น่าจับตามองมากที่สุด เพราะผู้ชุมนุมได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ รวมทั้งรัฐบาลท้องถิ่น เพราะมีมุมมองว่ารัฐบาลสหรัฐฯ กระทำเกินหว่าเหตุ และไม่พอใจมาตรการส่งเจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคงของรัฐบาลกลางไปประจำการและควบคุมสถานการณ์การประท้วงในรัฐมินเนโซตา ทำให้ประชาชนชาวอเมริกันเผชิญความหวาดกลัวและถูกคุกคามจากเจ้าหน้าที่รัฐ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ ICE ยืนยันว่าเข้าไปปฏิบัติการในพื้นที่เพื่อปราบปรามผู้อพยพผิดกฎหมายเท่านั้น เนื่องจากรัฐมินเนโซตามีผู้อพยพชาวโซมาเลียอยู่จำนวนมาก และรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดปัจจุบันต้องการปราปบรามผู้อพยพผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด เนื่องจากคาดว่าจะช่วยลดอาชญากรรมและเพิ่มพูนความปลอดภัยให้สังคม การประท้วงรัฐบาลประเด็นนโยบายปราบปรามผู้อพยพในประเทศ มีแนวโน้มจะยืดเยื้อและอาจขยายตัวกลายเป็นความรุนแรงและความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ กับชาวอเมริกันบางส่วนที่ไม่ชื่นชอบนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ด้านผู้อำนวยการ ICE พยายามลดระดับความขัดแย้งและสร้างความเข้าใจต่อสังคมด้วยการระบุว่า ปฏิบัติการของ…

สหภาพยุโรปเตรียมบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรรัสเซียรอบที่ 20

ถ้อยแถลงของ นาง Kaja Kallas หัวหน้าผู้แทนด้านนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป (EU) เมื่อ 30 ม.ค.69 ว่า EU ระบุว่า มีแผนประกาศมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียรอบที่ 20 ใน 24 ก.พ.69 เพื่อตอบโต้การรุกรานยูเครนที่ดำเนินมาเป็นเวลา 4 ปี โดยอยู่ระหว่างการหารือรายละเอียดระหว่างประเทศสมาชิก เบื้องต้นข้อเสนอสำคัญครอบคลุมการห้ามให้บริการทางทะเลแก่รัสเซียอย่างเต็มรูปแบบเพื่อสกัดการดำเนินงานของกองเรือเงาขนส่งน้ำมัน ตลอดจนเพิ่มข้อจำกัดต่อภาคพลังงาน ปุ๋ย ธนาคาร และเครือข่ายที่ช่วยหลีกเลี่ยงการคว่ำบาตร ขณะที่ยูเครนผลักดันให้ขยายเป้าหมายไปยังบริษัทและบุคคลที่ยังได้ประโยชน์จากรายได้พลังงานของรัสเซีย และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนเด็กและเครือข่ายสนับสนุนอุตสาหกรรมทางทหาร

สหรัฐฯ เพิ่มไทยเข้ากลุ่มประเทศที่ต้องเฝ้าระวังการแทรกแซงค่าเงินและนโยบายเศรษฐกิจมหภาค

กค.สหรัฐฯ เผยแพร่รายงานนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศคู่ค้าหลักของสหรัฐฯ  เมื่อ 29 ม.ค.69 ว่า  การตรวจสอบข้อมูล ครอบคลุม 4 ไตรมาส (มิ.ย.67 – มิ.ย.68) ไม่พบประเทศใดในกลุ่มคู่ค้ารายใหญ่ของสหรัฐฯ เข้าข่ายแทรกแซงค่าเงิน แต่ให้เฝ้าระวัง (Monitoring List)  10 ประเทศคู่ค้าสำคัญ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ไทย สิงคโปร์ เวียดนาม เยอรมนี ไอร์แลนด์ และสวิตเซอร์แลนด์ เกี่ยวกับการแทรกแซงค่าเงินและนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งไทยเป็นประเทศเดียวที่ถูกเพิ่มเข้าในรายชื่อประเทศที่ต้องเฝ้าระวังดังกล่าว  ทั้งนี้  สหรัฐฯ ใช้เกณฑ์หลัก 3 ประการในการพิจารณาว่าประเทศใดเข้าข่ายแทรกแซงค่าเงินเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้าอย่างไม่เป็นธรรม ได้แก่ 1) เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ อย่างน้อย 15,000  ล้านดอลลาร์สหรัฐ  2) ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลอย่างน้อยละ 3 ของ GDP  และ 3)  มีพฤติกรรมแทรกแซงตลาดเงินตราต่างประเทศในทิศทางเดียวกันอย่างต่อเนื่อง โดยหากเข้าเกณฑ์ 2 ใน 3…

คิวบามีแนวโน้มเผชิญวิกฤตขาดแคลนน้ำมันขั้นเลวร้าย

เว็บไซต์ นสพ. Financial Times รายงานเมื่อ 29 ม.ค.69 ว่า คิวบามีแนวโน้มเผชิญวิกฤตขาดแคลนน้ำมัน หลังจากเวเนซุเอลาและเม็กซิโก ซึ่งเป็นแหล่งนำเข้าน้ำมันสำคัญของคิวบา ถูกสหรัฐฯ กดดัน ให้ระงับการส่งออกน้ำมันไปคิวบา โดยอ้างบริษัท Kpler ซึ่งให้บริการข้อมูลและการวิเคราะห์ด้านการค้าและโลจิสติกส์สำหรับสินค้าโภคภัณฑ์ระหว่างประเทศ ประเมินว่า ปริมาณน้ำมันสำรอง ห้วง ม.ค.69 ของคิวบา จะเพียงพอสำหรับการใช้ในประเทศ ได้ประมาณ 15–20 วัน หรือก่อนสิ้น ก.พ.69 หากคิวบายังไม่สามารถนำเข้าน้ำมันเพิ่มเติมได้ เนื่องจากตั้งแต่ต้นปี 2569 เม็กซิโกส่งออกน้ำมันให้คิวบาได้เพียงครั้งเดียว เมื่อ 9 ม.ค.69  ขณะที่ห้วง พ.ย-ธ.ค.68 เวเนซุเอลาส่งออกน้ำมันไปยังคิวบา  และไม่มีการส่งออกไปยังคิวบาอีก หลังสหรัฐฯ ใช้ปฏิบัติการทางทหารต่อเวเนซุเอลา เมื่อ 3 ม.ค.69 และบังคับเวเนซุเอลาให้ระงับการส่งออกน้ำมันไปยังคิวบา ทั้งนี้ ภาวะขาดแคลนน้ำมันในคิวบายิ่งซ้ำเติมให้ปัญหาไฟฟ้าดับภายในประเทศรุนแรงเป็นวงกว้างมากขึ้น เนื่องจากโรงไฟฟ้าขาดแคลนเชื้อเพลิงสำหรับผลิตกระแสไฟฟ้า

อิหร่านโต้สหรัฐฯ พร้อมรับมือ หากมีการโจมตีทางทหาร

สถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง หลังจากสหรัฐฯ ส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินและเรือรบไปประจำการในภูมิภาคเพิ่มเติม พร้อมกับที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศข้อความข่มขู่รัฐบาลอิหร่านให้ยุติการปราบปรามผู้ชุมนุมประท้วงในกรุงเตหะราน และยินยอมเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์กับสหรัฐฯ ด้านนาย Abbas Araghchi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านตอบโต้กับคำขู่ของสหรัฐฯ เมื่อ 28 มกราคม 2569 โดยระบุว่ากองทัพอิหร่านพร้อมรับมือกับการโจมตีทุกรูปแบบของสหรัฐฯ ทั้งทางบก ทางทะเล และอากาศ เนื่องจากที่ผ่านมา อิหร่านมีประสบการณ์ที่หลากหลายทั้งจากสหรัฐฯ และอิสราเอล ทำให้กองทัพอิหร่านแข็งแกร่งขึ้น ดังนั้น สหรัฐฯ หรือประเทศใดก็ตามที่โจมตีอิหร่านจะต้องเผชิญกับการตอบโต้และผลที่ตามมาอย่างรุนแรง อิหร่านแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อสหรัฐฯ แต่ก็มีการเตรียมความพร้อม โดยมีรายงานในห้วงเดียวกันว่า รัฐบาลอิหร่านมอบอำนาจพิเศษให้รัฐบาลท้องถิ่นเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์โจมตีหรือความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นจากความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ ทำให้รัฐบาลท้องถิ่นในอิหร่านหลายพื้นที่เริ่มสั่งการนำเข้าสินค้าอุปโภค อาหาร น้ำสะอาด และพลังงาน โดยไม่ต้องทำตามระเบียบการนำเข้าอย่างเคร่งครัด เพื่อพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน อย่างไรก็ตาม สื่อในอิหร่านรายงานว่ารัฐบาลท้องถิ่นดำเนินการอย่างยากลำบาก เนื่องจากปัจจุบันรัฐบาลอิหร่านตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศ ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกรรมเพื่อเตรียมการสำหรับเหตุฉุกเฉินในประเทศ บรรยากาศความมั่นคงในอิหร่านมีแนวโน้มจะตึงเครียดต่อไปจนถึงห้วง กุมภาพันธ์ 2569 เนื่องจากสหรัฐฯ ยังเดินหน้าทยอยส่งเรือรบและเครื่องบินรบเข้าไปประจำการในภูมิภาค ล่าสุดส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ USS Abraham Lincoln ไปประจำการในทะเลอาระเบีย และประกาศว่าจะปฏิบัติการซ้อมรบทางอากาศกับพันธมิตรในภูมิภาคตะวันออกกลาง ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงยืนยันคำขู่ที่จะโจมตีอิหร่านด้วยเครื่องมือทางทหาร หากยังมีรายงานการปราบปรามผู้ประท้วงด้วยมาตรการรุนแรง นอกจากนี้ ทั่วโลกกำลังประเมินความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะดำเนินการจัดการความมั่นคงในอิหร่านแบบเดียวกันกับวิธีการที่ใช้ในเวเนซุเอลา…

มาเลเซียเร่งร่างกฎหมายควบคุมการใช้งาน AI อย่างไม่เหมาะสม

รัฐบาลมาเลเซียให้ความสำคัญกับการควบคุมภัยคุกคามและอันตรายต่อสังคม รวมทั้งความมั่นคงแห่งชาติ จากการที่มีผู้ใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (AI) แบบไม่เหมาะสม เพื่อเผยแพร่ข้อมูลปลอมและข้อมูลบิดเบือน โดยฝ่ายนิติบัญญัติมาเลเซียเริ่มเสนอแนวคิดและร่างกฎหมาย AI Gover­nance Bill ตั้งแต่ พฤศจิกายน 2568 ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เน้นการควบคุมและป้องกันการใช้เทคโนโลยี AI ไปสร้างเนื้อหาคลิปวิดีโอปลอม (deepfake) ซึ่งเคยเกิดเหตุดังกล่าวแล้วหลายครั้ง จนส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อผู้นำมาเลเซียและรัฐบาล เป้าหมายสำคัญของกฎหมาย AI Gover­nance Bill คือ การกำหนดให้ผู้ผลิตเนื้อหาจาก AI รับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดจากเนื้อหาที่สร้างขึ้น กำหนดแนวปฏิบัติที่ดี ให้สาธารณะมีส่วนร่วมในการคัดกรองเนื้อหา รวมทั้งกำหนดขั้นตอนการควบคุมเนื้อหาที่ผลิตด้วย AI ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อให้สมดุลระหว่างการส่งเสริมทักษะการใช้ AI และการป้องกันภัยคุกคาม ปัจจุบัน สื่อมวลชนมาเลเซียรายงานความคืบหน้าการจัดทำกฎหมายดังกล่าว พร้อมเผยแพร่ข้อมูลที่โน้มน้าวประชาชนได้ว่ารัฐบาลจำเป็นต้องควบคุมการใช้งาน AI โดยเมื่อ 29 มกราคม 2569 คณะกรรมาธิการการสื่อสารและมัลติมีเดียของมาเลเซียเปิดเผยว่า ในห้วง 3 ปีที่ผ่านมา หน่วยงานรัฐบาลมาเลเซียต้องกำจัดเนื้อหาในสื่อสังคมออนไลน์ที่เป็นข่าวปลอม และสร้างจากเทคโนโลยี GenAI ไม่ต่ำกว่า 225,000 เนื้อหา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดหรือเป็นอันตรายต่อสังคม…

ซาอุดีอาระเบียยืนยันจะไม่ยอมให้ฝ่ายใดใช้ดินแดนหรือน่านฟ้าเพื่อโจมตีอิหร่าน

เจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมาน (MbS) มกุฎราชกุมาร/นรม.ซาอุดีอาระเบีย ทรงหารือกับประธานาธิบดีมัสอูด ปิซิชกียอน ของอิหร่านเมื่อ 27 ม.ค.69 โดยทรงยืนยันว่า ซาอุดีอาระเบียจะไม่ยอมให้ฝ่ายใดใช้ดินแดนหรือน่านฟ้าซาอุดีอาระเบียเพื่อโจมตีอิหร่าน ซาอุดีอาระเบียเคารพในอธิปไตยของอิหร่าน พร้อมสนับสนุนการแก้ปัญหาด้วยการเจรจา เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาค ขณะที่ประธานาธิบดีอิหร่านแสดงความขอบคุณสำหรับจุดยืนและความพยายามของซาอุดีอาระเบียในการรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาค

รัสเซียสนับสนุนความพยายามของซีเรียในการฟื้นฟูบูรณภาพแห่งดินแดน

ประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน ของรัสเซียกล่าวระหว่างหารือกับประธานาธิบดีอะห์มัด อัชชะระอ์ ของซีเรีย เมื่อ 28 ม.ค.69 ที่พระราชวังเครมลิน กรุงมอสโก ว่า รัสเซียสนับสนุนความพยายามของประธานาธิบดีอัชชะระอ์ในการฟื้นฟูบูรณภาพแห่งดินแดนของซีเรียมาโดยตลอด พร้อมทั้งยินดีกับความคืบหน้าของกระบวนการดังกล่าว ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีอัชชะระอ์กล่าวขอบคุณต่อประธานาธิบดีปูตินว่ารัสเซียเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญทางประวัติศาสตร์ในการสร้างเอกภาพและเสถียรภาพไม่เฉพาะในซีเรียเท่านั้น แต่รวมถึงภูมิภาคตะวันออกกลางด้วย และคาดหวังว่าความพยายามดังกล่าวจะบรรลุผลและนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองที่มากขึ้น ทั้งนี้ ประธานาธิบดีอัชชะระอ์ เยือนรัสเซียอย่างเป็นทางการเป็นครั้งที่สองนับตั้งแต่ดำรงตำแห่งผู้นำรัฐบาลของซีเรีย โดยครั้งแรกเมื่อ 15 ต.ค.68

เอกวาดอร์ยื่นหนังสือประท้วงสหรัฐฯ กรณี จนท. ICE บุกสถานกงสุลเอกวาดอร์ ณ เมืองมินนีแอโปลิส

กต.เอกวาดอร์ ออกแถลงการณ์ว่า เมื่อ 27 ม.ค.69 ว่า  จนท.สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ  (U.S. Immigration and Customs Enforcement – ICE) พยายามบุกเข้า อาคารสถานกงสุลเอกวาดอร์ ณ เมืองมินนีแอโปลิส รัฐมินเนโซตา แต่เจ้าหน้าที่สถานกงสุลฯ ได้ขัดขวางและดำเนินมาตรการเพื่อดูแลความปลอดภัยของพลเมืองเอกวาดอร์ที่อยู่ภายในอาคารสถานกงสุล    กต.เอกวาดอร์ยังได้ยื่นหนังสือประท้วงต่อ สอท.สหรัฐฯ ณ กรุงกีโต (เมืองหลวง) ของเอกวาดอร์ หลังเกิดเหตุทันที เพื่อเรียกร้องไม่ให้เกิดเหตุในลักษณะดังกล่าวขึ้นอีก ทั้งนี้ ปรากฏรายงานอ้างพยานผู้เห็นเหตุการณ์ เชื่อว่า จนท. ICE พยายามบุกเข้าไปจับกุมผู้ลักลอบเข้าเมือง ที่หลบหนีเข้าไปในพื้นที่สถานกงสุลเอกวาดอร์

ผู้นำสหราชอาณาจักรเยือนจีน

นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ ของสหราชอาณาจักรเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการ พร้อมคณะนักธุรกิจและผู้ประกอบการกิจการรายใหญ่จำนวนประมาณ 60 คน เป้าหมายเพื่อพัฒนาความร่วมมือและกระชับความสัมพันธ์ โดยการเยือนครั้งนี้เริ่มต้นเมื่อ 28 มกราคม 2569 ใช้เวลา 3 วัน เพื่อให้ผู้นำสหราชอาณาจักรและผู้นำจีนได้พบหารือกันที่กรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีน สื่อทั่วโลกให้ความสนใจกับการเยือนครั้งนี้อย่างมาก เนื่องจากนายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ เป็นผู้นำสหราชอาณาจักรคนแรกที่เยือนจีน ตั้งแต่ปี 2561 เท่ากับเป็นการเยือนระดับผู้นำครั้งแรกในรอบ 8 ปี โดยสื่อมวลชนจีนมีมุมมองว่า การเยือนจีนครั้งนี้จะเป็นผลดีต่อการปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ รวมทั้งสะท้อนให้นานาชาติเห็นว่าจีนพร้อมต้อนรับและเพิ่มพูนความร่วมมือกับประเทศที่ต้องการสร้างเสริมระเบียบโลกที่เท่าเทียม มั่นคงและมั่งคั่งระหว่างกัน ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้ามีแนวโน้มจะเป็นหัวใจสำคัญของการเยือนระหว่างประเทศครั้งนี้ โดยนายกรัฐมนตรีสตาร์เมอร์ให้คำมั่นกับชาวอังกฤษว่าการเยือนครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการเชื่อมโยงนักธุรกิจและผู้ประกอบการระหว่าง 2 ประเทศ และไม่ส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์แห่งชาติ อย่างไรก็ตาม นักการเมืองและชาวอังกฤษบางส่วนกังวลว่าจีนจะดำเนินนโยบายที่ไม่น่าเชื่อถือ และยังคงเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของสหราชอาณาจักร เพราะก่อนหน้านี้ หน่วยข่าวกรองของสหราอาณาจักร (MI5) มีหลักฐานและรายงานขแจ้งเตือนจำนวนมากที่บ่งชี้ว่า จีนพยายามปฏิบัติการลับโดยใช้สายลับแทรกซึม สายลับอิทธิพล และการโจมตีทางไซเบอร์ เพื่อบ่อนทำลายความมั่นคงทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของสหราชอาณาจักร ชาวอังกฤษจำนวนมากมีมุมมองเชิงลบต่อรัฐบาลจีนเพราะกรณีละเมิดสิทธิมนุษยชน ทั้งต่อชาวอุยกูร์และชาวฮ่องกง ทำให้การเยือนจีนครั้งนี้ตกเป็นกระแสวิจารณ์จากประชาชนในประเทศ มากไปกว่านั้น…การที่นายกรัฐมนตรีสตาร์เมอร์เยือนจีนในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับพันธมิตรในยุโรปค่อนข้างสั่นคลอนจากการดำเนินนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์…