ไต้หวันเพิ่มงบประมาณป้องกันดินแดน 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

หลังจากการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ เมื่อ 26 พฤศจิกายน 2568 ประธานาธิบดี Lai Ching-te ของไต้หวัน ประกาศเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมจำนวน 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ระหว่างปี 2569-2576 เพื่อรับมือกับการข่มขู่และคุกคามจากภายนอก เฉพาะอย่างยิ่งจากจีน โดยประธานาธิบดีไต้หวันระบุว่า ไต้หวันจะไม่ผ่อนปรนหากเป็นเรื่องความมั่นคง พร้อมย้ำว่าไต้หวันไม่ได้ต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ หรือต้องเลือกระหว่างการรวมชาติกับการเป็นเอกราช แต่ไต้หวันจะปกป้องไต้หวันที่เป็นประชาธิปไตย และไม่ตกเป็นของจีน นอกจากนี้ ผู้นำไต้หวันยังส่งสัญญาณว่าสหรัฐฯ จะให้ความร่วมมือและสนับสนุนไต้หวันเรื่องการซื้อ-ขายอาวุธด้วย สำหรับการเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันดินแดนดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยจะเน้นการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อป้องกันประเทศมากขึ้น และให้กองทัพไต้หวันมีความพร้อมรับมือกรณีกองทัพจีนโจมตีไต้หวันในปี 2570 ซึ่งเป็นห้วงเวลาที่สหรัฐฯ คาดการณ์ว่าจีนจะโจมตีไต้หวันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการรวมชาติ ผู้นำไต้หวันระบุว่าความเคลื่อนไหวด้านการทหารของจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างแข็งกร้าว รวมทั้งปฏิบัติการโฆษณาชวนเชื่อการจารกรรม และการแทรกแซงกิจการภายในจากรัฐบาลจีน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไต้หวันต้องเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม นอกจากนี้ ผู้นำไต้หวันระบุว่าสิ่งที่กังวลที่สุด ไม่ใช่ความเคลื่อนไหวทางการทหารของจีน แต่เป็นการที่ชาวไต้หวันยอมแพ้ ดังนั้น จึงกล่าวย้ำว่าไต้หวันจำเป็นต้องเตรียมพร้อมด้านการทหารและความมั่นคงเพื่อต่อต้านจีน ขณะเดียวกัน ชาวไต้หวันต้องไม่ยอมรับหลักการ “หนึ่งประเทศสองระบบ” ที่จีนเสนอ สหรัฐฯ มีท่าทีตอบรับการตัดสินใจเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันดินแดนของไต้หวัน โดยนาย Raymond Greene ผู้อำนวยการสถาบันสหรัฐฯ ประจำไต้หวันให้ความเห็นว่าการเพิ่มงบประมาณเป็นขั้นตอนสำคัญที่ส่งเสริมความแข็งแกร่งของกองทัพและหน่วยความมั่นคง ตลอดจนเป็นผลดีต่อการสร้าวบรรยากาศสันติภาพในช่องแคบไต้หวัน…

วิเคราะห์การสนทนาระหว่างผู้นำสหรัฐฯ-จีน

ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 มหาอำนาจของโลกอย่างสหรัฐฯ และจีน ยังคงเป็นประเด็นสำคัญในการวิเคราะห์ทิศทางการเมืองระหว่างประเทศของโลก โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวของ 2 ผู้นำปะเทศ ที่ปัจจุบันมีทั้งความขัดแย้งและการแข่งขันกันเชิงยุทธศาสตร์หลายประเด็น อย่างไรก็ตาม ล่าสุดเมื่อ 25 พฤศจิกายน 2568 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน โทรศัพท์หารือกันเป็นเวลาเกือบ 1 ชั่วโมง เรื่องความร่วมมือด้านการค้า การแก้ไขปัญหายาเสพติด สถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน และสถานการณ์ในช่องแคบไต้หวัน ซึ่งนับว่าเป็นการติดต่อกันที่สำคัญ เนื่องจากมีขึ้นในห้วงที่สหรัฐฯ กำลังเร่งเสนอและผลักดันข้อตกลงสันติภาพระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ขณะที่จีนมีความสัมพันธ์ตึงเครียดกับญี่ปุ่นเรื่องความมั่นคงในช่องแคบไต้หวัน ซึ่งเป็นประเด็นที่ทั้ง 2 ฝ่ายหยิบยกขึ้นหารือกันด้วย การที่ประธานาธิบดีทรัมป์กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนโทรศัพท์หารือกันในช่วงเวลานี้ จึงอาจมีผลต่อทิศทางการดำเนินนโยบายต่างประเทศของทั้ง 2 ฝ่าย โดยอาจเป็นโอกาสให้ผู้นำสหรัฐฯ โน้มน้าวจีนให้สนับสนุนข้อตกลงสันติภาพรัสเซีย-ยูเครน เพื่อให้เป็นผลงานสำคัญ เพราะจีนมีความสัมพันธ์ที่ดีกับรัสเซีย ขณะที่ฝ่ายจีนอาจใช้โอกาสนี้ส่งสัญญาณให้สหรัฐฯ เจรจากับญี่ปุ่นให้เปลี่ยนแปลงท่าทีต่อความมั่นคงในช่องแคบไต้หวัน เพราะจีนไม่พอใจอย่างมาก รวมทั้งเป็นการย้ำนโยบายของจีนต่อไต้หวันด้วย อย่างไรก็ตาม ผู้นำสหรัฐฯ มีแนวโน้มใช้ยุทธศาสตร์คลุมเครือ หรือ Strategic Ambiguity ต่อการค้ำประกันความมั่นคงในช่องแคบไต้หวันต่อไป เนื่องจากไม่ต้องการส่งทหารอเมริกันไปปกป้องไต้หวัน แต่สนับสนุนไต้หวันให้เพิ่มงบประมาณด้านความมั่นคงและการทหาร นอกจากเรื่องสถานการณ์ต่างประเทศและความมั่นคงในเชิงยุทธศาสตร์…

จาการ์ตาเป็นเมืองใหญ่อันดับ 1 ของโลก แทนกรุงโตเกียวของญี่ปุ่น

สหประชาชาติเผยแพร่รายงานการคาดการณ์แนวโน้มการขยายตัวของเมืองทั่วโลก ประจำปี 2568 หรือ The World Urbanization Prospects 2025 เพื่อประเมินสถานการณ์การพัฒนาและการขยายเมืองและชนบทในประเทศต่าง ๆ ซึ่งสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการจัดทำนโยบายการบริหารจัดการความมั่นคงเมือง (urban security) รวมทั้งการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรในพื้นที่ต่าง ๆ ได้ โดยสหประชาชาติ (UN) จัดทำรายงานดังกล่าวเป็นประจำทุกปี ครอบคลุมการศึกษาข้อมูลเชิงเปรียบเทียบและการคาดการณ์แนวโน้มการขยายตัวของเมืองระหว่างปี 2493-2593 โดยในปี 2568 นี้ มีการใช้วีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงภูมิสารสนเทศ (geospatial methodology) ในการศึกษาและจัดทำข้อมูลเป็นครั้งแรก ในภาพรวมพบว่า เมืองขยายตัวอย่างรวดเร็วทั่วโลก และเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรโลกร้อยละ 45 หรือประมาณ 8,200 ล้านคน และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น สะท้อนว่าประชากรโลกเคลื่อนย้ายที่อยู่อาศัยไปอยู่ในเมืองมากกว่าชนบท ภูมิภาคเอเชียมีแนวโน้มจะเกิดเมืองที่มีลักษณะ “Megacities” หรือเมืองที่มีประชากรอาศัยอยู่มากกว่า 10 ล้านคน และปัจจุบัน กรุงจาการ์ตาของอินโดนีเซีย ถือว่าเป็นเมืองใหญ่อันดับ 1 ของโลก แทนที่กรุงโตเกียวของญี่ปุ่น เนื่องจากมีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นที่สุดที่ประมาณ 42 ล้านคน ตามด้วยกรุงธากา เมืองหลวงของบังกลาเทศ ที่เป็นเมืองใหญ่และมีประชากรหนาแน่นที่ประมาณ…

สื่อต่างประเทศสนใจรายงานสถานการณ์น้ำท่วมไทย

สื่อต่างประเทศ จากฝั่งตะวันตก เช่น สหรัฐฯ และยุโรป สื่อตะวันออกกลาง และสื่อเอเชีย เช่น สื่อจีน และสิงคโปร์ เมื่อ 24-25 พฤศจิกายน 2568 รายงานเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในภาคใต้ของไทยไปในทิศทางเดียวกันว่า ภาคใต้ของไทยเผชิญภาวะน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุด เฉพาะอย่างยิ่งที่นครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา แต่จังหวัดอื่น ๆ อีก 9 จังหวัด เช่น สุราษฎร์ธานี นราธิวาส ปัตตานี พัทลุง และตรัง ก็เผชิญกับภาวะน้ำท่วมเช่นกัน สื่อที่รายงานส่วนใหญ่เน้นการรายงานภาวะน้ำท่วมและการช่วยเหลือที่นครหาดใหญ่ ขณะที่สื่อจีนรายงานเพิ่มเติมว่า เวียดนามและมาเลเซียก็ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมเช่นกัน สื่อต่างประเทศยังรายงานถึงความพยายามของภาครัฐ และทหารเรือที่พยายามที่จะเข้าไปช่วยเหลืออย่างหนัก รวมทั้งบทบาทของมูลนิธิ และ influencer แต่อุปสรรคสำคัญก็คือ การที่มีฝนตกหนักอยู่ตลอดเวลา และระบบการสื่อสารที่ไม่เอื้ออำนวย ทำให้ความช่วยเหลือประชาชนไม่สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว แม้ทุกฝ่ายจะพยายามอย่างหนัก ประกอบกับมีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมาก เฉพาะอย่างยิ่งจากมาเลเซีย ที่คาดว่ามีประมาณ 4,000 คน สื่อรายงานด้วยว่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ในชั้นนี้ทางไทยยังไม่มีการประเมินตัวเลขเศรษฐกิจที่ชัดเจน แต่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบมีมากกว่า 2 ล้านคน แต่คาดว่าจะกระทบต่อเศรษฐกิจในวงจำกัด เนื่องจากเชื่อว่าระบบความช่วยเหลือของรัฐบาลในการฟื้นฟูจะหลั่งไหลเข้าไปในพื้นที่ทางภาคใต้…

 กัมพูชาเลือกที่จะเข้าใกล้ชิดกับสหรัฐฯ มากขึ้น

  การดำเนินนโยบายของกัมพูชาในเวทีระหว่างประเทศในห้วงนี้ ทำให้นักวิเคราะห์จับตามองอย่างใกล้ชิดว่าจะเอนเอียงไปข้างไหน ? ……ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน คำตอบก็คือว่ายังอยู่กับข้างจีนแน่ ๆ เพราะต้องพึ่งพาการลงทุนจากจีน รับความช่วยเหลือจากจีน พึ่งพายุทโธปกรณ์ และการทหาร รวมทั้งรายได้จากการท่องเที่ยวก็ยังมาจากนักท่องเที่ยวจีน แต่ห้วงนี้เกิดอะไรขึ้น กัมพูชาทำอะไรให้สหรัฐฯ ถูกใจ จนทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยกเลิกการคว่ำบาตรด้านอาวุธให้กับกัมพูชา และคำถามต่อไปก็คือ แล้วจีนจะยอมปล่อยให้กัมพูชาเข้าไปอยู่ในอ้อมอกสหรัฐฯ หรือไม่ ……คำตอบชัดเจนเลยว่า “ไม่” ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า ….การดึงกัมพูชาออกจากจีน รวมทั้งลดทอนการพึ่งพาจีนของกัมพูชา และประเทศอื่น ๆ  ในเอเชียตะวันออกฉียงใต้ คือการดำเนินยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ที่ต้องการสกัดไม่ให้จีนไม่เติบโตอย่างรวดเร็ว และแข็งแกร่งเกินไป จนขึ้นมาท้าทายสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้ที่สหรัฐฯ คุมด้านความมั่นคงอยู่ จนส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ด้านการค้า การลงทุน และการคุมเส้นทางขนส่งทางทะเลของสหรัฐฯ ขณะที่ผลประโยชน์ที่จีนจะได้จากกัมพูชามีมากมาย เช่น เป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล เป็นเส้นทางเลือกที่จีนจะออกทะเลทางอ่าวไทยจากการเข้าไปลงทุนในท่าเรือ เช่น ฐานทัพเรือเรียม ท่าเรือสีหนุวิลล์ และท่าเรือดาราสาคร  หรือเส้นทางถนนทางบก อาจช่วยจีนขนส่งยุทโธปกรณ์ยามที่จีนคับขัน หากเข้าสู่สงคราม การที่กัมพูชาเข้าใกล้รัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์ 2.0 ของ แม้ไม่ทำให้กัมพูชาออกจากอิทธิพลจีน แต่ก็สะท้อนถึงความพยายามที่จะลดการพึ่งพาจีนลงบ้าง…

สหรัฐฯ เดินหน้าผลักดันข้อตกลงสันติภาพรัสเซีย-ยูเครน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ยังเดินหน้าแสดงบทบาทการเป็นผู้นำโลกด้านการสร้างสันติภาพและยุติความขัดแย้ง โดยในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เน้นแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและสงครามรัสเซีย-ยูเครน ด้วยการเสนอข้อตกลงสันติภาพ ซึ่งประกอบด้วยข้อเสนอ 28 ประการเพื่อยุติสงคราม ให้กับรัสเซียและยูเครนพิจารณาใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างกัน ซึ่งสหรัฐฯ อ้างว่ารัสเซียเห็นด้วยกับข้อตกลงดังกล่าวแล้ว ผ่านการหารือกันเมื่อห้วง ตุลาคม 2568 อย่างไรก็ดี ข้อตกลงสันติภาพของผู้นำสหรัฐฯ มีแนวโน้มจะเผชิญความท้าทายและอาจล้มเหลว เนื่องจากยูเครนมีท่าทีไม่เห็นด้วย แม้ว่าข้อตกลงจะกล่าวถึงการค้ำประกันความมั่นคงให้ยูเครน แต่ข้อเสนอส่วนหนึ่งระบุว่ายูเครนต้องยอมรับให้แคว้นทางฝั่งตะวันออก เช่น แคว้นดอนบาส ศูนย์กลางด้านอุตสาหกรรมของประเทศ และแคว้นลูฮันสก์ ไปอยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของรัสเซีย รวมทั้งให้ยูเครนลดขนาดกองทัพ ขณะที่บรรยากาศความมั่นคงในภูมิภาคยุโรปกำลังตึงเครียด เพราะมีรายงานพบปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียนอกพื้นที่ยูเครนบ่อยครั้ง ทำให้หลายประเทศในยุโรปไม่สนับสนุนการทำข้อตกลงสันติภาพ เนื่องจากจะเป็นข้ออ้างที่รัสเซียใช้ในการเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อรัสเซีย รัฐบาลสหรัฐฯ ยังพยายามผลักดันข้อตกลงดังกล่าวต่อไป โดยมีการหารือโดยตรงกับยูเครนเมื่อ 23 พฤศจิกายน 2568 ที่เจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ จากนั้นนายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ชี้แจงว่าข้อตกลงเป็นเพียงข้อเสนอ ดังนั้นจึงสามารถปรับเปลี่ยนเนื้อหาให้ตรงกับความต้องการของทั้ง 2 ฝ่ายได้ ซึ่งปัจจุบันสหรัฐฯ ให้ยูเครนพิจารณาข้อเสนอแรกถึง 27 พฤศจิกายน 2568 เพื่อทบทวนและแก้ไขรายละเอียดต่อไป ด้านประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ ซเลนสกี…

มาเลเซียจะห้ามเยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปี ใช้สื่อสังคมออนไลน์

การใช้สื่อสังคมออนไลน์ หรือ Social Media เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้และพัฒนาทักษะต่าง ๆ ของเยาวชน ตลอดจนทำให้ประชาชนสามารถติดตามข่าวสารที่หลากหลายได้ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสื่อสังคมออนไลน์มีหลากหลายและผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ส่วนใหญ่ยังไม่ได้ควบคุมหรือกำหนดเกณฑ์ผู้ใช้งานอย่างเข้มงวดเพื่อให้มีเนื้อหาที่เหมาะสม ทำให้เกิดความท้าทายในการเฝ้าระวังไม่ให้การใช้สื่อสังคมออนไลน์กลายเป็นภัยคุกคามหรืออันตรายต่อประชาชน รัฐบาลหลายประเทศเริ่มพิจารณามาตรการควบคุมการใช้สื่อสังคมออนไลน์ โดยกำหนดให้เป็นกฎหมายหรือระเบียบในประเทศ ล่าสุด รัฐบาลมาเลเซียประกาศเมื่อ 23 พฤศจิกายน 2568 ว่ามีแผนจะห้ามเยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปี ใช้สื่อสังคมออนไลน์ โดยจะเริ่มมาตรการดังกล่าวในปี 2569 เป้าหมายเพื่อควบคุมการใช้สื่อสังคมออนไลน์และป้องกันเยาวชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อการคุกคามทางไซเบอร์ (cyberbullying) การหลอกลวงทางไซเบอร์ (scam) และอาชญากรรมอื่น ๆ เฉพาะอย่างยิ่งการค้าประเวณี การค้ามนุษย์ และการล่อลวงให้เสพยาเสพติด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสารของมาเลเซียสนับสนุนมาตรการดังกล่าว พร้อมกับย้ำว่า รัฐบาลและสังคมมาเลเซียควรร่วมมือกันทำให้การใช้สื่อสังคมออนไลน์ปลอดภัย โดยเฉพาะต่อเยาวชน เนื่องจากเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะตกเป็นเหยื่อภัยคุกคามทางไซเบอร์ ทั้งนี้ รัฐบาลมาเลเซียศึกษารูปแบบการบังคับใช้มาตรการดังกล่าว และการออกกฎหมายควบคุมอายุผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์จากออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประเทศแรกของโลกที่จะใช้มาตรการควบคุมการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในกลุ่มเยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปี โดยจะเริ่มใช้ใน 10 ธันวาคม 2568 ซึ่งแอปพิลเคชันที่จะอยู่ภายใต้มาตรการควบคุม ได้แก่ Facebook, Instagram, Snapchat, Threads, TikTok,…

กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์มีแนวโน้มย้ายฐานปฏิบัติการไปลาวมากขึ้น

กรณีโฆษกกองกำลังพิทักษ์ชายแดน (BGF) ประกาศจะเริ่มปฏิบัติการกวาดล้างกลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ในโครงการเมืองใหม่ชเวโก๊กโก่ จ.เมียวดีของเมียนมา พร้อมทั้งเตรียมส่งชาวต่างชาติที่กองกำลัง BGF ช่วยเหลือจากกลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ในชเวโก๊กโก่ และ KK Park มากกว่า 1,267 คน จาก 40 ประเทศ กลับประเทศต้นทางผ่านไทยนั้น พบบรรยากาศในชเวโก๊กโก่เต็มไปด้วยความวุ่นวายมีชาวต่างชาติมากกว่า 2,000 คน กำลังอพยพออกจากชเวโก๊กโก่อย่างต่อเนื่อง บางส่วนมารวมตัวกันที่บริเวณริมแม่น้ำเมย ตรงข้าม อ.แม่สอด จ.ตาก เพื่อเตรียมข้ามมาฝั่งไทย อีกทั้งมีการคาดการณ์ว่ายังคง มีชาวต่างชาติหลงเหลืออยู่ในอาคารสำนักงานของกลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ใน จ.เมียวดี มากกว่า 10,000 คน ซึ่งอาจทยอยหลบหนีออกจากพื้นที่ต่อไป ทั้งนี้ มีประเด็นที่น่าสนใจ คือ ความเคลื่อนไหวฝั่งลาว ซึ่งปัจจุบันยังคงเป็นฐานที่ตั้งของกลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ในภูมิภาค และยังพบการสร้างอาคารสำนักงานแห่งใหม่ของกลุ่มอาชญากรรมออนไลน์เพิ่มขึ้น เช่น บริเวณพื้นที่รอบนอกของนครหลวงเวียงจันทน์ และมีแนวโน้มที่กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ที่เผชิญกับการปราบปรามในเมียนมาและกัมพูชาจะย้ายฐานไปลาวมากขึ้น และทำให้ลาวเป็นจุดหมายปลายทางใหม่ของกลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ในภูมิภาค

การเจรจาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ยังเผชิญความไม่แน่นอน

ภาคส่วนเศรษฐกิจและผู้เชี่ยวชาญ เช่น ส.อ.ท. หอการค้าไทย TDRI KKP กังวลต่อสถานการณ์การเจรจาภาษีการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ แม้รัฐบาลจะยืนยันว่า สหรัฐฯ ไม่นำประเด็นความขัดแย้งไทย-กัมพูชาเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเห็นว่าสหรัฐฯ ไม่ได้แสดงท่าทีชัดเจนต่อแนวทางการเจรจาภาษี อีกทั้งยังมีโอกาสนำเรื่องปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชามาเป็นเครื่องต่อรองอีกได้ นอกจากนี้ การเจรจาอาจที่มีแนวโน้มจะไม่เสร็จสิ้นภายในปี 2568 เนื่องจากฝ่ายไทยยังมีรายละเอียดที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ลดลง  นอกจากนี้ ไทยยังมีความเสี่ยงที่จะถูกสหรัฐฯ กลับมาเรียกเก็บภาษีในอัตราสูงถึงร้อยละ 36 เพราะจนถึงปัจจุบันยังไม่มีการลงนามข้อตกลงร่วมกันอย่างเป็นทางการ

เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำ แต่มีแนวโน้มดีขึ้นในช่วงสิ้นปี

สถาบันวิจัยเศรษฐกิจและเอกชน อาทิ TDRI ศูนย์วิจัยกสิกร ไทยแอร์เอเชีย แสดงความเห็นต่อสถานการณ์เศรษฐกิจไทย หลังจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สสช.) เปิดเผย อัตราการขยายตัวของ GDP ในไตรมาส 3/2568 อยู่ที่ร้อยละ 1.2 ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ร้อยละ 1.6 และหดตัวลงร้อยละ 0.6 เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/2568 ถือเป็นการติดลบครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส และเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เห็นว่าสาเหตุหลักมาจากการบริโภคภายในประเทศและการลงทุนภาครัฐที่หดตัวลง การผลิตภาคอุตสาหกรรมไม่สอดคล้องกับการขยายตัวของการส่งออก   อีกทั้งรัฐบาลยังให้ความสำคัญกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นมากกว่าการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง  ไทยยังมีปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะ  ขณะที่ปัจจัยภายนอก อาทิ มาตรการภาษีของสหรัฐฯ สินค้าจีนล้นตลาด  อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ปรับเพิ่มประมาณการอัตราการขยายตัวของ GDP ของปี 2568 เป็นร้อยละ 2.0 จากเดิมร้อยละ 1.8  นอกจากนี้ กรณีรัฐบาลจีนเตือนพลเมืองให้งดเดินทางไปญี่ปุ่น อาจทำให้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทยเพิ่มขึ้น