มุมมองการรายงานของสื่อต่างประเทศต่อการหยุดยิงไทย-กัมพูชา

สื่อต่างประเทศเมื่อ 27-28 ธันวาคม 2568 รายงานไปทิศทางเดียวกันถึงความคืบหน้าในการยุติความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศมีการลงนามในข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกันเมื่อ 27 ธันวาคม 2568 โดยเริ่มตั้งแต่ 12.00 น. เป็นเวลา 72 ชั่วโมง ซึ่งจะมีการสังเกตการณ์จากอาเซียนให้ทำตามข้อตกลง ทั้งนี้ หากเป็นไปการดำเนินการตามข้อตกลง ไทยจะส่งคืนทหารกัมพูชาทั้ง 18 นาย กลับกัมพูชา อย่างไรก็ดี ในมุมมองของสื่อส่วนใหญ่ แม้จะไปในทิศทางบวกที่ไทย-กัมพูชา สามารถทำข้อตกลงหยุดยิงได้เป็นการชั่วคราว แต่ก็มีการสอดแทรกความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งว่า หลังจากพ้น 72 ชั่วโมง เหตุการณ์จะเป็นอย่างไร ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการไปอยู่ที่พักพิงจะสามารถกลับถิ่นฐานเดิมได้เมื่อไร รวมทั้งการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในระยะยาว นอกจากนี้ ยังรายงานบทบาทของไทยที่พร้อมจะกลับมาปฏิบัติการทหารอีกครั้ง หากถูกรุกราน สื่อยังวิจารณ์ถึงบทบาทของสหรัฐฯ ที่ไม่ได้เข้ามาเป็นสักขีพยานในการทำข้อตกลงเหมือนกับที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เข้าร่วมเมื่อ กรกฎาคม 2568 ที่มาเลเซีย แต่บทบาทของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ก็มีมากขึ้นทั้งก่อน และหลังข้อตกลงหยุดยิงครั้งนี้  รวมทั้งมีแถลงการณ์แสดงความยินดีที่ทั้งสองประเทศมีข้อตกลงหยุดยิง จากนายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ พร้อมกับเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศปฏิบัติตามการตกลงครั้งนี้ และข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์ “Kuala Lumpur Peace Accords” ด้วย…

Dark Tourism โอกาสสำหรับประเทศที่เผชิญโศกนาฏกรรม

  การเผชิญกับโศกนาฏกรรมไม่ใช่เรื่องดีและไม่มีใครอยากเจอ แต่เมื่อต้องเจอและผ่านพ้นช่วงเวลาแย่ ๆ ไปแล้ว ก็เป็นเวลาที่ต้องหาเรื่องดี ๆ จากเรื่องแย่ ๆ ที่จบสิ้นไป หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นเป็นรูปธรรมคือ การสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวในพื้นที่ที่เกิดเหตุโศกนาฏกรรมไม่ว่าจากสงคราม ภัยธรรมชาติ หรือการใช้ความรุนแรงกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งจุดหมายปลายทางสายดาร์ก (Dark Destination) ดังกล่าวได้รับความนิยมจากบรรดานักท่องเที่ยวไม่น้อยและสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้หลายประเทศที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์เลวร้ายดังกล่าว Dark Tourism เป็นคำที่ J.John Lennon และ Malcom Foley นักวิชาการเจ้าของหนังสือ “Dark Tourism : The Attraction to Death and Disaster” ใช้เรียกการเดินทางเยี่ยมชมสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับความตาย โศกนาฏกรรม สงคราม และความทุกข์ทรมานหรือภัยพิบัติ การเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวที่เรียกได้ว่าเป็นสายดาร์ก ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวได้ไม่น้อย ทั้งจุดท่องเที่ยวที่เป็นพื้นที่ประสบเหตุและมีเรื่องเล่ามากมายตั้งแต่อดีตที่เกิดขึ้น ตามธรรมชาติและที่เป็นฝีมือของมนุษย์ด้วยกันเอง เช่น ค่ายกักกัน Auschwitz ในโปแลนด์ ที่เป็นปลายทางลำดับต้น ๆ ของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ โดยมีรายงานว่าเมื่อปี 2567 มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปมากถึง 1.8…

“72 ปี วรรณกรรม “ถกเขมร” (พ.ศ.2496 – 2568)”

เหตุการณ์ความขัดแย้งไทยกับกัมพูชา จนทำให้เราต้องสูญเสียจำนวนมาก ทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และความรู้สึกความเป็นประเทศเพื่อนบ้านของเรา  ทั้ง ๆ ที่ทั้งสองประเทศนี้ก็ไม่สามารถยกประเทศหนีกันไปไหนได้ ตามที่มีการพูด ๆ กัน  บทความเรื่อง “72 ปี วรรณกรรม “ถกเขมร” (พ.ศ.2496 – 2568)” ขอจุดประกายให้ท่านกลับไปหยิบขึ้นมาอ่านอีกครั้ง หรือไปหาอ่าน หากท่านยังไม่เคยได้สัมผัสเรื่องนี้  โดยเรื่อง“ถกเขมร” ซึ่งมี พล.ต.หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นผู้ประพันธ์ ช่วยให้รู้เรื่องราว ประวัติศาสตร์ ความสนุกสนาน และเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของเพื่อนบ้านของเราที่กำลังขัดแย้งอยู่ในขณะนี้ที่น่าสนใจเลยทีเดียว ในแวดวงวรรณกรรม บทประพันธ์รวมถึงภาพยนตร์ที่เล่าขานถึงสถานการณ์ภายในของเขมร หรือกัมพูชาในช่วงสงครามกลางเมืองระหว่างเขมรฝ่ายต่าง ๆ คงจะไม่พลาดที่จะต้องกล่าวถึงหนังสือเรื่อง 4 ปี นรกในเขมร โดยผู้เขียนคือ ยาสึโกะ นะอิโต สตรีชาวญี่ปุ่นที่สมรสกับนักการทูตชาวกัมพูชา ที่ต่อมาได้กลายเป็นเหยื่อของความรุนแรงของความแตกแยกและสงครามกลางเมืองในกัมพูชา แปลเป็นภาษาไทยโดยผุสดี นาวาวิจิตร และจำนวนพิมพ์หลายครั้งเลยทีเดียว หากย้อนไปถึงภาพยนตร์ ก็จะพบเรื่อง The Killing Fields ในปี 1984…

อินเดีย : แหล่งนำเข้าอาวุธที่อาเซียนไม่เคยมองข้าม

ถ้าพูดถึงประเทศผู้ส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์ ประเทศหนึ่งที่จะลืมไปไม่ได้คือ อินเดีย ที่เป็นทั้งผู้นำเข้าอาวุธยุทโธปกรณ์รายใหญ่ พร้อม ๆ กับเป็นผู้ส่งออกที่น่าจับตามองในห้วงที่การนำเข้าอาวุธจากสหรัฐฯ หรือจีน สุ่มเสี่ยงจะถูกตีความเป็นการเลือกข้าง รวมถึงรัสเซียที่ต้องลดการจำหน่ายอาวุธ เนื่องจากสงครามที่ยืดเยื้อกับยูเครน อินเดียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่มีศักยภาพ ภายใต้แบรนด์ “Made in India” มีจุดขายที่ราคาจับต้องได้ มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ได้รับการยอมรับ และมีนโยบายเป็นกลางทางการเมืองที่ชัดเจนท่ามกลางระบบโลกสองขั้ว นอกจากนั้น การมีกลยุทธ์สำคัญคือ การผลิตและพัฒนาร่วมกับประเทศผู้ส่งออก ทำให้สินค้าทางทหารที่อินเดียผลิตขึ้นได้รับความไว้วางใจในแง่คุณภาพจากประเทศผู้นำเข้า ที่มีทั้งประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา สินค้ายุทโธปกรณ์ของอินเดียมีทั้งระบบเรดาร์ โดรน ยานยนต์หุ้มเกราะ ปืนประเภทต่าง ๆ และที่น่าสนใจคือ ขีปนาวุธ BrahMos ที่เป็นการพัฒนาร่วมระหว่างอินเดียกับรัสเซีย นอกจากนั้น อินเดียยังพัฒนาระบบอาวุธใหม่ ๆ และนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence-AI) มาประยุกต์ใช้ทางทหาร โดยมีปัจจัยบวกจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของอินเดีย การพัฒนาขีปนาวุธ BrahMos เป็นความสำเร็จสำคัญของอินเดียอย่างมาก จนสามารถส่งออกไปต่างประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ ที่มีความตกลงซื้อขายกันเมื่อปี 2565 มูลค่า 375 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เวียดนามและอินโดนีเซียสนใจจะนำเข้าเช่นกัน…

ความสัมพันธ์กัมพูชา-รัสเซีย และท่าทีรัสเซียต่อความขัดแย้งไทย-กัมพูชา

  การแถลงข่าวของนาย Anatoly Borovik เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำพนมเปญเมื่อ 16 ธันวาคม 2568 ต่อผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ สื่อมวลชน และสถาบันทางวิชาการ ส่วนหนึ่งของการแถลงข่าวดังกล่าวกล่าวถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันอย่างมากระหว่างกัมพูชา-รัสเซีย และจะมีมากขึ้นในโอกาสสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตครบ 70 ปี ในปี 2569  ทั้งนี้ ทั้งสองประเทศสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อ 13 พฤษภาคม 2499 นาย Borovik เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำพนมเปญย้ำการเป็นหุ้นส่วนระยะยาว และขยายความร่วมมือในทุก ๆ ด้าน ทั้งการทูต การค้า การศึกษา การทหาร และระดับประชาชน กับกัมพูชา นอกจากนี้ ยังไล่เลียงความสัมพันธ์ในระดับการทูตที่ได้มีการพบปะระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงทั้งสองฝ่าย เช่น ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียกับรองนายกรัฐฒนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา นอกรอบการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอาเซียนที่มาเลเซียเมื่อกรกฎาคม 2568 ซึ่งในโอกาสดังกล่าวทั้งสองฝ่ายได้มีการลงนามแผนการหารือร่วมกันระหว่างกันระหว่างปี 2568-2570 ด้วย ส่วนนอกรอบการกระชุมสุดยอดอาเซียน ที่มาเลเซียในตุลาคม 2568 นายกรัฐมนตรีกัมพูชาก็พบกับรองนายกรัฐมนตรีรัสเซีย ซึ่งก็มีการให้คำมั่นในความร่วมมือ และเพิ่มการค้าระหว่างกัน ขณะที่รัสเซียก็เพิ่มความมั่นใจให้กับกัมพูชาว่าจะให้ความช่วยเหลือให้กัมพูชามีความมั่นคงด้านอาหารและความมั่นคงทางพลังงาน รวมทั้งจะส่งออกปุ๋ยไปให้กัมพูชามากขึ้นด้วย สำหรับในเวทีการประชุมสหประชาชาติ ที่นครนิวยอร์ก ก็ได้มีการพบหารือระหว่างผู้แทนรัสเซียกับกัมพูชาบ่อยครั้ง…

บริษัทจีนลงทุนพัฒนาท่าเรือในคูเวต เชื่อมโยงในกรอบ BRI

จีนยังคงแสดงบทบาทมหาอำนาจของโลกที่จะเข้าไปลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญและเป็นจุดยุทธศาสตร์ในประเทศต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ตามข้อริเริ่ม Belt and Road Initiative หรือ BRI ล่าสุดเมื่อ 24 ธันวาคม 2568 มีรายงานว่า บริษัท  China Communications Construction Company Limited (CCCC) ของจีนลงนามในความร่วมมือกับรัฐบาลคูเวต เพื่อพัฒนาและสร้างท่าเรือ Mubarak Al-Kabeer ในพื้นที่เกาะบูบิยัน ทางตะวันออกเฉียงเหนือของคูเวต โดยโครงการดังกล่าวมีมูลค่าประมาณ 3,970 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งรัฐบาลคูเวตระบุว่าบริษัท CCCC ของจีนจะมีบทบาทด้านการก่อสร้าง และวิศวกรรมในการพัฒนาท่าเรือ Mubarak Al-Kabeer ในระยะแรก โดยรัฐบาลคูเวตตั้งเป้าหมายให้ท่าเรือดังกล่าวเป็นท่าเรือพาณิชย์ที่สำคัญของภูมิภาค รวมทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจของคูเวต ขณะที่จีนจะใช้ประโยชน์จากท่าเรือดังกล่าวเพื่อเชื่อมโยงการค้าและการเดินเรือ ความร่วมมือระหว่างจีนกับคูเวตใกล้ชิดกันมากขึ้นตามความร่วมมือที่ลงนามระหว่างกันเมื่อปี 2566 ปัจจุบัน การก่อสร้างท่าเรือ Mubarak Al-Kabeer ในระยะแรกสำเร็จแล้วประมาณร้อยละ 50 และจากนี้ไปจะมีบริษัทจีนเข้าร่วมการลงทุนและกระบวนการก่อสร้าง ซึ่งนอกจากท่าเรือ Mubarak Al-Kabeer คูเวตกับจีนยังมีแนวโน้มจะร่วมมือกันในการพัฒนาและก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ระดับ Mega…

เมียนมาเผชิญเหตุรุนแรงมากขึ้นก่อนการเลือกตั้งทั่วไป

สถานการณ์ความมั่นคงและความปลอดภัยในเมียนมาได้รับความสนใจจากนานาชาติ เนื่องจากจะมีการเลือกตั้งทั่วไปใน 28 ธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกหลังจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเมื่อปี 2564  ปัจจุบัน นานาชาติห่วงกังวลเหตุรุนแรงและการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่มีแนวโน้มตึงเครียดขึ้นในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการเลือกตั้งและความน่าเชื่อถือ โดยเมื่อ 24 ธันวาคม 2568 นาย Volker Türk ผู้อำนวยการ UN Human Rights เรียกร้องให้รัฐบาลเมียนมายุติการใช้มาตรการรุนแรงต่อประชาชนที่มีสิทธิ์ลงคะแนนเลือกตั้ง รวมทั้งระงับการควบคุมตัวประชาชนที่แสดงความคิดเห็นทางการเมือง ท่าทีของผู้อำนวยการ UN Human Rights มีขึ้นหลังจากมีรายงานว่า รัฐบาลและกองทัพเมียนมาควบคุมตัวชาวเมียนมาจำนวนมากที่แสดงออกเชิงสัญลักษณ์และวิจารณ์การเลือกตั้งในเชิงลบ โดยรัฐบาลเมียนมาระบุว่าประชาชนกลุ่มดังกล่าวทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งกำหนดโทษผู้กระทำความผิดไว้ค่อนข้างรุนแรง เช่น ผู้ที่เผยแพร่ภาพหรือใบปลิววิจารณ์การเลือกตั้ง อาจต้องโทษจำคุกนานถึง 49 ปี นอกจากนี้ สื่อต่างประเทศรายงานว่า ชาวเมียนมาบางส่วนเผชิญการข่มขู่คุกคาม หากไม่ออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ขณะที่ชาวเมียนมาในชนทบทได้รับข้อมูลขากกลุ่มต่อต้านรัฐบาลว่าไม่ให้ออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง เพื่อทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ล้มเหลว ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ และไม่สามารถใช้เป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมของพรรคการเมืองที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพเมียนมา กรณีที่รัฐบาลและกลุ่มต่อต้านรัฐบาลข่มขู่ประชาชนในห้วงก่อนการเลือกตั้ง ทำให้บรรยากาศความมั่นคงไปมีเสถียรภาพและไม่ปลอดภัย เสี่ยงกระทบต่อความเชื่อมั่นของนานาชาติต่อพัฒนาการทางการเมืองในเมียนมา และอาจทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ได้รับการยอมรับว่าเสรีและยุติธรรม อย่างไรก็ตาม คาดว่ารัฐบาลเมียนมาและกองทัพจะเดินหน้าผลักดันให้มีการเลือกตั้งต่อไปตามกำหนดการ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือต่อรองกับนานาชาติให้ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Office of…

รัสเซียยกระดับการโจมตีพื้นที่ตอนใต้ของยูเครน ตัดเส้นทางเชื่อมต่อทางทะเล

การสู้รบระหว่างรัสเซีย-ยูเครนยังคงตึงเครียด โดยมีรายงานเมื่อ 23 ธันวาคม 2568 ว่า รัสเซียยกระดับปฏิบัติการโจมตีภูมิภาค Odesa ทางตอนใต้ของยูเครน เพื่อตัดเส้นทางเชื่อมต่อทางทะเล ด้านยูเครนเปิดเผยว่าการโจมตีของรัสเซียทำให้โครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ได้รับความเสียหาย รวมทั้งโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้า และท่าเรือ หลังจากการโจมตี ประชาชนมากกว่า 120,000 คนประสบปัญหาไม่มีพลังงานไฟฟ้าใช้ และอาคารเก็บสินค้าในพื้นที่ก็ถูกทำลายด้วยเช่นกัน ยูเครนคาดว่ารัสเซียอาจเปลี่ยนพื้นที่ปฏิบัติการโจมตีจากภูมิภาคตะวันออกของยูเครน ไปเน้นภูมิภาคทางตอนใต้มากขึ้น เพื่อทำลายเศรษฐกิจและความมั่นคงของยูเครนในระยะยาว ตลอดจนกดดันยูเครนให้ยอมรับเงื่อนไขที่รัสเซียเสนอในแผนสันติภาพ ปัจจุบัน กองทัพรัสเซียควบคุมพื้นที่ในภูมิภาคตะวันออกและบางส่วนทางตอนใต้ของยูเครน ได้แก่ ภูมิภาคโดเนสก์ เคอร์ซอน ไครเมีย และกำลังขยายการควบคุมพื้นที่ไปยังภูมิภาค Odesa ติดกับทะเลดำ และเป็นทางเชื่อมต่อทางทะเลที่สำคัญของยูเครนใช้ในการส่งออกสินค้าตั้งแต่ สิงหาคม 2566 เนื่องจากยูเครนไม่สามารถเข้าไปใช้งานท่าเรืออื่น ๆ ได้ เช่น ท่าเรือในภูมิภาค Zaporizhzhia, Kherson และ Mykolayiv เพราะรัสเซียโจมตีและเข้าไปควบคุมด้านความมั่นคงไว้แล้ว รัสเซียระบุว่าการโจมตีดังกล่าวเป็นไปเพื่อตอบโต้กรณียูเครนใช้อากาศยานไร้คนขับโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของรัสเซียในทะเลดำ เมื่อต้น ธันวาคม 2568 ซึ่งประธานาธิบดีรัสเซียประกาศแล้วว่าจะเอาคืน เนื่องจากเรือบรรทุกน้ำมันของรัสเซียมีความสำคัญและมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงมาก ผู้นำยูเครนใช้กรณีดังกล่าวเรียกร้องให้นานาชาติเพิ่มแรงกดดันรัสเซียให้ยุติปฏิบัติการทางทหารที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของพลเรือนยูเครน และชี้ให้เห็นว่า กระบวนการเจรจาแผนสันติภาพในปัจจุบันไม่ได้ช่วยให้รัสเซียลดระดับความรุนแรงและความมุ่งมั่นที่จะทำลายความมั่นคงของยูเครน สะท้อนว่ารัสเซียไม่ได้ต้องการสันติภาพ ทั้งนี้ ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังจากผู้แทนยูเครน…

เดนมาร์กไม่พอใจสหรัฐฯ กรณีแต่งตั้งผู้แทนพิเศษประจำกรีนแลนด์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเดนมาร์ก เมื่อ 22 ธันวาคม 2568 แสดงท่าทีไม่พอใจกรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ที่แต่งตั้งนาย Jeff Landry ผู้ว่าการรัฐลุยเซียนา สังกัดพรรครีพับลิกัน เป็นผู้แทนพิเศษของสหรัฐฯ ประจำกรีนแลนด์ และกล่าวย้ำว่าสหรัฐฯ ต้องการกรีนแลนด์เพื่อปกป้องความมั่นคงของชาติ จากนั้น นาย Landry โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่ามีความภูมิใจ และพร้อมจะปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้กรีนแลนด์กลายเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ ด้านรัฐบาลเดนมาร์กไม่ยอมรับกระบวนการดังกล่าว คัดค้านท่าทีของนาย Landry และจะประท้วงด้วยการเรียกตัวเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ/โคเปนเฮเกน ไปชี้แจง ด้านนายกรัฐมนตรีกรีนเลนด์ระบุว่าประเทศต่าง ๆ ต้องเคารพอธิปไตยของกรีนแลนด์ และชาวกรีนแลนด์จะตัดสินใจอนาคตด้วยตนเอง ปัจจุบัน กรีนแลนด์เป็นดินแดนปกครองตนเองภายในราชอาณาจักรเดนมาร์ก มีสภาพภูมิศาสตร์เป็นเกาะ ตั้งอยู่ในมหาสมุทรอาร์กติก ถือว่าเป็นดินแดนเหนือสุดของโลก มีประชากรประมาณ 57,000 คน ทั้งนี้ จากผลสำรวจความเห็นของชาวกรีนแลนด์เมื่อ มกราคม 2568 ชาวกรีนแลนด์ส่วนใหญ่ต้องการเป็นอิสระจากเดนมาร์ก แต่ก็ไม่ต้องการเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ ท่าทีของสหรัฐฯ ต่อกรีนแลนด์อาจเป็นปัจจัยที่บั่นทอนความสัมพันธ์และความไว้วางใจระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศในยุโรป เนื่องจากสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) ส่วนใหญ่สนับสนุนเดนมาร์ก รวมทั้งมีจุดยืนร่วมกันในการปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของเดนมาร์ก ตลอดจนความปลอดภัยและสิทธิของชาวกรีนแลนด์ด้วย โดยย้ำว่า EU จะสนับสนุนการปกป้องเดนมาร์กและกรีนแลนด์ โดยเป็นสิทธิที่ชอบธรรมตามกฎหมายระหว่างประเทศ…

สื่อต่างประเทศติดตามการประชุมครั้งต่อไปไทย-กัมพูชา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานผลการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ สมัยพิเศษระหว่างผู้แทนไทยและกัมพูชา ผ่านกลไกอาเซียนที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย เมื่อ 22 ธันวาคม 2568 โดยระบุว่าผู้แทนทางการทูตของอาเซียนโน้มน้าวให้ทั้ง 2 ประเทศยับยั้งชั่งใจ และเร่งขั้นตอนหยุดยิงโดยเร็ว ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องจะพบหารือกันอีกครั้งใน 24 ธันวาคม 2568  ผ่านกลไกคณะกรรมาธิการชายแดน หรือ General Border Committee (GBC) ที่เป็นการประชุมสองฝ่าย ระหว่างฝ่ายกองทัพและกลาโหม เพื่อพิจารณาการกลับไปปฏิบัติตามความตกลงหยุดยิง คาดว่าการประชุมจะจัดที่จังหวัดจันทบุรี มีข้อสังเกตว่าสื่อมวลชนต่างประเทศยังคงเชื่อมโยงความตกลงหยุดยิงระหว่างไทย-กัมพูชากับบทบาทของผู้นำสหรัฐฯ และมาเลเซีย ซึ่งล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์มีมุมมองเชิงบวกกับความคืบหน้าสถานการณ์และท่าทีของไทย นอกจากนี้ สื่อฝรั่งเศสยังรายงานกรณีฝ่ายกัมพูชาเปิดเผยว่าฝ่ายไทยปฏิบัติการโจมตีทางอากาศภายหลังการประชุมดังกล่าว สะท้อนว่าเหตุการณ์ด้านความมั่นคงยังไม่แน่นอน ขณะเดียวกันก็รายงานท่าทีฝ่ายไทยที่ยืนยันว่าการหยุดยิงจะยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากยังไม่มีการเจรจาระหว่างกัน และการตัดสินใจหยุดยิงจะต้องขึ้นอยู่กับการกระทำมากกว่าแค่การประกาศเท่านั้น สำนักข่าว Aljazeera รายงานความคิดเห็นของนักวิเคราะห์ในต่างประเทศเกี่ยวกับสถานการณ์ไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะประเมินว่าเครื่องมือทางการทูตและอาเซียนจะสามารถบรรเทาความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศได้หรือไม่ โดยนักวิเคราะห์และนักวิชาการที่ร่วมแสดงความเห็น ได้แก่ นาย Chheang Vannarith ประธาน Angkor Social Innovation Park นาย Ilango…