ผู้เชี่ยวชาญเตือนปรากฏการณ์เอลนีโญจะรุนแรงที่สุดในรอบ 140 ปี

สภาวะโลกรวน หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างฉับพลันและรุนแรง ควบคู่กับปรากฎการณ์เอลนีโญที่จะเกิดขึ้นในปี 2569 มีแนวโน้มจะเป็นปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรงที่สุดในรอบ 140 ปี เหตุการณ์ครั้งนี้อาจเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั่วโลกในระยะยาว ปัจจุบัน ปรากฏการณ์เอลนีโญเริ่มก่อตัวในมหาสมุทรแปซิฟิก และจะเริ่มส่งผลต่อสภาพอากาศ รวมทั้งอุณหภูมิโลกชัดเจนในห้วงปลาย มิถุนายน 2569  องค์กรอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ World Meteorological Organization (WMO) คาดการณ์เมื่อ 11 มิถุนายน 2569 ว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญในปี 2569 จะทำให้เกิดภัยพิบัติที่รุนแรงแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ทั้งภาวะแล้งจัด อุทกภัย ไฟป่า พายุรุนแรงและคลื่นความร้อน ประเด็นที่ WMO และเลขาธิการสหประชาชาติ (UN) วิตกกังวลอย่างมาก คือ ห่วงโซ่อุปทานและการขนส่งสินค้าเพื่อการอุปโภคและบริโภคในภูมิภาคต่าง ๆ จะได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่เลวร้ายนี้ด้วย ซ้ำเติมวิกฤตความมั่นคงทางพลังงานและอาหารในปัจจุบันที่เป็นผลจากการทำสงครามและความขัดแย้งระหว่างประเทศ ดังนั้น เลขาธิการสหประชาชาติจึงเตือนและเรียกร้องให้นานาชาติให้ความสำคัญกับปัญหาสภาพอากาศโลกแปรปรวนรุนแรง และความร่วมมือเพื่อเตรียมพร้อมบริหารจัดการความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากภัยพิบัติทางธรรมชาติต่าง ๆ เฉพาะอย่างยิ่งการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และอาหาร โดยเปรียบเทียบปรากฏการณ์เอลนีโญเป็นเหมือน “น้ำมัน” ที่ราดบนกองไฟวิกฤตและความเดือดร้อนต่าง ๆ ในปัจจุบัน ปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรงไม่ได้เปลี่ยนแปลงเฉพาะอุณหภูมิบนพื้นดิน ซึ่งจะกระทบการทำเกษตรกรรมของหลายประเทศ…

ความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวมากที่สุดยุคหลัง COVID-19

ธนาคารโลก (World Bank) เมื่อ 11 มิถุนายน 2569 เผยแพร่มุมมองต่อทิศทางและแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปี 2569 ผ่านรายงาน Global Economic Prospects ว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวมากที่สุดตั้งแต่ยุคหลังการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 พร้อมทั้งปรับลดการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจโลกจากร้อยละ 2.9 เป็นร้อยละ 2.5 เนื่องจากปัจจัยความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่านในภูมิภาคตะวันออกกลางทำให้เกิดวิกฤตพลังงาน อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น และเสี่ยงเผชิญวิกฤตห่วงโซ่อุปทาน ทั้งนี้ มุมมองดังกล่าวมีขึ้นหลังจากสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขอัตราเงินเฟ้อในประเทศสูงที่สุดในรอบ 3 ปี ที่ร้อยละ 4 ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านปัจจุบันตึงเครียดสูงเพราะมีการตอบโต้ทางทหารระหว่างกัน นอกจากนี้ ท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนแปลงบ่อยครั้งและไม่สอดคล้องกับท่าทีของผู้นำอิหร่าน เฉพาะอย่างยิ่งประเด็นการเจรจาข้อตกลงสันติภาพ ทำให้ทั่วโลกวิตกกังวลว่าความไม่แน่นอนในสงครามนี้จะยิ่งทำให้เศรษฐกิจโลกผันผวนต่อเนื่อง ตลอดจนเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนระหว่างประเทศ ท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ล่าสุดเมื่อ 11 มิถุนายน 2569 ทำให้ทั่วโลกสับสนอีกครั้ง เนื่องจากเปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่าการเจรจาสันติภาพมีความคืบหน้าและมีแนวโน้มว่าอิหร่านจะเห็นชอบข้อตกลงเร็ว ๆ นี้ และสหรัฐฯ จะระงับการปฏิบัติการโจมตีอิหร่านไปก่อนจากที่ขู่ก่อนหน้านี้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกผันผวนด้วยการปรับลดลงเล็กน้อย ส่วนดัชนีตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้น ฝ่ายอิหร่านปฏิเสธและเผยแพร่มุมมองที่แตกต่างจากผู้นำสหรัฐฯ อย่างชัดเจน…

กระแสต่อต้านผู้อพยพในไอร์แลนด์เหนือและแอฟริกาใต้

ผู้อพยพในต่างประเทศเผชิญกระแสต่อต้านจากผู้ประท้วงอย่างรุนแรง โดยมีรายงานเมื่อ 11 มิถุนายน 2569 เกี่ยวกับเหตุการณ์ประท้วงต่อต้านผู้อพยพในไอร์แลนด์เหนือ และแอฟริกาใต้ ส่งผลให้เกิดความรุนแรงและการปราบปราม สำหรับปัจจัยที่ทำให้เกิดการต่อต้านผู้อพยพในเมืองเบลฟาสต์ เมืองหลวงของไอร์แลนด์เหนือ สหราชอาณาจักร เริ่มจากประชาชนที่มีอุดมการณ์ชาตินิยมบางส่วนไม่พอใจมาตรการจัดการผู้อพยพของรัฐบาล และไม่พอใจเหตุผู้อพยพชาวซูดานใช้อาวุธมีดทำร้ายประชาชนจนได้รับบาดเจ็บรุนแรงเมื่อ 8 มิถุนายน 2569 เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นชนวนทำให้ชาวไอร์แลนด์เหนือที่มีอุดมการณ์ชาตินิยมและเกลียดกลัวชาวต่างชาติ ไม่พอใจและรวมตัวกันประท้วงในเมือง Belfast และเมือง Antrim เพื่อคัดค้านนโยบายรับผู้อพยพของสหราชอาณาจักร ตลอดจนเผยแพร่แนวคิดต่อต้านผู้อพยพผ่านสื่อสังคมออนไลน์ จากนั้นผู้ชุมนุมประท้วงเริ่มก่อเหตุรุนแรงและทำลายทรัพย์สินสาธารณะด้วยการเผาไฟ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องปฏิบัติการควบคุมมวลชนด้วยการใช้ปืนฉีดน้ำ ด้านรัฐบาลสหราชอาณาจักร รวมทั้งรัฐบาลไอร์แลนด์เหนือ ประณามการประท้วงต่อต้านผู้อพยพว่าไม่เป็นธรรม เนื่องจากมีการใช้อุดมการณ์เหยียดเชื้อชาติและความรุนแรง พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยับยั้งชั่งใจและอยู่ในความสงบเรียบร้อย พร้อมย้ำว่าผู้อพยพจำนวนมากเป็นส่วนสำคัญต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศ ส่วนสถานการณ์ในแอฟริกาใต้ มีรายงานว่าประชาชนจำนวนมากชุมนุมประท้วงรัฐบาลในกรุงโจฮันเนสเบิร์ก  ซึ่งเป็นเมืองเศรษฐกิจ และเมือง Durban ตั้งแต่ต้น มิถุนายน 2569 กรณีล้มเหลวและไม่มีความคืบหน้าแก้ไขปัญหาผู้อพยพผิดกฎหมาย รวมทั้งชาวต่างชาติที่ลักลอบเดินทางเข้าประเทศ เนื่องจากสร้างปัญหาอาชญากรรมซึ่งเป็นความท้าทายด้านความมั่นคงชายแดน และแย่งโอกาสทางเศรษฐกิจจากพลเมือง การประท้วงในแอฟริกาใต้เสี่ยงขยายตัวและเป็นอันตรายต่อผู้อพยพ เนื่องจากผู้นำแอฟริกาใต้ประกาศใช้แผนการจัดการผู้อพยพผิดกฎหมายฉบับใหม่ โดยกำหนดให้ผู้อพยพผิดกฎหมายเดินทางออกจากประเทศภายใน 30 มิถุนายน 2569 เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มีรายงานเมื่อ 11 มิถุนายน 2569 ว่า ผู้อพยพชาวกานา…

สหรัฐฯ เร่งสอบสวนรหัส 8647 อาจเป็นการข่มขู่ประธานาธิบดีทรัมป์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์อาจตกอยู่ในความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสหรัฐฯ พบเมื่อ 11 มิถุนายน 2569 ว่ามีหมายเลข 8647 ขนาดใหญ่ปรากฏบนสนามหญ้าที่บริเวณ National Mall กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งก่อนหน้านี้ รหัส 8647 ถูกตีความว่าเป็นสัญลักษณ์ข่มขู่คุกคามประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เนื่องจาก 86 มีความหมายอย่างไม่เป็นทางการว่า “กำจัด” ส่วน 47 อาจมีความหมายถึงประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งเป็นประธานาธิบดีคนที่ 47 ของสหรัฐฯ ทั้งนี้ โฆษกกระทรวงมหาดไทยสหรัฐฯ แถลงว่าการสร้างสัญลักษณ์ดังกล่าวในพื้นที่สาธารณะเป็นพฤติกรรมที่ยอมรับไม่ได้ เข้าข่ายการทำลายทรัพย์สินสาธารณะ และสร้างความวิตกกังวลให้สังคม พร้อมย้ำว่าหน่วยงานความมั่นคงให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยของผู้นำรัฐบาล จึงจะเร่งสอบสวนกรณีดังกล่าวอย่างจริงจัง รหัส 8647 กลายเป็นคำขู่คุกคามประธานาธิบดีทรัมป์ตั้งแต่ เมษายน 2569 หลังจากกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ กล่าวหานายเจมส์ โคมีย์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) ว่า ข่มขู่คุกคามประธานาธิบดีทรัมป์ด้วยการโพสต์ข้อความที่มีตัวเลข 8647 ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งสำหรับชาวอเมริกัน ตัวเลข 86 เป็นคำแสลงในชีวิตประจำวันที่หมายถึงการกำจัดหรือการนำออกไป ทั้งนี้…

มาเลเซีย-ญี่ปุ่นขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงและพลังงาน

นายกรัฐมนตรีมาเลเซียนำคณะผู้แทนรัฐบาลเยือนญี่ปุ่นระหว่าง 8-10 มิถุนายน 2569 เพื่อพบหารือกับผู้นำรัฐบาลญี่ปุ่นและขยายความร่วมมือระหว่างกันรอบด้าน และกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยผลการหารือที่สำคัญ มาเลเซีย-ญี่ปุ่นเห็นพ้องจะขยายความร่วมมือด้านความมั่นคง พลังงาน และการปกป้องห่วงโซ่การผลิตแร่หายาก ซึ่งผู้นำทั้ง 2 ประเทศ ได้แก่ นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซียและนายกรัฐมนตรีทาคาอิชิ ซานาเอะของญี่ปุ่น เห็นพ้องว่าจะสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานและการค้าระหว่างกัน ในห้วงที่ทั้ง 2 ประเทศเผชิญความท้าทายจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่น่าสนใจ คือ มาเลเซียเสนอเป็นทางเลือกใหม่ด้านพลังงานให้ญี่ปุ่น เนื่องจากญี่ปุ่นได้รับผลกระทบอย่างมากจากความไม่มั่นคงในช่องแคบฮอร์มุซ เพราะนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากภูมิภาคตะวันออกลาง นอกจากความร่วมมือด้านพลังงาน มาเลเซีย-ญี่ปุ่นจะเพิ่มพูนความร่วมมือด้านการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในยุทธศาสตร์พลังงานสะอาดของมาเลเซียด้วย โดยผู้นำญี่ปุ่นตกลงจะถ่ายทอดความรู้ ความเชี่ยวชาญทั้งด้านธุรกิจและเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ให้มาเลเซีย การปกป้องห่วงโซ่การผลิตและการค้าแร่หายาก รวมทั้งความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เป็นประเด็นสำคัญที่มาเลเซียกับญี่ปุ่นหารือกัน เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศได้รับผลกระทบจากการทำสงครามการค้าระหว่างประเทศมหาอำนาจ รวมทั้งมาตรการฝ่ายเดียวที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้สูงมากที่ญี่ปุ่นจะเพิ่มความร่วมมือกับมาเลเซีย ผ่านกรอบและกลไกของญี่ปุ่นที่เคยดำเนินการในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่แล้ว ได้แก่ องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) องค์กรเพื่อความมั่นคงพลังงาน (JOGMEC) และธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JBIC) นอกจากนี้ ญี่ปุ่นอาจดึงหุ้นส่วนด้านความมั่นคงในภูมิภาคให้เข้าไปมีส่วนร่วมในการขยายความร่วมมือกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น โดยเฉพาะออสเตรเลีย มาเลเซียได้ประโยชน์จากการขยายความร่วมมือกับญี่ปุ่น เนื่องจากญี่ปุ่นมีวิทยาการและเทคโนโลยีที่มาเลเซียต้องการ รวมทั้งทั้ง…

ไต้หวันทดสอบระบบอาวุธ HIMARS

กองทัพไต้หวันเมื่อ 10 มิถุนายน 2569 รายงานว่าได้ทดสอบระบบยิงจรวดหลายลำกล้อง หรือระบบ HIMARS ระหว่างการฝึกปฏิบัติการทางทหาร โดยเป็นยุทโธปกรณ์ที่ได้รับจากสหรัฐฯ ทั้งนี้ ไต้หวันเคยทดสอบระบบยิงจรวด HIMARS แล้วหลายครั้ง ระหว่างการฝึกทหารเพื่อป้องกันการรุกราน และการฝึกรูปแบบ shoot-and-scoot ซึ่งทำให้คู่ขัดแย้งเห็นว่ากองทัพไต้หวันเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็ว เพื่อหลบเลี่ยงการตอบโต้ อย่างไรก็ตาม การทดสอบครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่ไต้หวันใช้กระสุนจริง และเปลี่ยนวิถีการยิงทดสอบไปทางทิศตะวันตก หรือช่องแคบไต้หวัน ซึ่งเป็นพื้นที่อ่อนไหวด้านความมั่นคง เนื่องจากอยู่ใกล้กับมณฑลฟูเจี้ยนของจีน แม้ว่ากองทัพไต้หวันจะยืนยันว่าได้ปรับระยะการยิงจรวดจำนวน 32 ลูก ให้สั้นลงแล้วเพื่อความปลอดภัย แต่การทดสอบระบบอาวุธครั้งนี้อาจทำให้จีนไม่พอใจ และเพิ่มความเคลื่อนไหวด้านการทหารรอบไต้หวันมากขึ้น กองทัพไต้หวันพึงพอใจผลการฝึกครั้งนี้ที่สะท้อนว่าไต้หวันมีขีดความสามารถด้านการทหารที่คล่องตัวและมีประสิทธิภาพ ซึ่งปัจจุบันไต้หวันอยู่ระหว่างขยายขีดความสามารถด้านการทหารให้ทันสมัย คล่องตัว และเน้นอาวุธเคลื่อนที่เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์สงครามอสมมาตร (asymmetric warfare) โดยสื่อมวลชนต่างประเทศให้นิยามว่า ไต้หวันเน้นการคงสภาพเหมือน “เม่น” ที่โจมตีได้ยากและสามารถรับมือกับการจู่โจมได้ระยะยาว ก่อนหน้านี้ ไต้หวันมีระบบยิงจรวดหลายลำกล้องรุ่น Thunderbolt-2000 ซึ่งคล่องตัวสูงมาก มีระยะยิงตั้งแต่ 15-45 กิโลเมตร ออกแบบและพัฒนาโดยสถาบันในประเทศของไต้หวัน สถานการณ์ความมั่นคงในบริเวณช่องแคบไต้หวันตึงเครียดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปัจจัยความเคลื่อนไหวด้านการทหารและการทูตของจีน ประกอบกับกรณีประเทศอื่น ๆ เพิ่มพูนความสัมพันธ์และความร่วมมือด้านการทหารกับไต้หวันมากขึ้น ล่าสุด…

อิหร่านจะปิดช่องแคบฮอร์มุซเพื่อตอบโต้สหรัฐฯ

กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) หรือกองทัพอิหร่านเปิดเผยเมื่อ 10 มิถุนายน 2569 ว่า อิหร่านจะปิดช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ให้เรือขนส่งสินค้าทุกประเภทเดินทางผ่านได้ เพื่อกดดันสหรัฐฯ ให้ยุติการโจมตีอิหร่าน โดยสื่อมวลชนอิหร่านประกาศว่าปัจจุบันได้เริ่มสกัดกั้นการเดินเรือผ่านช่องแคบดังกล่าวแล้ว  ที่ผ่านมา อิหร่านอนุญาตให้เรือขนส่งสินค้าของบางประเทศเดินเรือผ่านเส้นทางดังกล่าวได้ หากมีการเจรจากับรัฐบาลอิหร่าน สาเหตุที่อิหร่านจะปิดช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อใช้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นข้อต่อรอง ก็เพื่อจะตอบโต้สหรัฐฯ ที่ปฏิบัติการโจมตีศูนย์อำนวยการด้านการทหารบริเวณชายฝั่งทางใต้ของอิหร่านใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ได้แก่ เมือง Sirik เมือง Jask และเกาะ Qeshm เมื่อ 9 มิถุนายน 2569 จากกรณีสหรัฐฯ อ้างว่า อิหร่านเป็นผู้ยิงเฮลิคอปเตอร์รุ่น Apache ของ ทอ.สหรัฐฯ ตก นอกจากนี้ เมื่อ 10 มิถุนายน 2569 IRGC ได้ปล่อยโดรนและขีปนาวุธพิสัยไกลเข้าโจมตีเป้าหมาย 21 แห่ง ซึ่งตั้งอยู่ในฐานทัพสหรัฐฯ 3 แห่ง ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้แก่ ที่บาห์เรน จอร์แดน และคูเวต ท่าทีของอิหร่านทำให้ราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้นประมาณร้อยละ…

ผู้เชี่ยวชาญเตือนภัยการพนันผลการแข่งขันฟุตบอลโลก

การแข่งขันฟุตบอลโลกประจำปี 2569 หรือ FIFA MEN’S WORLD CUP ที่จะจัดขึ้นในสหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโก ระยะเวลา 6 สัปดาห์ ตั้งแต่ 11 มิถุนายน 2569 จนถึง 19 กรกฎาคม 2569 เสี่ยงเผชิญการพนันผลการแข่งขันฟุตบอลครั้งใหญ่ที่สุดในโลก โดยผู้เชี่ยวชาญจากบริษัท Macquarie สถาบันการเงินและการธนาคารของออสเตรเลีย ประเมินว่าอาจมีการพนันเป็นมูลค่ามากกว่า 50,000,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าการแข่งขันฟุตบอลโลกเมื่อปี 2565 ที่กาตาร์ เนื่องจากปัจจัย 1) ช่วงเวลาการแข่งขัน 2) จำนวนการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากทีมที่เข้าร่วมการแข่งขันเพิ่มจาก 32 ทีมเป็น 48 ทีม และ 3) อัตราการพนันผลการแข่งขันกีฬาได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในสหรัฐฯ ดังนั้น มีความเป็นไปได้สูงมากที่เว็บไซต์พนันออนไลน์และกาสิโน จะใช้ประโยชน์จากช่วงที่ประชาชนทั่วโลกสนใจการแข่งขันฟุตบอลโลก จัดกิจกรรมการพนันผล และจะทำให้รายได้ของเว็บไซต์สูงขึ้นในห้วงนี้ ที่ผ่านมา การแข่งขันฟุตบอลโลกได้รับความสนใจจากผู้ติดตามทั่วโลก และเป็นช่วงเวลาที่ธุรกิจการพนันถูกกฎหมายจะสร้างรายได้มหาศาล โดยเฉพาะจากผู้ติดตามผลการแข่งขันจากประเทศในเอเชียและแอฟริกา ซึ่งนิยมใช้สื่อออนไลน์เพื่อติดตามความคืบหน้าการแข่งขันในต่างประเทศ สถาบัน…

อินโดนีเซียย้ำเมียนมาให้ปฏิบัติตามแผนสันติภาพอาเซียน

สื่อมวลชนเมียนมาให้ความสนใจรายงานกรณีประธานาธิบดีมินอองไลง์ต้อนรับนาย Sugiono รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซีย ที่เยือนกรุงเนปยีดอของเมียนมาอย่างเป็นทางการเมื่อ 9 มิถุนายน 2569 โดยได้หารือกันประเด็นความร่วมมือและความสัมพันธ์ทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี ที่น่าสนใจ คือ นาย Sugiono ย้ำให้ผู้นำเมียนมาเข้าใจว่า รัฐบาลอินโดนีเซียพร้อมร่วมมือกับทุกกลุ่มในเมียนมาเพื่อสนับสนุนกระบวนการเจรจาทางการเมืองและการแก้ไขปัญหาตามแนวทางสันติ นอกจากนี้ ยังย้ำให้เมียนมาปฏิบัติตามแผนสันติภาพของอาเซียนต่อสถานการณ์การเมืองและความมั่นคงในเมียนมา หรือฉันทามติ 5 ประการ (ASEAN’s Five-Point Consensus) ซึ่งเป็นกลไกของอาเซียนเพื่อส่งเสริมความมั่นคงและความร่วมมือกับเมียนมาในระยะยาว ปัจจุบัน ประธานาธิบดีเมียนมายังไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมระดับผู้นำในกรอบอาเซียน เนื่องจากเป็นบุคคลที่มีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและการใช้ความรุนแรงต่อพลเรือนตั้งแต่ปี 2564 ทั้งนี้ แม้ว่าในการหารือล่าสุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอินโดนีเซียจะยืนยันว่าเมียนมาเป็นส่วนหนึ่งของอาเซียน แต่ก็ยังไม่แสดงจุดยืนรับรองผลการเลือกตั้งของเมียนมาเมื่อ ธันวาคม 2568- มกราคม 2569 การเยือนเมียนมาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซีย มีขึ้นหลังจากเมียนมาจัดตั้งรัฐบาลและผู้นำเสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการเมื่อ  เมษายน 2569 จากนั้นได้ต้อนรับผู้แทนจากสมาชิกอาเซียนที่ไปเยือนเมียนมา ได้แก่ มาเลเซีย ไทย และฟิลิปปินส์ ซึ่งชาวเมียนมาบางส่วนและนานาชาติมีมุมมองว่าเมียนมาต้องการฟื้นฟูความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับประเทศสมาชิกอาเซียน และจะใช้ความสัมพันธ์ดังกล่าวเสริมสร้างความชอบธรรมของรัฐบาลเมียนมาชุดใหม่ โดยหลังจากการเยือนของผู้แทนอินโดนีเซีย ผู้นำเมียนมาก็จะต้อนรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของ สปป.ลาวเยือนเมียนมาระหว่าง 12-13 มิถุนายน 2569 เป็นลำดับถัดไป ที่ผ่านมา อินโดนีเซียมีท่าทีค่อนข้างแข็งกร้าวและกดดันเมียนมาอย่างจริงจังเพื่อให้ยุติการใช้ความรุนแรงต่อประชาชน…

ฝรั่งเศสจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดกลุ่ม G7

ฝรั่งเศสเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศเศรษฐกิจ หรือกลุ่ม G7 ระหว่าง 15-17 มิถุนายน 2569 ที่เมือง Évian-les-Bains สำหรับการประชุมครั้งนี้ ฝรั่งเศสมีเป้าหมายให้ความสำคัญกับ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1) เศรษฐกิจโลก เน้นการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจระดับโลก 2) แก้ไขปัญหาความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ เน้นสถานการณ์ในตะวันออกกลางและการสนับสนุนสันติภาพ รวมทั้งความมั่นคงในยูเครน และ 3) การปกป้องสิทธิเยาวชนในยุคดิจิทัลและการพัฒนาเทคโนโลยี ฝรั่งเศสยังเชิญผู้นำประเทศอื่น ๆ ที่ไม่ใช่สมาชิก G7 เข้าร่วมด้วย ได้แก่ บราซิล เคนยา เกาหลีใต้ อินเดีย และประเทศมหาอำนาจในภูมิภาคตะวันออกกลาง เช่น ซาอุดีอาระเบีย และกาตาร์ ส่วนประเทศที่เป็นสมาชิก G7 ได้แก่ ฝรั่งเศส สหรัฐฯ แคนาดา เยอรมนี อิตาลี สหราชอาณาจักร และญี่ปุ่น รวมทั้งมีสหภาพยุโรป (EU) เข้าร่วมด้วย ฝรั่งเศสเคยใช้เมือง Évian-les-Bains เป็นสถานที่จัดการประชุม G8…