วีซ่า DTV กลายเป็นช่องทางใหม่ในการลักลอบเข้ามาทำงานของคนจีน

พบข้อมูลบนโซเชียลมีเดียเปิดเผยว่ามีกลุ่มขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติที่ใช้วีซ่า DTV เป็นช่องทางนำคนจีนเข้ามาทำงานผิดกฎหมายในไทย หรือลักลอบทำงานในธุรกิจของทุนจีน แทนการใช้วีซ่านักเรียนที่ถูกเปิดโปงไปก่อนหน้านี้ โดยในการขอวีซ่า DTV นั้น จะมีเอเย่นต์จีนรับหน้าที่ดำเนินการ ซึ่งเหตุผลในการขอวีซ่ามักระบุว่าต้องการเข้ามาเรียนทำอาหารไทยหรือมวยไทย ตามนโยบายส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ โดยมีโรงเรียนนอมินีของทุนจีน 2-3 แห่ง ใน จ.เชียงใหม่ ที่ถูกใช้สมัครวีซ่าบ่อยครั้ง แต่ไม่ได้มีการบังคับให้นักเรียนเข้าเรียนจริง ส่วนค่าธรรมเนียมที่เอเย่นต์จีนเรียกเก็บอยู่ที่ประมาณ 15,000 บาทขึ้นไป และมักดำเนินการผ่านสถานทูต/สถานกงสุลไทยในประเทศที่สาม เช่น กัมพูชา เวียดนาม อินโดนีเซีย และ สปป.ลาว จึงเชื่อว่ามีเจ้าหน้าที่ภายในรู้เห็นเป็นใจด้วย

กรณีสถานการณ์มลพิษในแม่น้ำกก-แม่น้ำสาย

พบสื่อรายงานข้อมูลว่ามีเหมืองที่เป็นต้นตอของมลพิษในแม่น้ำกกตั้งอยู่ห่างจากชายแดนไทยเพียงประมาณ 15 กม. และอยู่ภายใต้อิทธิพลของกองกำลัง UWSA ซึ่งปัจจุบันได้อนุญาตให้ชาวจีนขยายพื้นที่ทำเหมืองทอง จากเดิมที่มีอยู่ในเมืองกก เมืองสาด และบ้านฮุ่ง นอกจากนี้ ทุนจีนยังมีแผนจะสร้างเรือขุดเหมืองทองในแม่น้ำเพิ่ม แต่จะย้ายจุดขุดไปอยู่ในที่ลับสายตามากขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำเสนอข้อมูลต่อสาธารณะ ด้านกลุ่มนักวิชาการ ภาคประชาสังคม และภาคประชาชนยังคงออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาและเปิดเผยข้อมูลให้แก่ประชาชนได้รับทราบอย่างโปร่งใส เพื่อไม่ให้เกิดกรณีซ้ำรอยเหมือนกับสถานการณ์มลพิษตะกั่วในห้วยคลิตี้ ที่ จ.กาญจนบุรี เมื่อปี 2545 ที่ชาวบ้านประสบกับความยากลำบากในการพิสูจน์ว่าได้รับสารพิษ และไม่สามารถเรียกร้องความรับผิดชอบจากผู้ก่อมลพิษได้

ปัญหาโรงงานทุนจีนสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน

มีรายงานว่าในพื้นที่ อ.ปลวกแดง จ.ระยอง มีโรงงานจีนเข้ามาเปิดกิจการจำนวนมาก จนเป็นเขตอุตสาหกรรม ประชาชนในพื้นที่ร้องเรียนว่าการดำเนินงานของโรงงานเหล่านี้ สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการดำเนินชีวิต เช่น เปิดใช้เครื่องจักรที่ส่งเสียงดังและปล่อยกลิ่นเหม็นออกมาเป็นประจำ ซึ่งแม้จะมีการร้องเรียนไปยังหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องหลายครั้ง แต่ไม่มีความคืบหน้า นอกจากนี้ พบในพื้นที่ อ.นิคมพัฒนา จ.ปราจีนบุรี เกิดปัญหาน้ำเน่าเสียและมีกลิ่นเหม็น ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่ามาจากกลุ่มทุนจีนที่เข้ามาดำเนินธุรกิจโรงงาน และการจัดการขยะไม่มีมาตรฐาน ทำให้มีความกังวลว่าในอนาคต จ.ปราจีนบุรีอาจกลายเป็นถังขยะอุตสาหกรรมของกลุ่มทุนต่างชาติ จึงร่วมมือกับภาคประชาสังคมยื่นหนังสือคัดค้านการเสนอให้ จ.ปราจีนบุรีเป็นพื้นที่ที่ขยายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

การลักลอบนำผลไม้เวียดนามเข้าไทยมากขึ้น

  กลุ่มชาวสวนผลไม้ ผู้ค้าแผงผลไม้ และผู้ค้าสินค้าแปรรูป เปิดเผยข้อมูลสอดคล้องกันว่า ผลไม้ไทยถูกผลไม้เวียดนามตีตลาดอย่างไม่ถูกต้อง เพราะมีขบวนการลักลอบนำผลไม้เวียดนามเข้ามาสวมสิทธิ์ผลไม้ไทย เพื่อส่งออก  และนำมาวางขายในไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ มะม่วง ทุเรียน อาโวคาโด และเสาวรส เพราะผู้ประกอบการที่ลักลอบนำผลไม้เวียดนามมองเพียงผลกำไร ขณะที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าเป็นผลไม้เวียดนามที่ลักลอบเข้ามา จึงต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามากวาดล้างจับกลุ่มขบวนการกระทำผิดกฎหมายดังกล่าว นอกจากนี้ กรมศุลกากรกัมพูชามีมาตรการให้ทุเรียนนำเข้าจากไทยต้องมีหนังสือรับรองว่าไม่มีสารตกค้างก่อน จึงจะอนุญาตให้นำเข้าได้ ดังนั้น ผู้ค้าทุเรียนไทยบริเวณจุดผ่านแดนถาวรบ้านแหลม จ.จันทบุรี ที่ติดกับกัมพูชา เรียกร้องขอให้หน่วยงานไทยเร่งประสานกับกัมพูชาเพื่อให้ช่วยรับรองว่า ทุเรียนไทยที่ปลูกฝั่งตะวันออกไม่มีปัญหาสารตกค้าง เนื่องจากมีทุเรียนที่ติดค้างรอส่งขายไปฝั่งกัมพูชาเป็นจำนวนมาก

เกาหลีเหนือส่งออกแรงงานไปรัสเซีย แต่นัยอาจเชื่อมโยงด้านความมั่นคง

  รายได้จากการส่งออกแรงงานเกาหลีเหนือไปต่างประเทศเป็นหนึ่งในรายได้หลักของเกาหลีเหนือ แต่ขณะเดียวกันก็ละเมิดข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ด้วยเช่นกัน เพราะข้อมติดังกล่าวให้ทุกประเทศส่งกลับแรงงานเกาหลีเหนือทั้งหมดภายในธันวาคม 2562 เพื่อระงับช่องทางหารายได้ของเกาหลีเหนือสำหรับพัฒนาอาวุธ ส่งผลให้เกาหลีเหนือประสบปัญหาทางการเงิน ซึ่งเป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศ ตอนนี้เศรษฐกิจเกาหลีเหนือที่จะพูดได้ว่าเป็นระบบปิด มีสภาวะไม่ดีนัก โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2563 เศรษฐกิจเกาหลีเหนือได้รับผลกระทบอย่างมากจากภัยธรรมชาติ การปิดประเทศเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของ COVID-19 และมาตรการคว่ำบาตรของสหประชาชาติและสหรัฐฯ ความต้องการได้รายได้เพื่อนำไปพัฒนาประเทศ ทำให้เกาหลีเหนือเลือกที่จะละเมิดข้อตกลงของ UNSC ด้วยการส่งออกแรงงานไปยังรัสเซีย ขณะที่รัสเซียก็จะได้ผลประโยชน์ที่สอดคล้องต้องกัน เพราะรัสเซียกำลังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานจากสถานการณ์สู้รบรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อ ประกอบกับแรงงานเกาหลีเหนือมีอัตราค่าจ้างต่ำ และสามารถทำงาน 12 ชั่วโมงต่อวัน แรงงานเกาหลีเหนือส่วนใหญ่จะถูกส่งไปทำงานในภูมิภาคตะวันออกไกล (Russia Far East) รวมถึงในพื้นที่ที่รัสเซียยึดครองในแค้วนลูฮันสค์และแคว้นโดเนตสค์ เพื่อเป็นแรงงานก่อสร้างฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ดังกล่าว และมีแนวโน้มว่าจะถูกส่งไปทำงานในเมืองหลักของรัสเซีย อาทิ กรุงมอสโกเพิ่มมากขึ้น ตัวเลขเกาหลีเหนือที่ส่งแรงงานไปทำงานรัสเซีย ตามรายงานของเว็บไซต์วอลสตรีทเจอร์นัล (WSJ) ของสหรัฐฯ รายงานเมื่อ 5 พฤษภาคม 2568 ที่อ้างหน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้ (National Intelligence Service-NIS) ว่า เกาหลีเหนือได้ส่งแรงงานไปรัสเซียเมื่อปี 2567 ประมาณ 15,000 คน…

ตุรกีเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสันติภาพยูเครน แต่ผู้นำรัสเซียไม่เข้าร่วม

  ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนและผู้แทนจากประเทศยุโรป รวมทั้งสหราชอาณาจักรจะเยือนกรุงอังการาของตุรกีใน 15 พฤษภาคม 2568 เพื่อเข้าร่วมการประชุมหารือเรื่องสันติภาพในยูเครน ซึ่งเป็นการประชุมในโอกาสเดียวกันกับการประชุมกลุ่ม North Atlantic Council อย่างไม่เป็นทางการที่เมือง Antalya ของตุรกี ซึ่งจะมีผู้แทนระดับสูงจากประเทศต่าง ๆ ประมาณ 30 ประเทศเข้าร่วม ดังนั้น ผู้นำตุรกีหรือประธานาธิบดี Recep Tayyip Erdoğan จึงให้ความสำคัญกับการจัดประชุมครั้งนี้ เนื่องจากจะเป็นโอกาสต้อนรับผู้แทนระดับสูงจากต่างประเทศ และส่งเสริมบทบาทของตุรกีในฐานะผู้ค้ำประกันความมั่นคงของภูมิภาคยุโรป การประชุมที่ตุรกีมีความสำคัญต่ออนาคตสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครนอย่างมาก เนื่องจากก่อนหน้านี้ มีรายงานว่ารัฐบาลรัสเซียจะส่งผู้แทนเยือนตุรกีเพื่อเจรจากับยูเครนด้วย และคาดหวังว่าจะเกิดการพบกัน 3 ฝ่ายระหว่างผู้นำรัสเซีย ยูเครน และสหรัฐฯ เพื่อหาทางออกของสงคราม อย่างไรก็ตาม มีข่าวสารยืนยันว่าประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซียจะไม่เข้าร่วมการประชุมดังกล่าว รวมทั้งไม่เป็นผู้แทนเจรจากับยูเครน ทั้งที่ หลายฝ่ายคาดหวังให้ผู้นำรัสเซียเยือนตุรกีเพื่อเข้าร่วมการเจรจาครั้งนี้ ที่อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงทิศทางสงครามในยูเครนที่ยืดเยื้อมาเป็นระยะเวลานานกว่า 3 ปีและส่งผลกระทบต่อบรรยากาศความมั่นคงโลก ผู้นำยูเครนแสดงความคิดเห็นก่อนหน้านี้ว่าพร้อมจะเจรจากับรัสเซีย โดยมีเงื่อนไขว่าประธานาธิบดีรัสเซียต้องเป็นผู้แทนในการเจรจาเท่านั้น เพื่อให้ระดับการเจรจามีความเท่าเทียมกันและสามารถตัดสินใจประเด็นสำคัญได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อประธานาธิบดีปูตินไม่มาเข้าร่วม ประธานาธิบดีเซเลนสกีแสดงความผิดหวังและจำเป็นต้องลดระดับคณะผู้แทนการเจรจา ทั้งนี้ ฝ่ายรัสเซียส่งนาย…

นายกรัฐมนตรีมาเลเซียเพิ่มความร่วมมือกับรัสเซีย 

  นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิมของมาเลเซีย เยือนกรุงมอสโกของรัสเซียเมื่อ 13-16 พฤษภาคม 2568 อย่างเป็นทางการตามคำเชิญของประธานาธิบดีวลาร์ดิมีร์ ปูตินของรัสเซีย ทั้งสองฝ่ายได้พบหารือกันเมื่อ 14 พฤษภาคม 2568 การเยือนรัสเซียครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ตั้งแต่นายกรัฐมนตรีอิบราฮิมรับตำแหน่งเมื่อปี 2565 ซึ่งครั้งแรกได้พบกับประธานาธิบดีปูตินอย่างไม่เป็นทางการระหว่างที่นายกรัฐมนตรีอิบราฮิมเข้าร่วมประชุม  Eastern Economic Forum ที่เมืองวลาดิวอสต็อก เมื่อปี 2567 ผลการพบหารือระหว่างผู้นำของทั้ง 2 ประเทศ นายกรัฐมนตรีมาเลเซียระบุว่ารัสเซียเป็นมิตรประเทศที่ยิ่งใหญ่ของมาเลเซีย และความร่วมมือของทั้ง 2 ประเทศจะขยายตัวต่อไป ทั้งในมิติความมั่นคง เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี ผู้นำมาเลเซียคาดหวังว่ารัสเซียกับมาเลเซียจะมีความร่วมมืออย่างเป็นทางการด้านการพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมอาหาร การพัฒนาด้านดิจิทัล เทคโนโลยีอวกาศ การพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ รวมทั้งความร่วมมือด้านการหหาร นายกรัฐมนตรีมาเลเซียยังหารือโดยตรงกับนายกรัฐมนตรี Mikhail Mishustin ของรัสเซียเมื่อ 14 พฤษภาคม 2568 รวมทั้งใช้โอกาสดังกล่าวเชิญนายกรัฐมนตรีรัสเซียเยือนมาเลเซียด้วย ประเด็นสำคัญที่ผู้นำมาเลเซียต้องการบรรลุข้อตกลงจากการเยือนครั้งนี้ คือ กระชับความสัมพันธ์กับรัสเซีย โดยเปิดเที่ยวบินตรงระหว่างประเทศอีกครั้ง ด้วยสายการบิน Aeroflot ซึ่งจะเป็นสัญลักษณ์บ่งชี้การขยายความสัมพันธ์และส่งเสริมบทบาทการเป็นศูนย์กลางการเดินทางในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของมาเลเซีย ตลอดจนเป็นผลดีต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การดำเนินธุรกิจและการแลกเปลี่ยนประชาชนระหว่างกัน…

ผู้นำสหรัฐฯ จะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรซีเรีย

  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ประกาศระหว่างการเยือนซาอุดีอาระเบียเมื่อ 13 พฤษภาคม 2568 ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ มีแผนจะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่อซีเรีย เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของซีเรียหลังจากสิ้นสุดยุคสมัยของอดีตประธานาธิบดีบะชาร อัลอะซัด ส่งเสริมให้ซีเรียมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเมืองมากขึ้น ตลอดจนเป็นการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับซีเรีย  นอกจากนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีกำหนดการพบหารืออย่างไม่เป็นทางการกับประธานาธิบดีอะห์มัด อัชชะระอ์  ผู้นำซีเรียคนปัจจุบันใน 14 พฤษภาคม 2568 ด้วย แม้ว่าทั้ง 2 ประเทศจะยังไม่ฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันก็ตาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศซีเรียแสดงความยินดีต่อท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ และมองว่าการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีต่อการเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศ ภายหลังมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญ จากการสิ้นสุดของประธานาธิบดีอัลอะซัด ก่อนหน้านี้ สหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักรทยอยประกาศปรับลดมาตรการคว่ำบาตรต่อซีเรียแล้วเช่นกัน เพื่อเปิดโอกาสให้การพัฒนาทางการเมืองและสังคม ท่าทีที่สหรัฐฯ จะเปลี่ยนแปลงนโยบายต่อซีเรียได้รับการตอบรับเชิงบวกทั้งในประเทศและต่างประเทศ นักการเมืองและฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ ประเมินว่าจะเป็นโอกาสให้สหรัฐฯ ขยายบทบาทและอิทธิพลในซีเรีย ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการเมืองตะวันออกกลางและการเมืองโลก เฉพาะอย่างยิ่งการแข่งขันกับรัสเซียที่ประธานาธิบดีอัชชะระอ์ย้ำว่ามีความใกล้ชิดและแข็งแกร่งทางยุทธศาสตร์กับรัสเซีย ส่วนผู้แทนสหประชาชาติฝ่ายกิจการซีเรียแสดงความเห็นเชิงบวกต่อท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ เช่นกัน โดยระบุว่าจะเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาซีเรียด้านการศึกษาและสาธารณสุข ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงทิศทางนโยบายสหรัฐฯ ต่อซีเรียเป็นผลจากการหารือกับผู้นำซาอุดีอาระเบียและผู้นำตุรกี ซึ่งทั้ง 3 ฝ่ายเห็นพ้องว่าการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2554 จะช่วยฟื้นฟูซีเรียได้ เฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ซีเรียเผชิญความท้าทายและภัยคุกคามจากกองกำลังติดอาวุธต่าง ๆ รวมทั้งการโจมตีจากอิสราเอลที่เชื่อว่าซีเรียเป็นฐานที่มั่นของกองกำลังติดอาวุธที่เป็นอันตรายต่ออิสราเอล ขณะเดียวกัน…

ฟิลิปปินส์รอลุ้นผลการเลือกตั้งกลางสมัย

ชาวฟิลิปปินส์ที่มีสิทธิเลือกตั้งไปจำนวนมากกว่า 70 ล้านคนลงคะแนนเสียงเพื่อคัดเลือกผู้แทนในสภา หรือการเลือกตั้งทั่วไป กลางสมัย (midterm election) เมื่อ 12 พฤษภาคม 2568 บรรยากาศการเลือกตั้งส่วนใหญ่เป็นไปอย่างเรียบร้อย ทั่วประเทศรอลุ้นผลการเลือกตั้งที่จะเป็นข้อมูลบ่งชี้ความคิดเห็นของประชาชนชาวฟิลิปปินส์ต่อผลงานของรัฐบาลและฝ่ายนิติบัญญัติ  การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการคัดเลือกผู้อำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมืองมากกว่า 18,000 ตำแหน่ง ได้แก่ วุฒิสมาชิก 12 ตำแหน่ง ผู้แทนเขต 254 ตำแหน่ง ผู้แทนพรรคแบบบัญชีรายชื่อ 63 ตำแหน่ง และนักการเมืองระดับรัฐ 17,942 ตำแหน่ง สำหรับการเลือกตั้งทั่วไปกลางสมัยครั้งนี้ ฟิลิปปินส์ให้ผู้แทนจากสหภาพยุโรป (EU) เข้าสังเกตการณ์ด้วย นอกจากการเปิดให้ผู้สังเกตการณ์จากต่างประเทศตรวจสอบความโปร่งใสและกระบวนการเลือกตั้งแล้ว การเลือกตั้งของฟิลิปปินส์ครั้งนี้ใช้ระบบ Miru System หรือระบบคำนวณผลที่เป็นเทคโนโลยีของเกาหลีใต้ เป็นครั้งแรก ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกการคำนวนผลคะแนนได้แบบอัตโนมัติ รวดเร็วและปลอดภัยมากขึ้น เนื่องจากฟิลิปปินส์เป็นประเทศหมู่เกาะ ทำให้การนับคะแนนและส่งผลการเลือกตั้งในแต่ละครั้งต้องใช้เวลา แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีเครื่องนับคะแนน ประชาชนส่วนใหญ่พอใจกับการเปลี่ยนแปลงระบบการนับคะแนนเลือกตั้งให้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น ตลอดจนยังใช้ระบบแบบใหม่ผสมผสานกับแบบเก่าให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ แต่ก็มีรายงานว่าในหน่วยเลือกตั้งบางแห่งประสบปัญหา เช่น ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรอคิวนาน และมีรายงานเหตุก่อความรุนแรงในบางพื้นที่ เนื่องจากกลุ่มผู้ติดอาวุธก่อเหตุยิงใส่ผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้ง ในเมือง Silay City ก่อนหน้านี้…

จับตานโยบายการทูตเชิงรุกของผู้นำสหรัฐฯ ในการเยือนตะวันออกกลาง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะเดินทางไป 3 ประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางระหว่าง 13-16 พฤษภาคม 2568 ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเคสต์ (UAE) ซึ่งเป็นการเยือนต่างประเทศครั้งแรกของประธานาธิบดีทรัมป์หลังจากเข้ารับตำแหน่งในสมัยที่ 2  ซึ่งทำให้ทั่วโลกจับตามองการเยือนครั้งนี้ว่าทำไมผู้นำสหรัฐฯ เลือกเยือน 3 ประเทศพันธมิตรนี้ และอะไรคือผลประโยชน์ทางการเมืองระหว่างประเทศ เศรษฐกิจ และความมั่นคงที่ทั้ง 3 ประเทศจะใช้ต่อรองกับผู้นำสหรัฐฯ เช่นกัน ทั้ง 3 ประเทศในตะวันออกกลางนี้ มีนโยบายเสริมสร้างบทบาทมหาอำนาจในภูมิภาคและการเพิ่มบทบาทเป็นตัวกลางการเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาขัดแย้งในพื้นที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน สถานการณ์ในฉนวนกาซา และการรับมือกับอิหร่าน ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์กับสหรัฐฯ ด้วย ผู้นำสหรัฐฯ ต้องการใช้การเยือนครั้งนี้ส่งสัญญาณให้ทั่วโลกเห็นว่าสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับพันธมิตรที่พร้อมร่วมมือกับสหรัฐฯ อย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันก็ทำให้ทั่วโลกเห็นว่า สหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งตอบโจทย์ยุทธศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ เศรษฐกิจ และความมั่นคงของสหรัฐฯ มากที่สุดในมุมมองของประธานาธิบดีทรัมป์ แตกต่างจากภูมิภาคอื่น ๆ ที่ผู้นำสหรัฐฯ อาจมองว่ามีอิทธิพลของประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ สูงมากและไม่พร้อมเจรจาต่อรองผลประโยชน์กับสหรัฐฯ ขณะที่ 3 ประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางนี้พร้อมเจรจาซื้อ-ขายอาวุธกับสหรัฐ รวมทั้งหารือเรื่องการลงทุนระหว่างประเทศที่มีมูลค่ามหาศาล…