TACO Trump : ชาวอเมริกันวิจารณ์ท่าทีผู้นำสหรัฐฯ  

  สื่อมวลชนสหรัฐฯ และชาวอเมริกันบางส่วนวิจารณ์การเปลี่ยนแปลงท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ต่อการประกาศเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ หรือมาตรการภาษีตอบโต้ ว่า เป็นปรากฏการณ์ TACO Trump หรือ Trump Always Chickens Out (TACO) ซึ่งหมายถึงพฤติกรรมของผู้นำสหรัฐฯ ที่ขี้ขลาด เพราะใช้วิธีการข่มขู่ประเทศคู่ค้าสลับกับขยายเวลาการใช้มาตรการดังกล่าวออกไป รวมทั้งเปลี่ยนใจมากกว่า 28 ครั้งตั้งแต่ประกาศนโยบายนี้เมื่อ เมษายน 2568 พฤติกรรมดังกล่าวทำให้ทั่วโลกสับสนและไม่เชื่อมั่นต่อทิศทางการดำเนินยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจและการค้าของสหรัฐฯ รวมทั้งอาจทำให้สหรัฐฯ สูญเสียความน่าเชื่อถือในการเจรจาการค้ากับต่างประเทศ สื่อสหรัฐฯ เปิดเผยสถิติว่า ปรากฏการณ์ TACO Trump สะท้อนจากการเปลี่ยนแปลงท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ อย่างน้อย 28 ครั้งเกี่ยวกับการบังคับใช้มาตรการภาษี เริ่มตั้งแต่เมื่อ 2 เมษายน 2568 ที่ประกาศนโยบายภาษีต่อสินค้านำเข้าทุกประเภทเพื่อเสรีภาพของชาวอเมริกัน จากนั้นก็เปลี่ยนรายละเอียดโดยระบุว่าสินค้าประเภทเซมิคอนดักเตอร์ พลังงาน และแร่ธาตุสำคัญ จะได้รับการยกเว้น สะท้อนว่า ผู้นำสหรัฐฯ ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าดังกล่าวจากต่างประเทศ นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังแสดงมุมมองแตกต่างจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้วย เช่น นาย Peter Navarro ที่ปรึกษาด้านการค้าของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่าอัตราภาษีที่สหรัฐฯ กำหนดจะไม่สามารถต่อรองได้…

ผู้นำสหรัฐฯ หารือเลขาธิการเนโต เพิ่มความช่วยเหลือยูเครน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์หารือกับนายมาร์ค รุตเตอร์ เลขาธิการเนโตเมื่อ 14 กรกฎาคม 2568 พร้อมเปิดเผยนโยบายเพิ่มความช่วยเหลือด้านการทหารแก่ยูเครน โดยระบุว่าจะให้สมาชิกเนโตซื้อยุทโธปกรณ์สำคัญด้านการป้องกันภัยทางอากาศ หรือระบบ Patriot รวมทั้งระบบต่อต้านขีปนาวุธจากสหรัฐฯ เพื่อมอบให้ยูเครน ซึ่งบริษัทผู้ผลิตอาวุธของสหรัฐฯ มีความพร้อมสนับสนุนนโยบายนี้อย่างมาก นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐฯ ยังประกาศว่าจะให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติม แต่ยังไม่เปิดเผยรายละเอียด ด้านเลขาธิการเนโตเชื่อมั่นว่าสหรัฐฯ จะเพิ่มงบประมาณด้านการทหารเพื่อช่วยเหลือยูเครนด้วย นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีต่อความร่วมมือในกลุ่มพันธมิตรเนโตและรักษาเอกภาพของกลุ่ม การเปลี่ยนแปลงท่าทีและทิศทางดำเนินนโยบายของผู้นำสหรัฐฯ ครั้งนี้ถือว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญ เพราะก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีทรัมป์วิจารณ์การให้ความช่วยเหลือด้านการทหารแก่ยูเครนเชิงลบ ด้านนักวิเคราะห์ต่างประเทศเชื่อว่าการเจรจากับรัสเซียเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้นำสหรัฐฯ เปลี่ยนใจ เพราะการเจรจาไม่เป็นผล ทำให้ผู้นำสหรัฐฯ ต้องการทำให้รัสเซียเห็นว่าจะได้รับผลกระทบหากไม่ให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ ด้านประเทศยุโรปพอใจกับการเปลี่ยนแปลงท่าทีดังกล่าว และพร้อมร่วมมือกับสหรัฐฯ เพื่อเสริมขีดความสามารถด้านการทหารแก่ยูเครนทั้งในเชิงรุกและเชิงรับ หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่านายรุตเตอร์ เลขาธิการเนโต เป็นผู้มีอิทธิพลต่อมุมมองของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในกรณีนี้ หรือได้ฉายาว่า “Trump whisperer” เนื่องจากในระหว่างที่นายนายรุตเตอร์เคยดำรงตำแหน่งผู้นำเนเธอร์แลนด์ ได้เยือนสหรัฐฯ และพบหารือกับประธานาธิบดีทรัมป์ในช่วงรับตำแหน่งสมัยแรกบ่อยครั้ง มีรายงานว่ามีความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ใกล้ชิดกับผู้นำสหรัฐฯ นอกจากนี้ หลังจากรับตำแหน่งเลขาธิการเนโตเมื่อ ตุลาคม 2567 นายรุตเตอร์แสดงความคิดเห็นในเชิงบวกต่อท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์ รวมทั้งเคยเรียกประธานาธิบดีทรัมป์ ว่า “Daddy” จึงคาดว่านายรุตเตอร์น่าจะได้รับความไว้วางใจจากผู้นำสหรัฐฯ อย่างมาก…

นานาชาติคัดค้านแนวคิดอิสราเอล สร้างเมืองมนุษยธรรมในฉนวนกาซา

รัฐบาลและกองทัพอิสราเอลเมื่อ 14 กรกฎาคม 2568 เผยแพร่แนวคิดเกี่ยวกับการสร้างเมืองมนุษยธรรม หรือ humanitarian city ในพื้นที่เมือง Rafah ทางตอนโต้ของฉนวนกาซา เพื่อให้เป็นพื้นที่ปลอดอาวุธและเป็นที่อยู่อาศัยของพลเรือนชาวปาเลสไตน์จำนวนประมาณ 600,000 คน รวมทั้งเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเจรจาแลกเปลี่ยนตัวประกัน โดยจะให้มีเจ้าหน้าที่จากองค์กรระหว่างประเทศไปปฏิบัติภารกิจในศูนย์ให้ความช่วยเหลือ 4 แห่งในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อช่วยเหลือชาวปาเลสไตน์ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามด้วย ขณะเดียวกันก็ต้องมีเจ้าหน้าที่กองทัพอิสราเอลควบคุมความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้ชาวปาเลสไตน์เดินทางออกจากพื้นที่ควบคุม สำหรับชาวปาเลสไตน์ที่จะอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวจะต้องเข้าไปอยู่ด้วยความสมัครใจและผ่านการคัดกรองจากอิสราเอลแล้วเท่านั้น แนวคิดดังกล่าวน่าจะเริ่มต้นจากนาย Israel Katz รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอลที่เสนอเมื่อต้น กรกฎาคม 2568 ก่อนที่นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอลจะเยือนสหรัฐฯ เพื่อพบกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์  แนวคิดดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากผู้นำรัฐบาลและกองทัพอิสราเอล รวมทั้งอาจเป็นข้อเสนอเพื่อให้สหรัฐฯ พอใจและเห็นว่าอิสราเอลดำเนินการตามนโยบายของผู้นำสหรัฐฯ ที่เคยเสนอให้ย้ายชาวปาเลสไตน์ออกจากฉนวนกาซาเพื่อฟื้นฟูใหม่ โดยมีรายงานว่าองค์กร Gaza Humanitarian Foundation (GHF) ที่มีรัฐบาลสหรัฐฯ และอิสราเอลสนับสนุนเตรียมความพร้อมเสนอแผนการเพื่อสร้างเมืองมนุษยธรรมแล้ว อย่างไรก็ตาม กองทัพอิสราเอลกังวลต่อแนวคิดดังกล่าวเนื่องจากประเมินว่าจะต้องใช้เวลาในการเตรียมการและก่อสร้างประมาณ 3-5 เดือน อาจส่งผลกระทบต่อการทำสงครามปราบปรามกองกำลังติดอาวุธ กลุ่มฮะมาส และผู้ที่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงอิสราเอล นานาชาติ รวมทั้งอดีตผู้นำอิสราเอลคัดค้านแนวคิดดังกล่าว เนื่องจากมีมุมมองว่าเมืองมนุษยธรรมจะไม่แตกต่างจากค่ายกักกัน (concentration camp)…

กัมพูชาผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สามารถเพิกถอนสัญชาติผู้สมรู้ร่วมคิดกับต่างชาติ

กัมพูชามีการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในทางการเมือง โดยที่ประชุมสภาแห่งชาติกัมพูชา เมื่อ 11 กรกฎาคม 2568 มีมติเห็นชอบผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา เพื่ออนุญาตให้รัฐบาลสามารถออกกฎหมายเพิกถอนสัญชาติของบุคคลที่ถูกตัดสินว่าสบคบคิดกับชาวต่างชาติเพื่อบ่อนทำลายผลประโยชน์แห่งชาติ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกัมพูชายืนยันว่า กฎหมายใหม่นี้จะบังคับใช้เฉพาะกับบุคคลผู้กระทำการทรยศ บ่อนทำลายความมั่นคงของชาติเท่านั้น และผู้ที่ไม่ได้กระทำความผิดต่อผลประโยชน์ของชาติก็ไม่จำเป็นต้องกังวล ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีเป้าหมายหลักในการเพิ่มอำนาจให้รัฐบาลสามารถจัดการกับบุคคลที่ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำที่บ่อนทำลายเสถียรภาพทางการเมือง หรือทำงานร่วมกับกองกำลังต่างชาติเพื่อวัตถุประสงค์ที่ไม่เป็นไปตามผลประโยชน์ของกัมพูชา โดยจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 33 จากเดิมที่ระบุว่า “พลเมืองเขมรจะไม่มีการถูกเพิกถอนสัญชาติ ถูกเนรเทศ หรือส่งตัวไปประเทศอื่น เว้นแต่จะมีข้อตกลงร่วมกัน” โดยแก้ไขเป็น “การได้รับสัญชาติ การสูญเสียสัญชาติ และการเพิกถอนสัญชาติเขมร จะถูกกำหนดโดยกฎหมาย” กล่าวคือ สามารถเพิกถอนสัญชาติสามารถสำหรับผู้ที่มีสัญชาติกัมพูชาโดยกำเนิด หรือผู้ที่ได้รับสัญชาติในภายหลัง หากพิสูจน์ได้ว่ามีพฤติกรรมดังกล่าว การผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนี้ได้ก่อให้เกิดความกังวลจากองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศและหลายประเทศทั่วโลก โดยมีข้อโต้แย้งว่าการกระทำดังกล่าวอาจถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และอาจนำไปสู่การไร้สัญชาติ (statelessness) ซึ่งขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนสากล รวมถึงละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง นอกจากนี้ ยังมีความกังวลว่าคำว่า “สมรู้ร่วมคิดกับต่างชาติ” นั้นมีความคลุมเครือและสามารถตีความได้อย่างกว้างขวาง ทำให้มีโอกาสสูงที่จะมีการนำกฎหมายไปใช้ในทางที่ผิดหรือใช้เพื่อกำจัดคู่แข่งทางการเมืองโดยไม่เป็นธรรม ก่อนหน้านี้ สมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภา ยืนยันว่า กัมพูชามีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเพิกถอนสัญชาติมาแต่เดิมแล้ว และการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หรือแตกต่างจากหลักปฏิบัติของประเทศอื่น ๆ ในโลก…

GDP เวียดนามเติบโตแข็งแกร่งที่สุดในรอบ 15 ปี

สำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนาม (National Statistics Office of Vietnam-NSO) สังกัดกระทรวงการคลัง รายงานว่า เศรษฐกิจเวียดนามแข็งแกร่งที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ โดยอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ในห้วงมกราคม-มิถุนายน ปี 2568 อยู่ที่ร้อยละ 7.52 สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2554 เป็นผลลัพธ์เชิงบวกที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่น ความพยายาม และการดำเนินการที่เด็ดขาดในการบริหารจัดการด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของรัฐบาล ท่ามกลางความท้าทายจากผลกระทบอัตราดอกเบี้ยสูง ความต้องการของผู้บริโภคที่ลดลงและภาวะชะงักงันทางการค้า เมื่อพิจารณาภาคส่วนสำคัญที่มีการเติบโตในเชิงบวก ได้แก่ 1) เกษตรกรรม ป่าไม้ และประมง ขยายตัวที่ ร้อยละ 3.84 โดยได้แรงหนุนจากความต้องการภายในประเทศ รวมถึงอุปสงค์การส่งออก 2) การผลิตภาคอุตสาหกรรมและการก่อสร้าง เติบโตรวมกันที่ร้อยละ 8.33 โดยอุตสาหกรรมแปรรูปและการผลิตถือเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจเวียดนาม และ 3) ภาคบริการ เติบโตถึงร้อยละ 8.14 ทั้งการค้าส่งและการค้าปลีก (เพิ่มร้อยละ 7.03 ) ภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ (เพิ่มร้อยละ 9.82 ) ภาคการเงิน การธนาคารและการประกันภัย…

การส่งกลับชาวอุยกูร์จากไทยสะท้อนความล้มเหลวในการต่อต้านการกดปราบข้ามชาติ

เว็บไซต์ของโครงการสิทธิมนุษยชนชาวอุยกูร์ (Uyghur Human Rights Project – UHRP) ของสหรัฐฯ เผยแพร่บทความครบรอบ 10 ปี ที่ไทยส่งตัวชาวอุยกูร์ 109 คน กลับจีน เมื่อ 8 ก.ค. 58 นับเป็นเครื่องหมายของการกดขี่ และปราบข้ามชาติที่ขยายตัวอย่างน่ากังวล และเมื่อ 27 ก.พ. 68 ไทยได้ส่งตัวชาวอุยกูร์ 40 คน กลับจีน ซึ่งตามมาด้วยการประณามของ OHCHR และ UNHCR ด้านรัฐบาลสหรัฐฯ ยังประกาศมาตรการคว่ำบาตรวีซ่าต่อ จนท.ไทย แต่ทั้งหมดไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง โดย 10 ปีผ่านไปการส่งตัวชาวอุยกูร์จากไทยกลายเป็นสัญลักษณ์ของความล้มเหลวของประชาคมระหว่างประเทศในการตอบสนองต่อการกดปราบข้ามชาติที่ขยายตัวของจีน ขณะที่รัฐบาลประเทศต่าง ๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างถอยหลัง สิทธิของผู้เปราะบางถูกแลกเปลี่ยนเพื่อผลประโยชน์ทางการทูต อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงสามารถเกิดขึ้นได้ หากมีรัฐบาลประเทศที่เคารพสิทธิมนุษยชน และพร้อมสนับสนุนเงินทุน รวมถึงกดดันให้หน่วยงานต่าง ๆ ปฏิบัติหน้าที่อย่างจริงจัง

แพลตฟอร์มคริปโตไทยถูกใช้เป็นช่องทางการฟอกเงิน 

มหาวิทยาลัยเท็กซัส เมืองออสติน สหรัฐฯ รายงานว่า องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ใช้วิธีกระจายเงินที่หลอกลวงเหยื่อมายังแพลตฟอร์มคริปโตในภูมิภาคเอเชีย ตอ.ต หลายแห่ง ซึ่งมีแพลตฟอร์ม Bitkub ของไทยเกี่ยวข้องด้วย โดยใช้วิธีโอนคริปโต เช่น USDT จากแพลตฟอร์มต่างประเทศเข้าสู่แพลตฟอร์มไทย เพื่อแปลงเป็นเงินบาทและถอนออกผ่านบัญชีม้าของธนาคารพาณิชย์ในไทย ซึ่งเหตุผลที่องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติเลือกใช้แพลตฟอร์มคริปโตในภูมิภาคเอเชีย ตอ.ต เนื่องจาก 1) อยู่นอกเขตอำนาจของหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ และ 2) มาตรฐานการตรวจสอบและยืนยันตัวตนยังอยู่ในระดับต่ำ

จีนเร่งเชื่อมโยงรถไฟความเร็วสูงกับประเทศเพื่อนบ้าน

ถ้อยแถลงของนาย Zhang Guoqing รอง นรม.จีน ในพิธีเปิด World Congress on High-Speed Rail ครั้งที่ 12 เมื่อ 10 ก.ค.68 ที่กรุงปักกิ่ง ว่า จีนจะส่งเสริมให้รถไฟความเร็วสูงเป็นหลักในการขับเคลื่อนโครงการ Belt and Road Initiative โดยจะเพิ่มการสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการฝึกอบรมทักษะให้โครงการรถไฟความเร็วสูงในต่างประเทศ ซึ่งจีนจะยังคงเดินหน้าโครงการรถไฟสำคัญ เช่น รถไฟฮังการี-เซอร์เบีย รถไฟจีน-คีร์กีซสถาน-อุซเบกิสถาน และรถไฟจีน-ไทย พร้อมมีส่วนร่วมในการกำหนดมาตรฐานด้านระบบราง ทั้งนี้ โครงการรถไฟความเร็วสูงจีน-ไทย ได้รับการอนุมัติระยะที่ 2 เมื่อต้นปี 2568 และคาดว่าจะเริ่มให้บริการในปี 2573 โดยโครงการล่าช้าไปเกือบ 10 ปีจากแผนเดิม เนื่องจากการก่อสร้างล่าช้า  ปัญหาการเงินและการออกแบบ รวมถึงผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19

กัมพูชาและเมียนมาฉลองวาระครบรอบความสัมพันธ์ 70 ปี

ผู้นำกัมพูชาและผู้นำเมียนมาเมื่อ 12 กรกฎาคม 2568 แลกเปลี่ยนหนังสือแสดงความยินดีและร่วมกันฉลองวาระครบรอบ 70 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน โดยต่างฝ่ายต่างกล่าวถึงความเป็นมิตร และความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยาวนาน รวมทั้งจะส่งเสริมความร่วมมือดังกล่าวให้ใกล้ชิดกัน เพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติต่อไป ทั้งนี้ รัฐบาลกัมพูชาและรัฐบาลเมียนมาสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการระหว่างกันเมื่อ 12 กรกฎาคม 2498 ปัจจุบันทั้ง 2 ประเทศจะมีความสัมพันธ์ทางการทูตที่ดีระหว่างกัน และพยายามขยายความร่วมมือด้านการค้า การท่องเที่ยว และการแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง แต่เผชิญอุปสรรค เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศไม่มีพรมแดนติดกัน และสถานการณ์การเมืองภายในเมียนมาที่ยังมีความขัดแย้ง ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำรัฐบาลกัมพูชากับเมียนมาค่อนข้างใกล้ชิด เฉพาะอย่างยิ่งภายหลังเมียนมามีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชาและอดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้นำในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนคนแรกที่เยือนเมียนมาเมื่อปี 2565 เพื่อพบกับพลเอกอาวุโสมินอองไหลง์ ประธานสภาบริหารแห่งรัฐ (SAC) และ ผบ.ทสส. ในช่วงที่หลายประเทศระมัดระวังการเยือนเมียนมา เนื่องจากอาจเท่ากับการรับรองสถานะของ SAC รวมทั้งสนับสนุนการใช้มาตรการรุนแรงปราบปรามความเคลื่อนไหวของประชาชนชาวเมียนมาที่ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ที่ผ่านมา รัฐบาลกัมพูชาและรัฐบาลเมียนมาหารือกันอย่างใกล้ชิด โดยส่งเจ้าหน้าที่และผู้แทนระดับสูงแลกเปลี่ยนการเยือนเพื่อเน้นย้ำความร่วมมือในฐานะประเทศที่เป็นมิตรต่อกัน ซึ่งเมื่อปี 2567 กัมพูชากับเมียนมามีภาพลักษณ์ความสัมพันธ์ที่ดีอย่างมากจนเรียกว่าเป็นความสัมพันธ์พิเศษ (special relationship) โดยมีแนวโน้มจะขยายความร่วมมือด้านการทหารและความมั่นคงระหว่างกันด้วย ทั้งนี้ แม้ว่ากัมพูชาจะเน้นย้ำความสัมพันธ์ที่ดีต่อเมียนมา แต่ก็เห็นด้วยกับการขับเคลื่อนแนวทางของอาเซียนที่ต้องการให้เมียนมามีสันติภาพและเสถียรภาพทางการเมืองโดยเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้เมียนมากลายเป็นแหล่งอาชญากรรมข้ามชาติ นอกจากนี้…

ผู้นำสหรัฐฯ จะขึ้นภาษีตอบโต้ EU และเม็กซิโกร้อยละ 30

สื่อต่างประเทศติดตามนโยบายภาษีตอบโต้ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยล่าสุเเมื่อ 13 กรกฎาคม 2568 ประกาศว่าจะขึ้นภาษีตอบโต้สินค้านำเข้าจากสหภาพยุโรป (EU) และเม็กซิโกร้อยละ 30 เริ่มต้นใน 1 สิงหาคม 2568 เพื่อปกป้องผลประโยชน์ด้านการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ตามนโยบาย America First ซึ่งปัจจุบันผู้นำสหรัฐฯ ส่งหนังสือให้ประเทศคู่ค้า 24 ประเทศและ EU ให้เตรียมความพร้อมรับมือกับมาตรการภาษีตอบโต้ดังกล่าวแล้ว ประเทศคู่ค้าของสหรัฐฯ ส่วนใหญ่แสดงความผิดหวังและไม่พอใจสหรัฐฯ ที่ไม่ลดอัตราภาษี ทั้งที่หลายประเทศส่งผู้แทนไปเจรจากับสหรัฐฯ แล้ว ปัจจุบัน ประเทศที่ได้รับหนังสือจากผู้นำสหรัฐฯ เพื่อแจ้งอัตราภาษีอย่างเป็นทางการ ได้แก่ บราซิลร้อยละ 50 เมียนมาและลาวร้อยละ 40 ไทยและกัมพูชาร้อยละ 36 แคนาดา เซอร์เบียและบังกลาเทศร้อยละ 35 อินโดนีเซียร้อยละ 32 สหภาพยุโรป อัลเจเรีย อิรัก ลิเบีย เม็กซิโก แอริกาใต้ ศรีลังกาและบอสเนียร้อยละ 30 ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มอลโดวา…