วิกฤตการเมืองฝรั่งเศส หลังนายกรัฐมนตรีคนที่ 5 ในรอบไม่ถึง 2 ปี ลาออก

  สถานการณ์การเมืองฝรั่งเศสค่อนข้างน่าวิตกกังวล เนื่องจากมีรายงานว่า นายกรัฐมนตรีเซบาสเตียง เลอคอร์นู ลาออกจากตำแหน่งหลังจากเข้ารับตำแหน่งและแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีได้ไม่นาน ทำให้เป็นนายกรัฐมนตรีฝรั่งเศสที่อยู่ในตำแหน่งระยะสั้นที่สุดในประวัติศาสตร์ ปัจจุบันสื่อต่างประเทศรายงานสาเหตุการลาออก คาดว่าเป็นเพราะเผชิญแรงกดดันทางการเมืองอย่างมาก ตั้งแต่กันยายน 2568 เนื่องจากถูกวิจารณ์ว่าไม่เหมาะสมและเป็นบุคคลใกล้ชิดกับประธานาธิบดีฝรั่งเศส รวมทั้งคัดค้านการแต่งตั้งบุคคลดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ นายกรัฐมนตรีคนล่าสุดยังไม่ได้รับความร่วมมือจากฝ่ายนิติบัญญัติฝรั่งเศสในการอนุมัติร่างงบประมาณด้วย ทำให้อนาคตการทำงานในฐานะผู้นำรัฐบาล ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองวิกฤต มีแนวโน้มจะยากลำบาก เป็นผลให้นายกรัฐมนตรีเซบาสเตียง เลอคอร์นู ประกาศลาออกจากตำแหน่งทันที หลังเสร็จสิ้นการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมาชิกเดิมจากคณะรัฐมนตรีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศสยอมรับการตัดสินใจดังกล่าว แต่ประธานาธิบดีมาครงมอบหมายให้นายเซบาสเตียง เลอคอร์นู    จัดการประชุมหารือเพื่อกำหนดแนวทางบริหารประเทศท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองใน 8 ตุลาคม 2568 เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศ นอกจากนี้ สื่อยังรายงานว่าประธานาธิบดีมาครงมีอำนาจในการแต่งตั้งให้นาย เซบาสเตียง เลอคอร์นู กลับไปรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง เพื่อรักษาพันธมิตรทางการเมือง ในห้วงที่ปัจจุบัน รัฐสภาฝรั่งเศสมีความแตกแยกอย่างมากระหว่างกลุ่มอนุรักษ์นิยมสุดโต่งและกลุ่มเสรีนิยมสุดโต่ง ทำให้เป็นอุปสรรคในการอนุมัติงบประมาณเพื่อดำเนินนโยบายสำคัญในประเทศ จุดเริ่มต้นของวิกฤตการเมืองในฝรั่งเศสครั้งนี้ เป็นผลจากกรณีประธานาธิบดีมาครงประกาศยุบสภาแบบเร่งด่วน และจัดการเลือกตั้งเมื่อ มิถุนายน 2567 เพื่อแก้ไขสถานการณ์ความมั่นคงทางการเมืองเพราะพรรคการเมืองฝ่ายเสรีนิยมแพ้การเลือกตั้งให้กับกลุ่มอนุรักษ์นิยม ในการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภายุโรป ดังนั้น การยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ในระยะเวลาสั้น ๆ จึงถือว่าเป็นเกมส์การเมืองเพื่อรักษาอำนาจ ทำให้ฝ่ายค้านและกลุ่มอนุรักษ์นิยมไม่พอใจอย่างมาก และมีความพยายามเรียกร้องให้ประธานาธิบดีมาครงลาออกจากตำแหน่งมาโดยตลอด แม้ว่าประธานาธิบดีมาครงจะพยายามรักษาบรรยากาศทางการเมืองด้วยการแต่งตั้งผู้แทนจากฝ่ายอนุกรักษ์นิยมให้รับตำแหน่งสำคัญในคณะรัฐมนตรีแล้วก็ตาม แต่ไม่สามารถบรรเทาความขัดแย้งทางการเมืองได้ เพราะยังมีการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากบุคคลใกล้ชิดของประธานาธิบดีมาครง นอกจากนี้…

อิสราเอลโจมตีฉนวนกาซา ก่อนการเจรจาที่อียิปต์

  ทั่วโลกติดตามความคืบหน้าสถานการณ์ความมั่นคงในฉนวนกาซา เนื่องจากจะมีการเจรจาระหว่างผู้แทนอิสราเอลและกลุ่มฮะมาสที่อียิปต์ใน 6 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นผลจากการที่สหรัฐฯ ยื่นข้อเสนอ 20 ประการเพื่อยุติความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮะมาส และกลุ่มฮะมาสแสดงท่าทีตอบรับข้อเสนอบางส่วนเมื่อ 3 ตุลาคม 2568 ส่งผลให้นานาชาติคาดหวังให้มีการเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้งเพื่อให้ยุติสงคราม อย่างไรก็ตาม มีรายงานเมื่อ 5 ตุลาคม 2568 ว่า กองทัพอิสราเอลโจมตีทางอากาศในพื้นที่ฉนวนกาซาอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง ด้านโฆษกรัฐบาลอิสราเอลระบุว่าไม่มีการทำข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกัน ดังนั้น กองทัพอิสราเอลมีสิทธิปฏิบัติการโจมตีในพื้นที่ดังกล่าวเพื่อปกป้องความมั่นคง สหรัฐฯ ไม่พอใจและวิจารณ์ว่าปฏิบัติการการที่อิสราเอลโจมตีฉนวนกาซาอย่างต่อเนื่อง และทำให้มีรายงานชาวปาเลสไตน์ที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ จะเป็นอุปสรรคต่อการเจรจา เพื่อช่วยเหลือตัวประกันในฉนวนกาซา เพราะการโจมตีจะขัดขวางกระบวนการช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางให้ตัวประกันที่คาดว่ายังมีอยู่ชีวิตอยู่อีก 20 คน รวมทั้งเป็นอุปสรรคต่อการเดินหน้าแผนสร้างสันติภาพ ตลอดจนทำให้ความพยายามของประเทศในตะวันออกกลางที่โน้มน้าวให้กลุ่มฮะมาสยอมรับข้อตกลงดังกล่าวได้ล้มเหลว แม้อิสราเอลจะยังปฏิบัติการโจมตีต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันมีรายงานจำนวนผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลในฉนวนกาซาแล้วอย่างน้อย 67,000 คน แต่ก็ยังให้ความสำคัญกับการเจรจา โดยส่งคณะผู้แทนไปร่วมการเจรจาที่อียิปต์ ซึ่งจะได้พบหารือกับผู้แทนจากสหรัฐฯ และกาตาร์ สหรัฐฯ และประชาคมระหว่างประเทศ คาดหวังให้การเจรจาครั้งนี้ เป็นขั้นตอนสำคัญสู่การทำข้อตกลงหยุดยิง  แต่ผู้เชี่ยวชาญยังไม่เชื่อมั่นว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิง เนื่องจากกลุ่มฮะมาสยังไม่ตอบรับเงื่อนไขการวางอาวุธ ส่วนอิสราเอลก็ยังไม่ตอบรับว่าจะถอนกำลังทหารออกจากฉนวนกาซาทั้งหมด เพื่อให้กองกำลังของประเทศอาหรับเข้าไปรักษาความมั่นคงในพื้นที่ นอกจากนี้ ยังมีสถานการณ์การประท้วงต่อต้านอิสราเอลและสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ในหลายประเทศ…

ซีเรียจัดการเลือกตั้งครั้งแรก หลังการโค่นล้มอดีตผู้นำ

ซีเรียจัดการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกใน 5 ตุลาคม 2568 หลังจากการโค่นล้มอำนาจอดีตประธานาธิบดีบะชาร อัลอะซัด เมื่อ ธันวาคม 2567 การเลือกตั้งครั้งนี้จะยังไม่จัดขึ้นทั่วประเทศ และไม่ใช่การลงคะแนนเสียงจากประชาชนโดยตรง เนื่องจากจะมีคณะผู้เลือกตั้ง (electoral colleges) ทำหน้าที่ตัวแทนประชาชนไปลงคะแนนเลือกผู้แทนทำหน้าที่ในรัฐสภา จำนวน 140 ที่นั่งจาก 210 ที่นั่ง ส่วนอีก 70 ที่นั่งจะเป็นผู้แทนที่มาจากการแต่งตั้งโดยรัฐบาลรักษาการ นำโดยประธานาธิบดีอะห์มัด อัชชะระอ์ ซึ่งครองตำแหน่งผู้นำทางการเมืองของซีเรียมาตั้งแต่โค่นล้มอำนาจอดีตประธานาธิบดี ประธานาธิบดีบะชาร อัลอะซัด และยุติสงครามกลางเมืองที่ยาวนานกว่า 13 ปี การเลือกตั้งดังกล่าวมีความสำคัญต่อการเมืองซีเรีย รวมทั้งการแสดงจุดยืนในเวทีระหว่างประเทศ เนื่องจากรักษาการประธานาธิบดีซีเรียกล่าวย้ำในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (UNGA) เมื่อกันยายน 2568 ว่า จะฟื้นฟูซีเรียขึ้นใหม่ให้มีกฎหมายชัดเจนและให้เป้นประเทศที่เคารพหลักสิทธิมนุษยชน แต่อาจถูกวิจารณ์เชิงลบจากนานาชาติ เนื่องจากซีเรียไม่ได้จัดการเลือกตั้งดังกล่าวในบางพื้นที่ที่พิจารณาแล้วว่ามีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย เช่น ในพื้นที่ที่มีกองกำลังต่อต้านรัฐบาลปกครองอยู่ ในจังหวัด Sweida  ซึ่งเป็นพื้นที่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มชาวดรูซ (Druze) รวมทั้งจังหวัด Raqqa และเมือง Hassakeh ซึ่งบางส่วนกองกำลังประชาธิปไตยซีเรีย (Syrian Democratic Forces-SDF) ของชาวเคิร์ด…

การค้ามนุษย์ในกัมพูชาเชื่อมโยงกับการหลอกลวงทางออนไลน์

รายงานประจำปีของสหรัฐฯ เกี่ยวกับสถานการณ์การค้ามนุษย์ และ Amnesty International (AI) ยืนยันว่า การค้ามนุษย์ในกัมพูชามีความเชื่อมโยงกับการหลอกลวงทางออนไลน์ โดยรายงานประจำปีของสหรัฐฯ เกี่ยวกับสถานการณ์การค้ามนุษย์ ซึ่งเผยแพร่เมื่อ 29 กันยายน 2568 จัดให้กัมพูชาอยู่ในกลุ่มต่ำสุดที่ไม่ได้มาตรฐานในการกวาดล้างการค้ามนุษย์ หรือ Tier 3  ซึ่งกัมพูชาอยู่ในกลุ่มนี้ต่อเนื่องเป็นปี ที่ 4  ทำให้เป็นสัญญาณว่า สหรัฐฯ จะใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างในการกดดันกัมพูชา เช่น การให้ความช่วยเหลือ และความร่วมมือ และรุนแรงจนถึงการคว่ำบาตร เป็นต้น รายงานฯ ของสหรัฐฯ เห็นว่า การค้ามนุษย์ในกัมพูชาที่เชื่อมโยงกับการหลอกลวงทางออนไลน์ นั้น มีเจ้าหน้าที่ของรัฐทำการข่มขู่ เหยื่อ และพยาน รวมทั้งมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยการเข้าไปปกป้องการทำธุรกิจนี้  นอกจากนี้ กัมพูชายังไม่มีความคืบหน้าในการใช้นโยบายเกี่ยวกับการกวาดล้างการค้ามนุษย์อย่างชัดเจน   ผู้ดำเนินธุรกิจนี้ในกัมพูชามีการกักเหยื่อค้ามนุษย์ไว้ทำงาน หรือหาผลประโยชน์ด้วยให้หลอกลวงเหยื่อทางออนไลน์ พร้อมกับได้รับการเตือนล่วงหน้า หากเจ้าหน้าที่เข้าไปกวาดล้าง หรือหากมีการกวาดล้างได้ ธุรกิจการหลอกลวงทางออนไลน์ที่มีความเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ก็กลับไปเปิดใหม่ธุรกิจผิดกฎหมายดังกล่าวได้อีกในไม่นานนัก หลังจากจ่ายค่าปรับ รายงานของสหรัฐฯ อ้างตัวเลขของ NGOs ว่า มีแรงงานที่เป็นเหยื่อจากการถูกบังคับใช้แรงงานถึง 150,000 ราย ใน 350…

ปาปัวนิวกินีลงนามสนธิสัญญาป้องกันประเทศร่วมกับออสเตรเลีย

นายกรัฐมนตรีเจมส์ มาราเป ของปาปัวนิวกินี แถลงเมื่อ 2 ตุลาคม 2568 ว่า คณะรัฐมนตรีปาปัวนิวกีนีอนุมัติให้ผู้นำเตรียมลงนามสนธิสัญญาป้องกันประเทศร่วมกับออสเตรเลีย (Mutual Defence Treaty) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “สนธิสัญญา Pukpuk” (Pukpuk Treaty) โดยสนธิสัญญานี้จะยกระดับความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงระหว่างสองประเทศให้เป็น “พันธมิตรอย่างเป็นทางการ“ ซึ่งเป็นสนธิสัญญาพันธมิตรใหม่ฉบับแรกของออสเตรเลียในรอบกว่า 70 ปี (สนธิสัญญาพันธมิตรอื่น ๆ คือ ANZUS กับสหรัฐฯ และนิวซีแลนด์) ซึ่งนายกรัฐมนตรีของปาปัวนิวกีนีและออสเตรเลียจะลงนามร่วมกันใน 6 กันยายน 2568 และรัฐสภาทั้งสองประเทศจะต้องผ่านการให้สัตยาบันจึงจะมีผลบังคับใช้ สนธิสัญญาป้องกันประเทศร่วม หรือ Pukpuk Treaty กำหนดให้ทั้งออสเตรเลียและปาปัวนิวกีนีต้องให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในกรณีที่มีการโจมตีทางทหารเกิดขึ้นกับประเทศใดประเทศหนึ่ง โดยสนธิสัญญาดังกล่าวยังเพิ่มการบูรณาการด้านอาวุธยุทโธปกรณ์และบุคลากรทางทหารระหว่างออสเตรเลีย และปาปัวนิวกีนี ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ชาวปาปัวนิวกีนีมากถึง 10,000 คนสามารถเข้าร่วมกับกองกำลังป้องกันประเทศออสเตรเลีย (Australian Defence Force – ADF) ภายใต้ “ข้อตกลงคู่ขนาน” (dual arrangements) และอาจเป็นช่องทางสู่การได้รับสัญชาติออสเตรเลีย ทั้งนี้ กองทัพปาปัวนิวกีนีจะได้ประโยชน์จากสนธิสัญญานี้…

รัฐบาลฝรั่งเศสส่งเสริมให้ใช้แอปแชท “Tchap” เพื่อรักษาความปลอดภัยข้อมูลสำคัญ

              นายกรัฐมนตรีฟรองซัวส์ เบย์รู ของฝรั่งเศสออกมาตรการ เมื่อห้วงกันยายน 2568 บังคับให้เจ้าหน้าที่ภาครัฐใช้งานแอปพลิเคชันแชท “Tchap” ที่พัฒนาโดยฝรั่งเศส สำหรับการสื่อสารในงานราชการทั้งหมด เพื่อปกป้องและรักษาความปลอดภัยของข้อมูล รวมถึงส่งเสริมความเป็นอิสระทางเทคโนโลยี คำสั่งดังกล่าวมีขึ้นภายหลังจากที่ทางการฝรั่งเศสสั่งห้ามการใช้แอปพลิเคชันส่งข้อความจากต่างประเทศ อาทิ WhatsApp Signal หรือ Telegram สำหรับการสื่อสารที่เป็นทางการเนื่องจากมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย Tchap (อ่านว่า ‘แช็ป’) แอปพลิเคชันส่งข้อความโต้ตอบแบบทันทีที่มีการเข้ารหัส (Secure Instant Messaging App) ที่รัฐบาลฝรั่งเศสพัฒนาขึ้นเป็นการภายในและเป็นของรัฐ (Home-grown, State-owned) โดย DINUM หรือหน่วยงานกลางของรัฐบาลฝรั่งเศส ที่มีบทบาทเป็นผู้นำด้านดิจิทัลของประเทศ และกำกับดูแลด้วยหน่วยงานแห่งชาติเพื่อความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศของฝรั่งเศส หรือ ANSSI อย่างไรก็ดี แอปพลิเคชันดังกล่าวยังสงวนไว้เฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐและข้าราชการพลเรือนของฝรั่งเศสเท่านั้น การลงทะเบียนจะต้องใช้อีเมลที่ออกให้หน่วยงานของรัฐบาล (เช่น @gouv.fr) ปัจจุบันมีผู้ใช้งาน Tchap แล้วประมาณ 300,000 คน ให้แพร่หลายมากขึ้นในหมู่เจ้าหน้าที่รัฐ ที่มีอยู่ประมาณ 5.7 ล้านคน นอกจากแอปพลิเคชันดังกล่าว ฝรั่งเศสยังมีแอปแชทที่พัฒนาโดยตนเองอีก คือ…

อาวุธจากจีนเป็นจุดเปลี่ยนสงครามไทย-กัมพูชา 

นสพ.The New York Times ของสหรัฐฯ เผยแพร่บทความระบุ อาวุธจากจีนเป็นจุดเปลี่ยนของสงครามระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยอ้างรายงานข่าวกรองทางทหารของไทยว่า เมื่อ มิ.ย. 68 จีนได้ขนส่งจรวด กระสุนปืนใหญ่ และปืนครก ไปยังกัมพูชา จำนวน 42 ตู้คอนเทนเนอร์ โดยจัดเก็บไว้ใกล้กับฐานทัพเรือเรียม และต่อมาอาวุธดังกล่าวถูกลำเลียงไปยังชายแดนทางเหนือของกัมพูชาซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทกับไทย สอดคล้องกับข้อมูลของกลุ่มสิทธิมนุษยชน Fortify Rights ที่ระบุว่า จรวดที่กัมพูชาใช้โจมตีไทยส่วนใหญ่มาจากจีน รายงานการขนส่งอาวุธดังกล่าว ทำให้ความพยายามของจีนที่จะแสดงบทบาทเป็นคนกลางผลักดันสันติภาพในเอเชีย ตอ.ต.ซับซ้อนยิ่งขึ้น ด้านนักวิเคราะห์แสดงความเห็นว่า การส่งมอบอาวุธน่าจะต้องได้รับการอนุมัติจากผู้นำระดับสูงของจีน และด้วยการสนับสนุนจากจีน อาจทำให้นายฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา มั่นใจว่ากัมพูชาอยู่ในสถานะที่แข็งแกร่งกว่าในอดีต ส่งผลให้ความขัดแย้งครั้งนี้ค่อนข้างรุนแรง เพราะมีการใช้อาวุธหนักแทนการใช้ปืนไรเฟิลและปืนเล็ก โดยในปี 2554 ที่เกิดเหตุการณ์ปะทะครั้งใหญ่ระหว่างกัมพูชากับไทย กัมพูชาเผชิญกับปัญหาขาดแคลนอาวุธ ซึ่งผลักดันให้กัมพูชากระชับความสัมพันธ์ทางทหารกับจีน หลังจากนั้นจีนได้กลายเป็นผู้สนับสนุนทางทหารหลักของกัมพูชา ทั้งสองประเทศได้จัดการฝึกซ้อมรบประจำปีร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ และในปี 2561 จีนยังให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่กัมพูชามากกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  ปัจจุบันอาวุธส่วนใหญ่ในคลังของกัมพูชามาจากจีน

สินค้าจีนมีแนวโน้มทะลักเข้าไทยมากขึ้นจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของจีน

ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดระบุว่า สินค้าจากจีนมีแนวโน้มไหลทะลักเข้าสู่ไทย และภูมิภาคเอเชีย ตอ.ต.  ซึ่งมีปัจจัยมาจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจีน โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาวิกฤตของภาคอสังหาริมทรัพย์และการฟื้นฟูการบริโภคภายในประเทศ ผ่านมาตรการต่าง ๆ เช่น การปรับโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ค้างอยู่ให้กลายเป็นพื้นที่ค้าปลีก การเพิ่มเงินอุดหนุนแก่ผู้ประกอบการและประชาชน โดยมาตรการดังกล่าวส่งผลให้เกิดการผลิตสินค้าเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก แต่ด้วยกำลังซื้อในประเทศยังไม่เพียงพอ ประกอบกับการส่งออกไปยังตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ เผชิญกับการปรับขึ้นภาษี ทำให้ผู้ประกอบการจีนต้องหาตลาดรองเพื่อระบายสินค้าส่วนเกิน โดยเฉพาะอาเซียนและไทย ซึ่งยังกลายเป็นพื้นที่ประกอบชิ้นส่วนและขนส่งต่อเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีของสหรัฐฯ อีกด้วย นอกจากนี้ จีนยังลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการกระจายสินค้าในพื้นที่ชนบท ซึ่งช่วยให้ผู้ค้าออนไลน์ในชนบทกว่า 20 ล้านราย สามารถส่งออกสินค้าได้ในราคาถูก ขณะที่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของจีนยังใช้ระบบอัลกอริทึม และเครือข่ายในการกระจายสินค้าเพื่อผลักดันสินค้าจีนให้เข้าถึงผู้บริโภคในต่างประเทศได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้สินค้าไทยเสียเปรียบในการแข่งขันด้านราคา ซึ่งสร้างความเสียหายต่อผู้ค้ารายย่อยไทยอย่างมาก

ภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกไทยอาจได้รับผลกระทบจากชัตดาวน์สหรัฐฯ

หลายภาคส่วนเศรษฐกิจให้ความสนใจต่อกรณีรัฐบาลสหรัฐฯ อยู่ในภาวะปิดทำการ (ชัตดาวน์) โดยประเด็นที่หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่าจะส่งผลกระทบต่อไทย คือ ปัญหาเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจนำไปสู่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันให้เงินบาทอยู่ในทิศทางแข็งค่าต่อไป ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวไทยที่จะชะลอตัวมากขึ้น เพราะมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น และส่งผลต่อภาคการส่งออกไทยเพราะสินค้าจะสามารถแข่งขันในตลาดได้ยากขึ้นจากราคาที่แพงขึ้น กับทั้งอาจได้รับคำสั่งซื้อจากสหรัฐฯ ลดลงตามกำลังซื้อของผู้บริโภคสหรัฐฯ ที่ชะลอตัว นอกจากนี้ การส่งออกสินค้าไทยไปยังสหรัฐฯ อาจล่าช้าจากการขาดแคลนเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบเอกสารสินค้านำเข้า ซึ่งทั้งหมดทำให้ไทยมีความเสี่ยงสูญเสียมูลค่าการส่งออกไปยังสหรัฐฯ สูงถึง ๑๐,๖๘๐ ล้านบาทต่อเดือน

ไทยเสี่ยงถูกขึ้นบัญชีประเทศแทรกแซงค่าเงินจากสหรัฐฯ

  ภาคส่วนเศรษฐกิจ ได้แก่ กกร. และศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ SCB EIC ยังคงให้ความสนใจกับสถานการณ์ค่าเงินบาทแข็งค่า โดยเตือนว่าการแข็งค่าของเงินบาทเป็นปัจจัยกดดันทางเศรษฐกิจเพิ่ม  (Shock Amplifier) ที่จะซ้ำเติมความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวที่อยู่ในภาวะอ่อนแออยู่แล้ว ขณะเดียวกันยังเตือนว่า การแทรกแซงค่าเงินของ ธปท. อาจทำได้อย่างจำกัด เนื่องจากไทยเสี่ยงที่จะถูกสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีเป็นประเทศที่แทรกแซงค่าเงิน (FX Manipulator) โดยไทยเข้าข่ายเกณฑ์ แล้วในประเด็นการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดเกินร้อยละ 3 ของ GDP และการเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ   ส่วนเกณฑ์ที่เหลือที่ไทยต้องเฝ้าระวังคือ การแทรกแซงค่าเงิน ส่งผลให้การเข้าดูแลค่าเงินบาทจำเป็นต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง เพื่อหลีกเลี่ยงการทำให้ถูกขึ้นบัญชีเป็นประเทศแทรกแซงค่าเงิน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนกับสหรัฐฯ ในอนาคต