UNHCR กังวลต่อการอพยพของชาวโรฮีนจา

ความเคลื่อนไหวและการอพยพของชนกลุ่มน้อยและผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจา ยังคงได้รับความสนใจจากองค์กรปกป้องสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ได้แก่ สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (United Nations High Commissioner for Refugees – UNHCR) และองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (International Organization for Migration- IOM) (IOM) เมื่อ 14 เมษายน 2569 มีถ้อยแถลงแสดงความกังวลต่อความปลอดภัยของชาวโรฮีนจาที่อพยพจากบังกลาเทศ ไปมาเลเซียผ่านทะเลอันดามัน เนื่องจากเผชิญอันตราย และล่าสุดมีข้อมูลว่าชาวโรฮีนจามากกว่า 250 คน สูญหายระหว่างการอพยพทางทะเล เพราะเผชิญพายุรุนแรง ทำให้เรืออับปาง เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นตัวอย่างที่ UNHCR เรียกร้องให้ทั่วโลกให้ความสำคัญกับการปกป้องชนกลุ่มน้อยที่ผลัดถิ่น รวมทั้งเร่งแก้ไขปัญหาให้ชาวโรฮีนจา ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมในเมียนมาที่ต้องลี้ภัยไปยังประเทศอื่น ๆ ผ่านการเดินเรือ สาเหตุที่ทำให้ชาวโรฮีนจาต้องเดินทางออกจากบังกลาเทศ ทั้งที่มีค่ายผู้อพยพในเมือง Cox’s Bazar ช่วยเหลือชาวโรฮีนจาที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ด้านความมั่นคงและการเลือกปฏิบัติในเมียนมา เนื่องจากปัจจุบันค่ายผู้อพยพชาวโรฮีนจาในบังกลาเทศประสบปัญหาแออัดอย่างมาก ขณะที่องค์กรระหว่างประเทศไม่มีเงินทุนเพียงพอที่จะสนับสนุนการเดินทางอย่างปลอดภัย หรือพัฒนาคุณภาพชีวิตในค่ายผู้อพยพ ทำให้ผู้ลี้ภัยจำนวนมากต้องการเดินทางไปตั้งถิ่นฐานในประเทศอื่น ๆ ได้แก่ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ความปลอดภัยและสิทธิของชาวโรฮีนจาได้รับความสนใจจากสื่อต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง หลังจากรัฐบาลเมียนมาปฏิบัติการทางทหารเพื่อความมั่นคงในรัฐยะไข่เมื่อปี 2560…

แนวโน้มการผลักดันการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านรอบใหม่

ปากีสถานเดินหน้าแสดงบทบาทสนับสนุนและผลักดันแนวทางการเจรจาเพื่อยุติสงครามและความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน โดยมีรายงานเมื่อ 15 เมษายน 2569 ว่า รัฐบาลปากีสถานพยายามโน้มน้าวอิหร่านและสหรัฐฯ ให้ส่งผู้แทนเข้าร่วมการเจรจารอบใหม่ เพื่อลดระดับความตึงเครียด หลังจากการเจรจาครั้งที่ผ่านมาเพื่อยุติความขัดแย้ง ไม่สำเร็จ และทำให้ผู้นำสหรัฐฯ ขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซเพื่อกดดันอิหร่านมากขึ้น จนทำให้สถานการณ์ความมั่นคงโลกและพลังงานไม่แน่นอน สหรัฐฯ-อิหร่านอยู่ระหว่างปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง จนถึง 22 เมษายน 2569 คาดว่าเป็นเหตุผลที่ทำให้ปากีสถานต้องเร่งให้ทั้ง 2 ฝ่ายมีความคืบหน้าในการเจรจากัน โดยคาดหวังให้มีการขยายมาตรการหยุดยิง เพื่อควบคุมผลกระทบจากสงคราม ประเด็นที่น่าสนใจ คือ ปากีสถานเลือกใช้ความสัมพันธ์ทางทหารและกองทัพกับอิหร่าน เป็นช่องทางการประสานงานหลัก เนื่องจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงคุ้นเคยและใกล้ชิดกันเป็นอย่างดี ซาอุดีอาระเบีย มหาอำนาจในภูมิภาคตะวันออกกลาง พยายามแสดงบทบาทเช่นกัน โดยมีรายงานว่าซาอุดีอาระเบียได้เจรจากับปากีสถาน เพื่อให้โน้มน้าวผู้แทนของประเทศคู่ขัดแย้งไปเจรจากันทีเมืองเจดดาห์ เมืองสำคัญบริเวณชายฝั่งของซาอุดีอาระเบีย แต่โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้มุมมองว่าการเจรจากับอิหร่านมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นที่กรุงอิสลามาบัดของปากีสถานเช่นเดิม เช่นเดียวกับรองประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก็ได้มีการหารือกับประธานรัฐสภาอิหร่าน เพื่อลดความตึงเครียดในภูมิภาค นักวิชาการอิหร่านประเมินว่า ความเป็นไปได้ที่รัฐบาลและกองทัพอิหร่านจะเจรจา ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข ก็คืออิหร่านต้องมีสิทธิ์ป้องกันตนเอง รวมทั้งยังไม่ยอมรับข้อเสนอของสหรัฐฯ ที่ยืนยันต้องการให้อิหร่านยุติการพัฒนานิวเคลียร์ ขณะเดียวกันอิหร่านก็ยังมีขีดความสามารถด้านการทหารและกองทัพมากพอที่จะต้านทานการปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ได้ ล่าสุดเมื่อ 15 เมษายน 2569 ผู้นำสูงสุดของอิหร่านขู่จะจมเรือรบของสหรัฐฯ หากเข้าไปปิดช่องทางสัญจรในช่องแคบฮอร์มุซ ด้านประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยอมรับว่าความตึงเครียดในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลกและราคาพลังงานในสหรัฐฯ…

ช่องแคบฮอร์มุซ : ตัวประกันของสงคราม

ความเข้มข้นในการใช้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นตัวประกันของความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางกลับมาเข้มข้นอีกครั้ง หลังจากการเจรจาที่ปากีสถานระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน เมื่อ 11 เมษายน 2569  ล้มเหลว โดยรองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์ ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะเจรจาแถลงว่า สหรัฐฯ ได้ยื่นข้อเสนอที่ดีที่สุดให้กับอิหร่านแล้วในเรื่องการระงับการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ แต่อิหร่านปฏิเสธ อย่างไรก็ดี นายกรัฐมนตรีปากีสถาน ซึ่งได้พบกับผู้แทนอิหร่านที่เข้าร่วมเจรจาภายหลังการหารือ เปิดเผยว่า ปากีสถานยังมีความพยายามหาทางยุติความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน แม้การหารือเมื่อ 11 เมษายน 2569 ไม่ได้ข้อสรุป ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศที่จะเข้าควบคุมการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ และไม่ต้องการความช่วยเหลือจากประเทศอื่น หลังการเจรจาที่ปากีสถานระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านไม่สามารถบรรลุข้อตกลงใด ๆ  ซึ่งกองบัญชาการกลางของกองทัพสหรัฐฯ (U.S. Central Command – CENTCOM) ได้เริ่มตรวจสอบเรือทุกลำที่เข้า-ออกจากท่าเรือ และชายฝั่งของอิหร่าน รวมถึงท่าเรืออิหร่านในอ่าวอาหรับและอ่าวโอมาน ตั้งแต่ 13 เมษายน 2569 ประธานาธิบดีทรัมป์ขู่ด้วยว่าจะโจมตีเรือของอิหร่าน ด้วยความรวดเร็ว และรุนแรง หากเข้าใกล้พื้นที่ปิดล้อมของสหรัฐฯ หลังจากอ้างว่ากองทัพเรือของอิหร่านถูกสหรัฐฯ โจมตีอย่างหนักก่อนหน้านี้ สมาชิกเนโตจะไม่เข้าร่วมกับสหรัฐฯ ในการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ แต่ยินดีสนับสนุนภารกิจ  ขณะที่สหราชอาณาจักร…

กัมพูชาร่วมมือกับสิงคโปร์ในการเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหาร

การดำเนินนโยบายเกี่ยวพันกับสิงคโปร์ด้วยการร่วมมือในสร้างความมั่นคงด้านอาหาร เป็นกลยุทธ์หนึ่งของกัมพูชาที่ใช้เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการกระชับความสัมพันธ์กับสิงคโปร์  โดยในช่วง เมษายน 2569 กัมพูชาใช้จุดแข็งในด้านการเกษตร ด้วยการทำข้อตกลงกับสิงคโปร์ในการส่งออกข้าว ขณะเดียวกันก็แลกเปลี่ยนการเยือนกับผู้ค้าปลีกของสิงคโปร์ เพื่อเพิ่มโอกาสขายปลีกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารในสิงคโปร์ ทั้งนี้ เมื่อปี 2568 กัมพูชาส่งออกข้าวสารเพิ่มขึ้นจากเมื่อปี 2567  ร้อยละ 45.59 และส่งออกข้าวเปลือกเพิ่มขึ้น ร้อยละ 32.43 ตลาดหลัก ได้แก่ จีน ฮ่องกง อาเซียน (8 ประเทศ) แอฟริกา ตะวันออกกลาง สหรัฐฯ แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ กัมพูชาเป็นประเทศที่สิงคโปร์จัดทำลงนามในบันทึกความร่วมมือ (Memorandum of Cooperation-MOC) เสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหารและการค้าข้าวระหว่างกันเมื่อ 10 เมษายน 2569  จากที่ก่อนหน้านี้ เมื่อปี 2568 สิงคโปร์ได้ทำข้อตกลงลักษณะนี้กับเวียดนาม และไทย โดยสิงคโปร์ต้องการสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซอุปทานอาหาร เพราะสิงคโปร์พึ่งพาการนำเข้าอาหารถึงร้อยละ 90 และเพื่อลดความเสี่ยงความมั่นคงด้านอาหารที่ต้องเผชิญกับภูมิรัฐศาสตร์โลกตึงเครียด เช่น กรณีความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อระหว่างอิสราเอล และสหรัฐฯ กับอิหร่านที่เกิดขึ้นเมื่อ 28…

มาเลเซียจะรับมือกับวิกฤตพลังงานที่จะท้าทายมากขึ้น

มาเลเซียเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ใกล้ชิด และเป็นมิตรกับอิหร่าน จึงใช้ข้อได้เปรียบดังกล่าวพยายามนำเรือขนส่งพลังงานของประเทศ ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ กลับประเทศให้ได้  แม้มาเลเซียจะเป็นประเทศหนึ่งที่ส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว แต่การที่มาเลเซียต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากภูมิภาคตะวันออกกลางถึงร้อยละ 70 ทำให้ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น มาเลเซียจึงเจรจากับอิหร่าน เพื่อนำเรือขนส่งน้ำมันที่ยังค้างอย่างน้อยจำนวน 7 ลำ ผ่านช่องแคบฮอร์มุช ควบคู่ไปกับวางแผนด้านพลังงาน นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซียยืนยันว่าได้หารือกับทั้งประธานาธิบดีอิหร่านเมื่อ 5 เมษายน 2569  และเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำกรุงกัวลาลัมเปอร์ในประเด็นเรือขนส่งน้ำมันของมาเลเซีย ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำกรุงกัวลาลัมเปอร์ได้โพสต์แสดงความยินดีเมื่อ 6 เมษายน 2569 ว่า เรือขนส่งน้ำมันของมาเลเซีย ซึ่งบรรทุกน้ำมันจากอิรักได้แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว นอกจากนี้ ยังมีรายงานเพิ่มเติมว่าเรือบรรทุกน้ำมันของบริษัทน้ำมันแห่งชาติ Petronas ที่บรรทุกน้ำมันดิบจากอิรักจะเดินทางถึงท่าเรือ Pengerang รัฐยะโฮร์ ในกลางเมษายน 2569 อย่างไรก็ดี เรือขนส่งน้ำมันของมาเลเซีย อีก 6 ลำ ที่ค้างอยู่ช่องแคบฮอร์มุซ ที่อิหร่านแจ้งกับมาเลเซียว่าจะสามารถค่อย ๆ เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ อาจไม่ราบรื่น เนื่องจากสถานการณ์ล่าสุด เมื่อ 9 เมษายน 2569  อิหร่านกลับมาปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง เพื่อตอบโต้การที่อิสราเอลโจมตีเลบานอน ซึ่งไม่เป็นไปตามข้อตกลงที่สหรัฐฯ…

สิงคโปร์รับมือราคาพลังงาน : หากความขัดแย้งยืดเยื้อ

สิงคโปร์เตรียมการและวางแผนรับมือล่วงหน้าในการรับมือกับราคาพลังงาน และอาหารระยะยาว เนื่องจากประเมินว่าไม่ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางยืดเยื้อ หรือจะผ่อนคลายลง ราคาพลังงานยังมีแนวโน้มผันผวน และอาจเผชิญภาวะราคาอาหารสูงตามไปด้วย การเปิดช่องแคบฮอร์มุซจะไม่ทำให้การส่งออกพลังงานทำได้รวดเร็ว เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับการผลิตพลังงานถูกทำลายไปมากจากการโจมตีของอิหร่าน เช่น ในซาอุดีอาระเบีย บาห์เรน และคูเวต ขณะที่ ร้อยละ 50 สิงคโปร์ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลาง นาย K. Shanmugam รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของสิงคโปร์ชี้แจงต่อสภาผู้แทน ฯ ของสิงคโปร์ เมื่อ 7 เมษายน 2569 ถึงการวางแผนรับมือกับราคาพลังงาน และค่ากระแสไฟฟ้าที่อาจมีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากกระแสไฟฟ้าของสิงคโปร์ร้อยละ 95 ใช้ก๊าซธรรมชาติผลิต โดยจุดยืนคือ แม้สถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางจะคลี่คลายหรือไม่ก็ตาม สิงคโปร์จะไม่นำพลังงานสำรองออกมาใช้  แต่ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลและบริษัทผู้ผลิตพลังงานจะเพิ่มการสำรองพลังงานทั้งก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันดีเซล แม้ต้องเผชิญกับราคาที่สูงขึ้นในช่วงนี้ ควบคู่ไปกับรักษาระดับราคาก๊าซธรรมชาติในประเทศไม่ให้ผันผวน รวมทั้งรัฐบาลจะใช้งบประมาณ 780 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อแจกเงินสดและคูปองเติมน้ำมันแก่ชาวสิงคโปร์เพื่อบรรเทาผลกระทบระยะสั้น อย่างไรก็ดี สิงคโปร์ไม่เห็นด้วยที่จะมีมาตรการการปันส่วนการใช้น้ำมัน และระงับการส่งออก เนื่องจากสิงคโปร์มีความพร้อม และได้วางแผนระยะยาวไว้แล้วในการนำเข้าพลังงานจากหลากหลายแหล่ง จากการที่สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางซื้อ-ขายน้ำมันขนาดใหญ่อันดับ 3 ของโลก หาแหล่งอาหาร เพื่อเพิ่มการสำรองอาหาร แต่ในชั้นนี้ ยังไม่ได้ประสบปัญหา…

นานาชาติประณามอิสราเอลกรณีโจมตีเลบานอน

สถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงตึงเครียดและเปราะบางสูง แม้ว่าสหรัฐฯ กับอิหร่านตกลงกันว่าจะหยุดยิงชั่วคราว และมีการเจรจาระหว่างกันเมื่อ 8 เมษายน 2569 แต่กรณีอิสราเอลเดินหน้าปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อกองกำลังติดอาวุธหรือกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ในเลบานอนอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง ทำให้มีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 254 คน และได้รับบาดเจ็บ 1,165 คน ความเสียหายที่เกิดขึ้นทำให้รัฐบาลเลบานอนโจมตีอิสราเอลว่าเป็นการก่ออาชญากรรม พร้อมร้องเรียนให้ประชาคมระว่างประเทศกดดันอิสราเอลให้ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ ด้านอิสราเอลย้ำว่า การโจมตีในเลบานอนเป็นไปเพื่อทำลายเป้าหมายทางทหารของกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ ขณะที่ผู้นำอิสราเอลระบุว่า เลบานอนไม่อยู่ในข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน เลขาธิการสหประชาชาติ (UN) และองค์การกาชาดสากล (ICRC) ประณามการโจมตีของอิสราเอลในเลบานอน ส่วนประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง เช่น กาตาร์ อียิปต์ และตุรกี คัดค้านการโจมตีของอิสราเอลต่อเลบานอน เนื่องจากเป็นการละเมิดอธิปไตยของเลบานอน และกฎหมายระหว่างประเทศ ด้านสเปนเสนอให้ความมั่นคงของเลบานอนอยู่ในข้อตกลงหยุดยิง และเรียกร้องประชาคมระหว่างประเทศประณามอิสราเอลที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ขณะที่อิตาลีให้ความเห็นว่าการโจมตีของอิสราเอลไม่ยุติธรรมและยอมรับไม่ได้ พร้อมกังวลว่าสถานการณ์ในเลบานอนจะเป็นเหมือนในฉนวนกาซา ความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางยังมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากยังมีปฏิบัติการทางทหารและการโจมตีตอบโต้ระหว่างกองกำลังที่อิหร่านให้การสนับสนุน ซึ่งกระจายอยู่ในหลายประเทศในภูมิภาค และอิหร่านยังมีมุมมองว่ากลุ่มกองกำลังติดอาวุธดังกล่าวเป็นพันธมิตรและเป็นความมันคงของอิหร่าน ดังนั้น สถานการณ์ในเลบานอนอาจส่งผลกระทบต่อข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน เนื่องจากความปลอดภัยของพันธมิตรอิหร่าน เป็น 1 ในเงื่อนไขที่อิหร่านกำหนดไว้ในข้อตกลงหยุดยิงกับสหรัฐฯ ด้วย นอกจากนี้ อิหร่านได้นำประเด็นนี้มาเป็นเงื่อนไขในการกลับมาปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง    

สส.สหรัฐฯ ยื่นถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ สังกัดพรรคเดโมแครตจำนวนอย่างน้อย 85 คน ร่วมกันยื่นญัตติถอดถอนประธานาธิบดีสหรัฐฯ (impeachment) ออกจากตำแหน่ง ด้วยเหตุผลว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ล้มเหลวในการจัดการความมั่นคงระหว่างทำสงครามกับอิหร่าน และข่มขู่อิหร่านจนทำให้มาตุภูมิสหรัฐฯ และชาวอเมริกันตกอยู่ในภาวะอันตราย จึงไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับการเป็นผู้นำประเทศ ทั้งนี้ สมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติติสหรัฐฯ มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญในการยื่นญัตติถอดถอนประธานาธิบดีออกจากตำแหน่ง ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์เคยถูกยื่นถอดถอนออกจากตำแหน่ง เมื่อปี 2562 ด้วยเหตุผลการใช้อำนาจเกินขอบเขต และขัดขวางการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ นาย John Larson สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ สังกัดพรรคเดโมแครต รัฐคอนเนตทิกัต ยื่นญัตติถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์เมื่อ 8 เมษายน 2569 โดยใช้เหตุผลเรื่องการทำสงครามอิหร่าน ซึ่งนาย John Larson ได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติพรรคเดโมแครตที่มีอิทธิพล เช่น นางแนนซี เพโลซี อดีตประธานสภาสหรัฐฯ ปัจจุบันอยู่ระหว่างโน้มน้าวให้สมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติพรรครีพับลิกัน ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล รวมทั้งรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ สนับสนุนการถอดถอนผู้นำสหรัฐฯ เนื่องจากบทบาทและท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์อาจสร้างผลเสียต่อภาพลักษณ์ของพรรครีพับลิกัน และส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมของพรรค ซึ่งกำลังเตรียมพร้อมสู่การเลือกตั้งทั่วไป กลางสมัยในปลายปี 2569 สมาชิกพรรคเดโมแครตจะเดินหน้ายื่นถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์ต่อไป แม้ว่าผู้นำสหรัฐฯ ตกลงทำข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์แล้ว แต่กรณีที่ผู้นำสหรัฐฯ…

เวียดนามคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

สภาแห่งชาติสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ประชุมสมัยสามัญ และลงมติคัดเลือกและแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีและผู้นำประเทศ เมื่อ 7 เมษายน 2569 ที่กรุงฮานอย ผลการคัดเลือก คือ  พล.ต.อ. โต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ โดยได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นเอกฉันท์จากสมาชิกlสภาแห่งชาติ ทั้งนี้ พล.ต.อ. โต เลิม อายุ 59 ปี เป็นหัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามคนที่ 3 ที่ได้ควบตำแหน่งประธานาธิบดีของประเทศ ซึ่งเป็นกรณีที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ก่อนหน้านี้ ได้แก่ ประธานาธิบดีโฮจิมินห์ ประธานาธิบดีคนแรกของเวียดนาม และประธานาธิบดี เหวียน ฟู้ จ่อง ซึ่งเสียชีวิตเมื่อปี 2567 จึงเป็นสัญญาณว่าประธานาธิบดีโต เลิมของเวียดนามจะเป็นนักการเมืองคนสำคัญของประเทศต่อไปในระยะ 5 ปี ประธานาธิบดีโต เลิม เข้ารับตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีเป็นการชั่วคราว เมื่อปี 2567 หลังจากอดีตประธานาธิบดีหวอ วัน เถือง ลาออกจากตำแหน่ง และอดีตเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เหวียน ฟู้ จ่อง เสียชีวิต ที่ผ่านมา…

การรักษาสมดุลด้านการทหารของกัมพูชา : สหรัฐฯ จีน และรัสเซีย

กัมพูชาประสบความสำเร็จในการส่งสัญญาณตอกย้ำความใกล้ชิดทางทหารกับมหาอำนาจ ได้แก่ สหรัฐฯ จีน และรัสเซีย โดยสามารถโน้มน้าวสหรัฐฯ ให้กลับมารื้อฟื้นการซ้อมรบร่วมทางทหารอีกครั้ง หลังจากระงับไปเมื่อปี 2560  ด้วยการจะมีการซ้อมรบร่วมระหว่างกัน ภายใต้รหัส Angkor Sentinel ในต้นปี 2570 ขณะที่สหรัฐฯ ก็จะสามาถเข้าใกล้ชิดกัมพูชาที่เป็นเขตอิทธิพลของจีนได้มากขึ้น  กัมพูชาไม่ได้เดินเกมความใกล้ชิดทางทหารกับสหรัฐฯ เพียงประเทศเดียว จีนยังได้ส่งมอบเรือลาดตะเวนให้ และเรือรบรัสเซียก็แวะเทียบท่า การซ้อมรบร่วมภายใต้รหัส Angkor Sentinel ที่กัมพูชาเสนอต่อสหรัฐฯ เมื่อปี 2568 ประสบความสำเร็จ โดย เมื่อ 31 มีนาคม 2569 รองผู้บัญชาการกองทัพบกของกัมพูชากับรองผู้บัญชาการกองทัพบกภาคพื้นแปซิฟิกของสหรัฐฯ ตกลงว่า ทั้งสองประเทศจะกลับมาซ้อมรบร่วมอีกครั้ง ในต้นปี 2570  ภายใต้ธีมที่มีชื่อว่า“Together for Relief, Peace, and Recovery” ซึ่งจะเป็นการฝึกด้านมนุษยธรรม การวางแผน และการปฏิบัติการในป่า เป็นต้น ซึ่งจะทำให้เกิดการปูทางไปสู่ความร่วมมือทางทหารกันมากขึ้น ทั้งนี้ เมื่อ มกราคม 2569 เรือรบของสหรัฐฯ ได้เทียบท่าที่ฐานทัพเรือเรียม…