3 อุปสรรคในการทำข้อตกลงหยุดยิงสหรัฐฯ-อิหร่าน

กรณีประเทศผู้เจรจาและไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านเปิดเผยเมื่อ 14 มิถุนายน 2569 ว่า สหรัฐฯ กับอิหร่านจะลงนามในข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกันที่สวิตเซอร์แลนด์ ใน 19 มิถุนายน 2569 ทำให้บรรยากาศความมั่นคงระหว่างประเทศผ่อนคลายลง เนื่องจากความขัดแย้งดังกล่าวไม่เป็นผลดีต่อการเมืองระหว่างประเทศ เศรษฐกิจ และพลังงานโลก ตลอดจนส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางการเมืองและเศรษฐกิจในประเทศคู่ขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม การฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านอาจมีอุปสรรคที่ต้องจับตามองอย่างน้อย 3 ประการ ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะขัดขวางกระบวนการเจรจาสันติภาพระหว่างประเทศ ปัจจัยแรก คือ มุมมองที่แตกต่างกันระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านต่อข้อตกลง ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการประกาศรายละเอียด สะท้อนว่าเนื้อหาสำคัญยังอยู่ระหว่างการต่อรองของผู้แทนการเจรจาทั่ง 2 ฝ่าย นอกจากนี้ หากพิจารณาจากท่าทีของฝ่ายอิหร่านที่ระบุว่าข้อตกลงที่จะลงนามกันใน 19 มิถุนายน 2569 เป็นบันทึกความเข้าใจ (MoU) ที่จะกำหนดขั้นตอนให้คู่ขัดแย้งปฏิบัติตามอย่างค่อยเป็นค่อยไป เน้นเรื่องการยุติปฏิบัติการทางทหาร ไม่มีประเด็นการจัดการโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน สะท้อนว่าอิหร่านยังไม่ต้องการล้มเลิกโครงการพัฒนานิวเคลียร์ ทั้งที่เป็นเงื่อนไขสำคัญของสหรัฐฯ มาโดยตลอด ตลอดจนยังไม่มีการกล่าวถึงเงื่อนไขให้อิหร่านยกเลิกการสนับสนุนกองกำลังติดอาวุธในภูมิภาคตะวันออกกลางด้วย ทั้งที่เป็น 1 ในเงื่อนไขสำคัญของสหรัฐฯ เช่นกัน มุมมองที่แตกต่างกันต่อข้อตกลงหยุดยิง อาจทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายเปลี่ยนแปลงท่าทีต่อการเจรจาได้ทุกเวลา เหมือนที่ผ่านมา เนื่องจากต่างฝ่ายต่างไม่ไว้วางใจระหว่างกันสูงมาก ดังนั้น…

ผู้นำเมียนมาจะเยือนจีน

ประธานาธิบดีมินอองไลง์ ของเมียนมา จะเยือนจีนอย่างเป็นทางการตั้งแต่ 14 มิถุนายน 2569 เพื่อขยายความสัมพันธ์ทางการทูต เศรษฐกิจ และความมั่นคงระหว่างกัน โดยผู้นำเมียนมาเลือกเดินทางเยือนจีนเป็นประเทศที่ 2 หลังจากรับตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการเมือง เมษายน 2569 ปัจจุบัน ทั่วโลกให้ความสนใจความเคลื่อนไหวของผู้นำรัฐบาลเมียนมาที่ต้องการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศต่าง ๆ เพื่อให้ได้รับการยอมรับในเวทีระหว่างประเทศ ตลอดจนพัฒนาความร่วมมือด้านการลงทุน เศรษฐกิจ และปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในเมียนมา ประธานาธิบดีเมียนมาจะเยือนจีนเป็นระยะเวลา 5 วัน คาดว่าจะมีบรรยากาศการเยือนและพัฒนาความสัมพันธ์ในเชิงบวก เนื่องจากที่ผ่านมา จีนให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนเมียนมา แม้ว่าจะเผชิญแรงกดดันทางการเมืองและมาตรการคว่ำบาตรจากประเทศตะวันตก แต่จีนมีมุมมองว่าเมียนมาเป็นพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ความมั่นคงที่สำคัญอย่างมาก รวมทั้งเป็นประเทศหุ้นส่วนที่ให้ความสำคัญและเคารพหลักการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ 5 ประการ (Peaceful Coexistence) ทำให้ทั้ง 2 ประเทศมีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ร่วมกันหลายประการ โดยเฉพาะโครงการ China–Myanmar Economic Corridor ที่เคยเป็นโครงการลงทุนในต่างประเทศที่สำคัญของจีนและเมียนมาเมื่อปี 2563 ส่วนในปี 2569 เมียนมากับจีนจะครบรอบ 76 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างกันด้วย รัฐบาลเมียนมาให้ความสำคัญกับการรักษาความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจีน ขณะที่นานาชาติมีมุมมอว่าปัจจุบันจีนให้ความสำคัญกับการสร้างอิทธิพลทางการเมืองและเศรษฐกิจในเมียนมา เนื่องจากเป็นจุดยุทธศาสตร์เชื่อมต่อไปยังมหาสมุทรอินเดีย และมีทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ โดยเฉพาะแร่หายาก ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญต่อการเป็นมหาอำนาจของจีน จีนมีบทบาทสำคัญในการจัดการความมั่นคงในเมียนมา…

สหรัฐฯ-อิหร่านจะลงนามในข้อตกลงหยุดยิง

สหรัฐฯ กับอิหร่าน เห็นพ้องจะลงนามในข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกันใน 19 มิถุนายน 2569 ที่สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อยุติการปฏิบัติการตอบโต้ด้วยเครื่องมือทางทหารระหว่างกัน และเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้สามารถกลับไปเป็นเส้นทางเดินเรือที่ปลอดภัยได้ตามปกติ หลังจากที่เส้นทางดังกล่าวตกเป็น “ตัวประกัน” ในการทำสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทั้งนี้ ผู้นำปากีสถานประกาศผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่าข้อตกลงหยุดยิงจะมีผลครอบคลุมความขัดแย้งในทุกพื้นที่ รวมทั้งเลบานอน พร้อมกันนี้ ผู้นำปากีสถานชื่นชมบทบาทของประเทศที่สนับสนุนการเจรจาไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง ได้แก่ กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และตุรกี รวมทั้งระบุว่าจะมีการประชุมหารืออย่างใกล้ชิดเพื่อเตรียมการก่อนการลงนามระหว่างคู่ขัดแย้ง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ โพสต์ข้อความเกี่ยวกับความคืบหน้าการเจรจาหยุดยิงเมื่อ 14 มิถุนายน 2569 ซึ่งตรงกับวันครบรอบ 80 ปีวันเกิดของประธานาธิบดีทรัมป์ โดยระบุว่าตนเองได้สั่งการให้กองทัพสหรัฐฯ สิ้นสุดปฏิบัติการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ (blockade) และอนุญาตให้เรือขนส่งสินค้าและน้ำมันสามารถเดินเรือได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐฯ ยังย้ำว่าตนเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่สามารถสร้างสันติภาพในตะวันออกกลางได้อย่างแท้จริง ด้านนักการเมืองที่ใกล้ชิดกับประธานาธิบดีทรัมป์แสดงความยินดีและชื่นชมว่าเป็นผู้นำที่กล้าหาญ และประสบความสำเร็จในการสร้าง “ยุคสมัยใหม่” ในภูมิภาคตะวันออกกลาง เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านก็ยืนยันว่าข้อตกลงดังกล่าวจะระงับความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านทันที และมีรายงานว่าอิหร่านจะประกาศยุติสงครามที่เริ่มตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 อย่างเป็นทางการ ใน 15 มิถุนายน 2569…

จีนจะให้ความสำคัญกับ Shanghai Cooperation Organization

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนเมื่อ 15 มิถุนายน 2569 มีถ้อยแถลงเนื่องในโอกาสครบรอบ 25 ปีองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ หรือ Shanghai Cooperation Organization (SCO) โดยระบุว่า SCO จะเป็นกรอบความร่วมมือระดับนานาชาติเพื่อส่งเสริมความมั่นคง การพัฒนา และการเชื่อมโยงระหว่างประเทศต่อไป พร้อมกันนี้ สื่อมวลชนจีนเผยแพร่ความสำเร็จและผลงานของ SCO ทั้งการขยายจำนวนสมาชิกจาก 6 ประเทศเป็น 10 ประเทศ ได้แก่ จีน รัสเซีย คาซัคสถาน คีร์กีซสถาน ทาจิกิสถาน อุซเบกิสถาน อินเดีย ปากีวถาน อิหร่าน และเบลารุส ตลอดจนมีประเทศผู้สังเกตการณ์และหุ้นส่วนการเจรจามากถึง 15 ประเทศ มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 25 ของ GDP โลก นอกจากนี้ SCO ยังขยายขอบเขตความร่วมมือจากประเด็นต่อต้านการก่อการร้ายและแนวคิดหัวรุนแรงสุดโต่ง ไปเป็นการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ ส่งเสริมความมั่นคงสาธารณสุข ความมั่นคงอาหารและความมั่นคงพลังงาน ผู้นำจีนให้ความสำคัญกับการประชุมและความร่วมมือในกรอบ SCO อย่างต่อเนื่อง โดยเข้าร่วมการประชุมทุกครั้ง…

UNHCR ให้ไทยเป็นต้นแบบการบริหารจัดการปัญหาผู้อพยพ

สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) เห็นว่าการบริหารจัดการกับผู้ลี้ภัยของไทย เฉพาะอย่างยิ่งการเปิดโอกาสให้ผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาในค่ายพักพิง ได้รับการจ้างงานอย่างถูกกฎหมาย จะเป็นต้นแบบในการจัดการปัญหาผู้ลี้ภัยระยะยาวให้แก่ประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้การแก้ไขปัญหาดังกล่าวของไทยจะเกิดขึ้นจากความจำเป็นที่ได้รับผลกระทบที่รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ 2.0 มีนโยบายตัดความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่นกับกัมพูชาบริเวณชายแดนทำให้ระงับการนำเข้าแรงงานจากกัมพูชาทั้งหมด นาย Raouf Mazou ผู้ช่วย UNHCR ให้สัมภาษณ์ เมื่อ 9 มิถุนายน 2569 ว่า นโยบายของไทยที่เปิดโอกาสให้ผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาในค่ายพักพิงตามแนวชายสามารถทำงานได้ จะเป็นต้นแบบให้แก่ประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น บังกลาเทศ และมาเลเซีย รวมทั้งทำให้เกิดผลดีต่อระบบเศรษฐกิจอย่างถูกกฎหมาย และตั้งแต่รัฐบาลเริ่มดำเนินโครงการเมื่อตุลาคม 2568 มีผู้ลี้ภัยมากกว่า 5,500 คน ได้รับการจ้างงานแล้ว ซึ่ง UNHCR คาดว่าอาจมีผู้ลี้ภัยอีก 10,000–20,000 คน จะมีโอกาสได้งานทำในปี 2570 นาย Mazou ยังเห็นว่า ไทยดำเนินมาตรการคุ้มครองสิทธิแรงงานของผู้ลี้ภัย เช่น ค่าจ้างแรงขั้นต่ำ  ด้านการรักษาพยาบาล และการออกบัตรประจำตัว แต่ก็เห็นว่ายังมีข้อจำกัด เช่น เสรีภาพในการเดินทาง และการปรับตัวจากการที่ใช้ชีวิตที่ค่ายพักพิงมาเป็นเวลานาน ดังนั้น เห็นว่าไทยควรสนับสนุนให้แรงงานเหล่านี้…

ผู้เชี่ยวชาญเตือนปรากฏการณ์เอลนีโญจะรุนแรงที่สุดในรอบ 140 ปี

สภาวะโลกรวน หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างฉับพลันและรุนแรง ควบคู่กับปรากฎการณ์เอลนีโญที่จะเกิดขึ้นในปี 2569 มีแนวโน้มจะเป็นปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรงที่สุดในรอบ 140 ปี เหตุการณ์ครั้งนี้อาจเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั่วโลกในระยะยาว ปัจจุบัน ปรากฏการณ์เอลนีโญเริ่มก่อตัวในมหาสมุทรแปซิฟิก และจะเริ่มส่งผลต่อสภาพอากาศ รวมทั้งอุณหภูมิโลกชัดเจนในห้วงปลาย มิถุนายน 2569  องค์กรอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ World Meteorological Organization (WMO) คาดการณ์เมื่อ 11 มิถุนายน 2569 ว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญในปี 2569 จะทำให้เกิดภัยพิบัติที่รุนแรงแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ทั้งภาวะแล้งจัด อุทกภัย ไฟป่า พายุรุนแรงและคลื่นความร้อน ประเด็นที่ WMO และเลขาธิการสหประชาชาติ (UN) วิตกกังวลอย่างมาก คือ ห่วงโซ่อุปทานและการขนส่งสินค้าเพื่อการอุปโภคและบริโภคในภูมิภาคต่าง ๆ จะได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่เลวร้ายนี้ด้วย ซ้ำเติมวิกฤตความมั่นคงทางพลังงานและอาหารในปัจจุบันที่เป็นผลจากการทำสงครามและความขัดแย้งระหว่างประเทศ ดังนั้น เลขาธิการสหประชาชาติจึงเตือนและเรียกร้องให้นานาชาติให้ความสำคัญกับปัญหาสภาพอากาศโลกแปรปรวนรุนแรง และความร่วมมือเพื่อเตรียมพร้อมบริหารจัดการความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากภัยพิบัติทางธรรมชาติต่าง ๆ เฉพาะอย่างยิ่งการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และอาหาร โดยเปรียบเทียบปรากฏการณ์เอลนีโญเป็นเหมือน “น้ำมัน” ที่ราดบนกองไฟวิกฤตและความเดือดร้อนต่าง ๆ ในปัจจุบัน ปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรงไม่ได้เปลี่ยนแปลงเฉพาะอุณหภูมิบนพื้นดิน ซึ่งจะกระทบการทำเกษตรกรรมของหลายประเทศ…

ความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวมากที่สุดยุคหลัง COVID-19

ธนาคารโลก (World Bank) เมื่อ 11 มิถุนายน 2569 เผยแพร่มุมมองต่อทิศทางและแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปี 2569 ผ่านรายงาน Global Economic Prospects ว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวมากที่สุดตั้งแต่ยุคหลังการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 พร้อมทั้งปรับลดการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจโลกจากร้อยละ 2.9 เป็นร้อยละ 2.5 เนื่องจากปัจจัยความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่านในภูมิภาคตะวันออกกลางทำให้เกิดวิกฤตพลังงาน อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น และเสี่ยงเผชิญวิกฤตห่วงโซ่อุปทาน ทั้งนี้ มุมมองดังกล่าวมีขึ้นหลังจากสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขอัตราเงินเฟ้อในประเทศสูงที่สุดในรอบ 3 ปี ที่ร้อยละ 4 ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านปัจจุบันตึงเครียดสูงเพราะมีการตอบโต้ทางทหารระหว่างกัน นอกจากนี้ ท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนแปลงบ่อยครั้งและไม่สอดคล้องกับท่าทีของผู้นำอิหร่าน เฉพาะอย่างยิ่งประเด็นการเจรจาข้อตกลงสันติภาพ ทำให้ทั่วโลกวิตกกังวลว่าความไม่แน่นอนในสงครามนี้จะยิ่งทำให้เศรษฐกิจโลกผันผวนต่อเนื่อง ตลอดจนเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนระหว่างประเทศ ท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ล่าสุดเมื่อ 11 มิถุนายน 2569 ทำให้ทั่วโลกสับสนอีกครั้ง เนื่องจากเปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่าการเจรจาสันติภาพมีความคืบหน้าและมีแนวโน้มว่าอิหร่านจะเห็นชอบข้อตกลงเร็ว ๆ นี้ และสหรัฐฯ จะระงับการปฏิบัติการโจมตีอิหร่านไปก่อนจากที่ขู่ก่อนหน้านี้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกผันผวนด้วยการปรับลดลงเล็กน้อย ส่วนดัชนีตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้น ฝ่ายอิหร่านปฏิเสธและเผยแพร่มุมมองที่แตกต่างจากผู้นำสหรัฐฯ อย่างชัดเจน…

กระแสต่อต้านผู้อพยพในไอร์แลนด์เหนือและแอฟริกาใต้

ผู้อพยพในต่างประเทศเผชิญกระแสต่อต้านจากผู้ประท้วงอย่างรุนแรง โดยมีรายงานเมื่อ 11 มิถุนายน 2569 เกี่ยวกับเหตุการณ์ประท้วงต่อต้านผู้อพยพในไอร์แลนด์เหนือ และแอฟริกาใต้ ส่งผลให้เกิดความรุนแรงและการปราบปราม สำหรับปัจจัยที่ทำให้เกิดการต่อต้านผู้อพยพในเมืองเบลฟาสต์ เมืองหลวงของไอร์แลนด์เหนือ สหราชอาณาจักร เริ่มจากประชาชนที่มีอุดมการณ์ชาตินิยมบางส่วนไม่พอใจมาตรการจัดการผู้อพยพของรัฐบาล และไม่พอใจเหตุผู้อพยพชาวซูดานใช้อาวุธมีดทำร้ายประชาชนจนได้รับบาดเจ็บรุนแรงเมื่อ 8 มิถุนายน 2569 เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นชนวนทำให้ชาวไอร์แลนด์เหนือที่มีอุดมการณ์ชาตินิยมและเกลียดกลัวชาวต่างชาติ ไม่พอใจและรวมตัวกันประท้วงในเมือง Belfast และเมือง Antrim เพื่อคัดค้านนโยบายรับผู้อพยพของสหราชอาณาจักร ตลอดจนเผยแพร่แนวคิดต่อต้านผู้อพยพผ่านสื่อสังคมออนไลน์ จากนั้นผู้ชุมนุมประท้วงเริ่มก่อเหตุรุนแรงและทำลายทรัพย์สินสาธารณะด้วยการเผาไฟ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องปฏิบัติการควบคุมมวลชนด้วยการใช้ปืนฉีดน้ำ ด้านรัฐบาลสหราชอาณาจักร รวมทั้งรัฐบาลไอร์แลนด์เหนือ ประณามการประท้วงต่อต้านผู้อพยพว่าไม่เป็นธรรม เนื่องจากมีการใช้อุดมการณ์เหยียดเชื้อชาติและความรุนแรง พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยับยั้งชั่งใจและอยู่ในความสงบเรียบร้อย พร้อมย้ำว่าผู้อพยพจำนวนมากเป็นส่วนสำคัญต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศ ส่วนสถานการณ์ในแอฟริกาใต้ มีรายงานว่าประชาชนจำนวนมากชุมนุมประท้วงรัฐบาลในกรุงโจฮันเนสเบิร์ก  ซึ่งเป็นเมืองเศรษฐกิจ และเมือง Durban ตั้งแต่ต้น มิถุนายน 2569 กรณีล้มเหลวและไม่มีความคืบหน้าแก้ไขปัญหาผู้อพยพผิดกฎหมาย รวมทั้งชาวต่างชาติที่ลักลอบเดินทางเข้าประเทศ เนื่องจากสร้างปัญหาอาชญากรรมซึ่งเป็นความท้าทายด้านความมั่นคงชายแดน และแย่งโอกาสทางเศรษฐกิจจากพลเมือง การประท้วงในแอฟริกาใต้เสี่ยงขยายตัวและเป็นอันตรายต่อผู้อพยพ เนื่องจากผู้นำแอฟริกาใต้ประกาศใช้แผนการจัดการผู้อพยพผิดกฎหมายฉบับใหม่ โดยกำหนดให้ผู้อพยพผิดกฎหมายเดินทางออกจากประเทศภายใน 30 มิถุนายน 2569 เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มีรายงานเมื่อ 11 มิถุนายน 2569 ว่า ผู้อพยพชาวกานา…

สหรัฐฯ เร่งสอบสวนรหัส 8647 อาจเป็นการข่มขู่ประธานาธิบดีทรัมป์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์อาจตกอยู่ในความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสหรัฐฯ พบเมื่อ 11 มิถุนายน 2569 ว่ามีหมายเลข 8647 ขนาดใหญ่ปรากฏบนสนามหญ้าที่บริเวณ National Mall กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งก่อนหน้านี้ รหัส 8647 ถูกตีความว่าเป็นสัญลักษณ์ข่มขู่คุกคามประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เนื่องจาก 86 มีความหมายอย่างไม่เป็นทางการว่า “กำจัด” ส่วน 47 อาจมีความหมายถึงประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งเป็นประธานาธิบดีคนที่ 47 ของสหรัฐฯ ทั้งนี้ โฆษกกระทรวงมหาดไทยสหรัฐฯ แถลงว่าการสร้างสัญลักษณ์ดังกล่าวในพื้นที่สาธารณะเป็นพฤติกรรมที่ยอมรับไม่ได้ เข้าข่ายการทำลายทรัพย์สินสาธารณะ และสร้างความวิตกกังวลให้สังคม พร้อมย้ำว่าหน่วยงานความมั่นคงให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยของผู้นำรัฐบาล จึงจะเร่งสอบสวนกรณีดังกล่าวอย่างจริงจัง รหัส 8647 กลายเป็นคำขู่คุกคามประธานาธิบดีทรัมป์ตั้งแต่ เมษายน 2569 หลังจากกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ กล่าวหานายเจมส์ โคมีย์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) ว่า ข่มขู่คุกคามประธานาธิบดีทรัมป์ด้วยการโพสต์ข้อความที่มีตัวเลข 8647 ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งสำหรับชาวอเมริกัน ตัวเลข 86 เป็นคำแสลงในชีวิตประจำวันที่หมายถึงการกำจัดหรือการนำออกไป ทั้งนี้…

มาเลเซีย-ญี่ปุ่นขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงและพลังงาน

นายกรัฐมนตรีมาเลเซียนำคณะผู้แทนรัฐบาลเยือนญี่ปุ่นระหว่าง 8-10 มิถุนายน 2569 เพื่อพบหารือกับผู้นำรัฐบาลญี่ปุ่นและขยายความร่วมมือระหว่างกันรอบด้าน และกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยผลการหารือที่สำคัญ มาเลเซีย-ญี่ปุ่นเห็นพ้องจะขยายความร่วมมือด้านความมั่นคง พลังงาน และการปกป้องห่วงโซ่การผลิตแร่หายาก ซึ่งผู้นำทั้ง 2 ประเทศ ได้แก่ นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซียและนายกรัฐมนตรีทาคาอิชิ ซานาเอะของญี่ปุ่น เห็นพ้องว่าจะสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานและการค้าระหว่างกัน ในห้วงที่ทั้ง 2 ประเทศเผชิญความท้าทายจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่น่าสนใจ คือ มาเลเซียเสนอเป็นทางเลือกใหม่ด้านพลังงานให้ญี่ปุ่น เนื่องจากญี่ปุ่นได้รับผลกระทบอย่างมากจากความไม่มั่นคงในช่องแคบฮอร์มุซ เพราะนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากภูมิภาคตะวันออกลาง นอกจากความร่วมมือด้านพลังงาน มาเลเซีย-ญี่ปุ่นจะเพิ่มพูนความร่วมมือด้านการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในยุทธศาสตร์พลังงานสะอาดของมาเลเซียด้วย โดยผู้นำญี่ปุ่นตกลงจะถ่ายทอดความรู้ ความเชี่ยวชาญทั้งด้านธุรกิจและเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ให้มาเลเซีย การปกป้องห่วงโซ่การผลิตและการค้าแร่หายาก รวมทั้งความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เป็นประเด็นสำคัญที่มาเลเซียกับญี่ปุ่นหารือกัน เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศได้รับผลกระทบจากการทำสงครามการค้าระหว่างประเทศมหาอำนาจ รวมทั้งมาตรการฝ่ายเดียวที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้สูงมากที่ญี่ปุ่นจะเพิ่มความร่วมมือกับมาเลเซีย ผ่านกรอบและกลไกของญี่ปุ่นที่เคยดำเนินการในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่แล้ว ได้แก่ องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) องค์กรเพื่อความมั่นคงพลังงาน (JOGMEC) และธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JBIC) นอกจากนี้ ญี่ปุ่นอาจดึงหุ้นส่วนด้านความมั่นคงในภูมิภาคให้เข้าไปมีส่วนร่วมในการขยายความร่วมมือกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น โดยเฉพาะออสเตรเลีย มาเลเซียได้ประโยชน์จากการขยายความร่วมมือกับญี่ปุ่น เนื่องจากญี่ปุ่นมีวิทยาการและเทคโนโลยีที่มาเลเซียต้องการ รวมทั้งทั้ง…