ผู้นำสหรัฐฯ ออกวีซ่าบัตรทองให้ชาวต่างชาติที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เมื่อ 10 ธันวาคม 2568 ออกนโยบายวีซ่าบัตรทอง หรือ Trump Gold Card เพื่อให้ชาวต่างชาติที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง สมัครเพื่อรับสิทธิเดินทางเข้าสหรัฐฯ อย่างรวดเร็ว และได้รับอนุญาตให้พำนักในสหรัฐฯ ในระยะยาว ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่าวีซ่าประเภทนี้เหมือนกับ Green Card หรือบัตรผู้อยู่อาศัยถาวรที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะออกให้ชาวต่างชาติ แต่ดีกว่า เพราะจะได้รับสิทธิพิเศษในการพิจารณาเอกสารเป็นอันดับแรก ๆ และมีโอกาสได้สิทธิในการพำนักแบบถาวร กลุ่มเป้าหมายที่ผู้นำสหรัฐฯ กำหนดไว้ คือ นักลงทุน นักธุรกิจ และผู้ที่มีรายได้สูงจากต่างประเทศ สำหรับชาวต่างชาติที่ต้องการสมัครวีซ่าดังกล่าวต้องเสียค่าใช้จ่ายอย่างร้อย 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสามารถลงทะเบียนสมัครวีซ่าดังกล่าวได้แล้วในปัจจุบัน แลกกับสิทธิประโยชน์ทั้งในฐานะบุคคล (individual) และฐานะผู้ดำเนินธุรกิจ (business) โดยผู้ที่ต้องการสิทธิประโยชน์แบบบุคคลจะเสียค่าวีซ่าบัตรทอง 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากนั้นเมื่อผ่านกระบวนการคัดกรองของสหรัฐฯ แล้วจะได้รับสิทธิการพำนักในสหรัฐฯ นานกว่าปกติ ส่วนผู้ที่ลงทะเบียนแบบนักธุรกิจ จะเสียค่าวีซ่าบัตรทอง 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหากผ่านการคัดกรอง ก็จะได้รับสิทธิในฐานะผู้ถือบัตร Trump Corporate Gold Card…

มุมมองนักวิเคราะห์สื่อต่างประเทศต่อสถานการณ์ไทย-กัมพูชา

  นักวิเคราะห์ในต่างประเทศเริ่มประเมินสาเหตุและแนวโน้มสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทย-กัมพูชา โดยเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ การเมืองระหว่างประเทศ และบทบาทของกองทัพ สำหรับมุมมองที่น่าสนใจ เช่น สำนักข่าว BBC ประเมินว่าสาเหตุที่ทำให้ความตึงเครียดและความขัดแย้งในครั้งนี้ยืดเยื้อ รวมทั้งไม่สามารถยุติการใช้กำลังทหารระหว่างกันได้ เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศมีแนวทางการจัดการปัญหาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยฝ่ายไทยต้องการแก้ไขปัญหาแบบทวิภาคี และไม่ต้องการให้นานาชาติเข้าไปแทรกแซงหรือมีส่วนร่วมในการจัดการปัญหาชายแดนระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน ขณะที่กัมพูชา พยายามดึงนานาชาติ ทั้งมหาอำนาจและสมาชิกอาเซียน เข้าไปมีบทบาทในการแก้ไขความตึงเครียดครั้งนี้ ซึ่งนักวิเคราะห์ของสำนักข่าว BBC ระบุว่าสาเหตุที่กัมพูชาใช้แนวทางดังกล่าวเพราะเชื่อว่าจะเพิ่มความได้เปรียบในการเจรจากับไทย เพราะกัมพูชามีอำนาจต่อรองน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม กองทัพกัมพูชาเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องบริเวณพื้นที่พรมแดน สะท้อนว่ามีความมุ่งหมายและตั้งใจที่จะยั่วยุฝ่ายไทย การที่ไทยและกัมพูชามีมุมมองต่อแนวทางแก้ไขปัญหาที่แตกต่างกัน ทำให้ไม่มีความพร้อมที่จะปฏิบัติตามความตกลงที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไปร่วมผลักดันและเป็นพยานที่มาเลเซีย เมื่อตุลาคม 2568 สถานการณ์นี้อาจสะท้อนว่า บทบาทของผู้นำสหรัฐฯ ไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชา เนื่องจากผู้นำสหรัฐฯ ใช้แรงกดดันทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ให้ข้อเสนอหรือสนับสนุนการทูตที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง พร้อมประเมินว่าหากมีความตกลงครั้งใหม่ที่ต่างประเทศเป็นผู้หลักดัน ก็มีโอกาสสูงมากที่จะไม่สำเร็จหรือค้ำประกันสันติภาพได้ระยะยาว ปัจจัยการเมืองภายในของกัมพูชามีผลต่อสถานการณ์และความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศอย่างมาก โดยเฉพาะบทบาทของสมเด็จฯ ฮุนเซน ซึ่งแม้ว่าจะพยายามเผยแพร่ข้อมูลว่ากัมพูชาถูกประเทศเพื่อนบ้านข่มเหง แต่สมเด็จฮุนเซนฯ เป็นฝ่ายตั้งใจปล่อยข้อมูลที่ส่งผลกระทบต่อรัฐบาลไทย และกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้ประชาชนชาวไทยสนับสนุนกองทัพไทยมากขึ้น สำนักข่าวต่างประเทศบางส่วนอ้างความคิดเห็นของนักวิชาการไทยในต่างประเทศ ที่เชื่อมโยงสถานการณ์ความตึงเครียดไทย-กัมพูชา เข้ากับการเมืองไทย และสาเหตุสำคัญที่ทำให้ความตึงเครียดยืดเยื้อ คือ ปัญหาเขตแดนระหว่างประเทศ…

หน่วยข่าวกรองยูเครนประเมินรัสเซีย-จีน ขยายความร่วมมืออุตสาหกรรมอาวุธ

ประธานาธิบดียูเครนเมื่อ 10 ธันวาคม 2568 เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับจีนที่กำลังเพิ่มพูนและใกล้ชิดกันมากขึ้น และอาจเป้นความท้าทายด้านความมั่นคงของโลก โดยผู้นำยูเครนอ้างรายงานของหน่วยข่าวกรองยูเครน ที่ระบุว่า ปัจจุบันรัสเซียกับจีนเพิ่มความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมอาวุธ ซึ่งจีนสนับสนุนเทคโนโลยีและทรัพยากรให้รัสเซียจำนวนมาก แลกเปลี่ยนกับการที่จีนจะเข้าไปลงทุนและขยายบทบาทในพื้นที่ภูมิภาคตะวันออกของรัสเซียที่มีทรัพยากรธรรมชาติปริมาณมาก ซึ่งในประเด็นนี้ ผู้นำยูเครนประเมินว่าจีนมีแนวโน้มจะประสบความสำเร็จ เพราะรัสเซียเผชิญแรงกดดันจากประเทศอื่น ๆ จากกรณีปฏิบัติการทางทหารในยูเครนเมื่อปี 2565 และมีเพียงจีนที่ยังคงร่วมมือกับรัสเซียอย่างใกล้ชิดทั้งด้านการค้า การทหาร และการทูต กลไกที่จีนและรัสเซียใช้ในการขยายความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมอาวุธและความมั่นคง คือ กรอบความร่วมมือ Shanghai Cooperation Organisation (SCO) ที่มีจีนเป็นผู้นำ และใช้เป็นกรอบการเพิ่มการแลกเปลี่ยนการค้า การลงทุน และความรู้เรื่องอุตสาหกรรมอาวุธกับประเทศสมาชิก โดยเฉพาะกับรัสเซีย นอกจากนี้ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนประกาศเมื่อ พฤศจิกายน 2568 ว่าจะเพิ่มการลงทุนในรัสเซีย ซึ่งแม้ว่าจะเน้นอุตสาหกรรมทั่วไป แต่ผู้นำยูเครนประเมินว่าภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว จีนจะหาโอกาสขยายการลงทุนด้านอุตสาหกรรมที่เสริมสร้างความแข็งแกร่งของกองทัพได้ เช่น อุตสาหกรรมการบิน อวกาศ อาหารและเศรษฐกิจดิจิทัล สำหรับมุมมองของผู้นำยูเครนต่อจีน ก็ไม่ได้เป็นในเชิงบวก โดยให้ความเห็นว่าที่ผ่านมา จีนกำหนดจุดยืนไม่เข้าข้างฝ่ายใด ขณะเดียวกันก็แสดงบทบาทอย่างจำกัดในเวทีระหว่างประเทศด้านการผลักดันสันติภาพระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ดังนั้น อาจเป็นไปได้ว่าจีนได้รับประโยชน์ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ พลังงาน และการเมืองระหว่างประเทศจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน และการที่ประเทศตะวันตกคว่ำบาตรรัสเซียจนต้องหันไปพึ่งพาจีนมากขึ้น…

ยุทธศาสตร์ความมั่นคงของสหรัฐฯ เป็นผลดีต่อรัสเซีย

โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีรัสเซียเมื่อ 7 ธันวาคม 2568 เปิดเผยมุมมองของรัสเซียต่อยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ (U.S. National Security Strategy) ที่เผยแพร่ฉบับล่าสุดเมื่อ 4 ธันวาคม 2568 ว่า เป็นผลดีต่อรัสเซีย เนื่องจากสะท้อนว่าสหรัฐฯ มีมุมมองสอดคล้องทิศทางเดียวกันกับรัสเซียเรื่องสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเรื่องการยุติสงครามในยูเครน การฟื้นฟูความสัมพันธ์กับรัสเซีย และการเตือนยุโรปว่ากำลังเผชิญกับภาวะอารยธรรมล่มสลาย รวมทั้งการไม่ขยายจำนวนสมาชิกเนโต ทั้งหมดนี้เป็นผลดีต่อความมั่นคงของรัสเซีย รัสเซียจะใช้ประโยชน์จากยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ ฉบับใหม่ที่ระบุว่าสหรัฐฯ จะเป็นผู้นำด้านการใช้กลไกการทูตแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและความสัมพันธ์ระหว่างยุโรปกับรัสเซีย นอกจากนี้ สหรัฐฯ ถือว่าการเจรจาเพื่อให้เกิดเสถียรภาพในยูเครนและยุโรป รวมทั้งการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับรัสเซียนั้นเป็นผลประโยชน์สำคัญ (core interest) ของสหรัฐฯ มีข้อสังเกตว่า ……. สหรัฐฯ ไม่ได้กำหนดให้รัสเซียเป็นภัยคุกคามของสหรัฐฯ ในยุทธศาสตร์ฉบับนี้ ซึ่งแตกต่างจากยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติฉบับก่อน ๆ ที่จะกำหนดชัดเจนว่ารัสเซียเป็น 1 ในประเทศที่มีพฤติกรรมเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐฯ ทั้งในมิติการขยายอิทธิพลในต่างประเทศ การทหาร และการปฏิบัติการทางไซเบอร์ เมื่อรัสเซียได้ประโยชน์จากยุทธศาสตร์ความมั่นคงฉบับนี้ อาจมีนัยว่าประเทศยุโรปกำลังไม่พอใจและไม่เห็นด้วยกับยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ เพราะเป็นการตอกย้ำท่าทีของรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในที่ประชุม Munich Security Conference ที่เตือนให้ยุโรปเพิ่มความรับผิดชอบต่อความมั่นคงของตัวเอง แก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศ และฟื้นฟูอัตลักษณ์ชาติตะวันตกและวิถีอารยธรรมยุโรป…

ลาว : สายสัมพันธ์พิเศษกับเวียดนาม

ในภูมิภาคอาเซียนความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ที่ถือว่า “สนิท” กันมาคู่หนึ่งของภูมิภาคอาเซียนคือลาวกับเวียดนาม โดยเริ่มจาก สิ่งที่เรียกว่า “สายสัมพันธ์พิเศษ”  สิ่งที่ทำให้ลาวกับเวียดนามสองประเทศ เป็นมากกว่าเพื่อนบ้านธรรมดา คงต้องย้อนกลับไปช่วงสงคราม ทั้งสองประเทศมีรากฐานมาจากแนวคิดทางการเมืองที่เหมือนกัน คือ  คอมมิวนิสต์ และตอนนั้นมีคู่ตรงข้ามร่วมกันก็คือ ฝรั่งเศส ที่เป็นเจ้าอาณานิคม และต่อมาก็คือสหรัฐฯ ที่พยายามกำจัดลัทธิคอมมิวนิสต์  เวียดนามที่นำโดยโฮจิมินห์เป็นเสมือนพี่ใหญ่ รวมกลุ่มกับนักปฏิวัติลาว ที่นำโดยนายไกสอน พมวิหาน และคำไต สีพันดอน รัฐบุรุษคนสำคัญของลาว ทำการต่อสู้เพื่อเอกราชของประเทศ  ซึ่งอาจจะคุ้น ๆ กับเส้นทางโฮจิมินห์ที่การลำเลียงกำลังพลส่วนใหญ่ได้ตัดผ่านประเทศลาว  ทั้งสองประเทศได้ร่วมต่อสู้จนมาเป็นลาวและเวียดนามในปัจจุบัน สนธิสัญญาที่มีร่วมกัน…… จากรากฐานข้างต้นทำให้ความสัมพันธ์ และความร่วมมือทั้งสองประเทศใกล้ชิดสนิทสนม โดยทางการเมือง ทั้งสองประเทศมีพรรคประชาชนปฏิวัติลาว และพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามเป็นสิ่งเชื่อมความสัมพันธ์และความร่วมมือ จนเวียดนามได้ชื่อว่าเป็น “พี่ใหญ่” ที่ทรงอิทธิพลทางการเมืองในภูมิภาคอินโดจีน (ลาว กัมพูชา และเวียดนาม) ซึ่งทั้งสามประเทศมีสิ่งที่เรียกว่า “สนธิสัญญาพิเศษ” (Special Treaty) 2 ฉบับที่สำคัญ ได้แก่ 1) สนธิสัญญาว่าด้วยมิตรภาพและความร่วมมือ (Treaty of Amity and…

จีนกับรัสเซียลาดตระเวนทางอากาศในทะเลตะวันออก

ความร่วมมือด้านการทหารระหว่างจีนกับรัสเซียยังคงใกล้ชิดและมีการฝึกร่วมกัน โดยกองทัพจีนกับรัสเซียจัดการฝึกร่วมเพื่อลาดตระเวนทางอากาศเหนือน่านฟ้าทะเลจีนตะวันออก และมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก ประจำปี 2568 หรือการฝึกเชิงยุทธศาสตร์ครั้งที่ 10 เมื่อ 9 ธันวาคม 2568 โดยฝ่ายจีนส่งเครื่องบินรบหลายรุ่นเข้าร่วม เช่น เครื่องบินทิ้งระเบิดรุ่น H-6K bomber เครื่องบินรบรุ่น Su-30 และ J-16 และเครื่องบินตรวจการณ์และควบคุมทางอากาศรุ่น KJ-500A ส่วนรัสเซียส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์รุ่น Tu-95 และเครื่องบินควบคุมทางอากาศรุ่น A-50 เข้าร่วมการฝึก การฝึกร่วมดังกล่าวเป็นไปเพื่อเพิ่มพูนความสามารถในการป้องกันภัยคุกคามของทั้ง 2 ประเทศ ให้มีความพร้อมและปฏิบัติการร่วมกันได้อย่างราบรื่น และส่งเสริมความไว้วางใจระหว่างกองทัพจีนและรัสเซีย ประกอบกับเป็นการแสดงให้นานาชาติเห็นว่า จีนกับรัสเซียยังคงมีความร่วมมือที่แน่นแฟ้นและสนับสนุนความมั่นคงระหว่างกัน ในห้วงที่นานาชาติกำลังกดดันรัสเซียให้ยุติสงครามในยูเครน แม้ว่าการฝึกลาดตระเวนร่วมดังกล่าวจะเป็นไปตามกำหนดการและเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี แต่ทำให้ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกหวาดระแวงและมีความเคลื่อนไหวในลักษณะป้องปรามจีนและรัสเซีย โดยเฉพาะญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ โดยมีรายงานเมื่อ 10 ธันวาคม 2568 ว่า เกาหลีใต้และญี่ปุ่นส่งเครื่องบินรบปฏิบัติการลาดตระเวนเหนือน่านฟ้าในห้วงเวลาที่จีนและรัสเซียฝึกร่วมกัน โดยเกาหลีใต้ระบุว่าเครื่องบินของรัสเซียกับจีนรุกล้ำเขตน่านฟ้าของเกาหลีใต้ หรือ KADIZ โดยไม่ได้ขออนุญาต เป็นเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ดังนั้น กองทัพเกาหลีใต้จำเป็นต้องส่งเครื่องบินรบขึ้นไปเตรียมความพร้อมและรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นมาตรการเชิงยุทธวิธี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่นระบุว่าจำเป็นต้องติดตามความเคลื่อนไหวของจีนและรัสเซียอย่างใกล้ชิด รวมทั้งส่งเครื่องบินรบขึ้นไปปฏิบัติการตามมาตรการปกป้องน่านฟ้าจากการรุกล้ำและภัยคุกคาม…

ความเสียหาย รวมทั้งท่าทีสหรัฐฯ จีนต่อสถานการณ์ไทย-กัมพูชา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานความคืบหน้าสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา เมื่อ 9-10 ธันวาคม 2568 เน้นท่าทีของรัฐบาลต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ความเสียหายที่เกิดขึ้น ความปลอดภัยต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติ และสาเหตุของการปะทะครั้งนี้ สื่อยังให้ความสนใจท่าทีของผู้นำของทั้ง 2 ประเทศ ฝ่ายไทย คือ นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ขณะที่ฝ่ายกัมพูชา คือ สมเด็จฯ ฮุนเซน ประธานวุฒิสภา ประธานพรรคประชาชนกัมพูชา (พรรครัฐบาล) และอดีตผู้นำประเทศ  ต่างฝ่ายต่างย้ำว่าจำเป็นต้องปฏิบัติการทางทหารเพื่อป้องกันความปลอดภัยของประชาชนและกำจัดภัยคุกคามของชาติ จากข้อสังเกตการรายงานของสื่อต่างประเทศ พบว่าฝ่ายกัมพูชาเน้นการเปิดเผยข้อมูลความสูญเสีย มีพลเรือนเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมากจากการปฏิบัติการทางทหารของไทย ขณะที่ฝ่ายไทยรายงานว่า มีทหารเสียชีวิต 4 นาย และได้รับบาดเจ็บ 68 ราย ปัจจุบันต่างประเทศมีข้อมูลว่า ฝ่ายไทยอพยพประชาชนมากกว่า 400,000 คน และมีศูนย์พักพิงชั่วคราวมากกว่า 500 แห่งในพื้นที่ 4 จังหวัดที่มีพรมแดนติดกับกัมพูชา ขณะที่ฝ่ายกัมพูชาอพยพประชาชนประมาณ 55,000 คน ส่วนประเด็นความปลอดภัยต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางไปไทยและกัมพูชาจำนวนมากในช่วงวันหยุดเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ สื่อยุโรปรายงานเกี่ยวกับเหตุปะทะเกิดขึ้นบริเวณพรมแดน รวมทั้งให้ระมัดระวังการเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมของชาวยุโรป ซึ่งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงด้วย เช่น เกาะช้าง เกาะหมาก…

ออสเตรเลีย และมาเลเซียเข้มงวดในการใช้โซเชียลมีเดียในเยาวชน

“Social Media” ที่เราคุ้นหูกัน หากจะเรียกตามราชบัณฑิตสถานกำหนดไว้ ก็จะเรียกว่า “สื่อสังคม”ซึ่งหมายถึงสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นสื่อกลางที่ให้บุคคลทั่วไปมีส่วนร่วมสร้างและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่าง ๆ อย่างไรก็ดี เกิดอะไรขึ้นกับแพลตฟอร์มออนไลน์ของ social media ที่มีรายงานมาโดยตลอดว่ากำลังถูกประเทศต่าง ๆ จำกัดการเข้าถึงอย่างจริงจัง เฉพาะอย่างยิ่งมุ่งเป้าหมายไปที่กลุ่มวัยรุ่นและวัยหนุ่มสาวที่อาจพูดได้ว่า แพลตฟอร์มออนไลน์คือส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันไปแล้ว เช่น การติดต่อสื่อสาร การแสดงความเห็น สร้างเครือข่ายที่มีความเห็นร่วมกัน การซื้อ-ขายสินค้าหรือแม้แต่การแลกเปลี่ยนความช่วยเหลือระหว่างกัน ในสหรัฐ ฯ วัยรุ่นชาวอเมริกันนิยมใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ของ social media เช่นกัน ซึ่งสถาบันวิจัย Pew (Pew Research Center) ที่มีชื่อเสียงของสหรัฐฯ ได้เผยแพร่ผลการสำรวจเมื่อ พฤศจิกายน 2568 โดยวัยรุ่นชาวอเมริกันส่วนใหญ่ (ร้อยละ 84) ใช้ YouTube รองลงไปคือ Facebook, Instagram, TikTok, WhatsApp, Reddit ,Snapchat X, Threads, Bluesky และTruth Social อย่างไรก็ดี…

ท่าทีสหรัฐฯ และต่างประเทศ ต่อสถานการณ์ความปลอดภัยในไทย-กัมพูชา

กรณีความขัดแย้งไทย-กัมพูชาที่ปะทุขึ้นมาอีกรอบเมื่อ 7 ธันวาคม 2568 ทำให้มีต่างประเทศออกคำเตือนประชาชนของตนที่อาศัยอยู่ในไทย และในกัมพูชา ขณะที่สถานเอกอัครราชทูตไทยในบางประเทศ เผยแพร่คำเตือนคนไทยในต่างประเทศด้วย ดังนี้ สหรัฐฯ เพิ่มระดับการแจ้งเตือนพลเมืองชาวอเมริกันในไทยและกัมพูชาเกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าว โดยสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ/กรุงเทพฯ ออกคำเตือนด้านความมั่นคง (security alert) เมื่อ 8 ธันวาคม 2568 ให้ชาวอเมริกันหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่ขัดแย้ง และให้อยู่ห่างจากพื้นที่ที่มีการปฏิบัติการทางทหารอย่างน้อย 50 กิโลเมตร เนื่องจากประเมินว่าสถานการณ์ยังไม่แน่นอน และรัฐบาลสหรัฐฯ มีข้อจำกัดในการเข้าพื้นที่ หากเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่นเดียวกับสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส/กรุงเทพฯ ก็เตือนไม่ให้เดินทางไปพื้นที่ขัดแย้ง ส่วนที่มีรายงานจากสำนักข่าวรอยเตอร์ส อ้างเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เปิดเผยท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์นั้น สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ/กรุงเทพฯ ยังไม่ยืนยันท่าทีเรื่องนี้ โดยรายงานดังกล่าวระบุว่า สหรัฐฯ กดดันไทยและกัมพูชาให้คำมั่นว่าจะยุติความรุนแรง รวมทั้งประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการให้ทั้งไทยและกัมพูชาบรรลุการยุติความรุนแรงโดยเร็วที่สุด สหราชอาณาจักรเมื่อ 4 ธันวาคม 2568 เพิ่มคำเตือนพลเรือนเกี่ยวกับการเดินทางในไทย ทั้งจากกรณีการปะทะระหว่างไทย-กัมพูชาและสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ โดยกระทรวงการต่างประเทศสหราชอาณาจักรเตือนให้ระมัดระวังการเดินทางไปในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ให้พิจารณาเฉพาะเท่าที่จำเป็น และให้ชาวอังกฤษอยู่ห่างจากพื้นที่ที่มีการปฏิบัติการทางทหารอย่างน้อย 50 กิโลเมตร ซึ่งรวมทั้งบริเวณเกาะกูด เกาะช้าง และหมู่เกาะในพื้นที่ใกล้เคียง จีนใช้สื่อสังคมออนไลน์และแอปพลิเคชัน WeChat…

สหรัฐฯ ขู่จะเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจากเม็กซิโก เนื่องจากล้มเหลวในการจัดการทรัพยากรน้ำ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เมื่อ 8 ธันวาคม 2568 โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ขู่ว่าจะขึ้นอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากเม็กซิโกอีกร้อยละ 5 หากรัฐบาลเม็กซิโกไม่มีความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาบริหารจัดการทรัพยากรน้ำตามข้อตกลงระหว่างกัน โดยให้เพิ่มการจัดสรรน้ำให้เกษตรกรชาวอเมริกัน พร้อมกับกล่าวโทษเม็กซิโกว่าละเมิดข้อตกลงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำร่วมกันด้วย ข้อตกลงที่ผู้นำสหรัฐฯ อ้างถึง คือ สนธิสัญญาการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้ำ (Utilization of Waters of the Colorado and Tijuana Rivers and of the Rio Grande Treaty) หรือ 1944 Water Treaty ที่เม็กซิโกตกลงว่าจะจัดสรรน้ำในแม่น้ำริโอกรันเด ให้กับเกษตรกรชาวอเมริกันที่ทำเกษตรกรรมและปศุสัตว์ในพื้นที่ตอนใต้ ติดกับแม่น้ำโคโลราโด โดยภายใต้สนธิสัญญาดังกล่าว เม็กซิโกต้องส่งน้ำให้สหรัฐฯ ปริมาณ 1.75 ล้านเอเคอร์-ฟุต ในทุก ๆ 5 ปี หรือประมาณ 350,000 เอเคอร์-ฟุตต่อปี ผ่านระบบเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่าเม็กซิโกไม่ดำเนินการตามสนธิสัญญา ทำให้เกษตรกรในรัฐเทกซัสได้รับผลกระทบอย่างมาก สหรัฐฯ กดดันเม็กซิโกด้วยประเด็นนี้มาตั้งแต่…