ออสเตรเลีย และมาเลเซียเข้มงวดในการใช้โซเชียลมีเดียในเยาวชน

“Social Media” ที่เราคุ้นหูกัน หากจะเรียกตามราชบัณฑิตสถานกำหนดไว้ ก็จะเรียกว่า “สื่อสังคม”ซึ่งหมายถึงสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นสื่อกลางที่ให้บุคคลทั่วไปมีส่วนร่วมสร้างและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่าง ๆ อย่างไรก็ดี เกิดอะไรขึ้นกับแพลตฟอร์มออนไลน์ของ social media ที่มีรายงานมาโดยตลอดว่ากำลังถูกประเทศต่าง ๆ จำกัดการเข้าถึงอย่างจริงจัง เฉพาะอย่างยิ่งมุ่งเป้าหมายไปที่กลุ่มวัยรุ่นและวัยหนุ่มสาวที่อาจพูดได้ว่า แพลตฟอร์มออนไลน์คือส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันไปแล้ว เช่น การติดต่อสื่อสาร การแสดงความเห็น สร้างเครือข่ายที่มีความเห็นร่วมกัน การซื้อ-ขายสินค้าหรือแม้แต่การแลกเปลี่ยนความช่วยเหลือระหว่างกัน ในสหรัฐ ฯ วัยรุ่นชาวอเมริกันนิยมใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ของ social media เช่นกัน ซึ่งสถาบันวิจัย Pew (Pew Research Center) ที่มีชื่อเสียงของสหรัฐฯ ได้เผยแพร่ผลการสำรวจเมื่อ พฤศจิกายน 2568 โดยวัยรุ่นชาวอเมริกันส่วนใหญ่ (ร้อยละ 84) ใช้ YouTube รองลงไปคือ Facebook, Instagram, TikTok, WhatsApp, Reddit ,Snapchat X, Threads, Bluesky และTruth Social อย่างไรก็ดี…

ท่าทีสหรัฐฯ และต่างประเทศ ต่อสถานการณ์ความปลอดภัยในไทย-กัมพูชา

กรณีความขัดแย้งไทย-กัมพูชาที่ปะทุขึ้นมาอีกรอบเมื่อ 7 ธันวาคม 2568 ทำให้มีต่างประเทศออกคำเตือนประชาชนของตนที่อาศัยอยู่ในไทย และในกัมพูชา ขณะที่สถานเอกอัครราชทูตไทยในบางประเทศ เผยแพร่คำเตือนคนไทยในต่างประเทศด้วย ดังนี้ สหรัฐฯ เพิ่มระดับการแจ้งเตือนพลเมืองชาวอเมริกันในไทยและกัมพูชาเกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าว โดยสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ/กรุงเทพฯ ออกคำเตือนด้านความมั่นคง (security alert) เมื่อ 8 ธันวาคม 2568 ให้ชาวอเมริกันหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่ขัดแย้ง และให้อยู่ห่างจากพื้นที่ที่มีการปฏิบัติการทางทหารอย่างน้อย 50 กิโลเมตร เนื่องจากประเมินว่าสถานการณ์ยังไม่แน่นอน และรัฐบาลสหรัฐฯ มีข้อจำกัดในการเข้าพื้นที่ หากเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่นเดียวกับสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส/กรุงเทพฯ ก็เตือนไม่ให้เดินทางไปพื้นที่ขัดแย้ง ส่วนที่มีรายงานจากสำนักข่าวรอยเตอร์ส อ้างเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เปิดเผยท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์นั้น สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ/กรุงเทพฯ ยังไม่ยืนยันท่าทีเรื่องนี้ โดยรายงานดังกล่าวระบุว่า สหรัฐฯ กดดันไทยและกัมพูชาให้คำมั่นว่าจะยุติความรุนแรง รวมทั้งประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการให้ทั้งไทยและกัมพูชาบรรลุการยุติความรุนแรงโดยเร็วที่สุด สหราชอาณาจักรเมื่อ 4 ธันวาคม 2568 เพิ่มคำเตือนพลเรือนเกี่ยวกับการเดินทางในไทย ทั้งจากกรณีการปะทะระหว่างไทย-กัมพูชาและสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ โดยกระทรวงการต่างประเทศสหราชอาณาจักรเตือนให้ระมัดระวังการเดินทางไปในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ให้พิจารณาเฉพาะเท่าที่จำเป็น และให้ชาวอังกฤษอยู่ห่างจากพื้นที่ที่มีการปฏิบัติการทางทหารอย่างน้อย 50 กิโลเมตร ซึ่งรวมทั้งบริเวณเกาะกูด เกาะช้าง และหมู่เกาะในพื้นที่ใกล้เคียง จีนใช้สื่อสังคมออนไลน์และแอปพลิเคชัน WeChat…

สหรัฐฯ ขู่จะเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจากเม็กซิโก เนื่องจากล้มเหลวในการจัดการทรัพยากรน้ำ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เมื่อ 8 ธันวาคม 2568 โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ขู่ว่าจะขึ้นอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากเม็กซิโกอีกร้อยละ 5 หากรัฐบาลเม็กซิโกไม่มีความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาบริหารจัดการทรัพยากรน้ำตามข้อตกลงระหว่างกัน โดยให้เพิ่มการจัดสรรน้ำให้เกษตรกรชาวอเมริกัน พร้อมกับกล่าวโทษเม็กซิโกว่าละเมิดข้อตกลงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำร่วมกันด้วย ข้อตกลงที่ผู้นำสหรัฐฯ อ้างถึง คือ สนธิสัญญาการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้ำ (Utilization of Waters of the Colorado and Tijuana Rivers and of the Rio Grande Treaty) หรือ 1944 Water Treaty ที่เม็กซิโกตกลงว่าจะจัดสรรน้ำในแม่น้ำริโอกรันเด ให้กับเกษตรกรชาวอเมริกันที่ทำเกษตรกรรมและปศุสัตว์ในพื้นที่ตอนใต้ ติดกับแม่น้ำโคโลราโด โดยภายใต้สนธิสัญญาดังกล่าว เม็กซิโกต้องส่งน้ำให้สหรัฐฯ ปริมาณ 1.75 ล้านเอเคอร์-ฟุต ในทุก ๆ 5 ปี หรือประมาณ 350,000 เอเคอร์-ฟุตต่อปี ผ่านระบบเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่าเม็กซิโกไม่ดำเนินการตามสนธิสัญญา ทำให้เกษตรกรในรัฐเทกซัสได้รับผลกระทบอย่างมาก สหรัฐฯ กดดันเม็กซิโกด้วยประเด็นนี้มาตั้งแต่…

จีนรับตัวเครือข่ายสแกมเมอร์ในเมียนมาจำนวน 1,178 คนกลับประเทศ

จีนให้ความสำคัญกับการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์ และสแกมเมอร์ที่เป็นภัยคุกคามและส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของชาวจีน โดยร่วมมือกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เฉพาะอย่างยิ่ง เมียนมา ไทย ลาว และกัมพูชา เพื่อปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์จีนที่ไปตั้งฐานในประเทศดังกล่าว  มีรายงานเมื่อ 8 ธันวาคม 2568 ว่า รัฐบาลจีนร่วมมือกับรัฐบาลและกองทัพเมียนมา ปราบปรามกลุ่มสแกมเมอร์ในเมืองเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง โดยได้รับการสนับสนุนจากไทย ทำให้สามารถควบคุมตัวแรงงานชาวจีนที่ทำงานในเครือข่ายดังกล่าวได้จำนวนมาก และจีนจะรับตัวกลุ่มแรงงานดังกล่าวจำนวน 1,178 คน กลับประเทศ เพื่อเข้ากระบวนการสืบสวนและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป สื่อมวลชนจีนรายงานว่าปฏิบัติการปราบปรามกลุ่มสแกมเมอร์ดังกล่าวเป็นผลจากความร่วมมือระหว่างจีนกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะสแกมเมอร์ ซึ่งตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2568 จีนได้ส่งเจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคงสาธารณะจากมณฑลเจียงซี ไปร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยบังคับใช้กฎหมายของไทยในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อรับตัวผู้ต้องหาชาวจีนกลับประเทศ การปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ในเมืองเมียวดี รัฐกะเหรี่ยงของเมียนมา เป็นผลจากความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างจีน เมียนมา และไทย ซึ่งจีนสนับสนุนปฏิบัติการดังกล่าวตั้งแต่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 และรับตัวชาวจีนที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมดังกล่าวกลับประเทศแล้วมากกว่า 6,600 คน เพื่อเป็นการส่งสัญญาณให้เครือข่ายอาชญากร โดยเฉพาะสแกมเมอร์เห็นว่าจีนจริงจังและเข้มงวดกับการปราบปรามการกระทำที่ผิดกฎหมาย ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของชาวจีน รวมทั้งส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของจีนในต่างประเทศ เนื่องจากกลุ่มอาชญากรชาวจีนใช้พื้นที่ในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งฐานการหลอกลวงออนไลน์ ดำเนินการเป็นอุตสาหกรรมและเครือข่ายขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน และค้ามนุษย์ ซึ่งทำลายเศรษฐกิจ…

สื่อต่างชาติรายงานเหตุปะทะระหว่างไทย-กัมพูชา เน้นผลกระทบต่อประชาชนและท่าทีนานาชาติ

สถานการณ์การปะทะระหว่างไทย-กัมพูชาบริเวณชายแดนได้รับความสนใจจากนานาชาติและสื่อมวลชน โดยรายงานเหตุการณ์ต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อ 9 ธันวาคม 2568 สื่อต่างประเทศเน้นผลกระทบจากความขัดแย้งดังกล่าวต่อประชาชนทั้งฝั่งไทยและฝั่งกัมพูชาที่ต้องอพยพออกจากพื้นที่ไปศูนย์อพยพชั่วคราว ตลอดจนต้องดำรงชีวิตด้วยความหวาดกลัว ด้านกรณีกัมพูชาระบุว่ามีพลเรือนจำนวน 6 รายเสียชีวิตจากการโจมตีของฝ่ายไทย ขณะที่ฝ่ายไทยมีความสูญเสียคือทหาร 1 ราย และยืนยันว่ารูปแบบการโจมตีของกองทัพกัมพูชามุ่งเป้าหมายพลเรือน สำหรับการปฏิบัติการของไทยเน้นทำลายเป้าหมายทางการทหารเท่านั้น หลีกเลี่ยงผลกระทบต่อพลเรือนชาวกัมพูชา และเป็นไปตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ตลอดจนย้ำว่าฝ่ายไทยต้องการสันติภาพ ที่ครอบคลุมถึงความปลอดภัยของประชาชน ท่าทีของสมเด็จฮุนเซน ประธานรัฐสภา อดีตผู้นำกัมพูชาและผู้ทรงอิทธิพลทางการเมืองในประเทศ ยังคงได้รับความสนใจอย่างมากจากสื่อต่างประเทศ เฉพาะอย่างยิ่งกรณีเปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กเมื่อ 8 ธันวาคม 2568 ว่า กองทัพกัมพูชาจำเป็นต้องตอบโต้ไทย หลังจากที่ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงมาโดยตลอด พร้อมทั้งมีรายงานว่าสมเด็จฮุนเซนมีถ้อยแถลงวิจารณ์ผู้นำรัฐบาลไทยเชิงลบว่าทำให้ทหารตกอยู่ในความเสี่ยง เพียงเพื่อแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์คะแนนนิยมทางการเมือง ตลอดจนเตือนให้ลดระดับความขัดแย้งบริเวณชายแดนโดยเร็ว สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่ตึงเครียด ทำให้นานาชาติแสดงความวิตกกังวล โดยนาย Stephane Dujarric  โฆษกประจำตัวนาย Antonio Guterres เลขาธิการสหประชาชาติ (UN) เมื่อ 8 ธันวาคม 2568 เรียกร้องให้ทั้ง 2 ฝ่ายหลีกเลี่ยงการทำให้การปะทะขยายวงกว้างและลดการโจมตีที่จะส่งผลกระทบต่อพลเรือน รวมทั้งอาคารและโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ในพื้นที่ด้วย นอกจากนี้…

การประเมินเศรษฐกิจและการค้าโลกในช่วงใกล้สิ้นปี 2568

ตลอดปี 2568 สถาบันเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ มีการประเมิน และปรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและการค้าของโลกในปี 2568 มาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเดือนธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายของปี ที่น่าสนใจคือ รายงานการค้าและการพัฒนาประจำปี 2568 (Trade and Development Report 2025) ขององค์การการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (United Nations Conference on Trade and Development -UNCTAD) ที่เผยแพร่รายงาน เมื่อ 2 ธันวาคม 2568 โดยประเมินว่าในปี 2568 การเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลง เหลือร้อยละ 2.6 สำหรับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development – OECD)   OECD ป ระเมินสอดคล้องในทิศทางเดียวกันกับรายงานของ UNCTAD ว่า การเติบโตของเศรษฐกิจโลกชะลอตัวจากที่คาดการณ์ไว้ แต่ประเมินให้อัตราการขยายตัวมากกว่า โดยอยู่ที่ร้อยละ 3.3…

อิสราเอล-กลุ่มฮะมาสจะเริ่มหารือข้อตกลงยุติความขัดแย้งระยะที่ 2

นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอลระบุเมื่อ 8 ธันวาคม 2568 ว่าจะหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ เร็ว ๆ นี้เพื่อทบทวนเงื่อนไขและขั้นตอนการดำเนินการตามแผนยุติความขัดแย้งในฉนวนกาซา และฟื้นฟูฉนวนกาซา ระยะที่ 2 หลังจากกองทัพอิสราเอลถอนกำลังออกจากพื้นที่แล้วบางส่วน ขณะที่กลุ่มฮะมาสทำตามแผนระยะที่ 1 คือ ส่งตัวประกันคืนให้อิสราเอลทั้งหมด โดยปัจจุบันเหลือตัวประกันชาวอิสราเอลอีก 1 ราย ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้นานาชาติสนใจว่าแผนการยุติสงครามในฉนวนกาซาอาจมีความคืบหน้า และมีความชัดเจนเรื่องการบริหารการปกครองฉนวนกาซา รวมทั้งบทบาทของกองกำลังนานาชาติภายใต้สหประชาชาติที่จะเข้าไปควบคุมสถานการณ์ด้านความมั่นคงในพื้นที่ต่อไป ท่าทีของนายกรัฐมนตรีอิสราเอลทำให้มีรายงานว่า อิสราเอลจะทบทวนข้อเสนอกับกลุ่มฮะมาสอีกครั้งเร็ว ๆ นี้ เพื่อเป้าหมายให้กลุ่มฮะมาสปลดอาวุธทั้งหมด อย่างไรก็ตาม กลุ่มฮะมาสยังไม่ตอบรับเงื่อนไขของอิสราเอล พร้อมยืนยันว่ากลุ่มอาจพิจารณาวางอาวุธชั่วคราว หากมีการผลักดันให้เกิดรัฐปาเลสไตน์อย่างจริงจัง รวมทั้งข้อตกลงหยุดยิงระยะ 5-10 ปีด้วย ซึ่งเงื่อนไขดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่สหรัฐฯ เสนอ แต่ผู้นำอิสราเอลยังไม่ยอมรับ เพราะคัดค้านการตั้งรัฐปาเลสไตน์ เนื่องจากจะเป็นชัยชนะของกลุ่มฮะมาส สถานการณ์ความมั่นคงและความขัดแย้งในฉนวนกาซายังไม่แน่นอน เนื่องจากทั้ง 2 ฝ่ายยังปฏิบัติการโจมตีทางการทหารต่อเนื่อง แม้จะอยู่ระหว่างทำข้อตกลงหยุดยิงและแลกเปลี่ยนตัวประกัน นอกจากนี้ มีรายงานว่ากองทัพอิสราเอลใช้โอกาสในช่วงการทำข้อตกลงหยุดยิงนี้วางกำลังพลตามแนวพรมแดนระหว่างเมืองในฉนวนกาซา เพื่อสร้าง “เขตแดนใหม่” เพื่อให้กองกำลังของอิสราเอลยังคงมีอำนาจควบคุมพื้นที่มากกว่าร้อยละ 50 ของฉนวนกาซา ท่าทีดังกล่าวทำให้ประเทศในตะวันออกกลางไม่เห็นด้วย โดยนายกรัฐมนตรีกาตาร์ระบุในที่ประชุม…

สื่อต่างประเทศรายงานสถานการณ์ปะทะไทย-กัมพูชา

สื่อมวลชนต่างประเทศยังคงติดตามรายงานสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทย-กัมพูชา จากกรณีมีรายงานเมื่อ 8 ธันวาคม 2568 ว่าเกิดเหตุการณ์ปะทะบริเวณพรมแดน 2 ประเทศ ล่าสุด สื่อต่างประเทศส่วนใหญ่รายงานว่าไทยปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในพื้นที่บริเวณชายแดนในช่วงเช้าของ 8 ธันวาคม 2568 เพื่อตอบโต้กัมพูชา นับเป็นการปะทะทางการทหารครั้งล่าสุดและเสี่ยงทำให้แผนยุติความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์สนับสนุนนั้นต้องหยุดชะงัก ทั้งนี้ สื่อรายงานโดยอ้างถ้อยแถลงของ ทอ.ไทยที่ระบุว่าปฏิบัติการโจมตีโดยมุ่งทำลายเป้าหมายด้านการทหารของกัมพูชา รวมทั้งศูนย์บัญชาการและเส้นทางลำเลียงเสบียง รวมทั้งอุปกรณ์ทางการทหารของกัมพูชาในพื้นที่ช่องอานม้า พื้นที่สำคัญเชิงยุทธศาสตร์ใน ต.โซง อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เนื่องจากเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อไทย สื่อรายงานด้วยว่า ฝ่ายไทยประเมินว่ากัมพูชาเคลื่อนย้ายกำลังพลและยุทโธปกรณ์ประเภทอาวุธหนักจำนวนมาก และฝ่ายไทยจำเป็นต้องปฏิบัติการทางอากาศเพื่อตอบโต้กัมพูชาที่เริ่มการปะทะก่อนในช่วงเวลา 03.00 น.โดยยิงโจมตีเข้าพื้นที่ฐานอนุพงษ์ บริเวณช่องบก จ.อุบลราชธานี จนทำให้ทหารไทยเสียชีวิต 1 ราย และได้รับบาดเจ็บ 2 ราย นอกจากนี้ กัมพูชายิงจรวดรุ่น BM-21 เข้าพื้นที่พลเรือนของไทยด้วย แต่ยังไม่มีรายงานความเสียหาย กัมพูชาปฏิเสธข้อมูลของฝ่ายไทย และยืนยันผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่ากัมพูชาปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่างกัน และต้องการแก้ไขความขัดแย้งตามแนวทางสันติภาพ รวมทั้งกฎหมายระหว่างประเทศ ตลอดจนย้ำว่ากัมพูชาติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และมีรายงานว่าฝ่ายไทยปฏิบัติการโจมตีกัมพูชาในช่วงเวลา 05.04 น. นอกจากประเด็นการปะทะและความไม่แน่นอนด้านสถานการณ์ความปลอดภัย รวมทั้งการรักษาข้อตกลงที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พยายามผลักดัน…

กัมพูชาเปิดรับการลงทุนจาก USABC ของสหรัฐฯ

ช่วงต้นธันวาคม 2568 สื่อกัมพูชาเสนอข่าวสารสำคัญเกี่ยวกับการที่กัมพูชาเปิดรับสภาธุรกิจสหรัฐฯ–อาเซียน (U.S.-ASEAN Business Council -USABC) ซึ่งการที่นายฮุน มาเน็ต นายกรัฐมนตรีของกัมพูชาได้เข้าร่วมประชุม และพบหารือกับ USABC ด้วยตนเอง และสร้างความมั่นใจในการดำเนินนโยบายของรัฐบาล และการมีสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุน ทำให้ USABC พอใจมาก และยังตอบรับที่กัมพูชาได้จัดตั้งช่องทางการติดต่อ และแก้ไขปัญหาระหว่างนักธุรกิจของทั้งสองประเทศ ที่ชื่อว่า Government-Private Sector Forum หรือ G-PSF หลังจากการเดินสายในกัมพูชาของบริษัท  USABC เช่น ConocoPhillips, Marriott International, Mastercard, Visa, Ford & RMA, Coca-Cola, และ Vriens & Partners เป็นต้น ในครั้งนี้ การค้าการลงทุนของบริษัทขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ น่าจะหลั่งไหลไปยังกัมพูชามากขึ้น เพราะ USABC ได้พบหลายภาคส่วนของกัมพูชาเช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการท่องเที่ยว และกระทรวงสาธารณสุข นอกจากนี้ กัมพูชายังได้ นาย…

วิเคราะห์ผู้นำรัสเซียเยือนอินเดียกับภูมิรัฐศาสตร์โลก

  รัสเซียกับอินเดียมีความสัมพันธ์และความร่วมมือที่ใกล้ชิดระหว่างกันตลอดมา ไม่เว้นแม้กระทั่วช่วงที่นานาชาติคว่ำบาตรและกดดันรัสเซียจากกรณีทำสงครามในยูเครน แต่อินเดียก็ยังคงมีความร่วมมือกับรัสเซียได้อย่างต่อเนื่อง เพราะนอกจากอินเดียจะยึดมั่นในหลักการดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างเป็นกลางแล้ว อินเดียยังเล็งเห็นว่าการรักษาความสัมพันธ์กับรัสเซียอาจเป็นโอกาสให้อินเดียเองได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำโลก พร้อมกับเป็นประเทศที่สามารถจัดการความสัมพันธ์กับมหาอำนาจได้อย่างมีชั้นเชิง ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับอินเดียกำลังน่าจับตามอง เพราะประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียเยือนอินเดียอย่างเป็นทางการระหว่าง 4-5 ธันวาคม 2568 ซึ่งนอกจากจะเป็นการเยือนเพื่อฉลองครบรอบ 25 ปีความสัมพันธ์ในฐานะหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รัสเซีย-อินเดียแล้ว ยังเป็นครั้งแรกที่ประธานาธิบดีรัสเซียเยือนอินเดีย ตั้งแต่มีสงครามในยูเครน ตลอดจนเป็นเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงที่สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกเปลี่ยนแปลง มีความขัดแย้ง การแข่งขัน และความไม่แน่นอนสูงมาก สาเหตุที่ทำให้ทั่วโลกจับตาการเยือนครั้งนี้ เพราะมีขึ้นในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่าง ๆ มีความซับซ้อนและอาจอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน (transition) เช่น 1) รัสเซียกำลังจะยกระดับปฏิบัติการทางทหารในยูเครน เนื่องจากใกล้ฤดูหนาว ซึ่งเป็นสมรภูมิที่มีแนวโน้มจะตึงเครียดขึ้น 2) สหรัฐฯ กำลังเร่งทำให้การเจรจาสันติภาพรัสเซีย-ยูเครน มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม โดยส่งผู้แทนไปพบกับผู้นำรัสเซีย และกำลังจะพบกับผู้นำยูเครนเร็ว ๆ นี้ 3) สหภาพยุโรป (EU) กำลังเดินหน้าลดการนำเข้าพลังงานจากรัสเซีย และ 4) อินเดียกำลังมีปัญหาขัดแย้งกับสหรัฐฯ เรื่องความร่วมมือทางการค้า จากนโยบายภาษีตอบโต้ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ร้อยละ 50 และบวกกับอีกร้อยละ 25 จากกรณีอินเดียนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียด้วย…