จีนผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรอาหารทะเลจากญี่ปุ่นบางส่วน

เมื่อ 1 กรกฎาคม 2568 โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนประกาศยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรการนำเข้าสินค้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่นบางส่วน ซึ่งเป็นผลจากการพิจารณาและทบทวนคุณภาพสินค้านำเข้าจากญี่ปุ่นด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ การวิจัย และกฎหมายของจีนอย่างละเอียด โดยจีนจะสามารถเริ่มนำเข้าสินค้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่นตั้งแต่ 30 มิถุนายน 2568 เป็นต้นไป อย่างไรก็ดี จีนจะยังคงเข้มงวดการตรวจสอบความปลอดภัยของอาหารที่นำเข้าจากญี่ปุ่น รวมทั้งคงมาตรการจำกัดและห้ามนำเข้าสินค้าอาหารทะเลบางประเภท และจากบางพื้นที่ของญี่ปุ่นไว้ ตลอดจนพร้อมจะกลับไปใช้มาตรการคว่ำบาตรสินค้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่นทั้งหมดอีกครั้ง หากพบว่ามีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้บริโภคชาวจีน ทั้งนี้ การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนจะเป็นผลดีต่อการส่งออกอาหารทะเลของญี่ปุ่น เนื่องจากจีนเป็นตลาดส่งออกขนาดใหญ่ จีนคว่ำบาตรการนำเข้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่นตั้งแต่สิงหาคม 2566 หลังจากที่รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศปล่อยน้ำบำบัดจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิก ทำให้จีนไม่เชื่อมั่นในคุณภาพและความปลอดภัยในอาหารทะเลของญี่ปุ่น แม้รัฐบาลญี่ปุ่นและทบวงการปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) จะยืนยันแล้วว่าปลอดภัย ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นยินยอมให้นานาชาติรวมทั้งจีน เข้าไปตรวจสอบการบำบัดน้ำและกระบวนการกำจัดกัมมันตรังสีอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง จนอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้รัฐบาลจีนเปลี่ยนใจและพิจารณายกเลิกมาตรการคว่ำบาตร ทั้งนี้ จีนยังห้ามนำเข้าสินค้าอาหารทะเลจาก 10 ภูมิภาคในญี่ปุ่น ได้แก่ Fukushima, Gunma, Tochigi, Ibaraki, Miyagi, Niigata, Nagano, Saitama, Tokyo และ Chiba เนื่องจากพิจารณาว่ายังมีความเสี่ยงสูง แม้ว่าจะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรและเริ่มนำเข้าสินค้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่นแล้ว แต่รัฐบาลจีนย้ำว่าไม่เห็นด้วยกับการปล่อยน้ำบำบัดจากโรงงานนิวเคลียร์ลงสู่มหาสมุทร และยืนยันว่าจีนจะร่วมมือกับนานาชาติเพื่อเรียกร้องให้ญี่ปุ่นรายงานความคืบหน้าและดำเนินโครงการอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อปกป้องความปลอดภัยของผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม การผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรทางการค้าครั้งนี้ น่าจะเป็นผลดีต่อบรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับญี่ปุ่น…

สหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อซีเรีย

  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ลงนามในคำสั่งผู้บริหารเมื่อ 30 มิถุนายน 2568 ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อซีเรีย เพื่อเปิดโอกาสให้รัฐบาลชุดใหม่ของซีเรียได้ขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การลงทุน และการเงินกับต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการสร้างเสถียรภาพและสันติภาพในซีเรียต่อไป ท่าทีดังกล่าวเป็นไปตามคำมั่นที่ผู้นำสหรัฐฯ ให้ไว้ก่อนหน้านี้ ว่าจะสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงในซีเรีย อย่างไรก็ดี สหรัฐฯ จะยังคงคว่ำบาตรอดีตประธานาธิบดีบะชาร อัลอะซัด และอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลซีเรียเช่นเดิม เพราะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน การค้ายาเสพติด และการใช้อาวุธเคมีปราบปรามประชาชนชาวซีเรีย คำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์มีแนวโน้มจะเป็นผลดีต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของรัฐบาลซีเรียปัจจุบันที่ยังคงเป็นรัฐบาลเฉพาะกาล และมีประธานาธิบดีอะห์มัด อัชชะระอ์  เป็นผู้นำ ปัจจุบันนานาชาติจับตามองความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และผู้นำซีเรียอย่างใกล้ชิด เนื่องจากหากประธานาธิบดีทรัมป์ให้การรับรอง ก็จะเป็นสัญญาณว่าสหรัฐฯ พร้อมสนับสนุน ประธานาธิบดีอะห์มัด อัชชะระอ์ แม้ว่าจะเคยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกลุ่มอัลกออิดะฮ์ และอยู่ในบัญชีรายชื่อผู้ก่อการร้ายของสหรัฐฯ มาก่อน การปรับเปลี่ยนท่าทีของสหรัฐฯ อาจเป็นผลดีต่อการเสริมสร้างความมั่นคงในซีเรียมากขึ้น เพราะที่ผ่านมา มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ทำให้ประเทศอื่น ๆ ไม่ต้องการเสี่ยงเข้าไปลงทุนหรือดำเนินธุรกิจในซีเรีย จนทำให้ไม่มีเสถียรภาพและไม่มั่นคง ตลอดจนมีความเสี่ยงตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของมหาอำนาจในตะวันออกกลาง จีน และรัสเซีย รวมทั้งกลุ่มก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ ที่ต้องการใช้ซีเรียเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการสกัดกั้นอิทธิพลของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง ก่อนหน้านี้ กรณีประธานาธิบดีสหรัฐฯ พบกับประธานาธิบดีซีเรียที่ซาอุดิอาระเบียเมื่อ พฤษภาคม 2568…

เวียดนามประกาศยกเว้นค่าเล่าเรียนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

  สภาแห่งชาติเวียดนามมีมติเมื่อ 26 มิถุนายน 2568 ประกาศยกเว้นค่าเล่าเรียนในโรงเรียนของรัฐทุกระดับตั้งแต่ชั้นอนุบาล จนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย รวมถึงโครงการศึกษาต่อเนื่อง เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปีการศึกษา ปี 2568-2569 เป็นต้นไป ส่วนโรงเรียนเอกชนจะได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล โดยเงินอุดหนุนจะถูกกำหนดตามค่าเล่าเรียนจริง (ไม่เกินค่าเล่าเรียนของโรงเรียนรัฐ) และกำหนดโดยหน่วยงานท้องถิ่นตามหลักเกณฑ์ระดับชาติ กลุ่มเป้าหมายจะครอบคลุมพลเมืองเวียดนามและบุคคลเชื้อสายเวียดนามที่อาศัยอยู่ในประเทศ แม้จะยังไม่ได้รับสัญชาติเต็มตัว สภาแห่งชาติเวียดนามยังอนุมัติแผนการศึกษาปฐมวัยถ้วนหน้าสำหรับเด็กอายุ 3-5 ปีภายในปี 2573 และมีแผนสนับสนุนค่าอาหารกลางวันฟรีในโรงเรียนประถมและมัธยมในพื้นที่ชายแดนและภูเขา นโยบายดังกล่าวของรัฐบาลเวียดนามมีเป้าหมายหลักลดภาระทางการเงินของครอบครัว  เฉพาะอย่างยิ่งครัวเรือนที่มีรายได้น้อย และส่งเสริมให้เด็กเวียดนามทุกคนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพได้อย่างเท่าเทียมกันมากขึ้น นอกจากนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของรัฐต่อคนรุ่นใหม่และการลงทุนทางการศึกษาเพื่อการพัฒนาประเทศ ทั้งนี้ รัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณจากงบประมาณของรัฐเพื่อสนับสนุนนโยบายนี้ โดยค่าใช้จ่ายรวมต่อปีอยู่ที่ประมาณ 30.6 ล้านล้านดองเวียดนาม (ประมาณ 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับปีการศึกษา 2568-2569 จะมีการจัดสรรงบประมาณเบื้องต้นประมาณ 22.5 ล้านล้านดองเวียดนาม นโยบายนี้เป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบการศึกษาของเวียดนาม และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของประเทศในการลงทุนด้านทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งรัฐบาลเวียดนามถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไป สู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่ทันสมัยและมีรายได้สูง สะท้อนจากนโยบาย 1) การศึกษาคือรากฐาน จากนโยบายเรียนฟรี และการยกระดับคุณภาพการศึกษา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เพื่อผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพสูงและตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต 2) การพัฒนาแรงงานทักษะสูงในอุตสาหกรรมเป้าหมาย…

เวียดนามอนุมัติมติจัดตั้งศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศในนครโฮจิมินห์และนครดานัง

  สภาแห่งชาติเวียดนามมีมติอนุมัติแผนการจัดตั้งศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศ (International Financial Center-IFC) มีผลบังคับใช้ใน 1 กันยายน 2568 แผนดังกล่าวเป็นกรอบกฎหมายที่ครอบคลุมสำหรับการจัดตั้ง การดำเนินงาน การกำกับดูแล และการใช้กลไกและนโยบายพิเศษสำหรับ IFC ของเวียดนาม ทั้งนี้ IFC จะพัฒนาในพื้นที่นครโฮจิมินห์ (ตอนใต้) และนครดานัง(ตอนกลาง) ทั้งนี้ การพัฒนาศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เวียดนามกลายเป็นประเทศที่มีรายได้สูงภายในปี 2588 IFC ของเวียดนาม จะใช้รูปแบบการดำเนินงาน การกำกับดูแล และการบริหารจัดการแบบรวม (unified model) แต่ว่าแต่ละเมืองจะพัฒนากลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ปรับให้เข้ากับจุดแข็งของตน โดยนครโฮจิมินห์จะเน้นการพัฒนาตลาดทุน ธนาคาร และสกุลเงิน ส่วนนครดานังจะเน้นที่การเงินที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้ทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ใกล้กับระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก IFC มีเป้าหมายที่จะเสริมสร้างบทบาทเวียดนามในเครือข่ายทางการเงินระดับโลก และทำหน้าที่เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ IFC ยังจะทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มสำหรับการส่งเสริมด้านการเงินที่ยั่งยืน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินสีเขียว รวมถึงการระดมทุนสำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานและโครงการพัฒนาสีเขียว ในมติที่รัฐสภาเวียดนามอนุมัติได้ระบุกลไกและนโยบายพิเศษต่างๆ ในด้านสำคัญๆ อาทิ  การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและการดำเนินการด้านธนาคาร ตลาดทุนและแรงจูงใจทางภาษี ความมั่นคงทางสังคมและ การจ้างงาน การใช้ที่ดิน การก่อสร้าง และการจัดการสิ่งแวดล้อม กรอบงานนำร่องที่ควบคุมสำหรับเทคโนโลยีทางการเงินและนวัตกรรม แรงจูงใจสำหรับนักลงทุนเชิงกลยุทธ์และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน…

อินโดนีเซียเปิดโครงการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์พลังงานไฟฟ้าขนาดใหญ่

ประธานาธิบดีปราโบโว สุเบียนโตของอินโดนีเซียเมื่อ 29 มิถุนายน 2568 เป็นประธานเปิดโครงการลงทุนเพื่อพัฒนาแบตเตอรี่รถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) ขนาดใหญ่ของประเทศ ที่เมือง Karawang เขตการปกครองของชวาตะวันตก ซึ่งเป็นเมืองสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศทั้งในมิติเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม  โครงการนี้เป็นโครงการสำคัญระดับ MEGA Project  มีการร่วมทุนประมาณ 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อทำให้อินโดนีเซียมีศักยภาพเป็นประเทศที่ผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าไปยังตลาดโลก ตลอดจนมีความสามารถในการรีไซเคิลแบตเตอรี่รถยนต์พลังงานไฟฟ้าด้วย ผู้นำอินโดนีเซียให้ความสำคัญกับการพัฒนาประเทศให้เป็นศูนย์กลางการผลิตเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนโลกในอนาคต รวมทั้งส่งเสริมการเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด โดยใช้จุดแข็งจากการที่อินโดนีเซียเป็นประเทศที่สามารถผลิตแร่นิกเกิล และแร่ธาตุอื่น ๆ ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของแบตเตอรี่รถยนต์พลังงานไฟฟ้า เพื่อดึงดูดการลงทุน โดยโครงการนี้เป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท Aneka Tambang (Antam) และบริษัท Indonesia Battery Corporation (IBC) ของอินโดนีเซีย กับบริษัท Ningbo Contemporary Brunp Lygend Co., Ltd. (CBL) ของจีน ซึ่งรัฐบาลอินโดนีเซียให้การสนับสนุน บริษัท CBL ของจีนเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่รถยนต์พลังงานไฟฟ้ารายใหญ่ของโลก จะร่วมลงทุนในการสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่แบตเตอร์รีและศูนย์วิจัยเพื่อพัฒนาการใช้พลังงานในรูปแบบอื่น ๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ บริษัท…

อิหร่านเพิ่มมาตรการลงโทษเด็ดขาดต่อผู้ที่ร่วมมือกับสหรัฐฯ และอิสราเอล

รัฐสภาอิหร่านเมื่อ 30 มิถุนายน 2568 อนุมัติกฎหมายใหม่ที่จะลงโทษขั้นสูงสุดต่อผู้ที่ให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ อิสราเอล และประเทศคู่ขัดแย้งอื่น ๆ เพื่อบ่อนทำลายหรือขัดขวางความมั่นคงของชาติอิหร่าน  กฎหมายดังกล่าวอนุญาตให้ศาลสามารถพิจารณาโทษประหารชีวิต แก่บุคคลใดก็ตามที่สอบสวนแล้วพบว่ามีพฤติกรรมเป็นภัยคุกคามต่ออิหร่าน ทั้งบ่อนทำลาย ปฏิบัติการลับ เป็นสายลับ หรือดำเนินงานข่าวกรองให้กับสหรัฐฯ และอิสราเอล ตลอดจนห้ามสนับสนุนอิสราเอลหรือมีความร่วมมือกับอิสราเอลทั้งในมิติเศรษฐกิจและเทคโนโลยี อิหร่านยังห้ามประชาชนไม่ให้ใช้สัญญาณดาวเทียมและอินเทอร์เน็ตจาก Starlink เพื่อหลบเลี่ยงการที่รัฐบาลจะถูกตรวจสอบรวมทั้งติดตาม  และกำหนดให้พฤติกรรมที่เป็นภัยต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของรัฐ เช่น การโจมตีทางไซเบอร์ รบกวนสัญญาณสื่อสาร และการขัดขวางระบบโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ จะต้องโทษประหารชีวิตด้วย การที่ฝ่ายนิติบัญญัติอิหร่านยกระดับโทษสูงสุด สะท้อนว่ารัฐบาลอิหร่านต้องการยกระดับความมั่นคงปลอดภัยของชาติและระบอบการปกครองด้วยกลไกทางกฎหมาย และป้องกันไม่ให้ประชาชนชาวอิหร่านตกเป็นเครื่องมือของต่างประเทศ โดยเฉพาะอิสราเอลที่ดำเนินงานข่าวกรองในอิหร่าน และมีรายงานอย่างชัดเจนว่าหน่วยข่าวกรองอิสราเอลแฝงตัวเข้าไปในอิหร่าน จนทำให้อิหร่านต้องถูกโจมตีอย่างหนักเมื่อช่วงกลางมิถุนายน 2568   โดยนอกจากการเพิ่มโทษประหารชีวิต ยังเพิ่มโทษต่อผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปล่อยข้อมูล ทำโฆษณาชวนเชื่อ การเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ และการชุมนุมในช่วงสงครามอีกด้วย กรณีดังกล่าวมีขึ้นในช่วงที่อิหร่านเผชิญความขัดแย้งตึงเครียดกับอิสราเอลและสหรัฐฯ โดยปัจจุบันยังคงมีรายงานการตอบโต้ทางการทหารและการทูตระหว่างกันต่อเนื่อง โดยอิหร่าน-อิสราเอลใช้การตอบโต้ด้วยวิธีการทางทหาร ส่วนอิหร่าน-สหรัฐฯ ใช้การตอบโต้ทางการทูต ล่าสุดเมื่อ 30 มิถุนายน 2568 มีรายงานว่าอิสราเอลโจมตีเรือนจำ  Evin ในกรุงเตหะรานของอิหร่าน ทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก และทำให้นานาชาติกังวลเพราะเรือนจำดังกล่าวไม่ควรตกเป็นเป้าหมายโจมตีของอิสราเอล เพราะมีชาวต่างชาติอยู่ด้วย และขัดแย้งกับเป้าหมายของอิสราเอลที่ก่อนหน้านี้อ้างว่าจะโจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารและการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่าน บรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ…

กรณีพบวัตถุคล้ายระเบิดหลายจุดกระทบความเชื่อมั่นของประชาชนและนักท่องเที่ยว

  ตามที่ในห้วง 24 – 26 มิ.ย. 68 พบวัตถุต้องสงสัยและวัตถุคล้ายระเบิดหลายจุดในพื้นที่ จ.พังงา กระบี่ และภูเก็ต พบเป็นกระแสความสนใจของประชาชนทั้งในและนอกพื้นที่ โดยความเห็นส่วนใหญ่กังวลความไม่ปลอดภัย และสันนิษฐานว่าอาจเป็นการก่อเหตุความรุนแรงที่ขยายวงมาจากพื้นที่ จชต. หรืออาจเป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อหวังทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยโดยกลุ่มที่ไม่หวังดี ซึ่งอาจต้องการบั่นทอนความเชื่อมั่นรัฐบาล หรือเป็นฝีมือของกลุ่มในต่างประเทศ นอกจากนี้ พบว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นยังได้รับความสนใจจากสื่อต่างประเทศ โดยเฉพาะสื่อจีนที่มีทั้งสำนักข่าว สื่อออนไลน์ และผู้ใช้โซเชียลมีเดียจีนนำไปรายงานต่อ โดยเน้นเผยแพร่ข่าว ภาพ และคลิปขณะเจ้าหน้าที่กำลังเก็บกู้วัตถุต้องสงสัยที่มีควันและเสียงคล้ายระเบิด จึงปรากฏกระแสความคิดเห็นในลักษณะมองว่าไทยไม่ปลอดภัย เพราะเกิดเหตุความรุนแรงซ้ำแล้วซ้ำเล่า และแจ้งเตือนกันให้ระมัดระวังในการเดินทางมาไทย

แรงงานต่างด้าวลักลอบทำงานและกระทำผิดกฎหมายในไทยยังไม่ลดลง

พบประชาชนโพสต์โซเชียลมีเดียร้องเรียนถึงปัญหาแรงงานต่างด้าวลักลอบทำงานและกระทำผิดกฎหมายในไทยหลายกรณี โดยเฉพาะในเขตพื้นที่เศรษฐกิจและชายแดน อาทิ กรุงเทพฯ เมืองพัทยา จ.ชลบุรี อ.แม่สาย จ.เชียงราย ซึ่งมีแรงงานจากหลายเชื้อชาติ ได้แก่ เวียดนาม กัมพูชา เมียนมา แอฟริกา และอุซเบกิสถาน  ส่วนใหญ่ลักลอบประกอบอาชีพค้าขายและบริการ เช่น ช่างไฟฟ้า ร้านอาหารตามงานวัดและงานเทศกาล รับจ้างทั่วไป ประเด็นที่น่ากังวลคือ บางกลุ่มมีพฤติกรรมเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายอย่างจงใจและเป็นขบวนการ เช่น กลุ่มลักลอบค้าประเวณีในเมืองท่องเที่ยว เช่น พัทยา กลุ่มชาวเวียดนามลักลอบประกอบกิจการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์และหลอกขายแผงโซลาร์เซลล์ปลอมที่พบมากใน จ.เชียงราย   สาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้แรงงานต่างด้าวลักลอบประกอบอาชีพผิดกฎหมายได้ เพราะผู้ประกอบการไทยจำนวนมากนิยมใช้แรงงานต่างด้าวในธุรกิจของตนเอง เพราะค้าจ้างต่ำ และหากเป็นแรงงานผิดกฎหมายไม่ต้องรับผิดชอบให้สิทธิสวัสดิการตามกฎหมาย ซึ่งสะท้อนได้จากโพสต์ตามกลุ่มหาแรงงานต่างด้าวในโซเชียลมีเดียที่ยังมีผู้แสดงความต้องการแรงงานต่างด้าวให้เห็นเป็นจำนวนมาก

แก๊งคอลเซ็นเตอร์ต่างชาติย้ายมาตั้งฐานในไทยเพราะมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ

จากกรณีในช่วงที่ผ่านมามีการจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เป็นชาวต่างชาติหลากหลายสัญชาติมากขึ้น เช่น ออสเตรเลีย เวียดนาม เกาหลีใต้ ซึ่งแต่ละกลุ่มคล้ายกันคือ ส่วนใหญ่เข้ามาด้วยวีซ่าฟรีสำหรับนักท่องเที่ยว และเช่าบ้านพักตามชานเมืองในการดำเนินการหลอกลวงเหยื่อ เช่น ที่ จ.ปทุมธานี สมุทรปราการ และชลบุรี ส่วนสาเหตุที่ไทยถูกเลือกเป็นฐานศูนย์กลางนั้นเพราะว่าการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ตามแนวชายแดนไทยเพิ่มขึ้น กับทั้งไทยเดินทางเข้ามาได้ง่าย ค่าครองชีพไม่สูง มีการให้วีซ่าฟรีกับหลายประเทศ ที่สำคัญคือไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี อินเตอร์เน็ตมีความเร็วสูง มีผู้ที่รับจ้างจดทะเบียนซิมและเปิดบัญชีม้าจำนวนมาก ซึ่งแม้มีการจับกุมมากเช่นกัน แต่ยังปรากฏแก๊งบัญชีม้าอย่างต่อเนื่อง

ธุรกิจร้านอาหารเผชิญกับความเสี่ยงสูง

ธุรกิจร้านอาหารในไทยต้องเผชิญกับความท้าทายจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว  เฉพาะอย่างยิ่งจากการระมัดระวังใช้จ่ายของผู้บริโภค และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง ส่งผลให้ตลาดอาหารและเครื่องดื่มขยายตัวเพียงร้อยละ 2.8  มีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 646,000 ล้านบาท ซึ่งป็นอัตราการขยายตัวที่ต่ำ นอกจากนี้ ธุรกิจร้านอาหารยังต้องรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งค่าวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าสาธารณูปโภค และค่าเช่า  ทำให้วัฏจักรของธุรกิจร้านอาหารสั้นลง จากเดิมที่ร้านอาหารส่วนใหญ่สามารถอยู่รอดได้เกิน 1 ปี แต่ปัจจุบันหลายแห่งต้องปิดตัวภายใน 7 – 8 เดือน โดยเฉพาะร้านขนาดเล็กและรายย่อยได้รับผลกระทบหนัก อย่างไรก็ดี พฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบันมีความต้องการที่หลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น โดยมุ่งเน้นความแปลกใหม่ ประสบการณ์ คุณภาพ สุขภาพ และราคาที่เหมาะสม ทำให้ลูกค้าไม่ยึดติดกับชื่อเหมือนเดิม ซึ่งเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายใหม่สำหรับกลุ่มธุรกิจร้านอาหาร