ประธานาธิบดีมาดากัสการ์ลี้ภัย : กลุ่ม “Gen Z Mada แกนนำจากการประท้วง

สถานการณ์การเมืองประเทศมาดากัสการ์ตึงเครียด หลังจากมีประชาชน นำโดยกลุ่มเยาวชนในนามกลุ่ม “Gen Z Mada” ชุมนุมประท้วงทั่วประเทศเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ เพื่อเรียกร้องให้ประธานาธิบดี Andry Rajoelina ลาออกจากตำแหน่ง ล่าสุดเมื่อ 14 ตุลาคม 2568 มีรายงานว่าประธานาธิบดี Rajoelina ลี้ภัยออกจากประเทศไปยังพื้นที่ปลอดภัยแล้ว เนื่องจากปรากฏกระแสว่ากองทัพมาดากัสการ์ รวมทั้งกลุ่ม CAPSAT ซึ่งเป็นทหารหน่วยรบพิเศษ และเคยอยู่เคียงข้างประธานาธิบดี Rajoelina มาโดยตลอด กลับไปสนับสนุนความเคลื่อนไหวของผู้ประท้วงมากกว่ารัฐบาล และเตรียมจะยึดสื่อมวลชนและอำนาจของรัฐ ปัจจุบันสถานการณ์การเมืองในประเทศมาดากัสการ์ยังไม่แน่นอน ยังไม่มีการเปิดเผยที่อยู่ของประธานาธิบดี และกองทัพ รวมทั้งหน่วยความมั่นคงพยายามรักษาความสงบเรียบร้อยในประเทศ สาเหตุที่ทำให้การประท้วงในมาดากัสการ์ตึงเครียดที่สุดในรอบ 15 ปีและสร้างแรงกดดันต่อผู้นำประเทศ เป็นผลจากการจับกุมนักการเมือง 2 คน ที่เริ่มการชุมนุมอย่างสันติที่เมือง Antananarivo เมื่อ 19 กันยายน 2568 เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาขาดแคลนพลังงานและน้ำประปา การจับกุมดังกล่าวทำให้ประชาชนเห็นว่ารัฐบาลพยายามบั่นทอนสิทธิในการแสดงออก ทำให้เกิดการรวมตัวของกลุ่มภาคประชาสังคมและเยาวชน Gen Z เพื่อเคลื่อนไหวคัดค้านการกระทำของรัฐบาล ผู้ชุมนุมยังไม่พอใจกรณีประธานาธิบดี Rajoelina ที่ไม่แสดงความรับผิดชอบต่อปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ประกอบกับเยาวชนและประชาชนจำนวนมากไม่พอใจที่นักการเมืองและชนชั้นนำในประเทศได้รับสิทธิ…

กลุ่มสแกมเมอร์กลับมาระบาดโดยมุ่งเป้าคนไทยมากขึ้น

  จากรายงานข่าวการช่วยเหลือคนไทยที่ตกเป็นเหยื่อแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ในพื้นที่รัฐกะเหรี่ยง เมียนมา พบว่ากลุ่มสแกมเมอร์กลับมาระบาดหนักอีกครั้ง ความน่ากังวลคือกลุ่มดังกล่าวมุ่งเป้ามาที่คนไทยมากขึ้น โดยภายในไม่กี่วันสามารถหลอกลวงคนไทยจากหลายพื้นที่ได้มากถึง 15 คน (ไม่รวมกรณีอื่น) รูปแบบการล่อลวงมีลักษณะเจาะจงกลุ่มผู้หญิงอายุ 50 ปีขึ้นไป เช่น ชวนให้ไปทำงานเทรดคริปโตหรือเว็บพนันออนไลน์ที่ดูเหมือนถูกกฎหมาย เมื่อคนที่ถูกหลอกทราบความจริงและขอกลับบ้าน จะถูกบังคับให้หาคนไทยมาเพิ่ม โดยมีการตั้งค่าหัวสำหรับคนไทยที่ถูกหลอกมาใหม่ในอัตราหัวละ 10,000 บาท ซึ่งการมุ่งเป้ามาที่คนไทยนี้มีจุดประสงค์เพื่อใช้คนไทยหลอกคนไทยด้วยกันผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Facebook Instagram Tiktok และ Line ทำให้ประชาชนไทยเสี่ยงถูกหลอกและตกเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย หากไม่ได้รับการป้องกันและแก้ไขอย่างครอบคลุม

อุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยเผชิญความท้าทายหลายด้าน

มันสำปะหลังไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน โดยเฉพาะการแข่งขันด้านราคาในตลาดโลก ซึ่งมันสำปะหลังไทยแข่งขันได้ยากเพราะได้รับผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า ประกอบกับนักลงทุนจากจีนและเวียดนามมีแนวโน้มขยายฐานการผลิตโรงงานแป้งมันไปยังลาว ที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า ส่งผลให้ปริมาณการส่งออกแป้งมันไทยชะลอตัว และมีแนวโน้มสูญเสียส่วนแบ่งตลาดหลักอย่างจีนให้กับประเทศคู่แข่งเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยในประเทศที่ฉุดรั้งอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทย เช่น ปัญหาโรคใบด่างระบาดที่เพิ่มมากขึ้น สภาพอากาศที่แปรปรวน ซึ่งส่งผลให้ผลผลิตได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก ทำให้เกษตรกรบางส่วนเริ่มหันไปปลูกพืชชนิดอื่นแทน และคาดว่าผลผลิตรวมของมันสำปะหลังไทยจะหดตัวลงเกือบร้อยละ 9  

ภาคการก่อสร้างไทยเผชิญแรงกดดันมากขึ้น

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ SCB EIC ระบุว่า ผู้รับเหมาก่อสร้างไทยกำลังเผชิญแรงกดดันมากขึ้น จากกรณีผู้รับเหมาจีนเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดและลงทุนโดยตรงในไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเงินลงทุนจากจีนในภาคการก่อสร้างไทยขยายตัวระหว่างปี 2563 – 2567 สูงถึงร้อยละ 21 สาเหตุเพราะภาคอสังหาริมทรัพย์ในจีนชะลอตัวลง ทำให้ผู้รับเหมาจีนขยายการลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะในไทย ซึ่งมีการขยายตัวของเมืองและมีแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ซ้ำเติมความเปราะบางของผู้รับเหมาไทยที่มีปัญหาเชิงโครงสร้างอยู่แล้ว เช่น การขาดผลิตภาพในการก่อสร้าง ขาดสภาพคล่องทางการเงิน และการจ้างงานของแรงงานไทย อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อธุรกิจวัสดุก่อสร้าง เนื่องจากผู้รับเหมาจีนส่วนใหญ่ใช้วัสดุก่อสร้าง และแรงงานจากจีนเป็นหลัก นอกจากนี้ ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยที่ยังมีแนวโน้มหดตัวได้สะท้อนให้เห็นว่า ผู้รับเหมาไทยได้รับงานน้อยลงต่อเนื่องด้วย

ผู้ลี้ภัยชาวจีนในไทยกังวลอิทธิพลของรัฐบาลจีน

สนข.AFP ของฝรั่งเศส รายงานเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยทางการเมืองชาวจีนในไทยที่แสดงความกังวลต่อการถูกคุกคามและความเสี่ยงถูกบังคับส่งตัวกลับประเทศ เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนที่มีความเข้มแข็งมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และในปี 2568 จะครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน จีนอาจใช้เป็นโอกาสในการกดดันไทยให้ส่งตัวผู้ลี้ภัยชาวจีนกลับประเทศ ขณะที่ไทยไม่มีกฎหมายรองรับผู้ลี้ภัย โดยผู้ลี้ภัยชาวจีนหลายคนเริ่มเดินทางออกจากไทยไปยังแคนาดาและยุโรป AFP ยังได้สัมภาษณ์นาย Zhou Junyi ที่ถูกควบคุมตัวอยู่ที่สถานกักตัวคนต่างด้าวในกรุงเทพฯ ซึ่งถูก จนท.ตร.ไทยจับกุมหลังจากจัดงานรำลึกถึงเหยื่อจากการปราบปรามที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน เมื่อ 4 มิ.ย. 68 ที่ จ.กาญจนบุรี โดยอ้างการกระทำความผิดเกี่ยวกับวีซ่า และนาย Zhou กำลังเผชิญกับการเนรเทศ โดยระบุว่ามี จนท.สถานทูตจีนเข้าเยี่ยมหลายครั้งเพื่อให้ลงชื่อในแบบฟอร์มกลับประเทศโดยสมัครใจ แต่ตนปฏิเสธทุกครั้ง เพราะกังวลว่าหากถูกส่งตัวกลับจีนอาจต้องเผชิญกับการทรมานและถูกจำคุกเป็นเวลานาน ซึ่งการจับกุมนาย Zhou สอดคล้องกับสิ่งที่นักวิเคราะห์อธิบายว่าเป็นรูปแบบที่ชัดเจนและรุนแรงขึ้นของการปราบปรามข้ามชาติของจีน พร้อมอ้างถึงกรณีไทยบังคับส่งกลับชาวอุยกูร์ 40 คน ซึ่งถูกประณามจากรัฐบาลชาติตะวันตกและกลุ่มสิทธิมนุษยชน

อินเดีย-จีนกลับมารื้อฟื้นเส้นทางบินตรงระหว่างกัน

อินเดีย-จีนใกล้ชิดกันมากขึ้น ซึ่งดูเหมือนจะสอดคล้องการดำเนินยุทธศาสตร์ของทั้งสองฝ่ายที่แม้จะคงมีความขัดแย้งกันบริเวณชายแดน แต่จีนก็ต้องการดึงให้อินเดียออกห่างสหรัฐฯ บ้าง ขณะที่อินเดียก็ต้องการแสดงให้สหรัฐฯ เห็นว่าไม่ได้พึ่งพิงสหรัฐฯ เพียงฝ่ายเดียว จึงเพิ่มความใกล้ชิดกับทั้งจีน และรัสเซีย ซึ่งสัญญาณของอินเดียต่อสหรัฐฯ นี้ เกิดขึ้นหลังจากที่สหรัฐฯ เก็บอัตราภาษีอินเดียสูงมาก เพราะอินเดียไม่ยกเลิกการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย การเข้าใกล้กันระหว่างอินเดีย-จีนมากขึ้น ล่าสุดสะท้อนจากการกลับมารื้อฟื้นเส้นทางบินตรงระหว่างกัน ที่หยุดไปเมื่อ 5 ปี ที่ผ่านมา หรือเมื่อปี 2563 จากการแพร่ระบาดของโรคโควิด -19  โดยสายการบิน IndiGo ระหว่างโกลกัตตา-กวางโจว จะเริ่มทำการบินใน 26 ตุลาคม 2568 โดยเวลาที่ทำการบินก็เอื้อให้กับนักธุรกิจ และนักเดินทาง  สายการบิน IndiGo ยังจะเริ่มบินเส้นทางกรุงเดลลี-กวางโจว ใน 10 พฤศจิกายน 2568 ขณะที่ Air China จะกลับมาบินในเส้นทางปักกิ่ง-นิวเดลลี โดยผ่านเฉินตู  และ China Eastern จะเปิดเส้นทางบินระหว่างเซี่ยงไฮ้-นิวเดลลี โดยผ่านคุนหมิง นักวิเคราะห์ด้านการบินเห็นว่า ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการบินของฮ่องกง สิงคโปร์ และไทย จะได้รับผลกระทบต่อการที่อินเดียและจีนกลับมาเปิดเส้นทางบินตรงกันอีกครั้ง…

การท่องเที่ยวของเวียดนามมาแรงมากในปี 2568

การท่องเที่ยวในปี 2568 ของเวียดนามมาแรงมาก แม้ยังไม่ใกล้ความจริงที่ตั้งเป้าหมายจะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติไว้ 25 ล้านคน  แต่การเติบโตของการท่องเที่ยวจากต่างชาติของเวียดนามห้วง 9 เดือนแรกของปี (มกราคม- กันยายน 2568) มีจำนวน 15.40 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากห้วงเดียวกันของปี 2567 ร้อยละ 21.5  โดยมี  จีนไปเที่ยวเวียดนามสูงเป็นอันดับ 1 ประมาณ 3.8 ล้านคน และมีจำนวนเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 40 จากห้วงเดียวกันของปี 2567 รองลงไป ได้แก่ เกาหลีใต้ จำนวน 3.2 ล้านคน ขณะที่ไต้หวันอยู่อันดับ 3 แนวโน้มที่นักท่องเที่ยวจากประเทศต่าง ๆ จะไปเที่ยวเวียดนามก็จะมีมากขึ้น เช่น อินเดีย และญี่ปุ่น ส่วนยุโรป ซึ่ง  ได้แก่ รัสเซีย ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร และเยอรมนี ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ใช้บริการสายการบินไปเที่ยวที่เวียดนามสถานที่นักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมไปเที่ยวมีทั้งในเมือง และการท่องเที่ยวธรรมชาติ เช่น ที่นครดานัง …

ผู้นำสหรัฐฯ และอียิปต์จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดเกี่ยวกับฉนวนกาซา

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์และประธานาธิบดีอับดุลฟัตตาห์ อัซซีซี ของอียิปต์จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดเกี่ยวกับสถานการณ์ในฉนวนกาซา ที่รีสอร์ท Sharm el-Sheikh ของอียิปต์ใน 13 ตุลาคม 2568 โดยคาดว่าจะมีผู้นำประเทศต่าง ๆ กว่า 20 ประเทศเดินทางไปเข้าร่วมด้วย เพื่อหารือแนวทางยุติสงครามในฉนวนกาซาและฟื้นฟูพื้นที่ดังกล่าวให้มีสันติภาพและเสถียรภาพในระยะยาวต่อไป โดยผู้นำอียิปต์คาดว่าการประชุมครั้งนี้จะเป็นผลดีต่อบรรยากาศความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางด้วย นาย Antonio Guterres เลขาธิการสหประชาชาติคาดว่าจะเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวด้วย พร้อมกับผู้นำสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส อิตาลี และสเปน อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการยืนยันว่านายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอล และผู้แทนของกลุ่มฮะมาส จะเข้าร่วมการประชุมด้วยหรือไม่ ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสำคัญ นอกจากนี้ รัฐบาลอิสราเอลอนุมัติข้อตกลงหยุดยิงและแลกเปลี่ยนตัวประกันในฉนวนกาซาระยะที่ 1 เมื่อ 10 ตุลาคม 2568 ภายหลังจากที่ลงนามในอียิปต์เมื่อ 9 ตุลาคม 2568 ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวอยู่ภายใต้แผนสันติภาพ 20 ประการ ที่รัฐบาลสหรัฐฯ เป็นผู้เสนอ อย่างไรก็ตาม สื่อต่างประเทศคาดการณ์ว่าการประชุมครั้งนี้จะเน้นแนวทางการช่วยเหลือชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาที่ได้รับผลกระทบมาอย่างยาวนานจากสงครามที่เริ่มตั้งแต่ 7 ตุลาคม 2566…

มาเลเซียเชิญสมาชิกอาเซียนส่งผู้แทนสังเกตการณ์การเลือกตั้งเมียนมา

ดาโต๊ะ ซรี อูตามา ฮาจิ โมฮามัด บิน ฮาซัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซีย ในฐานะผู้แทนอาเซียนเกี่ยวกับสถานการณ์ในเมียนมา ระบุว่าจะออกหนังสือเชิญให้ประเทศสมาชิกอาเซียนส่งผู้แทนเข้าไปร่วมคณะสังเกตการณ์การเลือกตั้งทั่วไปในเมียนมา ที่จะจัดขึ้นใน 28 ธันวาคม 2568 โดยมาเลเซียจะเป็นประธานจัดการประชุมหารือประเด็นดังกล่าวร่วมกับสมาชิกอาเซียนในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 ในปลาย ตุลาคม 2568 นี้ ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังจากดาโต๊ะ ซรี อูตามา ฮาจิ โมฮามัด บิน ฮาซัน  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซียเยือนเมียนมาและหารือกับผู้นำรัฐบาลสภาบริหารแห่งรัฐ (SAC) ของเมียนมา เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือระหว่างกันในช่วงที่เมียนมายังเผชิญมาตรการคว่ำบาตรจากนานาชาติ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2564 มาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน พยายามแสดงบทบาทนำในการโน้มน้าวรัฐบาลเมียนมาให้ปฏิบัติตามฉันทามติ 5 ประการของอาเซียนที่เน้นการพัฒนาสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงในเมียนมาเพื่อให้เกิดสันติภาพทางการเมือง โดยมีการเลือกตั้งทั่วไปเป็น 1 ในขั้นตอนสำคัญที่จะนำไปสู่พัฒนาการทางการเมืองในเมียนมา ที่ผ่านมา SAC และกองทัพเมียนมาเลื่อนกำหนดการเลือกตั้งทั่วไปหลายครั้ง โดยอ้างสถานการณ์ความไม่มั่นคงภายในประเทศที่เป็นอุปสรรคต่อการจัดการเลือกตั้ง เพราะยังมีการปะทะและเผชิญหน้าระหว่างกองทัพเมียนมากับกลุ่มต่อต้านรัฐบาลและชนกลุ่มน้อยอย่างต่อเนื่อง ด้านนานาชาติ ยังไม่ไว้วางใจการเลือกตั้งของเมียนมา เนื่องจากมีมุมมองว่าการเลือกตั้งดังกล่าวได้จัดเตรียมขึ้นเพื่อสืบทอดอำนาจทางการเมืองของกลุ่มทหาร ซึ่งเป็นขั้วอำนาจสำคัญของประเทศ นอกจากนี้ นานาชาติ ทั้งประเทศตะวันตกและจีน มีมุมมองว่าเมียนมายังไม่ปล่อยตัวอองซานซูจี อดีตผู้นำทางการเมืองที่ปัจจุบันยังถูกควบคุมตัว เป็นอุปสรรคขัดขวางการเจรจาทางการเมืองระหว่างกลุ่มต่าง ๆ…

มาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนขอให้รัฐบาลเมียนมายุติการโจมตีพลเรือน

กระทรวงการต่างประเทศมาเลเซียเมื่อ 11 ตุลาคม 2568 รายงานผลการหารือระหว่างผู้แทนมาเลเซียกับเมียนมา หลังจากดาโต๊ะ ซรี อูตามา ฮาจิ โมฮามัด บิน ฮาซัน  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซีย ในฐานะผู้แทนพิเศษของอาเซียนในประเด็นเมียนมา เยือนเมียนมาและพบหารือกับ พล.อ.อาวุโส มินอองไลง์ ประธานสภาบริหารแห่งรัฐ (SAC) นายเนียวซอ นายกรัฐมนตรีเมียนมา และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเมียนมา เมื่อ 9 ตุลาคม 2568 ที่โรงแรม Jasmine Hotel กรุงเนปยีดอ ดาโต๊ะ ซรี อูตามา ฮาจิ โมฮามัด บิน ฮาซัน เรียกร้องรัฐบาลและกองทัพเมียนมาให้ยุติการโจมตีพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน เพื่อส่งเสริมบรรยากาศการหยุดยิงในประเทศ รวมทั้งเปิดช่องทางให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจากต่างประเทศสามารถเข้าถึงประชาชนได้ นอกจากนี้ ยังโน้มน้าวให้ผู้นำและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเมียนมาให้ความร่วมมือกับอาเซียนรักษาบรรยากาศทางการเมืองในเมียนมาให้สงบเรียบร้อย และเหมาะสมกับการเลือกตั้งทั่วไปในปลายปี 2568 ซึ่งรัฐบาล SAC ของเมียนมาเคยกำหนดการไว้ โดยเสนอให้มีการเจรจากับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทางการเมืองเมียนมาทั้งหมด ซึ่งเป็น 1 ในฉันทามติ 5 ประการของอาเซียนต่อสถานการณ์ในเมียนมา การเยือนเมียนมาดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากมีรายงานว่ากองทัพเมียนมาปฏิบัติการโจมตีพลเรือนในภูมิภาคสะกายเมื่อ 8 ตุลาคม 2568 โดยใช้ร่มร่อนทิ้งระเบิดในพื้นที่ที่จัดเทศกาล…