กัมพูชาแพ้ไทยในสงครามข้อมูลข่าวสาร

นิตยสาร The Diplomat ของสหรัฐฯ เผยแพร่บทความของนาย Jay Sophalkalyan ผู้สื่อข่าวชาวกัมพูชา ระบุว่า ความขัดแย้งระหว่างกัมพูชากับไทยรอบล่าสุดทำให้แนวคิดชาตินิยมขยายตัวไปสู่โลกออนไลน์ โดยอินฟลูเอนเซอร์ในกัมพูชาต่างทำคอนเทนต์เพื่อสื่อสารว่า สื่อต่างประเทศเสนอข่าวเข้าข้างไทยมากกว่ากัมพูชา เพราะไทยเป็นประเทศใหญ่กว่า มีเครือข่ายมากกว่า แต่ผู้เขียนบทความเห็นว่าสาเหตุเป็นเพราะกัมพูชาไม่มีความเป็นอิสระของสื่อ สื่อไทยค่อนข้างหลากหลาย แม้จะมีข้อจำกัดทางกฎหมาย แต่ยังมีการรายงานเชิงวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะในสื่อภาษาอังกฤษและสื่อออนไลน์ โดยกรุงเทพฯ ยังเป็นที่ตั้งของสำนักงานตัวแทนสื่อต่างประเทศที่สำคัญทั่วโลก ขณะที่กัมพูชาแม้จะมีการเลือกตั้งเป็นระยะแต่รัฐบาลพรรคเดียวครองอำนาจ ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมารัฐบาลมีการทำลายสื่ออิสระ นักข่าวที่พยายามเปิดโปงความจริง เช่น การทุจริต การใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบ มักเผชิญกับการคุกคามหรือต้องติดคุก จึงเป็นสาเหตุที่ไม่ค่อยมีรายงานข่าวจากมุมมองของกัมพูชา และกัมพูชาไม่มีทางชนะสงครามข้อมูลข่าวสารด้วยการแจกสคริปต์ชุดเดียวกันให้อินฟลูเอนเซอร์ โดยที่ไม่มีการตรวจสอบจากบุคคลที่สามหรือสื่ออิสระ จึงไม่สามารถเรียกร้องให้โลกฟังเสียงของกัมพูชาได้

นักท่องเที่ยวต่างชาติถูกจับกุมจากกรณีบินโดรนในสถานที่ท่องเที่ยว

นสพ.SCMP ของฮ่องกง รายงานกรณีนักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์ถูกจับกุมขณะบินโดรนเพื่อถ่ายภาพที่ถนนคนเดินพัทยา เมื่อ 7 ส.ค. 68 ซึ่งเป็นช่วงที่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ออกประกาศห้ามทำการบินโดรนทั่วประเทศ ตั้งแต่30 ก.ค . – 15 ส.ค. 68 ท่ามกลางความกังวลด้านความมั่นคงของชาติที่เพิ่มสูงขึ้นจากสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งผู้ฝ่าฝืนอาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท โดยรายงานเพิ่มเติมว่า เมื่อ 3 ส.ค. 68 มีนักท่องเที่ยวชาวสวีเดนถูกจับกุมในลักษณะเดียวกัน หลังจากบินโดรนใกล้ชายหาดพัทยา โดยได้รับการปล่อยตัวพร้อมคำเตือน และถูกยึดโดรนไว้

วิกฤตไทย–กัมพูชาสะท้อนบทบาทกองทัพท่ามกลางสุญญากาศทางการเมือง

  เว็บไซต์ Nikkei Asia ของญี่ปุ่น เผยแพร่บทความระบุ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาครั้งล่าสุด สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าศูนย์กลางอำนาจของไทยอยู่ที่กองทัพ ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่มีความไม่มั่นคง โดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นรม.อยู่ระหว่างหยุดปฏิบัติหน้าที่ นรม.ตามคำสั่งศาล และอาจถูกตัดสินให้พ้นจากตำแหน่งเช่นเดียวกับนายเศรษฐา ทวีสิน อดีต นรม. พร้อมอ้างความเห็นนักวิเคราะห์ที่ระบุว่า กองทัพเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขของไทยในการเจรจาหยุดยิง อีกทั้งกองทัพยังเป็นผู้ควบคุมการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้กองทัพใช้อำนาจเชิงยุทธศาสตร์

จีนซ้อมรบร่วมกับหลายประเทศรวมทั้งรัสเซียในปี 2568

การซ้อมรบร่วมทางทหารระหว่างสองประเทศเป็นสัญญาณหนึ่งที่สำคัญในการมีความสัมพันธ์ด้านการทหารอย่างใกล้ชิดระหว่างกัน และการขยายอิทธิพลด้านการทหาร  ในช่วงปี  2568 จีนซ้อมรบกับทั้งประเทศในภูมิภาคหลาย ๆ ประเทศ ด้วยเป้าหมายดังกล่าว ทั้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และไกลถึงยุโรปในภูมิภาคบอลข่าน รวมถึงรัสเซีย อย่างไรก็ดี จีนก็ใช้การซ้อมรบฝ่ายเดียวเพื่อแสดงแสนยานุภาพทางการทหารด้วยดังเช่นกรณีซ้อมรบรอบเกาะไต้หวัน เวียดนามเป็นประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่จะซ้อมรบร่วมทางการทหารกับจีนเป็นครั้งแรกเมื่อ 21-30กรกฎาคม 2568 โดยจะจัดขึ้นที่เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงในภาคใต้ของจีน ซึ่งอยู่ติดกับจังหวัดเตวียนกวาง จังหวัด กางบั่ง  จังหวัดหลั่งเซิน และจังหวัดกว๋างนิญ ของเวียดนาม  จากที่ก่อนหน้านี้แค่เพียงลาดตระเวนทางทะเล และทางบกร่วมกัน ซึ่งเมื่อปลายเมษายน 2568 ได้มีการลาดตะเวนร่วมของทหารเรือของทั้งสองประเทศเป็นครั้งที่ 38  การซ้อมรบทางการทหารกับจีนครั้งแรกครั้งนี้ เป็นการซ้อมรบทางบกภายใต้การฝึกลาดตระเวนชายแดนร่วมกัน การซ้อมรบร่วมทางการทหารระหว่างเวียดนามกับจีนครั้งนี้ ยังเป็นการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตครบรอบ 75 ปี ระหว่างกันด้วย ส่วนการซ้อมรบร่วมทางการทหารกับกัมพูชาก็เป็นอีกประเทศหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีความใกล้ชิดเป็นอย่างมาก และเมื่อพฤษภาคม 2568 ก็มีการฝึกซ้อมรบร่วมประจำปีของระหว่างกัมพูชากับจีนภายใต้รหัส Golden Dragon โดยกองกำลังทางทะเลและอากาศของจีนและกัมพูชาฝึกร่วมกันเป็นครั้งแรก นอกจากนี้ บริเวณฐานทัพเรือเรียมก็จะถูกใช้เป็นพื้นที่หนึ่งในการฝึกซ้อมรบร่วมด้วยการมีการใช้งานศูนย์สนับสนุนและฝึกอบรมร่วมกัมพูชา-จีนที่ฐานทัพเรือเรียมเป็นครั้งแรก จีนยังซ้อมรบร่วมทางทหารกับประเทศนอกภูมิภาค เพื่อขยายอิทธิพลด้านการทหาร ควบคู่กับด้านเศรษฐกิจ เช่น เมื่อช่วงกลางกรกฎาคม 2568 ได้ซ้อมรบร่วมทางทหารกับเซอร์เบีย ภายใต้รหัส “Peacekeeper…

ลาว-รัสเซียกระชับความสัมพันธ์แน่นแฟ้นในฐานะพันธมิตรดั้งเดิม

  ดร.ทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศลาวพบหารือกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ณ กรุงมอสโก เมื่อ 31 กรกฎาคม 2568 ระหว่างการเยือนรัสเซียอย่างเป็นทางการระหว่าง 30 กรกฎาคม – 1 สิงหาคม 2568  ประธานาธิบดีรัสเซียกล่าวต้อนรับประธานประเทศลาวอย่างอบอุ่น ย้ำถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดแน่นแฟ้นระหว่างทั้งสองประเทศซึ่งมีรากฐานมาจากมิตรภาพอันยาวนานในฐานะพันธมิตรดั้งเดิมตั้งแต่สมัยสหภาพโซเวียตที่ช่วยเหลือลาวต่อสู้เพื่อเอกราช พร้อมกับขอบคุณที่ลาวให้ความสำคัญกับการ รำลึกถึงวันแห่งชัยชนะในมหาสงครามแห่งความรักชาติ ซึ่งปี 2568 กองทัพลาวเข้าร่วมพิธีสวนสนามที่จัตุรัสแดงด้วย ผู้นำทั้งสองประเทศหารือกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือต่าง ๆ โดยการเยือนครั้งนี้มีการลงนามเอกสารและข้อตกลงความร่วมมือ 7 ฉบับ อาทิ ข้อตกลงความร่วมมือด้านพลังงานนิวเคลียร์ ระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าลาวกับบริษัท Rosatom ของรัสเซีย มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนิวเคลียร์อย่างสันติในการแพทย์ การเกษตร รวมถึงการฝึกอบรมบุคลากรซึ่งจะช่วยให้ลาวมีแหล่งพลังงานราคาไม่แพงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ความร่วมมือด้านสาธารณสุข ลงนาม MOU ด้านสุขอนามัยและระบาดวิทยาเพื่อวิจัยโรคติดเชื้อ การช่วยเหลือด้านเทคนิคและการฝึกอบรมบุคลากร ความร่วมมือด้านการศึกษา ระหว่างสถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งรัฐมอสโก (Moscow State Institute of International Relations-MGIMO) กับมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว (National University…

นานาชาติกังวลกรณีผู้นำอิสราเอลระบุว่าตั้งใจจะควบคุมพื้นที่ฉนวนกาซาทั้งหมด

นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอลเมื่อ 8 สิงหาคม 2568 เปิดเผยความตั้งใจระหว่างการให้สัมภาษณ์สื่อ Fox News ของสหรัฐฯ ว่า รัฐบาลอิสราเอลต้องการใช้ปฏิบัติการทหารควบคุมพื้นที่ฉนวนกาซาทั้งหมด เพื่อปราบปรามกลุ่มฮะมาสและกองกำลังติดอาวุธที่เป็นภัยคุกคามของอิสราเอล รวมทั้งมีแผนการจะให้ประเทศอาหรับในภูมิภาคเข้าไปควบคุมการบริหารจัดการ ทั้งนี้ ท่าทีของผู้นำอิสราเอลมีขึ้นในห้วงการประชุมคณะรัฐมนตรีความมั่นคงของประเทศ ที่มีการหารือประเด็นแผนการของอิสราเอลต่อฉนวนกาซา และแนวทางช่วยเหลือตัวประกันอีกประมาณ 20 คนที่ยังอยู่ในฉนวนกาซา ชาวอิสราเอลบางส่วนไม่เห็นด้วยกับแผนการยกระดับปฏิบัติการทางทหารเพื่อควบคุมพื้นที่ทั้งหมด เฉพาะอย่างยิ่งครอบครัวของตัวประกันวิตกว่า ปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลจะทำให้ตัวประกันไม่ปลอดภัย จึงรวมตัวกันคัดค้านผู้นำอิสราเอลและเรียกร้องต่อรัฐบาลอิสราเอลให้เน้นการเจรจาเพื่อช่วยเหลือตัวประกันมากขึ้น ทั้งนี้ มีรายงานจากเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่ต้องการเปิดเผยตัวตนระบุว่า แผนการควบคุมฉนวนกาซาของผู้นำอิสราเอลจะดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป และมุ่งจะเข้าไปควบคุมพื้นที่ที่เป็นฐานที่มั่นของกลุ่มฮะมาส ได้แก่ พื้นที่ตอนกลางของฉนวนกาซา และ Gaza City ซึ่งเมื่ออิสราเอลกำจัดกลุ่มฮะมาสได้แล้ว ก็ไม่ต้องการจะบริหารจัดการต่อ นานาชาติแสดงความกังวลเกี่ยวกับแผนการและความมุ่งมั่นของอิสราเอล เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยของชาวปาเลสไตน์ และไม่เป็นผลดีต่อการสร้างสันติภาพระยะยาวในภูมิภาค โดยจอร์แดนซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้าน ประกาศว่า ประเทศอาหรับขอไม่มีส่วนร่วมในแผนการของอิสราเอล ไม่ว่าจะในช่วงสงครามหรือหลังสงคราม ปัจจุบัน อิสราเอลปฏิบัติการทางทหารอย่างต่อเนื่องในฉนวนกาซา ทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากสงครามจนไม่สามารถเป็นที่อยู่อาศัยได้ นอกจากนี้ สงครามที่ยืดเยื้อกว่า 22 เดือนทำให้ชาวปาเลสไตน์ต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่นและเผชิญวิกฤตด้านมนุษยธรรม กลุ่มฮะมาสมีมุมมองว่าท่าทีของผู้นำอิสราเอลเป็นสัญญาณว่าสถานการณ์การสู้รบและการโจมตีฉนวนกาซาจะรุนแรงขึ้น ตลอดจนโจมตีนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูว่าไม่สนใจความปลอดภัยของตัวประกัน แต่สนใจเฉพาะผลประโยชน์และความต้องการของตัวเอง และสะท้อนชัดเจนว่าผู้นำอิสราเอลมีแนวคิดฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และก่ออาชญากรรมสงครามต่อชาวปาเลสไตน์

สหรัฐฯ เริ่มใช้มาตรการภาษีตอบโต้สินค้านำเข้าจากประเทศคู่ค้า รวมทั้งไทย

มาตรการภาษีตอบโต้ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อประเทศคู่ค้าเพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อ 7 สิงหาคม 2568 โดยแต่ละประเทศเผชิญอัตราภาษีตอบโต้ที่แตกต่างกัน อัตราต่ำสุดอยู่ที่ร้อยละ 10 สำหรับไทยเผชิญภาษีร้อยละ 19 เช่นเดียวกันกับมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และกัมพูชา ส่วนประเทศที่เผชิญอัตราภาษีสูงสุดที่ร้อยละ 50 คือ อินเดีย รองลงมาเป็นลาวและเมียนมาที่ร้อยละ 40 ปัจจุบันทั่วโลก รวมทั้งนักธุรกิจสหรัฐฯ ติดตามผลการใช้มาตรการดังกล่าวอย่างใกล้ชิด ส่วนใหญ่กังวลว่ามาตรการภาษีตอบโต้จะส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เอง นอกจากนี้ ยังประเมินว่ามาตรการดังกล่าวไม่ได้ช่วยให้สหรัฐฯ ได้เปรียบในการเจรจาข้อตกลงการค้ากับต่างประเทศ ตามที่ประธานาธิบดีทรัมป์คาดหวัง เพราะตลอดช่วงระยะเวลาตั้งแต่ เมษายน-สิงหาคม 2568 ผู้นำสหรัฐฯ บรรลุการทำข้อตกลงอย่างเป็นทางการกับ 2 ประเทศคู่ค้า นอกนั้นเป็นเพียงคำมั่นที่จะนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ และเข้าไปลงทุนในสหรัฐฯ มากขึ้น ซึ่งยังไม่แน่นอนว่าผู้นำสหรัฐฯ จะบรรลุข้อตกลงได้หรือไม่ นักวิเคราะห์ในสหรัฐฯ กังวลว่ามาตรการภาษีจะทำให้สินค้าในสหรัฐฯ ปรับราคาสูงขึ้น และเป็นปัจจัยเชิงลบต่อสภาพเศรษฐกิจในประเทศ ซ้ำเติมปัญหาตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ล่าสุดเมื่อ 5 สิงหาคม 2568 สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขการจ้างงานในประเทศเมื่อห้วง กรกฎาคม…

จับตาความร่วมมือกลุ่ม QUAD สร้างห่วงโซ่อุปทานแร่หายาก และความมั่นคงไซเบอร์

สหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกยังคงเดินหน้าความร่วมมือที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน โดยเฉพาะกรอบความร่วมมือกลุ่ม QUAD หรือกลุ่ม 4 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐฯ ออสเตรเลีย อินเดียและญี่ปุ่น ที่ยังคงจัดการประชุมหารือระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงเพื่อให้นานาชาติเห็นว่าทั้ง 4 ประเทศมีความสัมพันธ์อันดีและมียุทธศาสตร์ที่สอดคล้องกัน ปัจจุบัน ทั้ง 4 ประเทศของกลุ่ม QUAD ให้ความสนใจในความร่วมมือที่จะเสริมสร้างขีดความสามารถในการควบคุมห่วงโซ่อุปทานการผลิต  rear earth  หรือแร่ธาตุสำคัญที่ใช้ในการทำอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานการผลิตและการซื้อขายที่แข็งแกร่ง รวมทั้งลดการพึ่งพาจีน โดยความร่วมมือใหม่นี้เกิดขึ้นเมื่อ กรกฎาคม 2568 ภายใต้ชื่อ Quad Critical Minerals Initiative เป็นผลจากการประชุมร่วมกันระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจากทั้ง 4 ฝ่าย ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กลุ่ม QUAD ร่วมกันแสดงจุดยืนว่าการที่จีนครอบครองห่วงโซ่อุปทานแร่หายากนั้น อาจไม่เป็นผลดีต่อสมดุลอำนาจของประเทศต่าง ๆ และความมั่นคงในภูมิภาค ดังนั้น กลุ่ม QUAD พร้อมจะแสวงหาแหล่งทรัพยากรแร่สำคัญใหม่ ๆ จากทั่วโลก เพื่อลดการพึ่งพาจีน ความก้าวหน้าของ QUAD ที่สนับสนุนห่วงโซ่อุปทานแร่หายาก แม้ว่าจะเป็นโอกาสในการพัฒนาและแสวงหาแร่หายากจากถิ่นอื่น…

นานาชาติรำลึกครบรอบ 80 ปีเหตุการณ์ใช้อาวุธนิวเคลียร์ที่ญี่ปุ่น

  สื่อต่างประเทศรายงานเมื่อ 6 สิงหาคม 2568 เนื่องในวันครบรอบ 80 ปีเหตุการณ์ที่สหรัฐฯ ใช้เครื่องบินรุ่น B29 ทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ Little Boy ที่เมืองฮิโรชิมา ญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นการใช้ระเบิดนิวเคลียร์ครั้งแรกเมื่อ 6 สิงหาคม 2488 และครั้งที่ 2 ที่เมืองนางาซากิ ใน 9 สิงหาคม 2488 เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 110,000 คน และจำนวนมากได้รับผลกระทบจากรังสีนิวเคลียร์ สำหรับประเด็นสำคัญที่สื่อและนานาชาติให้ความสนใจ คือ มุมมองของนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญการเมืองระหว่างประเทศที่เชื่อว่าปัจจุบัน โลกเผชิญความเสี่ยงที่ประเทศมหาอำนาจจะใช้อาวุธนิวเคลียร์เพื่อเพิ่มความได้เปรียบในการเมืองระหว่างประเทศมากขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งการใช้อาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธวิธี และหัวรบนิวเคลียร์ในการข่มขู่คุกคามระหว่างกัน เช่น สมรภูมิรัสเซีย-ยูเครน และความขัดแย้งระหว่างอินเดีย-ปากีสถาน นอกจากนี้ การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ในประเทศต่าง ๆ ยังเสี่ยงตกเป็นเป้าหมายการโจมตีและคุกคามจากต่างประเทศ เช่น กรณีสหรัฐฯ – อิหร่าน ตลอดจนมีรายงานจากสถาบัน Stockholm International Peace Research การสำรวจจำนวนหัวรบและอาวุธนิวเคลียร์ทั่วโลก พบว่าจำนวนอาวุธนิวเคลียร์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว…

ต่างประเทศรายงานการประชุมระหว่างไทย-กัมพูชาที่มาเลเซีย

  สื่อมวลชนต่างประเทศเมื่อ 4 สิงหาคม 2568 ติดตามพัฒนาการสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทย-กัมพูชา โดยอ้างถึงผลกระการประชุมประเด็นพื้นที่ชายแดนระหว่างผู้แทนไทย-กัมพูชาที่มาเลเซีย หรือคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (General Border Committee-GBC) ซึ่งเป็นการประชุมทวิภาคีของฝ่ายทหาร ที่เกิดขึ้นหลังจากทั้ง 2 ฝ่ายบรรลุข้อตกลงหยุดยิง เป้าหมายสำคัญคือการรักษาสภาพแวดล้อมและบรรยากาศหยุดยิงในปัจจุบัน รวมทั้งป้องกันไม่ให้เกิดเหตุความขัดแย้งประเด็นชายแดนระหว่างกันอีกในอนาคต โดยผู้แทนของมาเลเซียระบุว่าจะใช้กลไกอาเซียนทำหน้าที่เป็นคณะติดตามความคืบหน้า (monitoring team) ด้วย ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวมีขึ้นก่อนที่จะมีการหารือครั้งสำคัญใน 7 สิงหาคม 2568 ที่คาดว่าจะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้ง 2 ประเทศเข้าร่วม ตลอดจนมีผู้แทนจากต่างประเทศสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งมาเลเซีย จีน และสหรัฐฯ สื่อต่างประเทศมีมุมมองเชิงบวกต่อการประชุมดังกล่าว ขณะเดียวกันก็ยังคงรายงานถึงสาเหตุความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาครั้งล่าสุด ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ชายแดนของทั้ง 2 ประเทศ และการดำเนินการของไทยและกัมพูชาที่เชิญผู้แทนต่างประเทศลงพื้นที่เพื่อให้รับทราบข้อมูล นอกจากนี้ สื่อยังรายงานว่าข้อตกลงหยุดยิงที่เกิดขึ้นยังมีความเปราะบางและไม่แน่นอนสูง เนื่องจากยังมีบรรยากาศไม่ไว้วางใจกันระหว่างทหารและประชาชนทั้ง 2 ประเทศ ต่างฝ่ายต่างกล่าวโทษกับว่าละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมและโจมตีพลเรือน สำหรับความเคลื่อนไหวของฝ่ายทหาร สื่อมวลชนอ้างท่าทีของฝ่ายไทยที่ระบุว่าปัจจุบันทั้ง 2 ฝ่ายตรึงกำลังและไม่มีความเคลื่อนไหวเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไทยมีข้อมูลว่ากัมพูชาเคลื่อนย้ายกำลังพลเข้าสู่พื้นที่สำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ และระดมกำลังพลเพิ่มเติม นอกจากประเด็นสถานการณ์ในพื้นที่ สื่อต่างประเทศให้ความสนใจการรายงานข่าวสารและข่าวปลอม รวมทั้งข้อมูลบิดเบือนที่เกิดขึ้นจำนวนมากผ่านสื่อสังคมออนไลน์…