ญี่ปุ่นจำเป็นต้องเพิ่มงบประมาณป้องกันประเทศ

นายชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเมื่อ 17  มิถุนายน 2569 ว่า ญี่ปุ่นต้องเพิ่มงบประมาณและขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ เพื่อรับมือกับภัยคุกคามและความท้าทายด้านความมั่นคงในยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปจากสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นอกจากนี้ ญี่ปุ่นจะยังคงให้ความสำคัญกับการเพิ่มพูนความร่วมมือกับสหรัฐฯ และประเทศหุ้นส่วนที่มีแนวคิดสอดคล้องกัน เพื่อสร้างมาตรการป้องปรามภัยคุกคามหลายชั้น (multi-layered deterrence) ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ท่าทีของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นมีขึ้นในช่วงที่นานาชาติ โดยเฉพาะจีนและเกาหลีเหนือ ให้ความสนใจและติดตามพัฒนาการนโยบายความมั่นคงและการทหารของญี่ปุ่น พร้อมวิจารณ์ว่าญี่ปุ่นต้องการกลับไปใช้นโยบายแข็งกร้าว ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อภูมิภาค รวมทั้งตั้งข้อสังเกตว่าญี่ปุ่นแก้กฎหมายให้เอื้อต่อการค้าขายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง โดยได้รับความสนใจจากหลายประเทศ เช่น สหรัฐฯ ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร รวมทั้งฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ดังนั้น การเปลี่ยนนโยบายของญี่ปุ่นอาจทำให้เกิดการแข่งขันสะสมอาวุธในภุมิภาค ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการรักษาบรรยากาศความมั่นคงและสันติภาพระหว่างประเทศ การปรับตัวของญี่ปุ่นที่น่าติดตามในอนาคต คือ ความพยายามผลักดันให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 9 ซึ่งรัฐบาลชุดปัจจุบันสนับสนุน แต่เผชิญกระแสต่อต้านจากนักการเมืองและประชาชนบางส่วนที่มีมุมมองว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าว อาจทำให้ญี่ปุ่นตกอยู่ในอันตราย เสี่ยงเผชิญสงคราม ที่ผ่านมา รัฐธรรมนูญ มาตรา 9 ของญี่ปุ่นเป็นหลักการสำคัญที่ห้ามรัฐบาลเข้าร่วมสงครามและตั้งกองทัพ ทำให้ปัจจุบันญี่ปุ่นมีกองกำลังป้องกันตนเอง ซึ่งมีบทบาทจำกัดเพื่อปกป้องประเทศตนเองเท่านั้น

สหรัฐฯ เปิดเผยเนื้อหา MoU ยุติสงครามกับอิหร่าน

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ​ และประธานาธิบดีอิหร่านเมื่อ 17 มิถุนายน 2569 ลงนามในบันทึกความเข้าใจ หรือ MoU เบื้องต้น ร่วมกัน โดยใช้การลงนามแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อยุติสงคราม พร้อมกันนี้ ทั้ง 2 ฝ่ายระบุว่าข้อตกลงตาม MoU มีผลบังคับใช้ทันที สำหรับสาระสำคัญในข้อตกลงดังกล่าว สหรัฐฯ เป็นฝ่ายเปิดเผย ขณะที่อิหร่านยังไม่ยืนยันอย่างเป็นทางการ ได้แก่ อิหร่านต้องไม่พัฒนาหรือจัดหาอาวุธนิวเคลียร์ การหยุดยิงและยุติการสู้รบในทุกสมรภูมิทันที รวมทั้งในเลบานอน  และเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เป็นเส้นทางเดินเรือที่ปลอดภัยตามปกติ โดยสหรัฐฯ จะถอนกองเรือที่ปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซออกจากพื้นที่ภายใน 30 วัน ควบคู่กับยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่ออุตสาหกรรมพลังงานอิหร่าน และจะตั้งกองทุนร่วมกับประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางเพื่อฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานในอิหร่านด้วย มูลค่าประมาณ 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื้อหาใน MoU เน้นย้ำว่าสหรัฐฯ กับอิหร่านจะยุติปฏิบัติการทางทหารระหว่างกันทันที จะเคารพอธิปไตยระหว่างกัน ไม่แทรกแซงสถานการณ์การเมืองภายใน จะเจรจากันต่อไปเป็นระยะเวลา 60 วันเพื่อให้บรรลุข้อตกลงที่ชัดเจน สหรัฐฯ จะถอนกองเรือที่ปิดช่องแคบฮอร์มุซออกจากพื้นที่ภายใน 30 วัน และระหว่างนั้นจะเปิดเส้นทางเดินเรือทันที โดยกำหนดว่าจำนวนเรือที่จะเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะอยู่ระดับเดียวกันกับช่วงก่อนสงคราม ซึ่งอิหร่านจะต้องไม่เก็บค่าธรรมเนียมผ่านทาง จนกว่าจะเจรจากับโอมาน ซึ่งเป็นประเทศที่มีภูมิศาสตร์ติดกับช่องแคบฮอร์มุซเช่นกัน นอกจากนี้…

การแพร่ระบาดของโรคอีโบลาในสาธารณรัฐคองโกอาจรุนแรงขึ้น

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคประจำภูมิภาคแอฟริกา (CDC) เมื่อ 16 มิถุนายน 2569 เตือนว่าการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลาในสาธารณรัฐคองโก อาจรุนแรงขึ้น เนื่องจากผู้ที่ติดเชื้อโรคจำนวนมากยังไม่ได้รับการรักษาหรือระบุตัวตน ทำให้สถานการณ์เสี่ยงเข้าสู่ภาวะเลวร้าย พร้อมกันนี้ นาย Jean Kaseya แพทย์และผู้อำนวยการ CDC ประจำภูมิภาคแอฟริกาเตือนว่าหากสถานการณ์ในสาธารณรัฐคองโกไม่ได้รับการแก้ไข อาจมีการแพร่ระบาดรุนแรงในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก เหมือนเหตุการณ์โรคระบาดระหว่างปี 2557-2559 ที่เชื้อโรคอีโบลาแพร่ระบาดในกีนี ไลบีเรีย และซีราลิโอน จนทำให้มีผู้เสียชีวติมากกว่า 11,000 คน สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลาในสาธารณรัฐคองโกสร้างความกังวลให้องค์กรระหว่างประเทศ เนื่องจากมีรายงานจำนวนผู้ติดเชื้อโรคและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 ในช่วงระยะเวลาระหว่าง 15 พฤษภาคม-15 มิถุนายน 2569 นอกจากนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) แสดงความกังวลกรณีพบว่าประชากรเสี่ยงติดเชื้อโรคกระจายตัวออกไปยังพื้นที่อื่น ๆ มากขึ้น ทั้งในพื้นที่เมือง ชนบท และพื้นที่ที่มีสถานการณ์ความมั่นคงอ่อนไหว หรือมีการสู้รบระหว่างกองกำลังติดอาวุธในพื้นที่ ทำให้แพทย์และหน่วยงานด้านสาธารสุขไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบหรือให้ความช่วยเหลือได้ ความขัดแย้งในพื้นที่เป็นปัจจัยสำคัญที่เสี่ยงทำให้สถานการณ์โรคระบาดรุนแรง ที่ผ่านมา สาธารณรัฐคองโกเผชิญปัญหาความขัดแย้ง การก่อเหตุรุนแรง และการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศ ที่มีกลุ่มต่อต้านรัฐบาล หรือกลุ่ม M23 เคลื่อนไหวเพื่อยึดพื้นที่ปกครองทางการเมืองจากรัฐบาล…

ประเด็นหารือในที่ประชุมสุดยอดกลุ่ม G7

ฝรั่งเศสเป็นประธานจัดการประชุมสุดยอดกลุ่ม G7 ระหว่าง 15-17 มิถุนายน 2569 ที่เมือง Évian-les-Bains โดยได้ต้อนรับและพบหารือกับผู้นำประเทศสมาชิก รวมทั้งประเทศที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก ประเด็นสำคัญที่สมาชิกกลุ่ม G7 หารือร่วมกัน ได้แก่ สถานการณ์อิหร่าน สงครามรัสเซีย-ยูเครน และแนวทางร่วมกันรับมือกับสถานการณ์โลกที่ผันผวนและไม่แน่นอน ทั้งนี้ ฝรั่งเศสและสมาชิกกลุ่ม G7 รวมทั้งประเทศหุ้นส่วนของกลุ่ม ได้แก่ เกาหลีใต้ อินเดีย บราซิล อียิปต์ และเคนยา เห็นพ้องว่าปัจจุบัน ทั่วโลกเผชิญความท้าทายจากความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้น ระดับการพัฒนาเศรษฐกิจที่ไม่สมดุล ระเบียบโลกที่อ่อนแอ และความช่วยเหลือระหว่างประเทศที่ลดลง นอกจากนี้ กลุ่ม G7 ให้คำมั่นระหว่างกันว่าจะยังคงให้ความสำคัญกับภารกิจการแก้ไขวิกฤตความมั่นคงด้านพลังงาน ผู้นำฝรั่งเศสใช้การประชุมกลุ่ม G7 ครั้งนี้ เพิ่มพูนบทบาทของฝรั่งเศสในเวทีโลกอย่างน้อย 7 ด้าน ได้แก่ 1) ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ 2) ส่งเสริมความร่วมมือที่มีลักษณะยุติธรรม 3) ทำให้อุตสาหกรรมแร่หายากมั่นคง 4) ปกป้องสิทธิเด็กและเยาวชนในโลกออนไลน์ 5) ต่อต้านการค้ายาเสพติด และอาชญากรรมข้ามชาติ 6)…

ไทยแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญจากแอฟริกาใต้และเยอรมนี ร่วมไกล่เกลี่ยข้อพิพาทกับกัมพูชา

สื่อมวลชนต่างประเทศให้ความสนใจรายงานสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา โดยเมื่อ 17 มิถุนายน 2569 รายงานกรณีกระทรวงการต่างประเทศของไทยประกาศแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญจากแอฟริกาใต้และเยอรมนี ให้เป็นผู้สนับสนุนฝ่ายไทยในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเส้นเขตแดนทางทะเลกับกัมพูชา โดยมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายไทย สำหรับผู้เชี่ยวชาญจากแอฟริกาใต้ คือ นาย Albert Hoffmann ผู้เชี่ยวขาญด้านกฎหมายทางทะเล ส่วนผู้เชี่ยวชาญจากเยอรมนี คือ นาย Rudiger Wolfrum อดีตประธานกรรมการของศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ โดยการเสนอและแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญดังกล่าวเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดของฝ่ายไทย หลังจากฝ่ายกัมพูชาตัดสินใจเมื่อต้น มิถุนายน 2569 เสนอให้ไทยกับกัมพูชาทำกระบวนการระงับข้อพิพาทระหว่างกัน หรือ compulsory conciliation process ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ฝ่ายไทยยืนยันว่าการเข้าร่วมกระบวนการดังกล่าว หรือกระบวนการประนอมภาคบังคับ จะไม่มีผลบังคับใช้ตามกฎหมายและแยกออกจากประเด็นอธิปไตยเหนือดินแดนอื่น ๆ พร้อมย้ำว่าไทยต้องการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งกับกัมพูชาด้วยสันติวิธี และให้ลอดคล้องกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งนี้ กัมพูชาแต่งตั้งนายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้แทนฝ่ายกัมพูชาในกระบวนการดังกล่าว ร่วมกันผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่รัฐบาลกัมพูชาคัดเลือก และนาย Peter Taksøe-Jensen นักการทูตชาวเดนมาร์ก รวมทั้งนาย Jean-Marc Thouvenin นักวิชาการชาวฝรั่งเศส กระบวนการกระบวนการประนอมภาคบังคับจะต้องจัดการหารือกันภายใน…

อิหร่านไม่พอใจกรณีอิสราเอลโจมตีเลบานอน แนวโน้มการทำข้อตกลงสันติภาพ

แนวโน้มการทำข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านเริ่มเผชิญความไม่แน่นอน หลังจากมีรายงานเมื่อ 16 มิถุนายน 2569 ว่า อิสราเอลปฏิบัติการโจมตีเลบานอนอย่างต่อเนื่องและรุนแรง ทำให้อิหร่านไม่พอใจอย่างมาก พร้อมย้ำว่าข้อตกลงของสหรัฐฯ กับอิหร่านจะต้องครอบคลุมการยุติปฏิบัติการทหารในเลบานอน ตลอดจนโจมตีอิสราเอลว่าเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงหยุดยิงทุกครั้ง และยังขู่อิสราเอลว่าจะตอบโต้อย่างรุนแรงหากมีการโจมตีอีก ท่าทีดังกล่าวทำให้ทั่วโลกวิตกว่าความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-กลุ่มติดอาวุธในเลบานอน จะเป็นอุปสรรคต่อการจัดทำข้อตกลงระดับ MoU ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่จะลงนามกันใน 19 มิถุนายน 2569 รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังคงแสดงความเชื่อมั่นว่าอิหร่านจะเข้าร่วมกระบวนการจัดทำข้อตกลงและการลงนาม เนื่องจากอิหร่านได้รับผลกระทบจากสงครามเช่นกัน พร้อมทยอยเปิดเผยสาระสำคัญของข้อตกลง ได้แก่ เปิดช่องแคบฮอร์มุซให้กลับไปเป็นเส้นทางเดินเรือที่ปลอดภัยตามปกติ อิหร่านต้องไม่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ และอิหร่านต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างต่อเนื่อง เพื่อแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์ที่จะได้รับ นอกจากนี้ สื่อมวลชนสหรัฐฯ รายงานว่ารัฐบาลสหรัฐฯ โน้มน้าวจีนให้กดดันอิหร่าน เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นอันดับแรก แม้ว่ากระบวนการเจรจาและจัดทำข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะมีความต่อเนื่อง แต่หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ยังมีมุมมองเชิงลบต่ออิหร่าน และประเมินว่าอิหร่านอาจเป็นฝ่ายได้เปรียบในช่วงที่เนื้อหาข้อตกลงยังไม่แน่นอน รวมทั้งมีความพร้อมที่จะปิดช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อใช้เป็นข้อต่อรองในการทำสงคราม นอกจากนี้ หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ยังประเมินว่าอิหร่านใช้ประโยชน์จากประสบการณ์ในความขัดแย้งครั้งนี้ ทั้งการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซได้สำเร็จ การสามารถปฏิบัติการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคได้ เป็นยุทธศาสตร์ด้านการทหารสำคัญที่จะสร้างความได้เปรียบในระยะยาว ตลอดจนอาจพิจารณาสั่งการให้กลุ่ม Houthis ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธในเยเมน ปฏิบัติการทางหารเพื่อปิดช่องแคบ Bab-el-Mandeb ได้อีกด้วย…

สหราชอาณาจักรควบคุมภัยคุกคามจากสื่อออนไลน์

รัฐบาลสหราชอาณาจักรเตรียมออกกฎหมายควบคุมการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในกลุ่มเยาวชน โดยประกาศเมื่อ 15 มิถุนายน 2569 ว่า รัฐบาลเตรียมเสนอและผลักดันให้รัฐสภาเห็นชอบกฎหมายการควบคุมอายุผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในสหราชอาณาจักรก่อนปลายปี 2569 เพื่อให้มีผลบังคับใช้ในปี 2570 ซึ่งจะยกระดับการป้องกันภัยคุกคามและอันตรายต่อเยาวชน ทั้งนี้ มาตรการของสหราชอาณาจักรจะเข้มงวดมากกว่ามาตรการที่ออสเตรเลียและสเปนบังคับใช้ เนื่องจากจะห้ามเยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปี ใช้แอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เปิดโอกาสให้มีการถ่ายทอดสด การสนทนากับคนแปลกหน้า หรือการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้งานระหว่างกัน ดังนั้น มาตรการของสหราชอาณาจักรจะส่งผลให้เยาวชนไม่สามารถมีบัญชีใช้งานแพลตฟอร์มออนไลน์จำนวนมาก เช่น Snapchat, TikTok, YouTube, Instagram, Facebook และ X รวมทั้งแพลตฟอร์มเกมออนไลน์บางประเภท สหราชอาณาจักรจะใช้มาตรการควบคุมอายุผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ เนื่องจากมีข้อมูลยืนยันว่า การใช้สื่อสังคมออนไลน์ในปัจจุบันเป็นส่วนสำคัญของปัญหาการคุกคามทางไซเบอร์ ปัญหาสุขภาพ พฤติกรรมเสพติดเนื้อหาในสื่อสังคมออนไลน์ เกิดปรากฏการณ์เชื่อในข้อมูลประเภท Echo Chamber และเสี่ยงตกเป็นเหยื่อกลุ่มอาชญากรรม สมาคมปกป้องสิทธิเยาวชนในสหราชอาณาจักรส่วนใหญ่สนับสนุนมาตรการดังกล่าว โดยมีมุมมองว่าความเคลื่อนไหวของรัฐบาลเป็นจุดเปลี่ยนแปลงสำคัญต่อการปกป้องความปลอดภัยของเยาวชน พร้อมเสนอให้มีการบังคับใช้มาตรการอย่างเข้มงวด ขณะเดียวกันก็สนับสนุนให้รัฐบาลกดดันและร่วมมือกับบริษัทผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ หรือกลุ่ม Big Tech ให้มีส่วนสำคัญในการคัดกรองเนื้อหาในสื่อสังคมออนไลน์ มีส่วนรับผิดชอบในการควบคุมการใช้อัลกอริทึ่ม ทั้งในสื่อสังคมออนไลน์ประเภทการสนทนา เกม และปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมทั้งเพิ่มมาตรการปกป้องผู้ใช้งาน เพื่อไม่ให้เป็นการผลักภาระให้ผู้ใช้บริการในการป้องกันตนเอง…

ญี่ปุ่น-สหราชอาณาจักรขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยี

ญี่ปุ่นเพิ่มบทบาทด้านการเป็นผู้นำการลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดในต่างประเทศ โดยมีรายงานเมื่อ 15 มิถุนายน 2569 ว่า ญี่ปุ่นกับสหราชอาณาจักรลงนามในข้อตกลงการลงทุนมูลค่าประมาณ 9,000 ล้านปอนด์ เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับอุตสาหกรรมผลิตพลังงานสะอาด เฉพาะอย่างยิ่งพลังงานลมนอกชายฝั่ง (offshore wind) ในสหราชอาณาจักร ซึ่งการลงทุนดังกล่าวจะเป็นผลดีต่อความมั่นคงทางพลังงานของสหราชอาณาจักร ที่มีเป้าหมายลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล การขยายความร่วมมือด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน เป็นผลจากการพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีทาคาอิชิ ซานาเอะ ผู้นำญี่ปุ่นกับนายกรัฐมนตรี Keir Starmer ผู้นำสหราชอาณาจักร ที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร โดยทั้ง 2 ประเทศเห็นพ้องว่าการกระชับความร่วมมือด้านเทคโนโลยี พลังงาน และเศรษฐกิจจะเป็นผลดีต่อทั้ง 2 ฝ่าย ภายใต้กรอบ Frontier Technology Partnership (FTP) ซึ่งนอกจากความร่วมมือด้านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาดแล้ว ญี่ปุ่นกับสหราชอาณาจักรยังลงนามในความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยีอวกาศ เทคโนโลยีควอนตัม และความมั่นคงไซเบอร์ พร้อมทั้งตั้งเป้าหมายให้ญี่ปุ่นและสหราชอาณาจักรเป็นผู้นำโลกด้านการส่งเสริมระบบนิเวศปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ สะท้อนว่า ญี่ปุ่นกับสหราชอาณาจักรต้องการสร้างบทบาทเป็นผู้นำโลกด้าน AI และเทคโนโลยีล้ำสมัยเช่นกัน เฉพาะอย่างยิ่งญี่ปุ่นที่จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม AI Summit ในปี 2570 แนวโน้มความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่นกับสหราชอาณาจักรด้านเทคโนโลยีจะใกล้ชิดขึ้น…

ผู้นำสหรัฐฯ เชื่อมั่นกระบวนการทำ MoU กับอิหร่าน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ เมื่อ 15 มิถุนายน 2569 แสดงความเชื่อมั่นว่าจะบรรลุการเจรจาข้อตกลง หรือ MoU กับอิหร่าน แม้ว่าจะยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ทั้งหมด เนื่องจากตัวแทนของทั้ง 2 ประเทศยังอยู่ระหว่างการจัดทำเนื้อหาในข้อตกลง ที่จะเป็นกรอบกำหนดให้ทั้ง 2 ฝ่ายปฏิบัติตามและนำไปสู่ขั้นตอนการเจรจาสันติภาพในระยะยาว พร้อมกันนี้ ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่าได้ลงนามในข้อตกลงเบื้องต้นไปแล้ว โดยผู้แทนฝ่ายอิหร่าน คือ นาย Mohammad Bagher Ghalibaf ประธานรัฐสภาอิหร่าน ด้านเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ทยอยเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับข้อตกลงดังกล่าว โดยชี้แจงว่าจะมีผลให้ช่องแคบฮอร์มุซเปิดทำการเป็นเส้นทางเดินเรือพาณิชย์ได้ใน 19 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับที่สหรัฐฯ กับอิหร่านจะลงนามในข้อตกลงร่วมกันที่กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ และจะขยายข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านออกไปอีก 60 วัน แม้ว่าผู้นำสหรัฐฯ จะเชื่อมั่นในกระบวนการทำข้อตกลงระดับ MoU กับอิหร่าน เพื่อเปิดช่องทางการเจรจาอย่างเป็นทางการ ลดระดับความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง และเป็น “ผลงานทางการเมือง” ที่สะท้อนว่าประธานาธิบดีทรัมป์เป็นผู้นำสหรัฐฯ ที่กดดันอิหร่านให้ยอมรับเงื่อนไขจากสหรัฐฯ และสร้างสันติภาพในภูมิภาคตะวันออกกลางได้ แต่นักวิเคราะห์ประเมินว่าผู้นำสหรัฐฯ อาจตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในการหารือกับอิหร่าน เนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์กำลังเร่งหาวิธีการถอนตัวจากสงคราม เนื่องจากไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ รวมทั้งความมั่นคงทางการเมือง…

กัมพูชาเริ่มใช้มาตรการวีซ่าฟรีเปิดรับชาวจีน

รัฐบาลกัมพูชาใช้มาตรการวีซ่าฟรีอนุญาตให้นักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางเข้าประเทศได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการทำวีซ่าและไม่เสียค่าธรรมเนียม ตั้งแต่ 15 มิถุนายน – 15 ตุลาคม 2569 หรือเป็นระยะเวลา 4 เดือน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวจีนอย่างน้อย 600,000 คนตามเป้าหมาย และเป็นมาตรการทดลองเพื่อกระตุ้นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศ สำหรับชาวจีนที่เดินทางเข้ากัมพูชา จะต้องกรอกข้อมูลลงทะเบียนเข้าประเทศแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-arrival card) ภายใน 7 วันก่อนเดินทาง โดยไม่มีค่าธรรมเนียม จากนั้นสามารถพำนักในประเทศได้ 14 วัน และเดินทางเข้า-ออกประเทศได้หลายครั้ง (multiple entries) ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวครอบคลุมผู้ถือหนังสือเดินทางที่ออกโดยรัฐบาลจีน ไม่ครอบคลุมชาวจีนที่เดินทางไปจากไต้หวัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวของกัมพูชากระตุ้นให้ธุรกิจและผู้ประกอบการในกัมพูชาร่วมมือกันประชาสัมพันธ์มาตรการดังกล่าว และเชื่อมั่นว่าหากมาตรการดังกล่าวดำเนินการได้สำเร็จ จะสามารถเพิ่มนักท่องเที่ยวในประเทศจำนวนมาก และเป็นผลดีต่ออุตสาหกรรม รวมทั้งธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว พร้อมใช้โอกาสนี้ประชาสัมพันธ์ว่ากัมพูชาเป็นประเทศที่ปลอดภัยและพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวชาวจีนเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวกัมพูชา และพยายามส่งเสริมความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศเพื่อกระตุ้นกิจกรรมการท่องเที่ยวระหว่างกัน เช่น กัมพูชาเสนอโครงการ 500-Agent FAM Trip เพื่อให้นักท่องเที่ยวชาวจีนที่มีบทบาทเป็นผู้มีอิทธิพลในสื่อสังคมออนไลน์ เป็นตัวแทนท่องเที่ยวในกัมพูชา และกลับไปประชาสัมพันธ์ประสบการณ์ต่าง ๆ เฉพาะอย่างยิ่งการท่องเที่ยวชมปราสาทนครวัด กรุงพนมเปญ และเกาะรง…