วิเคราะห์จุดแข็ง-จุดอ่อน ตำราสงครามฉบับทรัมป์-อิหร่าน

สหรัฐฯ ตัดสินใจเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารสนับสนุนอิสราเอลเพื่อโจมตีอิหร่าน เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อสกัดกั้นภัยคุกคาม โดยมีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นบุคคลสำคัญที่สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอิหร่าน เพราะส่งผลให้ผู้นำสูงสุดของอิหร่านเสียชีวิต รวมทั้งทำให้เกิดเหตุความรุนแรงและการปะทะตอบโต้ทางการทหารในหลายพื้นที่ทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง

ความหวังในการเจรจาเพื่อยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านยังลางเลือน

การหาทางออกเพื่อยุติยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านเกิดขึ้น ทั้งในกรอบสหประชาชาชาติ (UN)  ระดับบุคคล และจากการเสนอจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์  ทางออกทั้งหมดดังกล่าวในขณะนี้ ยังไม่มีสัญญาณที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายได้ ขณะที่ปฏิบัติการทางทหารร่วมระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอล เพื่อโจมตีอิหร่าน ภายใต้รหัส “Epic Fury”ที่เริ่มขึ้นเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ยังได้รับการตอบโต้จากอิหร่านอย่างเข้มข้น โดยมีเป้าหมายต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และอิสราเอลในหลายประเทศในตะวันออกกลาง เช่น อิสราเอล บาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศสใช้กรอบ  UN เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เรียกร้องให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) จัดการประชุมฉุกเฉินกรณีสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยประธานาธิบดีมาครง ต้องการให้อิหร่าน เข้าสู่การเจรจา แต่ก็เห็นว่าชาวอิหร่านควรมีสิทธิกำหนดอนาคตของตนเองอย่างเสรี  ซึ่ง UNSC ก็จัดประชุมวาระฉุกเฉินในวันเดียวกัน  และนายอันโตนิอู กุแตเรซ เลขาธิการ UN ได้แถลงในที่ประชุมประณามการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล รวมถึงการตอบโต้ของอิหร่าน อย่างไรก็ดี ตัวแทนสหรัฐฯ และอิหร่านก็ตอบโต้กันอย่างรุนแรงในระหว่างการชี้แจงต่อ UNSC การเสนอให้มีการเจรจา…

ท่าทีประเทศในเอเชีย ตอ.ต. ต่อกรณีสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน

อิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่าน เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โดยอ้างเหตุผลว่าเป็นการชิงโจมตีก่อน (preemptive strike) เพื่อขจัดภัยคุกคามต่ออิสราเอล โดยเป็นปฏิบัติการร่วมกันระหว่างอิสราเอลกับสหรัฐฯ ขณะที่อิหร่านตอบโต้ผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางอย่างเข้มข้น และต่อเนื่อง แนวโน้มการปฏิบัติการทางทหารน่าจะยืดเยื้อ หากพิจารณาคำให้สัมภาษณ์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ The New York Times เมื่อ 1 มีนาคม 2569 ว่า กระบวนการการปฏิบัติการทางทหารจะดำเนินต่อไป 4-5 สัปดาห์ หรืออาจยุติเร็วกกว่านั้น แต่ก็พร้อมจะเจรจากับอิหร่าน ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แสดงท่าทีต่อการปฏิบัติการทางทหารร่วมระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอลภายใต้รหัส “Epic Fury” ไปในทิศทางเดียวกันที่กังวลอย่างมากกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และจะติดตามความเคลื่อนไหวของเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมต้องการกลับเข้าสู่เจรจาระหว่างกัน และปฏิบัติตามระเบียบระหว่างประเทศ พร้อมกับมีคำแนะนำให้ประชาชนของตนในอิหร่าน และประเทศในตะวันออกกลาง ระมัดระวังตัวมากขึ้น พร้อมเปิดช่องทางให้ประชาชนในประเทศของตนติดต่อได้ตลอดเวลา และให้หลีกเลี่ยงเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยง เวียดนามนอกจากเตือนประชาชนแล้ว ยังสั่งการให้หน่วยงานทั้งใน และเจ้าหน้าที่ของเวียดนามที่ปฏิบัติการในต่างประเทศร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด เพื่อดำเนินการให้ความปลอดภัยแก่ชาวเวียดนามในต่างประเทศ ทั้งนี้เวียดนามยืนยันว่าชาวเวียดนามในอิหร่านและอิสราเอลปลอดภัย เช่นเดียวกับกัมพูชาระบุว่าประชาชนของตนในภูมิภาคยังคงปลอดภัยเช่นกัน  ขณะที่มีรายงานการเสียชีวิตของสตรีชาวฟิลิปปินส์ที่ไปทำงานเป็นผู้ดูแลคนไข้ จากขีปนาวุธของอิหร่านที่ยิงไปยังกรุงเทลอาวีฟ เมืองหลวงของอิสราเอล สำหรับสิงคโปร์ให้ความสำคัญด้านความมั่นคงในประเทศ ด้วยการเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบความปลอดภัยการเข้าประเทศทั้ง บุคคล ยานพาหนะ…

กัมพูชาต้องการจำนวนนักท่องเที่ยวมากขึ้น ในปี 2569

กัมพูชากำลังดำเนินการหลายช่องทาง เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ไปท่องเที่ยวกัมพูชามากขึ้นในปี 2569 หลังจากมีการประเมินว่า จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงเป็นผลจากการที่นักท่องเที่ยวต่างชาติรู้สึกไม่ปลอดภัยจากการที่กัมพูชาเป็นประเทศที่เป็นฐานของอาชญากรรมออนไลน์ หรือแก๊งสแกมเมอร์ ประกอบกับเกิดความขัดแยังบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้งนี้ เมื่อปี 2568 นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางไปกัมพูชาลดลง ร้อยละ 17 เหลือประมาณ 5.5 ล้านคน  สร้างรายได้ให้ประเทศ ประมาณ 3,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กัมพูชาต้องการดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวจีนให้มาท่องเที่ยวมากขึ้น ซึ่งเมื่อปี 2568 สูงเป็นอันดับ 2 รองจากเวียดนาม โดยต้องการให้รายได้จากการท่องเที่ยวเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นหนึ่งใน 4 เสาหลัก อีก 3 เสาหลัก ได้แก่ เสื้อผ้า รองเท้าและสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง การเกษตร รวมทั้งภาคอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้าง สำหรับช่องทางที่กัมพูชาใช้ดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวจีน เช่น ยกเว้นวีซ่าให้เป็นเวลา 4 เดือน (15 มิถุนายน-15 ตุลาคม 2569 ) ซึ่งอาจขยายระยะเวลาเพิ่มการยกเว้นวีซ่าอีกได้ นอกจากนี้ ยังสนับสุนให้บริษัทผู้ผลิต China-Cambodia Mobile Film Tour…

ดัชนีการรับรู้การทุจริตของไทยที่ลดลงไม่ส่งผลกระทบต่อการเป็นสมาชิก OECD

ดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index – CPI) ของไทยปี 2568 ตกต่ำลง และคะแนนน้อยกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 42 คะแนน โดยไทยได้ 33 คะแนน จาก 100 คะแนน อยู่อันดับ 116 เทียบกับปี 2567 ได้ 34 คะแนน อยู่อันดับ 107  การที่ CPI ของไทยถดถอย ทำให้ภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของไทยลดลง  เนื่องจาก CPI มีอิทธิพลต่อการประเมินของหน่วยงานจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เช่น Moody’s หรือ S&P รวมถึง การประเมินนโยบายและสถาบันระดับประเทศ (Country Policy and Institutional Assessment – CPIA) ของธนาคารโลก อย่างไรก็ดี CPI ไม่มีผลกระทบโดยตรงของไทยต่อการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation…

ไทยจะต้องเตรียมตัวอย่างไร ..กับเศรษฐกิจโลก 2569

คำถามนี้เป็นคำถามที่ต้องรีบหาคำตอบให้ได้เร็วที่สุด แม้ IMF และธนาคารโลกประเมินว่าในปี 2569 เศรษฐกิจโลกมีความยืดหยุ่นสูง แม้เผชิญความไม่แน่นอน จากความตึงเครียดทางการค้า ความไม่แน่นอนของนโยบาย และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่การลงทุนด้านเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence – AI) เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลัก แต่มีความเป็นไปได้ที่การลงทุนจริงในภาคดังกล่าวจะปรับลดลง และอาจส่งผลให้ตลาดหุ้นผันผวนมากขึ้น หากเทคโนโลยี AI สร้างรายได้หรือกำไรได้ต่ำกว่าที่คาดการณ์ เศรษฐกิจไทย IMF และธนาคารโลกคาดการณ์สอดคล้องกันว่า GDP ในปี 2569 จะขยายตัวไม่เกินร้อยละ 2  (IMF ประเมินที่ร้อยละ ๑.๖  ธนาคารโลกประเมิน ร้อยละ ๑.๘)  ปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยที่สำคัญคือ โครงสร้างการส่งออกที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ซึ่งจะได้รับผลกระทบหนัก หากถูกสหรัฐฯ กดดัน แต่ไทย มีจุดแข็งในการดำเนินนโยบายที่เป็นกลางกับทุกฝ่าย ระบบโครงสร้างพื้นฐานอยู่ในระดับที่ดี และการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ในภูมิภาค อย่างไรก็ดี ไทยเป็นต้องเร่งพัฒนาแรงงานทักษะสูงเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดการลงทุนอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มเฉพาะอย่างยิ่งเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เนื่องจากความต้องการเซมิคอนดักเตอร์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ รวมถึงการบริหารจัดการหนี้สาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดการขาดดุลการคลัง และมีงบประมาณเพียงพอรับมือกับวิกฤตในอนาคต IMF และธนาคารโลกประเมินเศรษฐกิจโลกในปี…

เกิดอะไรขึ้นที่คิวบาในปี 2569 ..วิเคราะห์เป้าหมายสหรัฐฯ

 Int Podcast ชวนติดตามพัฒนาการความมั่นคงในคิวบา เพื่อนบ้านสหรัฐฯ ที่กำลังเผชิญความท้าทายจากนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ …ทำไมสหรัฐฯ ต้องกดดันคิวบา และจะเกิดเหตุการณ์ “ลักพาตัว” ผู้นำคิวบาซ้ำรอยเวเนซุเอลาหรือไม่!? ร่วมหาคำตอบและวิเคราะห์สถานการณ์โลกไปด้วยกันครับ #สหรัฐฯ #คิวบา #ความมั่นคงโลก #วิกฤตพลังงาน #ความขัดแย้ง #ละตินอเมริกา #มหาอำนาจ

4 เครื่องมือทางเศรษฐกิจที่ต่อรองอำนาจรัฐ

ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เป็นประเด็นสำคัญที่รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ต้องจัดให้เป็นเป้าหมายอันดับต้น ๆ ในยุทธศาสตร์แห่งชาติ นอกเหนือจากความมั่นคงด้านอธิปไตยและการเมือง เนื่องจากเศรษฐกิจนั้น หมายถึงกิจกรรมขนาดใหญ่ที่ส่งผลต่อองค์ประกอบของรัฐในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นการผลิต การแจกจ่าย การบริโภค การบริหารจัดการ การจ้างงาน การแลกเปลี่ยน และการจัดสรรทรัพยากร ดังนั้น เศรษฐกิจจึงเป็นเรื่องใกล้ตัวประชาชนไม่แพ้เรื่องการเมือง เพราะทุกคนในสังคมมีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการนึกถึงวิธีการบริหารจัดการเงินทุนที่มีอยู่ในแต่ละเดือนของมนุษย์เงินเดือนและพนักงานทั้งหลาย การที่ผู้บริหารบริษัทจะต้องเลือกทำข้อตกลงเพื่อขยายการลงทุนร่วมกับนายทุนรายอื่น ๆ รวมไปถึงการคำนวณรายได้จากการเก็บภาษีของรัฐบาล ทั้งหมดนี้นับว่าเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นเพื่อสร้าง “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” ซึ่งหมายถึงการทำให้ระบบเศรษฐกิจมีความปลอดภัย และมีเสถียรภาพต่อไปนั่นเอง ในช่วงต้นปี 2569 มีรายงานขององค์กรระหว่างประเทศและนักวิเคราะห์จำนวนมากที่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลก รวมทั้งเศรษฐกิจไทย จะเผชิญสภาวะยากลำบากและมีอุปสรรคท้าทายจากหลายปัจจัย และปัจจัยแรกที่มีผลต่อทิศทางเศรษฐกิจโลก ก็คือสถานการณ์ระหว่างประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลง เพราะปัจจุบัน “รัฐ” หรือผู้บริหารประเทศต่าง ๆ กำลังใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจ (statecraft) เพื่อสร้างและรักษาอำนาจต่อรองทางการเมืองระหว่างประเทศ เพราะผลจากโลกาภิวัตน์ (globalization) ทำให้ปัจจัยเศรษฐกิจของแต่ละประเทศเชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้น ผ่านการทำข้อตกลงและความร่วมมือทั้งระดับทวิภาคีและพหุภาคี “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” กลายเป็นหน้าที่รัฐต้องรักษาและเสริมสร้างไว้ให้ประชาชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและทำให้เกิดการพัฒนา ดังนั้น รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นประเทศขนาดเล็ก กลาง…

ความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่นในวันที่ไม่มีแพนด้า

เพื่อนบ้านก็เหมือนลิ้นกับฟัน กระทบกระทั่งกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งจีนและญี่ปุ่นก็ไม่ต่างจากคู่เพื่อนบ้านอื่น ๆ ที่มีเรื่องให้ต้องผิดใจกัน ในห้วงปี 2568 ที่เกิดการปะทะทางทหารและทางการทูตในหลายประเทศและภูมิภาค เอเชียตะวันออกก็ไม่น้อยหน้า โดยไม่ได้มีเพียง hotspot เจ้าประจำคือ คาบสมุทรเกาหลีและช่องแคบไต้หวันเท่านั้น แต่ยังมีการปะทุขึ้นมาของความขัดแย้งระหว่างสองยักษ์ใหญ่แห่งเอเชียตะวันออก คือจีนกับญี่ปุ่น หลังจากที่นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่นสายอนุรักษ์นิยมกล่าวถึงความเป็นไปได้ที่ญี่ปุ่นจะเข้าแทรกแซงหากจีนใช้กำลังต่อไต้หวันเมื่อพฤศจิกายน 2568 จนนำไปสู่การตอบโต้ไม่หยุดระหว่างจีนกับญี่ปุ่นจนถึงปัจจุบัน นอกจากไม่มีสัญญาณว่าความขัดแย้งจะคลี่คลาย หนำซ้ำยังมีแนวโน้มจะยืดเยื้อจากการที่ทั้งสองฝ่ายตอบโต้กัน อย่างต่อเนื่อง โดยจีนตอบโต้และกดดันญี่ปุ่นด้วยมาตรการทางเศรษฐกิจ การทูต และทางทหาร เช่น การจำกัดการส่งออกแร่หายาก การระงับการนำเข้าอาหารทะเล การเตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่น การเลื่อนฉายภาพยนตร์ญี่ปุ่นในจีนจนทำให้ยอดจำหน่ายตั๋วภาพยนตร์แอนิเมชันญี่ปุ่นลดลง นอกจากนั้น จีนยังใช้มาตรการทางการทูตเช่น การไม่อนุมัติการแต่งตั้งกงสุลใหญ่ของญี่ปุ่นประจำนครฉงชิ่ง ร่วมด้วยมาตรการทางทหารด้วยการส่งเรือของหน่วยยามฝั่งไปลาดตระเวณรอบหมู่เกาะที่เป็นพื้นที่พิพาทระหว่างทั้งสองประเทศ และสร้างความกดดันด้วยการที่เครื่องบินทหารของจีนล็อกเรดาร์เป้าหมายไปที่เครื่องบินขับไล่ของญี่ปุ่น ขณะที่ญี่ปุ่นไม่มีท่าทีจะอ่อนข้อทั้งยังได้ประโยชน์ทางการเมืองจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ทั้งกระแสชาตินิยม และการผลักดันนโยบายทางทหาร เห็นได้จากที่มีข่าวสารการพัฒนาขีดความสามารถด้านการรักษาความมั่นคง การทหาร และการข่าวของญี่ปุ่นบ่อยครั้งขึ้น แม้อาจไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความขัดแย้งกับจีนครั้งนี้ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าความขัดแย้ง    ที่เกิดขึ้นประกอบกับปัญหาเดิมคือการอ้างสิทธิ์เหนือน่านน้ำและหมู่เกาะในทะเลจีนตะวันออกก็ยังไม่มีทางออก การเสริมสร้างสมรรถนะทางทหารเพื่อการป้องกันประเทศของญี่ปุ่นในปัจจุบันจึงดูจะมีความชอบธรรมและสมเหตุสมผล สำหรับญี่ปุ่น การมีผู้นำสตรีคนแรกไม่เพียงสร้างสีสันให้การเมืองญี่ปุ่น แต่การมาของนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิยังมาพร้อมกับนโยบายที่แข็งกร้าวจนทำให้ญี่ปุ่นกลับมาอยู่ในสายตาของนานาประเทศอีกครั้งด้วยภาพลักษณ์ใหม่ คือการเป็น hard-power actor ทั้งการมีจุดยืนชัดเจนในประเด็นไต้หวันแม้ต้องงัดข้อกับจีน การผลักดันนโยบายการทหารและความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง เช่น…

ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือจะใช้อาวุธนิวเคลียร์เสริมบทบาทในเวทีระหว่างประเทศ

นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือย้ำความสำคัญของการครอบครองและพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ เพื่อค้ำประกันความมั่นคงของประเทศ โดยเมื่อ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือกล่าวในระหว่างเข้าร่วมการประชุมของพรรคแรงงานเกาหลี (Workers’ Party of Korea-WPK) ครั้งที่ 9  และชมการแสดงพาเหรดของกองทัพเกาหลีเหนือที่กรุงเปียงยางว่า รัฐบาลเกาหลีเหนือจะให้ความสำคัญกับการพัฒนากองทัพนิวเคลียร์ และระบบขีปนาวุธต่อไป เฉพาะอย่างยิ่งขีปนาวุธที่สามารถปล่อยจากเรือดำน้ำได้ และอาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธี ซึ่งจะมีขนาดเล็กแต่มีประสิทธิภาพสูง สามารถโจมตีเป้าหมายได้แบบเฉพาะจุด ทั้งนี้ นายคิม จองอึนประกาศให้ชาวเกาหลีเหนือเชื่อมั่นว่า สถานะการเป็นประเทศที่ครอบครองและพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์นั้นมีความสำคัญต่อความมั่นคงของชาติ ทำให้สามารถป้องปรามศัตรูและภัยคุกคามได้อย่างดี พร้อมทั้งเชิดชูบทบาทของกองทัพเกาหลีเหนือที่เป็นแกนกลางความมั่นคงของประเทศ ในการแสดงพาเหรดกองทัพเกาหลีเหนือครั้งนี้มีทหารเข้าร่วมมากกว่า 14,000 คน แต่สื่อต่างประเทศให้ความสนใจกรณีไม่มีการเปิดเผยอาวุธนิวเคลียร์หรือยุทโธปกรณ์รุ่นใหม่ ซึ่งแตกต่างจากการแสดงพาเหรดกองทัพเกาหลีเหนือที่ผ่านมา ท่าทีดังกล่าวของนายคิม จองอึน เป็นสัญญาณให้นานาชาติตระหนักถึงความมุ่งมั่นของเกาหลีเหนือที่จะครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมอาวุธ และคาดว่าจะพัฒนาความร่วมมือกับประเทศที่สนับสนุนเกาหลีเหนือต่อไป โดยเฉพาะรัสเซียและจีน นอกจากนี้ ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือยังแสดงท่าทีต่อนโยบายต่างประเทศที่สำคัญ ได้แก่ เกาหลีเหนือจะไม่เจรจากับเกาหลีใต้เพื่อรวมชาติ ส่วนการเจรจากับผู้นำสหรัฐฯ อาจเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อสหรัฐฯ ยุติการดำเนินนโยบายที่เป็นภัยคุกคามหรือข่มขู่เกาหลีเหนือ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน นายคิม จองอึนยังไม่มีเหตุผลที่จะต้องเจรจากับสหรัฐฯ ด้านโฆษกทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้ให้ความเห็นต่อท่าทีของเกาหลีเหนือว่าเกาหลีใต้ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงนโยบายที่จะหาแนวทางอยู่ร่วมกันอย่างสันติ จึงเห็นว่าการสร้าวความเชื่อใจและเคารพระหว่างกันจะเป็นปัจจัยสู่สันติภาพในคาบสมุทรเกาหลีได้ รัฐบาลจีนแสดงท่าทีที่น่าสนใจต่อการสร้างสันติภาพในคาบสมุทรเกาหลี โดยเมื่อ 26…