จับตาความร่วมมือกลุ่ม QUAD สร้างห่วงโซ่อุปทานแร่หายาก และความมั่นคงไซเบอร์

สหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกยังคงเดินหน้าความร่วมมือที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน โดยเฉพาะกรอบความร่วมมือกลุ่ม QUAD หรือกลุ่ม 4 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐฯ ออสเตรเลีย อินเดียและญี่ปุ่น ที่ยังคงจัดการประชุมหารือระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงเพื่อให้นานาชาติเห็นว่าทั้ง 4 ประเทศมีความสัมพันธ์อันดีและมียุทธศาสตร์ที่สอดคล้องกัน ปัจจุบัน ทั้ง 4 ประเทศของกลุ่ม QUAD ให้ความสนใจในความร่วมมือที่จะเสริมสร้างขีดความสามารถในการควบคุมห่วงโซ่อุปทานการผลิต  rear earth  หรือแร่ธาตุสำคัญที่ใช้ในการทำอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานการผลิตและการซื้อขายที่แข็งแกร่ง รวมทั้งลดการพึ่งพาจีน โดยความร่วมมือใหม่นี้เกิดขึ้นเมื่อ กรกฎาคม 2568 ภายใต้ชื่อ Quad Critical Minerals Initiative เป็นผลจากการประชุมร่วมกันระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจากทั้ง 4 ฝ่าย ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กลุ่ม QUAD ร่วมกันแสดงจุดยืนว่าการที่จีนครอบครองห่วงโซ่อุปทานแร่หายากนั้น อาจไม่เป็นผลดีต่อสมดุลอำนาจของประเทศต่าง ๆ และความมั่นคงในภูมิภาค ดังนั้น กลุ่ม QUAD พร้อมจะแสวงหาแหล่งทรัพยากรแร่สำคัญใหม่ ๆ จากทั่วโลก เพื่อลดการพึ่งพาจีน ความก้าวหน้าของ QUAD ที่สนับสนุนห่วงโซ่อุปทานแร่หายาก แม้ว่าจะเป็นโอกาสในการพัฒนาและแสวงหาแร่หายากจากถิ่นอื่น…

นานาชาติรำลึกครบรอบ 80 ปีเหตุการณ์ใช้อาวุธนิวเคลียร์ที่ญี่ปุ่น

  สื่อต่างประเทศรายงานเมื่อ 6 สิงหาคม 2568 เนื่องในวันครบรอบ 80 ปีเหตุการณ์ที่สหรัฐฯ ใช้เครื่องบินรุ่น B29 ทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ Little Boy ที่เมืองฮิโรชิมา ญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นการใช้ระเบิดนิวเคลียร์ครั้งแรกเมื่อ 6 สิงหาคม 2488 และครั้งที่ 2 ที่เมืองนางาซากิ ใน 9 สิงหาคม 2488 เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 110,000 คน และจำนวนมากได้รับผลกระทบจากรังสีนิวเคลียร์ สำหรับประเด็นสำคัญที่สื่อและนานาชาติให้ความสนใจ คือ มุมมองของนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญการเมืองระหว่างประเทศที่เชื่อว่าปัจจุบัน โลกเผชิญความเสี่ยงที่ประเทศมหาอำนาจจะใช้อาวุธนิวเคลียร์เพื่อเพิ่มความได้เปรียบในการเมืองระหว่างประเทศมากขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งการใช้อาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธวิธี และหัวรบนิวเคลียร์ในการข่มขู่คุกคามระหว่างกัน เช่น สมรภูมิรัสเซีย-ยูเครน และความขัดแย้งระหว่างอินเดีย-ปากีสถาน นอกจากนี้ การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ในประเทศต่าง ๆ ยังเสี่ยงตกเป็นเป้าหมายการโจมตีและคุกคามจากต่างประเทศ เช่น กรณีสหรัฐฯ – อิหร่าน ตลอดจนมีรายงานจากสถาบัน Stockholm International Peace Research การสำรวจจำนวนหัวรบและอาวุธนิวเคลียร์ทั่วโลก พบว่าจำนวนอาวุธนิวเคลียร์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว…

ต่างประเทศรายงานการประชุมระหว่างไทย-กัมพูชาที่มาเลเซีย

  สื่อมวลชนต่างประเทศเมื่อ 4 สิงหาคม 2568 ติดตามพัฒนาการสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทย-กัมพูชา โดยอ้างถึงผลกระการประชุมประเด็นพื้นที่ชายแดนระหว่างผู้แทนไทย-กัมพูชาที่มาเลเซีย หรือคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (General Border Committee-GBC) ซึ่งเป็นการประชุมทวิภาคีของฝ่ายทหาร ที่เกิดขึ้นหลังจากทั้ง 2 ฝ่ายบรรลุข้อตกลงหยุดยิง เป้าหมายสำคัญคือการรักษาสภาพแวดล้อมและบรรยากาศหยุดยิงในปัจจุบัน รวมทั้งป้องกันไม่ให้เกิดเหตุความขัดแย้งประเด็นชายแดนระหว่างกันอีกในอนาคต โดยผู้แทนของมาเลเซียระบุว่าจะใช้กลไกอาเซียนทำหน้าที่เป็นคณะติดตามความคืบหน้า (monitoring team) ด้วย ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวมีขึ้นก่อนที่จะมีการหารือครั้งสำคัญใน 7 สิงหาคม 2568 ที่คาดว่าจะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้ง 2 ประเทศเข้าร่วม ตลอดจนมีผู้แทนจากต่างประเทศสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งมาเลเซีย จีน และสหรัฐฯ สื่อต่างประเทศมีมุมมองเชิงบวกต่อการประชุมดังกล่าว ขณะเดียวกันก็ยังคงรายงานถึงสาเหตุความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาครั้งล่าสุด ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ชายแดนของทั้ง 2 ประเทศ และการดำเนินการของไทยและกัมพูชาที่เชิญผู้แทนต่างประเทศลงพื้นที่เพื่อให้รับทราบข้อมูล นอกจากนี้ สื่อยังรายงานว่าข้อตกลงหยุดยิงที่เกิดขึ้นยังมีความเปราะบางและไม่แน่นอนสูง เนื่องจากยังมีบรรยากาศไม่ไว้วางใจกันระหว่างทหารและประชาชนทั้ง 2 ประเทศ ต่างฝ่ายต่างกล่าวโทษกับว่าละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมและโจมตีพลเรือน สำหรับความเคลื่อนไหวของฝ่ายทหาร สื่อมวลชนอ้างท่าทีของฝ่ายไทยที่ระบุว่าปัจจุบันทั้ง 2 ฝ่ายตรึงกำลังและไม่มีความเคลื่อนไหวเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไทยมีข้อมูลว่ากัมพูชาเคลื่อนย้ายกำลังพลเข้าสู่พื้นที่สำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ และระดมกำลังพลเพิ่มเติม นอกจากประเด็นสถานการณ์ในพื้นที่ สื่อต่างประเทศให้ความสนใจการรายงานข่าวสารและข่าวปลอม รวมทั้งข้อมูลบิดเบือนที่เกิดขึ้นจำนวนมากผ่านสื่อสังคมออนไลน์…

ผู้นำยูเครนเชื่อว่ามีทหารรับจ้างจากต่างประเทศช่วยกองทัพรัสเซีย

ยูเครนเชื่อว่ารัสเซียได้รับความช่วยเหลือจากทหารรับจ้างในหลายประเทศที่ไปร่วมปฏิบัติการทางทหารในสงคราม โดยประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี เมื่อ 4 สิงหาคม 2568 ประกาศว่า กองทัพยูเครนที่กำลังต่อสู้เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของยูเครน และต้องต่อสู้กับทหารรับจ้างจากหลากหลายประเทศที่เข้าไปร่วมปฏิบัติการทหารของรัสเซีย โดยระบุว่ามีทหารรับจ้างจากจีน เกาหลีเหนือ ทาจิกิสถาน อุซเบกิชสถาน ปากีสถาน และกลุ่มประเทศในภูมิภาคแอฟริกา ซึ่งทั้งหมดเป็นนักรบในแนวหน้าที่เผชิญหน้ากับทหารยูเครนโดยตรง และต่อสู้ในสมรภูมิที่เข้มข้นในหลายพื้นที่ ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังจากผู้นำยูเครนไปเยือนแนวหน้าการสู้รบ ที่สมรภูมิใกล้กับเมือง Vovchansk และได้พบหารือกับผู้บัญชาการทหารในพื้นที่ ก่อนหน้านี้ ยูเครนระบุว่ามีทหารเกาหลีเหนือเข้าไปปฏิบัติการสนับสนุนกองทัพรัสเซียอย่างชัดเจน เฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาค Kursk ทางตะวันตกของรัสเซียที่ยูเครนเคยเข้าไปยึดพื้นที่ได้ นอกจากนี้ ยูเครนเผยแพร่ข้อมูลเมื่อ เมษายน 2568 ว่า รัสเซียกำลังว่าจ้างนักบินเครื่องบินรบชาวจีนให้ร่วมปฏิบัติการในยูเครน รวมทั้งพยายามโน้มน้าวชาวจีนให้ไปร่วมรบในสงคราม ด้วยการทำสื่อโฆษณาเป็นภาษาจีนเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ Weibo พร้อมกับจูงใจด้วยค่าตอบแทน ทั้งนี้ ทางรัฐบาลจีนได้ปฏิเสธแล้ว พร้อมกับเตือนให้ยูเครนระมัดระวังการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง พร้อมทั้งย้ำท่าทีของจีนต่อสถานการณ์ดังกล่าวว่าจีนไม่สนับสนุนความขัดแย้งและต้องการให้มีการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ สถานการณ์การสู้รบในพื้นที่ระหว่างรัสเซีย-ยูเครนยังคงตึงเครียด มีรายงานว่าปฏิบัติการ Summer Offensive ของรัสเซียได้ผลและสามารถสร้างความเสียหายให้กองทัพยูเครนได้ในหลายพื้นที่ ขณะที่มีรายงานฝ่ายยูเครนประสบความสำเร็จในการใช้อากาศยานไร้คนขับ (drone) โจมตีรัสเซียในช่วงเวลากลางคืน เน้นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางเศรษฐกิจ เช่น โรงกลั่นน้ำมัน อย่างไรก็ดี ยูเครนประสบปัญหาขาดแคลนระบบป้องกันภัยทางอากาศและกังวลว่าฝ่ายรัสเซียจะได้เปรียบในการปฏิบัติการทางทหาร เพราะมีการใช้นักรบหรือทหารรับจ้างจากต่างประเทศ

สหรัฐฯ จะเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าจากอินเดีย ตอบโต้ที่ค้าขายพลังงานจากรัสเซีย

  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเมื่อ 4 สิงหาคม 2568 ว่า จะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดีย เพื่อตอบโต้ที่ยังค้าขายพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมัน กับรัสเซีย ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ หลายฝ่ายมองว่าเป็นกิจกรรมการค้าที่ไม่สามารถยอมรับได้ เพราะเท่ากับว่าอินเดียและรัสเซียไม่สนใจว่าชาวยูเครนจะได้รับผลกระทบจากสงครามแค่ไหน ทั้งนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังไม่ได้กำหนดว่าอัตราภาษีที่จะเก็บเพิ่ม โดยสัปดาห์ที่แล้ว สหรัฐฯ ประกาศอัตราภาษีตอบโต้อินเดียที่ร้อยละ 25 ที่ผ่านมา สหรัฐฯ นำเข้าสินค้าจากอินเดียประมาณ 87,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มาตรการดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอินเดีย ซึ่งอินเดียมีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ความมั่นคงและการค้าของสหรัฐฯ อย่างมาก โดยเฉพาะยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ก็มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดิ ของอินเดียมาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ผู้นำสหรัฐฯ เคยประกาศเมื่อปลาย กรกฎาคม 2568 ว่า จะเพิ่มการกดดันรัสเซียให้ยอมเข้าร่วมการเจรจากับยูเครนเพื่อยุติสงคราม โดยจะใช้การกดดันทุกรูปแบบ รวมทั้งการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศที่ยังมีความร่วมมือทางการค้าและเศรษฐกิจกับรัสเซียด้วย ดังนั้น อินเดียจึงกลายเป้นเป้าหมายของสหรัฐฯ มีรายงานว่าตั้งแต่สงครามรัสเซีย-ยูเครนเริ่มต้นเมื่อ กุมภาพันธ์ 2565 อินเดียนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียเพิ่มขึ้นมากกว่า 6 เท่า หรือสูงสุดที่ประมาณ 2.15 ล้านบาร์เรลต่อวัน…

ท่าทีเอกชนต่อมาตรการภาษีนำเข้าสินค้าไทยของสหรัฐฯ

กรณีสหรัฐฯ ประกาศมาตรการภาษีนำเข้าสินค้าไทยที่ร้อยละ 19 ภาคเอกชนล่าสุด เช่น ส.อ.ท. สภาธุรกิจตลาดทุนไทย สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย แสดงความคาดหวังสอดคล้องกัน โดยต้องการอัตราภาษีนำเข้าสินค้าไทยของสหรัฐฯ อยู่ที่ประมาณร้อยละ 20 โดยมองว่า หากรัฐบาลทำได้จะเป็นสัญญาณที่ดี ไม่ส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจไทยรุนแรงทั้งด้านการส่งออก และด้านผลห่วงโซ่การผลิตทั้งในภาคอุตสาหกรรมและเกษตร ที่สำคัญคือจะทำให้ไทยเป็นพื้นที่เศรษฐกิจน่าสนใจของนักลงทุนต่อไป สำหรับผู้ประกอบการ แม้จะส่งผลกระทบ แต่อยู่ในระดับที่พอรับได้ อย่างไรก็ดี สิ่งที่ต้องการให้รัฐบาลดำเนินการต่อจากนี้คือ การออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ทั้งนี้ ภาคเอกชนส่วนใหญ่ประมาณการว่า หากอัตราภาษีนำเข้าสินค้าไทยของสหรัฐฯ เป็นไปตามคาดหวังยังมีความเป็นไปได้ที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยน่าจะอยู่ที่ร้อยละ 2

ปัญหาผลผลิตการเกษตรตกต่ำ

  กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกลำไย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน และยางพาราต่างออกมาสะท้อนถึงปัญหาความเดือดร้อนเรื่องผลผลิตการเกษตรตกต่ำ กลุ่มลำไยระบุว่าสาเหตุ  เพราะปริมาณผลผลิตมีปริมาณมาก แต่ส่วนใหญ่ผลมีขนาดเล็กลง ซึ่งทำให้ใช้ส่งออกไปต่างประเทศไม่ได้มาก และทำให้ล้งและโรงอบชองชาวจีนต้องคัดเลือกการรับซื้อผลผลิต ด้านกลุ่มมันสำปะหลังระบุว่าปริมาณผลผลิตที่จะออกมาน่าจะมีมาก เพราะเหตุอุทกภัยจึงพากันเร่งขุดมันสำปะหลังออกขาย  ส่วนกลุ่มปาล์มน้ำมัน และยางพารา ออกมาเรียกร้องเช่นกัน แต่ราคาผลผลิตตกต่ำ เพราะรัฐบาลอนุญาตให้มีการนำเข้าผลผลิตจากมาเลเซียและอินโดนีเซีย อย่างไรก็ดี เกษตรกรทุกกลุ่มได้แสดงปัญหาตรงกันคือเรื่องต้นทุนการเพาะปลูกที่เพิ่มสูง โดยเฉพาะราคาปุ๋ย ซึ่งเกษตรกรทุกกลุ่มต้องการให้รัฐบาลเร่งมีมาตรการช่วยเหลือพยุงราคาผลผลิต โดยกลุ่มลำไย และกลุ่มกลุ่มปาล์มน้ำมัน และยางพารา ระบุว่า หากยังไม่มีมาตรการช่วยเหลือ อาจจำเป็นต้องยกระดับโดยรวมตัวชุมนุมเพื่อแสดงการเรียกร้องต่อไป

ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาขยายตัวสู่โลกออนไลน์

เว็บไซต์ Nikkei Asia ของญี่ปุ่น เผยแพร่บทความระบุว่า สื่อสังคมออนไลน์ได้กลายเป็นอีกหนึ่งแนวรบของข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา แม้ทั้งสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิง แต่การโจมตีทางออนไลน์ที่ก่อให้เกิดความเกลียดชังของทั้งสองประเทศนั้นยุติได้ยาก และจะทิ้งบาดแผลไปยาวนาน ท่ามกลางกระแสชาตินิยมที่รุนแรงขึ้น โดยการเคลื่อนไหวทางออนไลน์เพิ่มขึ้นทันที หลังจากเกิดการปะทะกันทางทหาร ทั้ง Facebook TikTok X Telegram Truth Social รวมถึงในเกม Roblox การใช้แฮชแท็ก การใช้ถ้อยคำแสดงความเกลียดชัง จนถึงขั้นกล่าวหาว่าอีกฝ่ายฆ่าคนของตนเอง โดยมีการสร้างเนื้อหาภาษาอังกฤษเพื่อสื่อสารกับต่างประเทศ ตลอดจนความพยายามแก้ไขแผนที่ชายแดนบน Google Maps นอกจากนี้ ยังมีการสร้างบัญชีปลอม สร้างข่าวปลอม การโจมตีทางไซเบอร์ของกลุ่มแฮ็กเกอร์จากทั้งสองประเทศ

ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาสะท้อนการยกระดับการใช้อาวุธ

สนข.ABC ของออสเตรเลีย เผยแพร่บทความระบุ ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา แสดงให้เห็นถึงการแพร่กระจายของอาวุธทั่วโลกในเอเชีย ตอ.ต. ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างใช้อาวุธระดับสูงจากหลายประเทศ โดยไทยใช้เครื่องบินรบ F-16 โดรน ยานเกราะ Stryker และเครื่องบินรบ Gripen ซึ่งไทยมีทั้งงบประมาณด้านกลาโหมและกำลังพลมากกว่ากัมพูชา ขณะที่กัมพูชาเร่งปรับปรุงกองทัพอย่างรวดเร็วโดยการกระชับความสัมพันธ์กับจีน กัมพูชาใช้ระบบจรวดหลายลำกล้องแบบ PHL-81 ของจีน และระบบอาวุธอื่น ๆ  นอกจากนี้ ยังมีการใช้ระเบิดคลัสเตอร์ และการใช้จรวดแบบไม่มีระบบนำวิถีในพื้นที่ที่มีพลเรือนหนาแน่น ซึ่งถูกวิพากวิจารณ์อย่างมาก ด้านนักวิเคราะห์ระบุว่า ระดับของอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เห็นจากทั้งสองฝ่ายในความขัดแย้งครั้งนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยเป็นระบบอาวุธที่ออกแบบมาเพื่อสงครามที่มีความขัดแย้งในระดับสูง และแสดงความกังวลว่า การใช้อาวุธพิสัยไกลจะทำให้สถานการณ์อันตรายยิ่งขึ้น และอาจยกระดับความรุนแรงในอนาคต

ลาวและเบลารุสส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกัน

  นายทองสะหวัน พมวิหาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศลาว และนายมักซิม รีเจนคอฟ    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเบลารุส เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลงว่าด้วยการ ยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทาง (วีซ่า) สำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางของทั้งสองฝ่าย ในห้วงการเดินทางเยือนลาวอย่างเป็นทางการระหว่าง 16-18 กรกฎาคม 2568 ความตกลงดังกล่าวก็เพื่อให้พลเมืองของทั้งสองประเทศสามารถเดินทางไปมาหาสู่กันได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยว นักธุรกิจ รวมถึงคณะผู้แทนของรัฐบาล  และเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม อย่างไรก็ดี ความตกลงนี้ยังไม่ มีผลบังคับใช้ ทันที เนื่องจากยังต้องผ่านขั้นตอนภายในประเทศของแต่ละฝ่าย ห้วงที่ผ่านมารัฐบาลลาวและเบลารุสกำลังทำงานร่วมกันเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกันให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในหลากหลายมิติ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเยือนระดับสูงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการพบกันระหว่าง ดร.ทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศลาวและประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ ลูกาเชนโก ของเบลารุส ในระหว่างการประชุม BRICS Summit เมื่อปี 2567 ที่เมืองคาซาน ประเทศรัสเซีย รวมถึงการเยือนลาวของนายรีเจนคอฟในครั้งนี้ ที่ทั้งสองฝ่ายหารือแนวทางขยายความร่วมมือรอบด้าน ทั้งด้านการค้า การลงทุน การศึกษา พลังงานและสาธารณสุข ด้านเศรษฐกิจ-การค้า เบลารุสสนใจนำเข้าสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม ผักและผลไม้เขตร้อน รวมถึงถั่วจากลาว ขณะที่ลาวสนใจความรู้และประสบการณ์การพัฒนาอุตสาหกรรม และจัดหาอุปกรณ์เช่น อุปกรณ์เก็บเกี่ยวข้าวจากเบลารุส ด้านการศึกษาและสาธารณสุข…