เกาหลีใต้ผ่อนคลายคำเตือนห้ามการเดินทางไปยังกัมพูชา

กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้เมื่อ 10 กรกฎาคม 2569 ปรับคำเตือนการเดินทางไปยังต่างประเทศ ตามกฎหมาย Passport Act โดยยกเลิกคำเตือนห้ามเดินทางไปยังพื้นที่ภาคตะวันตกของกัมพูชา ได้แก่ จังหวัดกัมปอต  จังหวัดบันเตียเมียนเจย และจังหวัดสวายเรียง หลังจากที่เคยประกาศคำเตือนระดับ 4 ห้ามเดินทางไปยังพื้นที่บางส่วนและให้ชาวเกาหลีใต้เดินทางออกจากพื้นที่ทันทีตั้งแต่ ตุลาคม 2568 เนื่องจากเหตุผลด้านความมั่นคงปลอดภัย ปัจจุบันปรับเป็นคำเตือนระดับ 3 เนื่องจากเกาหลีใต้ประเมินว่าสถานการณ์ด้านความมั่นคงดีขึ้น จำนวนอาชญากรรมที่ชาวเกาหลีใต้มีส่วนร่วมลดลงในห้วง 6 เดือนแรกของปี 2569 ทำให้เกาหลีใต้พิจารณาผ่อนคลายคำเตือนการเดินทาง นอกจากกัมพูชา เกาหลีใต้ลดระดับคำเตือนการเดินทางไปยังเวเนซุเอลา แต่ขยายคำเตือนการเดินทางไปยัง 10 ประเทศ และ 12 พื้นที่ รวมทั้งพื้นที่ในฟิลิปปินส์และเมียนมา เนื่องจากเหตุผลด้านความมั่นคงและความปลอดภัย ก่อนหน้านี้ เกาหลีใต้ออกคำเตือนห้ามพลเรือนเดินทางไปยังพื้นที่ภาคตะวันตกของกัมพูชา เนื่องจากมีรายงานว่าชาวเกาหลีใต้จำนวนมากถูกหลอกลวงไปทำงานให้เครือข่ายแสกมเมอร์ เป็นความท้าทายด้านความมั่นคงและทำให้ชาวเกาหลีใต้ตกอยู่ในอันตราย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกัมพูชายกระดับการปราบปรามและแก้ไขปัญหาการเป็นศูนย์กลางเครือข่ายแสกมเมอร์ เพื่อให้เกาหลีใต้ไว้วางใจ เชื่อมั่นและคงความร่วมมือกับกัมพูชา เนื่องจากเกาหลีใต้มีความสำคัญต่อกัมพูชาในฐานะประเทศที่ให้ความช่วยเหลือผ่านโครงการ Official Development Assistance (ODA) ที่เป็นส่วนสำคัญของโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข เทคโนโลยี การศึกษาและการค้า นอกจากนี้ คำเตือนด้านการเดินทางของรัฐบาลเกาหลีใต้ในช่วงที่ผ่านมา…

รมว.กต.เมียนมาจะเข้าร่วมการประชุมกรอบอาเซียน ที่กรุงเทพฯ

สื่อมวลชนต่างประเทศให้ความสนใจเกี่ยวกับพัฒนาการทางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของเมียนมา ภายหลังมีการตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเมื่อ เมษายน 2569 และเริ่มฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอาเซียน ให้กลับสู่ระดับปกติ ล่าสุดมีรายงานเมื่อ 10 กรกฎาคม 2569 อ้างท่าทีของโฆษกกระทรวงการต่างประเทศของเวียดนาม ระบุว่า นายตินหม่องซเว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเมียนมา จะเข้าร่วมการประชุมอาเซียนระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ วาระพิเศษ ที่กรุงเทพฯ ใน 12 กรกฎาคม 2569 เวียดนามมีมุมมองว่า การเข้าร่วมประชุมฯ ของนายตินหม่องซเว จะเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน และหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างตรงไปตรงมา เพื่อขยายความร่วมมือและส่งเสริมการเจรจาทางการเมืองในเมียนมา อย่างไรก็ตาม การประชุมดังกล่าวไม่ได้เป็นการยืนยันว่า อาเซียนจะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรผู้นำเมียนมาในการประชุมสุดยอด ที่จะจัดขึ้นที่ฟิลิปปินส์ในช่วงปลายปี 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ยืนยันกำหนดการดังกล่าว ซึ่งเป็นผลจากการผลักดันของฝ่ายไทยในการประชุมอาเซียนระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเมื่อ พฤษภาคม 2569 ขณะที่สื่อมวลชนรายงานเชิงบวกเกี่ยวกับบทบาทของไทยด้านการสนับสนุนการปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างเมียนมากับอาเซียน โดยใช้ยุทธศาสตร์ 2 ด้าน ได้แก่ 1) เน้นบทบาทอาเซียน ผู้แทนพิเศษของอาเซียนประเด็นเมียนมา และกลุ่มประเทศ Troika ของอาเซียนเป็นกลไกกลางประสานงานกับเมียนมา และ 2) ส่งเสริมแนวคิด 3R คือ ภูมิภาคนิยม…

สงครามอิหร่านอาจส่งผลกระทบต่อคลังน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ

สหรัฐฯ อาจเผชิญความท้าทายด้านความมั่นคงพลังงานมากขึ้นในอนาคต แม้ว่าจะเป็นประเทศที่มีคลังน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve-SPR) มากเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากจีน และสามารถผลิตน้ำมันได้เอง แต่ความขัดแย้งและการทำสงครามกับอิหร่านที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ อาจทำให้สหรัฐฯ ต้องปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองดังกล่าวเพิ่มขึ้น เพื่อทดแทนน้ำมันและพลังงานที่ไม่สามารถขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ และเพื่อไม่สร้างแรงกดดันให้ชาวอเมริกันเพิ่มขึ้น ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ปล่อยน้ำมันจากคลัง SPR แล้วบางส่วนตั้งแต่ มีนาคม 2569 เพื่อให้ชาวอเมริกันมั่นใจว่าจะมีพลังงานใช้เพียงพอ ที่สำคัญ คือ การพยุงราคาน้ำมันไม่ให้ปรับเพิ่มสูงขึ้นมากจนส่งผลกระทบต่อการอุปโภค อย่างไรก็ตาม มีรายงานจากกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ เมื่อ 9 กรกฎาคม 2569 ว่า ระดับน้ำมันในคลัง SPR ของสหรัฐฯ อยู่ที่ประมาณ 319.5 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นลดลงเป็นปริมาณต่ำสุดตั้งแต่ปี 2526 คลังน้ำมันสำรองของสหรัฐฯ สามารถเก็บน้ำมันได้ปริมาณสูงสุด 713.5 ล้านบาร์เรล ทั้งนี้ สหรัฐฯ ตั้งคลังน้ำมัน SPR เมื่อปี 2518 เพื่อรับมือกับเหตุการณ์กลุ่มประเทศตะวันออกกลางระงับการส่งออกน้ำมันให้สหรัฐฯ ที่ผ่านมา สหรัฐฯ…

ยูเครนปรับยุทธวิธีโจมตีเส้นทางขนส่งสำคัญของรัสเซีย

ความขัดแย้งระหว่างยูเครน-รัสเซียตึงเครียดต่อเนื่อง จากปฏิบัติการทางทหารของทั้ง 2 ฝ่าย ล่าสุด มีรายงานเมื่อ 10 กรกฎาคม 2569 ว่า ยูเครนใช้อากาศยานไร้คนขับปฏิบัติการโจมตีเรือรัสเซียที่อยู่ระหว่างแล่นในทะเล Azov น่านน้ำใกล้บริเวณชายฝั่งไครเมีย ที่เชื่อมกับทะเลดำ โดยผู้บัญชาการกองปฏิบัติการอากาศยานไร้คนขับของยูเครนเปิดเผยว่าสามารถโจมตีเรือเป้าหมายได้ 25 ลำ ทั้งนี้ สื่อต่างประเทศรายงานว่าการปฏิบัติการของยูเครนในห้วงนี้ ที่เพิ่มความรุนแรงและสามารถทำลายเป้าหมายได้อย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลกระทบต่อยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศของรัสเซีย และความเชื่อมั่นต่อผู้นำรัสเซียที่ก่อนหน้านี้ ที่ออกแถลงการณ์ว่าจะสามารถปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติได้ในระยะยาว ปัจจุบัน ยูเครนปรับยุทธวิธีการโจมตีรัสเซีย ด้วยการเน้นทำลายระบบขนส่งที่สำคัญของรัสเซีย หรือปฏิบัติการ “logistics lockdown” ซึ่งในระยะแรกจะเน้นทำลายขีดความสามารถในการขนส่งของรัสเซียจากไครเมีย เช่น ท่าเรือและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในไครเมีย และทำลายเรือสินค้าที่ยูเครนจัดว่าเป็นกลุ่ม Shadow Fleet หรือกองเรือขนส่งสินค้าผิดกฎหมายระหว่างประเทศ และละเมิดมาตรการคว่ำบาตรของนานาชาติ เนื่องจากที่ผ่านมา กองเรือกลุ่ม Shadow Fleet ลักลอบขนส่งสินค้า โดยเฉพาะพลังงาน ไปต่างประเทศ ทั้งที่รัสเซียเผชิญมาตรการคว่ำบาตร ทำให้รัฐบาลและกองทัพรัสเซียยังมีรายได้ไปเพิ่มพูนศักยภาพในการทำสงครามกับยูเครน ยูเครนเริ่มปฏิบัติการ logistics lockdown ตั้งแต่มิถุนายน 2569 โดยมีการโจมตีท่าเรือ Kerch ที่ตั้งโรงเก็บน้ำมันและพลังงาน และฐานทัพอากาศ Dzhankoi…

สหรัฐฯ-อิหร่านปะทะรอบใหม่ : สาเหตุและผลกระทบ

สถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางยกระดับความตึงเครียดอีกครั้ง หลังจากสหรัฐฯ ประกาศเมื่อ 8 กรกฎาคม 2569 ว่าข้อตกลง MoU หยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านได้สิ้นสุดลงแล้ว เนื่องจากสหรัฐฯ พบว่าอิหร่านละเมิดข้อตกลงดังกล่าวด้วยการโจมตีเรือจำนวน 3 ลำ ที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จากนั้นกองทัพสหรัฐฯ ที่ประจำการอยู่ในภูมิภาคก็เริ่มการโจมตีต่อเป้าหมายทางการทหารในหลายพื้นที่บริเวณภาคตะวันตกของอิหร่าน ติดกับช่องแคบฮอร์มุซ การโจมตีของสหรัฐฯ มุ่งโจมตีโรงงานพลังงานนิวเคลียร์ Bushehr ด้วย ด้านอิหร่านตอบโต้สหรัฐฯ ทันที ด้วยการใช้ขีปนาวุธและอากาศยานไร้คนขับโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ที่อยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้แก่ คูเวต บาห์เรน กาตาร์ จอร์แดน และอิรัก ซึ่งขยายขอบเขตพื้นที่ปะทะไปมากกว่าการโจมตีรอบที่ผ่านมา ด้านรัฐบาลประเทศรอบอ่าวเพิ่มมาตรการเฝ้าระวัง ข้อตกลง MoU ระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน เริ่มต้นเมื่อ 17 มิถุนายน 2569 สาระสำคัญคือการหยุดยิงในทุกสมรภูมิ และเปิดช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อเป็นโอกาสให้ทั้ง 2 ประเทศเจรจากันเป็นระยะเวลา 60 วัน เกี่ยวกับการบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซและความสัมพันธ์ อย่างไรก็ตาม มี 3 สาเหตุที่ทำให้เกิดการปะทะรอบใหม่ ได้แก่ 1)…

ฉากทัศน์ต่อไประหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

ฉากทัศน์ หรือ scenario ต่อไประหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน หลังจากสหรัฐฯ กับอิหร่านกลับมาตอบโต้ด้านการทหารกันอีกครั้ง โดยเมื่อ 7 กรกฎาคม 2569 กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ CENTCOM  โจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายหลายจุดทางตอนใต้ของอิหร่านกว่า 80 เป้าหมาย เพื่อตอบโต้ที่อิหร่านโจมตีเรือพาณิชย์ 3 ลำในช่องแคบฮอร์มุซ และหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อ 8 เมษายน 2569 ที่ตุรกี เพื่อเข้าร่วมประชุมสุดยอดเนโต ว่าข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านได้จบลงแล้ว CENTCOM ก็โจมตีอิหร่าน รอบที่ 2 กว่า 90 เป้าหมาย ขณะที่อิหร่านตอบโต้สหรัฐฯ ตั้งแต่โจมตีครั้งใหม่รอบแรก ด้วยการโจมตีพันธมิตรของสหรัฐฯ ได้แก่ ที่มั่นด้านการทหารรวมทั้งฐานทัพสหรัฐฯ ในคูเวตและบาห์เรน จำนวน 85 แห่ง ครั้งที่ 2 โจมตีบาห์เรน คูเวต และกาตาร์ พร้อมประกาศว่า พร้อมจะตอบโต้สหรัฐฯ อีก และอิหร่านยืนกรานว่า…

โดมความร้อนถล่มยุโรป : สัญญาณเตือนจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ช่วงปลายมิถุนายน 2569 หลายประเทศในยุโรปเผชิญกับคลื่นความร้อนรุนแรงจากปรากฏการณ์โดมความร้อน (Heat Dome) โดยประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ได้แก่ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี สเปน รวมถึงหลายพื้นที่ในยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก หลายเมืองมีอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส เหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อประชาชนในหลายด้าน ทั้งการเจ็บป่วยจากโรคลมแดด ภาวะขาดน้ำ และโรคที่เกี่ยวข้องกับความร้อน องค์การอนามัยโลก (World Health Organization – WHO) ประเมินว่าคลื่นความร้อนครั้งนี้อาจส่งผลให้เสียชีวิตของผู้คนมากกว่า 1,300 ราย นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ระบบการคมนาคม การเรียนการสอน และระบบไฟฟ้า ปรากฏการณ์โดมความร้อน (Heat Dome) เกิดจากระบบความกดอากาศสูงที่ปกคลุมพื้นที่เป็นเวลานาน จนทำหน้าที่เปรียบเหมือนฝาหม้อ ที่กักเก็บมวลอากาศร้อนไว้เหนือพื้นดิน ทำให้อากาศร้อนไม่สามารถลอยตัวขึ้นไปและระบายออกได้ตามปกติ ในขณะเดียวกันท้องฟ้าที่ปลอดโปร่งทำให้แสงแดดส่องถึงพื้นดินอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความร้อนสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้อุณหภูมิสูงทั้งในช่วงกลางวันและกลางคืน สำหรับคลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นในยุโรปครั้งนี้ ยังได้รับอิทธิพลจากปรากฏการณ์ Omega Block ซึ่งเป็นลักษณะการไหลเวียนของกระแสลมกรดที่มีรูปแบบคล้ายตัวอักษรกรีก Ω (Omega) ทำให้ระบบความกดอากาศสูงเคลื่อนตัวช้าและปกคลุมพื้นที่เดิมเป็นเวลาหลายวัน นอกจากนี้ ยังได้รับอิทธิพลจากมวลความร้อนที่พัดมาจากทะเลทรายซาฮาราผ่านยุโรปตอนใต้…

3 คู่ความสัมพันธ์ที่น่าจับตามองจากการประชุมสุดยอดเนโต

การประชุมสุดยอดเนโตประจำปี 2569 ที่กรุงอังการา ตุรกี ระหว่าง 7-8 กรกฎาคม 2569 เป็นเวทีการหารือระหว่างประเทศพันธมิตรที่มีรูปแบบและระดับความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนอย่างมาก ก่อนหน้านี้ กลุ่มความร่วมมือระหว่างประเทศทั่วโลกเคยมีมุมมองสอดคล้องกันว่า “พันธมิตรเนโต” คือแบบอย่างความร่วมมือด้านการทหารและความมั่นคงที่เข้มแข็งที่สุดในโลก เป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม เพราะนอกจากจะมีแนวคิดการป้องกันสมาชิกและจัดทำเป็นแนวปฏิบัติร่วมกัน หรือกฎบัตรเนโตแล้ว ประเทศสมาชิกต่างก็มีผลประโยชน์ร่วมกันอย่างมาก อย่างไรก็ดี สถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วตั้งแต่สงครามรัสเซีย-ยูเครน ต่อเนื่องจนถึงเหตุความไม่มั่นคงในยุโรปจากปัญหาสังคมและเศรษฐกิจที่สะสมมาตั้งแต่ยุค COVID-19 สมทบด้วยกรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งและได้ดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ เป็นสมัยที่ 2 รวมทั้งความขัดแย้งในตะวันออกกลางครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้น เมื่อปลายกุมภาพันธ์ 2569 ปัจจัยเหล่านี้ คือ กุญแจสำคัญที่สำคัญเนโตเผชิญความท้าทาย และทำให้การประชุมสุดยอดเนโตที่จัดขั้นในตุรกีครั้งนี้ น่าจับตามอง 3 คู่ความสัมพันธ์ที่อาจเป็นบทเรียนสำหรับกลุ่มความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ ความสัมพันธ์คู่แรก : สหรัฐฯ-ยุโรป……. การประชุมนี้เกิดขึ้นในห้วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำสหรัฐฯ กับประเทศสมาชิกเนโตในยุโรปค่อนข้างห่างเหิน ทั้งจากกรณีประธานาธิบดีทรัมป์ย้ำว่าต้องการให้สหรัฐฯ มีสิทธิครอบครองกรีนแลนด์ของเดนมาร์ก วิจารณ์ความมั่นคงของยุโรปเชิงลบในเอกสารยุทธศาสตร์ความมั่นคงของสหรัฐฯ นอกจากนี้ ยังข่มขู่ว่าจะถอนสหรัฐฯ ออกจากการเป็นสมาชิกเนโต และกดดันให้ยุโรปเพิ่มงบประมาณสนับสนุนเนโตอย่างจริงจัง เพราะผู้นำสหรัฐฯ มีมุมมองว่าที่ผ่านมา สหรัฐฯ เป็นประเทศเดียวที่ทุ่มเทงบประมาณเพื่อเนโตอย่างไม่ยุติธรรม และแนวคิดดังกล่าวก็ขัดแย้งกับนโยบาย America First…

สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้น อาจกระทบความร่วมมือการค้าระหว่างประเทศ

นโยบายการค้าและความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศต่าง ๆ อาจมีความท้าทายมากขึ้น เนื่องจากสหรัฐฯ มีแนวโน้มจะออกมาตรการใหม่ ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาขาดดุลการค้าระหว่างประเทศในห้วงครึ่งหลังของปี 2569 สำหรับสาเหตุที่ทำให้สหรัฐฯ อาจใช้มาตรการภาษีและต่อรองในการเจรจาการค้ามากขึ้น เพราะสหรัฐฯ กำลังขาดดุลการค้ามากขึ้น โดยฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เผยแพร่รายงานเมื่อ 7 กรกฎาคม 2569 ว่า สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับต่างประเทศมากขึ้นถึง 77,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อห้วง พฤษภาคม 2569 มากที่สุดในรอบ 14 เดือน โดยนำเข้าสินค้าประเภททุน (Capital Goods) เพิ่มขึ้นจากเมื่อห้วงเมษายน ร้อยละ 3.3 และส่งออกน้อยลงร้อยละ 3.2 กลุ่มสินค้าที่สหรัฐฯ นำเข้าสินค้าจำนวนและมูลค่ามาก ได้แก่ อุปกรณ์สื่อสาร ยารักษาโรค และเซมิคอนดักเตอร์ สะท้อนว่าอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในสหรัฐฯ กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว มีความต้องการสินค้าสูง และเร่งตอบสนองนโยบายพัฒนาความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีอันดับ 1 ของโลก เฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังนำเข้าน้ำมันเพิ่มขึ้นมูลค่า 1,500…

กลุ่มฮะมาสพร้อมถ่ายโอนอำนาจปกครองฉนวนกาซา จุดเปลี่ยนการเมืองเพื่อสันติภาพ !?

นาย Mohammed al-Farra หัวหน้ากลุ่มฮะมาสและคณะกรรมการฉุกเฉินของรัฐบาล (Government Emergency Committee) ประกาศเมื่อ 6 กรกฎาคม 2569 ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งรัฐบาลของฉนวนกาซา และเตรียมถ่ายโอนอำนาจทางการเมืองให้คณะกรรมการแห่งชาติเพื่อการบริหารฉนวนกาซา (National Committee for the Administration of Gaza – NCAG) ภายใต้กลไกคณะกรรมการสันติภาพ (BoP) ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองที่สำคัญอย่างมาก เนื่องจากตั้งแต่ปี 2550 กลุ่มฮะมาสได้ตั้งคณะกรรมการฉุกเฉินของรัฐบาลเป็นรัฐบาลโดยพฤตินัย การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสร้างความหวังว่า อาจนำไปสู่สันติภาพและความปลอดภัยของชาวปาเลสไตน์ในพื้นที่ดังกล่าว เนื่องจากกลุ่มฮะมาสดำเนินการเพื่อป้องกันอิสราเอลไม่ให้ผนวกฉนวนกาซา รวมทั้งไม่ให้อิสราเอลใช้เป็นข้ออ้างเหตุผลในการปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่อีกต่อไป ทั้งนี้ นาย Ali Shaath ประธาน NCAG ยินดีกับการตัดสินใจของกลุ่มฮะมาส จากนั้นระบุว่าจะปฏิบัติหน้าที่ทันทีเมื่อสถานการณ์เหมาะสม ขณะที่ผู้แทนด้านการกำกับทิศทางและดำเนินกลไก BoP สนับสนุนการตัดสินใจของกลุ่มฮะมาส พร้อมชื่นชมว่าเปรียบเหมือนทางเชื่อมระหว่างคำประกาศ (declaration) กับการนำไปดำเนินการจริง (implementation) การแสดงออกทางการเมืองและจุดยืนของกลุ่มฮะมาสครั้งนี้ เป็นการสะท้อนให้นานาชาติเห็นว่ากลุ่มฮะมาส มีความจริงจังและมุ่งมั่นที่จะสร้างสันติภาพในพื้นที่ พร้อมดำเนินการตามกฎหมาย รวมทั้งต้องการให้กลไก NCAG ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย ตลอดจนทำให้กระบวนการเจรจาเพื่อบรรลุสันติภาพในระยะยาวมีความคืบหน้าต่อไป พร้อมกันนี้…