อิสราเอลเปิดเส้นทางข้ามแดนฉนวนกาซา-อียิปต์

นานาชาติให้ความสนใจพัฒนาการสถานการณ์ความมั่นคงในฉนวนกาซา โดยมีรายงานว่ากอิสราเอลจะเปิดเส้นทางข้ามแดนระหว่างฉนวนกาซา-อียิปต์ หรือเส้นทาง Rafah เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมสามารถเข้าถึงชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาได้ชั่วคราว โดยอิสราเอลตั้งหน่วยงาน COGAT ภายใต้การบริหารของกองทัพเพื่อควบคุมดูแลปฏิบัติการดังกล่าว เพื่อให้มั่นใจว่าชาวปาเลสไตน์ที่จะเดินทางข้ามพรมแดนจะใช้วิธีการเดินเท้าเท่านั้น ส่วนอียิปต์ร่วมมือกับสหภาพยุโรปด้านการอำนวยความสะดวกและดูแลปฏิบัติการเปิดเส้นทางครั้งนี้ คาดว่าจะเริ่มเปิดเส้นทางได้ใน 2 ก.พ.69 อิสราเอลย้ำว่าการเปิดเส้นทาง Rafah เป็นขั้นตอนทดลองเท่านั้น และกองทัพอิสราเอลจำเป็นต้องคัดกรองชาวปาเลสไตน์ที่จเดินทางผ่านเส้นทางดังกล่าวอย่างละเอียด เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีสมาชิกกลุ่มฮะมาสใช้ประโยชน์เพื่อการหลบหนี โดยคาดว่าชาวปาเลสไตน์จำนวนมากที่ได้รับบาดเจ็บหรือต้องการความช่วยเหลือ จะเดินทางข้ามไปยังอียิปต์ ก่อนหน้านี้ เขตข้ามแดนเส้นทาง Rafah อยู่ในการควบคุมของรัฐบาลปาเลสไตน์และรัฐบาลอียิปต์ อย่างไรก็ตาม กองทัพอิสราเอลเข้าประจำการและควบคุมเส้นทางตั้งแต่เมื่อ พฤษภาคม 2567 ทำให้อียิปต์และนานาชาติไม่มีช่องทางลำเลียงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมทางบกไปยังชาวปาเลสไตน์ เส้นทาง Rafah มีความสำคัญต่อฉนวนกาซา และเป็นพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งอิสราเอล-ปาเลสไตน์มาโดยตลอด แม้ว่าอียิปต์จะมีสิทธิบริหารจัดการพรมแดนและเส้นทางดังกล่าว เพราะอยู่ติดกับดินแดนตนเองด้วย แต่เมื่อปี 2543 อิสราเอลลงนามในความร่วมมือกับอียิปต์ที่ตกลงให้อิสราเอลมีอำนาจเข้าไปตรวจสอบการขนส่งสินค้าในพื้นที่ เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มฮะมาส หรือกองกำลังติดอาวุธในฉนวนกาซาใช้ช่องทางดังกล่าวเพื่อเคลื่อนย้ายและลำเลียงอาวุธที่จะเป็นภัยคุกคามต่ออิสราเอลและอียิปต์ การเปิดเส้นทาง Rafah แม้เป็นโอกาสให้ชาวปาเลสไตน์จำนวนอย่างน้อย 22,000 คน ได้เข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการแพทย์ แต่ชาวปาเลสไตน์กังวลว่าเมื่อได้เดินทางข้ามพรมแดนไปแล้ว อาจถูกบังคับหรือกดดันไม่ให้เดินทางกลับไปยังภูมิลำเนาในฉนวนกาซา เพราะปัจจุบัน อิสราเอล รวมทั้งสหรัฐฯ ต้องการย้ายชาวปาเลสไตน์ออกจากฉนวนกาซา เพื่อฟื้นฟูพื้นที่และสร้างเป็นเขตเศรษฐกิจ โดยไม่ได้คำนึงถึงสิทธิหรือความปลอดภัยของชาวปาเลสไตน์

อิหร่านเตือนสหรัฐฯ หากโจมตีจะเกิดสงครามระดับภูมิภาค  

อายะตุลลอฮ์ อะลี คอมะนะอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน อายุ 86 ปี เมื่อ 1 ก.พ.69 ใช้โอกาสร่วมงานกิจกรรมฉลองเนื่องโอกาสครบรอบวันที่อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่านที่มีบทบาทนำในการปฏิวัติอิหร่าน (Iranian Revolution) เดินทางกลับประเทศ กล่าวกับชาวอิหร่านว่า สหรัฐฯ ต้องการทำให้สังคมอิหร่านเกิดความแตกแยก และทำลายความมั่นคงอิหร่าน เพื่อเข้าไปครอบครองทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ รวมทั้งระบุว่าสหรัฐฯ ปลุกปั่นและอยู่เบื้องหลังการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลอิหร่าน  ซึ่งมีลักษณะเป็นการรัฐประหาร เพราะมีรายงานว่าผู้ชุมนุมประท้วงบุกทำลายสถานที่ราชการ นอกจากนี้ ยังประกาศเดือนสหรัฐฯ หากปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน จะต้องเผชิญกับสงครามระดับภูมิภาค ท่าทีของผู้นำสูงสุดอิหร่านมีขึ้นในช่วงที่กองทัพสหรัฐฯ ทยอยเพิ่มขีดความสามารถด้านการทหารในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง ทำให้นานาชาติ รวมทั้งอิหร่าน คาดการณ์ว่าสหรัฐฯ เตรียมปฏิบัติการโจมตีทางทหาร อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของหรัฐฯ แสดงความเห็นต่อท่าทีของผู้นำสูงสุดของอิหร่านว่าเป็นท่าทีที่คาดการณ์ไว้แล้วล่วงหน้า และสหรัฐฯ ต้องการทำข้อตกลงกับอิหร่านเพื่อแก้ไขปัญหาความตึงเครียดครั้งนี้ต่อไป องค์กรระหว่างประเทศติดตามความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ เพราะไม่ต้องการให้ความขัดแย้งลุกลามบานปลายไปกระทบความมั่นคงในภูมิภาค นอกจากนี้ ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับมาตรการปราบปรามผู้ประท้วงในอิหร่าน เพราะมีรายงานว่ารัฐบาลอิหร่านใช้มาตรการรุนแรง จนทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 3,000 คน มีทั้งพลเรือนและเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งนี้ สหภาพยุโรปกดดันรัฐบาลอิหร่านให้ยุติความรุนแรงด้วยการกำหนดให้ กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน หรือ IRGC อยู่ในบัญชีรายชื่อองค์กรก่อการร้าย เมื่อ 30…

อิหร่านพร้อมเจรจากับสหรัฐฯ แต่ยืนยันปกป้องความมั่นคงของประเทศ

สถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงได้รับความสนใจจากนานาชาติอย่างต่อเนื่อง เฉพาะอย่างยิ่งความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ล่าสุดเมื่อ 30 มกราคม 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านเปิดเผยระหว่างการเยือนตุรกีว่า อิหร่านพร้อมเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อลดระดับความตึงเครียดในความสัมพันธ์ระหว่างกัน หากสหรัฐฯ ยกเลิกพฤติกรรมข่มขู่คุกคามในภูมิภาค นอกจากนี้ อิหร่านจำเป็นต้องยืนยันการปกป้องความมั่นคงของชาติ และจะไม่เจรจาประเด็นการพัฒนาขีปนาวุธและขีดความสามารถด้านการทหารของอิหร่าน ทั้งนี้ ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังจากสหรัฐฯ เพิ่มจำนวนเรือและเครื่องบินรบในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่องเมื่อต้น มกราคม 2569 ทำให้นานาชาติประเมินว่าสหรัฐฯ อาจเตรียมพร้อมปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน เพื่อกดดันให้เปลี่ยนแปลงทางการเมืองและยกเลิกโครงการพัฒนานิวเคลียร์ ท่าทีของอิหร่านอาจช่วยลดระดับความตึงเครียดในภูมิภาค และส่วนหนึ่งอาจเป็นผลงานของรัฐบาลตุรกี ที่เสนอเป็นผู้ประสานงานและตัวกลางเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านในอนาคต เพราะประเทศในภูมิภาคไม่ต้องการให้ความตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ขยายตัวจนส่งผลกระทบต่อบรรยากาศด้านความมั่นคงในภูมิภาค ซึ่งปัจจุบันก็เผชิญความท้าทายจากสถานการณ์ในฉนวนกาซาอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศตุรกีพบหารือกับนาย Steve Witkoff ผู้แทนการเจรจาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ เมื่อ 29 มกราคม 2569 จึงคาดว่าตุรกีจะมีบทบาทสำคัญในการควบคุมบรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ต่อไป ความตึงเครียบดระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลกผันผวนระยะสั้น และทำให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สำหรับแนวโน้มสถานการณ์ มีความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ กับอิหร่านจะมีรูปแบบความสัมพันธ์ในลักษณะที่ไม่แน่นอนต่อไป เพราะประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กำลังใช้ทฤษฎี madman ด้วยการใช้เครื่องมือทางทหารข่มขู่อิหร่าน และแม้อิหร่านจะยินดีเจรจากับสหรัฐฯ แต่ตั้งเงื่อนไขชัดเจนว่าสหรัฐฯ…

IAEA เตือนความเสี่ยงโรงงานนิวเคลียร์ในยูเครน

องค์การพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency) หรือ IAEA ซึ่งเป็นองค์กรภายใต้การดำเนินงานของสหประชาชาติ (UN) เมื่อ 30 มกราคม 2569 เตือนความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของโรงงานพลังงานนิวเคลียร์ในยูเครน เนื่องจากปัจจุบัน รัสเซียยังคงปฏิบัติการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของยูเครน เพื่อหวังกดดันยูเครนให้ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก ขาดแคลนพลังงาน และยอมแพ้รัสเซีย โดยโรงงานพลังงานนิวเคลียร์ของยูเครนก็ยังตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะเป็นเป้าหมายการโจมตีด้วย ซึ่ง IAEA กังวลว่าสถานการณ์การสู้รบและเป้าหมายทางการทหารของรัสเซียในยูเครนอาจนำไปสู่วิกฤตความปลอดภัยระดับโลก ท่าทีของ IAEA มีขึ้นระหว่างการประชุมที่กรุงเวียนนา ออสเตรีย เพื่อสะท้อนมุมมองขององค์กรระหว่างประเทศต่อผลกระทบด้านความมั่นคงจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อ โดย IAEA รายงานว่า โรงงานพลังงานนิวเคลียร์อย่างน้อย 4 แห่งในยูเครนยังอยู่ในความเสี่ยง แม้ว่ารัสเซียจะยืนยันกับประชาคมระหว่างประเทศว่าจะไม่โจมตีโรงงานดังกล่าวแล้ว แต่การที่รัสเซียโจมตีและทำลายโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ที่เชื่อมโยงหรือเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการโรงงานพลังงานนิวเคลียร์ต่าง ๆ ก็สร้างความเสี่ยงสูงเช่นกัน เพราะโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ของยูเครนเป็นส่วนหนึ่งของระบบพลังงานของเครื่องจักรและระบบหล่อเย็นที่จำเป็นต้องใช้ในโรงงานนิวเคลียร์ ปัจจุบันโรงงานพลังงานนิวเคลียร์ของยูเครนที่ดำเนินการอยู่มี 4 แห่ง อยู่ในการควบคุมของรัฐบาลยูเครน 3 แห่ง และอีก 1 แห่งอยู่ในภูมิภาค Zaporizhzhia ซึ่งรัสเซียส่งทหารเข้าไปควบคุมพื้นที่  ที่ผ่านมา…

จีนคัดค้านปานามา กรณียกเลิกสัญญาสัมปทานท่าเรือ

รัฐบาลจีนเมื่อ 30 มกราคม 2569 ประกาศคัดค้านมาตรการของศาลฎีกาปานามา ที่มีคำตัดสินให้เพิกถอนสัญญาสัมปทานของบริษัท CK Hutchison ของฮ่องกง ที่เข้าไปบริหารท่าเรือในปานามา โดยใช้เหตุผลว่าการดำเนินการของบริษัทดังกล่าวที่เข้าไปพัฒนาท่าเรือจำนวน 2 แห่งในคลองปานามา ได้แก่ ท่าเรือ Balboa ทางฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกและท่าเรือ Cristobal ทางฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก นั้น ขัดกับรัฐธรรมนูญและกฎหมายของประเทศ ด้านโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนยืนยันว่าบริษัท CK Hutchison ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ และรัฐบาลจีนพร้อมจะใช้ทุกวิธีการเพื่อปกป้องสิทธิของบริษัทจีนที่อยู่ในต่างประเทศ จีนมีมุมมองว่ามาตรการของรัฐบาลปานามา เป็นผลจากแรงกดดันจากสหรัฐฯ ที่ต้องการให้ปานามาลดอิทธิพลของจีนในคลองปานามา ตั้งแต่เมื่อปี 2568 โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ระบุชัดเจนว่าต้องการให้สหรัฐฯ กลับเข้าไปมีสิทธิเป็นเจ้าของและบริหารจัดการคลองปานามา กังวลกับบทบาทและอิทธิพลของบริษัทจีนที่เข้าไปมีส่วนร่วมในกิจการของคลองปานามา ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือพาณิชย์ที่สำคัญของดลกและสหรัฐฯ เพราะผู้นำสหรัฐฯ มีมุมมองว่าบทบาทของจีนอาจเป็นผลเสียต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ กรณีดังกล่าวทำให้ปานามา กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านการแข่งขันอิทธิพลระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในภูมิภาคอเมริกา สำหรับบริษัท CK Hutchison เป็นบริษัทบริหารท่าเรือสัญชาติฮ่องกง ก่อตั้งโดยนาย หลี คา-ฉิง นักธุรกิจชาวฮ่องกง ปัจจุบัน บริหารท่าเรืออยู่ใน 24 ประเทศ รวมทั้งสหราชอาณาจักร ทั้งนี้ ศาลฎีกาปานามาเริ่มการพิจารณาเพิกถอนสัมปทานบริษัทดังกล่าวตั้งแต่เมื่อกลางปี 2568 ก่อนหน้านี้…

ชาวอเมริกันชุมนุมทั่วประเทศ คัดค้านมาตรการจัดการผู้อพยพ

ชาวอเมริกันทั่วประเทศรวมตัวกันเมื่อ 30 มกราคม 2569 ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อคัดค้านมาตรการและนโยบายของรัฐบาลต่อการจัดการผู้อพยพในประเทศที่มีการใช้ความรุนแรง และล่าสุดทำให้เกิดเหตุการณ์สังหารนักเคลื่อนไหวทางการเมืองชาวอเมริกันจำนวน 2 คน ทำให้ชาวอเมริกันไม่พอใจอย่างมาก นอกจากนี้ การชุมนุมทั่วประเทศยังมีขึ้นในช่วงเดียวกันกับที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เริ่มการไต่สวนกรณีเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรแห่งสหรัฐฯ (ICE) สังหารนาย Alex Pretti นักเคลื่อนไหวทางการเมืองชาวอเมริกันเมื่อ 24 มกราคม 2569 แต่ยังไม่มีการไต่สวนกรณีเจ้าหน้าที่ ICE สังหารนาง Renee Nicole Good นักเคลื่อนไหวชาวอเมริกันเมื่อ 7 มกราคม 2569 สถานการณ์การชุมนุมประท้วงในรัฐมินเนโซตา น่าจับตามองมากที่สุด เพราะผู้ชุมนุมได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ รวมทั้งรัฐบาลท้องถิ่น เพราะมีมุมมองว่ารัฐบาลสหรัฐฯ กระทำเกินหว่าเหตุ และไม่พอใจมาตรการส่งเจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคงของรัฐบาลกลางไปประจำการและควบคุมสถานการณ์การประท้วงในรัฐมินเนโซตา ทำให้ประชาชนชาวอเมริกันเผชิญความหวาดกลัวและถูกคุกคามจากเจ้าหน้าที่รัฐ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ ICE ยืนยันว่าเข้าไปปฏิบัติการในพื้นที่เพื่อปราบปรามผู้อพยพผิดกฎหมายเท่านั้น เนื่องจากรัฐมินเนโซตามีผู้อพยพชาวโซมาเลียอยู่จำนวนมาก และรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดปัจจุบันต้องการปราปบรามผู้อพยพผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด เนื่องจากคาดว่าจะช่วยลดอาชญากรรมและเพิ่มพูนความปลอดภัยให้สังคม การประท้วงรัฐบาลประเด็นนโยบายปราบปรามผู้อพยพในประเทศ มีแนวโน้มจะยืดเยื้อและอาจขยายตัวกลายเป็นความรุนแรงและความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ กับชาวอเมริกันบางส่วนที่ไม่ชื่นชอบนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ด้านผู้อำนวยการ ICE พยายามลดระดับความขัดแย้งและสร้างความเข้าใจต่อสังคมด้วยการระบุว่า ปฏิบัติการของ…

อิหร่านโต้สหรัฐฯ พร้อมรับมือ หากมีการโจมตีทางทหาร

สถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง หลังจากสหรัฐฯ ส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินและเรือรบไปประจำการในภูมิภาคเพิ่มเติม พร้อมกับที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศข้อความข่มขู่รัฐบาลอิหร่านให้ยุติการปราบปรามผู้ชุมนุมประท้วงในกรุงเตหะราน และยินยอมเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์กับสหรัฐฯ ด้านนาย Abbas Araghchi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านตอบโต้กับคำขู่ของสหรัฐฯ เมื่อ 28 มกราคม 2569 โดยระบุว่ากองทัพอิหร่านพร้อมรับมือกับการโจมตีทุกรูปแบบของสหรัฐฯ ทั้งทางบก ทางทะเล และอากาศ เนื่องจากที่ผ่านมา อิหร่านมีประสบการณ์ที่หลากหลายทั้งจากสหรัฐฯ และอิสราเอล ทำให้กองทัพอิหร่านแข็งแกร่งขึ้น ดังนั้น สหรัฐฯ หรือประเทศใดก็ตามที่โจมตีอิหร่านจะต้องเผชิญกับการตอบโต้และผลที่ตามมาอย่างรุนแรง อิหร่านแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อสหรัฐฯ แต่ก็มีการเตรียมความพร้อม โดยมีรายงานในห้วงเดียวกันว่า รัฐบาลอิหร่านมอบอำนาจพิเศษให้รัฐบาลท้องถิ่นเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์โจมตีหรือความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นจากความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ ทำให้รัฐบาลท้องถิ่นในอิหร่านหลายพื้นที่เริ่มสั่งการนำเข้าสินค้าอุปโภค อาหาร น้ำสะอาด และพลังงาน โดยไม่ต้องทำตามระเบียบการนำเข้าอย่างเคร่งครัด เพื่อพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน อย่างไรก็ตาม สื่อในอิหร่านรายงานว่ารัฐบาลท้องถิ่นดำเนินการอย่างยากลำบาก เนื่องจากปัจจุบันรัฐบาลอิหร่านตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศ ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกรรมเพื่อเตรียมการสำหรับเหตุฉุกเฉินในประเทศ บรรยากาศความมั่นคงในอิหร่านมีแนวโน้มจะตึงเครียดต่อไปจนถึงห้วง กุมภาพันธ์ 2569 เนื่องจากสหรัฐฯ ยังเดินหน้าทยอยส่งเรือรบและเครื่องบินรบเข้าไปประจำการในภูมิภาค ล่าสุดส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ USS Abraham Lincoln ไปประจำการในทะเลอาระเบีย และประกาศว่าจะปฏิบัติการซ้อมรบทางอากาศกับพันธมิตรในภูมิภาคตะวันออกกลาง ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงยืนยันคำขู่ที่จะโจมตีอิหร่านด้วยเครื่องมือทางทหาร หากยังมีรายงานการปราบปรามผู้ประท้วงด้วยมาตรการรุนแรง นอกจากนี้ ทั่วโลกกำลังประเมินความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะดำเนินการจัดการความมั่นคงในอิหร่านแบบเดียวกันกับวิธีการที่ใช้ในเวเนซุเอลา…

มาเลเซียเร่งร่างกฎหมายควบคุมการใช้งาน AI อย่างไม่เหมาะสม

รัฐบาลมาเลเซียให้ความสำคัญกับการควบคุมภัยคุกคามและอันตรายต่อสังคม รวมทั้งความมั่นคงแห่งชาติ จากการที่มีผู้ใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (AI) แบบไม่เหมาะสม เพื่อเผยแพร่ข้อมูลปลอมและข้อมูลบิดเบือน โดยฝ่ายนิติบัญญัติมาเลเซียเริ่มเสนอแนวคิดและร่างกฎหมาย AI Gover­nance Bill ตั้งแต่ พฤศจิกายน 2568 ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เน้นการควบคุมและป้องกันการใช้เทคโนโลยี AI ไปสร้างเนื้อหาคลิปวิดีโอปลอม (deepfake) ซึ่งเคยเกิดเหตุดังกล่าวแล้วหลายครั้ง จนส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อผู้นำมาเลเซียและรัฐบาล เป้าหมายสำคัญของกฎหมาย AI Gover­nance Bill คือ การกำหนดให้ผู้ผลิตเนื้อหาจาก AI รับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดจากเนื้อหาที่สร้างขึ้น กำหนดแนวปฏิบัติที่ดี ให้สาธารณะมีส่วนร่วมในการคัดกรองเนื้อหา รวมทั้งกำหนดขั้นตอนการควบคุมเนื้อหาที่ผลิตด้วย AI ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อให้สมดุลระหว่างการส่งเสริมทักษะการใช้ AI และการป้องกันภัยคุกคาม ปัจจุบัน สื่อมวลชนมาเลเซียรายงานความคืบหน้าการจัดทำกฎหมายดังกล่าว พร้อมเผยแพร่ข้อมูลที่โน้มน้าวประชาชนได้ว่ารัฐบาลจำเป็นต้องควบคุมการใช้งาน AI โดยเมื่อ 29 มกราคม 2569 คณะกรรมาธิการการสื่อสารและมัลติมีเดียของมาเลเซียเปิดเผยว่า ในห้วง 3 ปีที่ผ่านมา หน่วยงานรัฐบาลมาเลเซียต้องกำจัดเนื้อหาในสื่อสังคมออนไลน์ที่เป็นข่าวปลอม และสร้างจากเทคโนโลยี GenAI ไม่ต่ำกว่า 225,000 เนื้อหา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดหรือเป็นอันตรายต่อสังคม…

ผู้นำสหราชอาณาจักรเยือนจีน

นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ ของสหราชอาณาจักรเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการ พร้อมคณะนักธุรกิจและผู้ประกอบการกิจการรายใหญ่จำนวนประมาณ 60 คน เป้าหมายเพื่อพัฒนาความร่วมมือและกระชับความสัมพันธ์ โดยการเยือนครั้งนี้เริ่มต้นเมื่อ 28 มกราคม 2569 ใช้เวลา 3 วัน เพื่อให้ผู้นำสหราชอาณาจักรและผู้นำจีนได้พบหารือกันที่กรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีน สื่อทั่วโลกให้ความสนใจกับการเยือนครั้งนี้อย่างมาก เนื่องจากนายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ เป็นผู้นำสหราชอาณาจักรคนแรกที่เยือนจีน ตั้งแต่ปี 2561 เท่ากับเป็นการเยือนระดับผู้นำครั้งแรกในรอบ 8 ปี โดยสื่อมวลชนจีนมีมุมมองว่า การเยือนจีนครั้งนี้จะเป็นผลดีต่อการปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ รวมทั้งสะท้อนให้นานาชาติเห็นว่าจีนพร้อมต้อนรับและเพิ่มพูนความร่วมมือกับประเทศที่ต้องการสร้างเสริมระเบียบโลกที่เท่าเทียม มั่นคงและมั่งคั่งระหว่างกัน ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้ามีแนวโน้มจะเป็นหัวใจสำคัญของการเยือนระหว่างประเทศครั้งนี้ โดยนายกรัฐมนตรีสตาร์เมอร์ให้คำมั่นกับชาวอังกฤษว่าการเยือนครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการเชื่อมโยงนักธุรกิจและผู้ประกอบการระหว่าง 2 ประเทศ และไม่ส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์แห่งชาติ อย่างไรก็ตาม นักการเมืองและชาวอังกฤษบางส่วนกังวลว่าจีนจะดำเนินนโยบายที่ไม่น่าเชื่อถือ และยังคงเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของสหราชอาณาจักร เพราะก่อนหน้านี้ หน่วยข่าวกรองของสหราอาณาจักร (MI5) มีหลักฐานและรายงานขแจ้งเตือนจำนวนมากที่บ่งชี้ว่า จีนพยายามปฏิบัติการลับโดยใช้สายลับแทรกซึม สายลับอิทธิพล และการโจมตีทางไซเบอร์ เพื่อบ่อนทำลายความมั่นคงทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของสหราชอาณาจักร ชาวอังกฤษจำนวนมากมีมุมมองเชิงลบต่อรัฐบาลจีนเพราะกรณีละเมิดสิทธิมนุษยชน ทั้งต่อชาวอุยกูร์และชาวฮ่องกง ทำให้การเยือนจีนครั้งนี้ตกเป็นกระแสวิจารณ์จากประชาชนในประเทศ มากไปกว่านั้น…การที่นายกรัฐมนตรีสตาร์เมอร์เยือนจีนในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับพันธมิตรในยุโรปค่อนข้างสั่นคลอนจากการดำเนินนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์…

การประชุมอาเซียนระดับรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการที่ฟิลิปปินส์

ฟิลิปปินส์เป็นประธานจัดการประชุมอาเซียนระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ (AMM Retreat) ที่เมืองเซบู ฟิลิปปินส์เมื่อ 29 มกราคม 2568 โดยมีนายเกา กิม กวน เลขาธิการอาเซียนเข้าร่วมการประชุมพร้อมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสมาชิกอาเซียน ภายใต้ธีมหรือหัวข้อหลักในการประชุมอาเซียนปี 2569 คือ “Navigating Our Future, Together.” สำหรับการประชุมครั้งนี้จะหารือประเด็นผลประโยชน์และความกังวลร่วมกันของประเทศสมาชิก และพิจารณาแนวทางส่งเสริมความมั่นคงและสันติภาพในภูมิภาคร่วมกัน เพื่อตั้งเป้าหมายร่วมกันที่จะดำเนินการหารือตลอดปี 2569 ประเด็นการหารือสำคัญในการประชุมครั้งนี้ ได้แก่ สถานการณ์ความมั่นคงทางการเมืองในเมียนมาหลังจากการเลือกตั้งทั่วไป เหตุการณ์ในทะเลจีนใต้ และความขัดแย้งบริเวณพรมแดนไทย-กัมพูชา ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของฟิลิปปินส์นำเสนอมุมมองต่อที่ประชุมว่า ปัจจุบันสถานการณ์ด้านความมั่นคงของโลกมีประเด็นท้าทาย ซับซ้อน และเชื่อมโยงกันมากขึ้น ฟิลิปปินส์พร้อมจะร่วมมือกับสมาชิกอาเซียน โดยยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และกฎบัตรอาเซียน เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ร่วมกัน ทั้งประเด็นความมั่นคงทางทะเล ความขัดแย้งในประเทศ ความขัดแย้งบริเวณพรมแดน และการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ฟิลิปปินส์มีมุมมองเชิงบวกต่อการประชุมครั้งนี้ โดยระบุว่าอาเซียนได้ร่วมกันกำหนดประเด็นสำคัญและแนวทางหารือเพื่อจัดการความมั่นคงของภูมิภาคร่วมกันต่อไป พร้อมย้ำว่าฟิลิปปินส์มีบทบาทโดดเด่นด้านการส่งเสริมการเจรจาทางการเมืองในเมียนมา การให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และมีความมุ่งมั่นจะจัดการสถานการณ์ในทะเลจีนใต้ตามกฎหมายระหว่างประเทศต่อไป อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าชาวฟิลิปปินส์บางส่วนรวมตัวกันที่เมืองเซบูเพื่อประท้วงคัดค้านรัฐบาลฟิลิปปินส์ที่ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันในประเทศได้ และวิจารณ์ว่าพยายามใช้เวทีการประชุมนานาชาติเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากนานาชาติ การประชุม AMM Retreat นอกจากเป็นประโยชน์ต่อการแสดงบทบาทของฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียนแล้ว ยังเป็นโอกาสให้ผู้แทนระดับสูงฝ่ายไทยได้เข้าร่วมการหารืออย่างไม่เป็นทางการแบบขยาย…