ความคืบหน้าปฏิบัติการกู้ภัยในเนปาล-ทิเบต

เหตุอุทกภัยและดินถล่มฉับพลันที่บริเวณพรมแดนเนปาล-ทิเบต เมื่อ 26 สิงหาคม 2569 ยังคงเป็นภัยพิบัติที่ทำความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง โดยมีรายงานเมื่อ 30 สิงหาคม 2569 ว่าจำนวนผู้สูญหายเพิ่มขึ้นเป็น 3,000 ราย และเสียชีวิตแล้วมากกว่า 800 ราย โดยผู้สูญหายจำนวนหนึ่งเป็นแรงงานชาวเนปาลและชาวต่างชาติ ได้แก่ อินเดีย จีน และเกาหลีใต้ ที่ทำงานในโครงการก่อสร้างเขื่อนพลังงานน้ำ ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง 11 แห่งในพื้นที่ประสบภัย ขณะที่สภาพภูมิอากาศในพื้นที่ยังมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดเหตุภัยพิบัติซ้ำ เนื่องจากฝนตกหนักทำให้ระดับน้ำในทะเลสาบบริเวณใกล้เคียงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด และระมัดระวังปฏิบัติการให้ความช่วยเหลืออย่างมาก ทั้งนี้ หน่วยงานที่รับผิดชอบการติดตามสถานการณ์ภูมิอากาศและระดับน้ำในทะเลสาบ ยังมั่นใจว่าหากสถานการณ์เสี่ยงภัย จะสามารถแจ้งเตือนเจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่เสี่ยงได้ล่วงหน้า 30 นาที รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศเนปาลระบุว่าปัจจุบันได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่มากกว่า 19,00 นายและเฮลิคอปเตอร์ 16 ลำ ร่วมปฏิบัติการกู้ภัย อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติการช่วยเหลือและกู้ภัยในพื้นที่โครงการเขื่อนพลังงานน้ำเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากมีอุโมงค์จำนวนมาก และภัยพิบัติที่เกิดขึ้นทำให้หน่วยกู้ภัยไม่สามารถระบุตัวตนผู้ประสบภัยได้ตามเป้าหมาย ทำให้มีรายงานว่าอินเดียและจีน ส่งทีมกู้ภัยเข้าไปร่วมปฏิบัติการช่วยเหลือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเนปาล ประเมินความเสียหายจากภัยพิบัติดังกล่าวประมาณ 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเนปาลยังคงเน้นปฏิบัติการช่วยเหลือและกู้ภัยเป็นอันดับแรก ยังไม่เปลี่ยนเป้าหมายการปฏิบัติการไปสู่ขั้นตอนการบรรเทาทุกข์ หรือการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม…

สหรัฐฯ-อิหร่าน ปะทะรอบใหม่ ภูมิภาคตะวันออกกลางเผชิญความท้าทายด้านเศรษฐกิจ

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านในภูมิภาคตะวันออกกลางทำให้ประเทศอื่น ๆ เสี่ยงตกเป็นเป้าหมายโจมตีและได้รับผลกระทบมากขึ้น จากกรณีล่าสุดเมื่อ 30 สิงหาคม 2569 ทั้ง 2 ประเทศเริ่มการโจมตีด้วยกำลังทหารรองใหม่ โดยมีรายงานว่าสหรัฐฯ เป็นฝ่ายเริ่มปฏิบัติการใช้จรวดยิงทำลายเกาะ Larak นอกชายฝั่งติดกับเมืองบันดาร์อับบาส ทางตะวันออกของอิหร่าน ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญด้านการบริหารจัดการเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน ทั้งนี้ สหรัฐฯ เปิดเผยว่าการโจมตีเกาะ Larak เป็นไปเพื่อสกัดกั้นปฏิบัติการลักลอบวางทุ่นระเบิดของกองทัพอิหร่าน ด้านอิหร่านไม่พอใจและประกาศว่าจะตอบโต้อย่างรุนแรง จากนั้นจึงมีรายงานว่าอิหร่านปฏิบัติการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ จำนวน 2 แห่งในจอร์แดน ได้แก่ ฐานทัพ King Hussein และฐานทัพ al-Azraq  ด้านกองทัพจอร์แดนระบุว่าสามารถสกัดกั้นขีปนาวุธได้จำนวน 8 ลูก ส่วนกองทัพอิหร่านระบุว่าสามารถสร้างความเสียหายให้กับฐานทัพดังกล่าวได้ การตอบโต้ทางทหารดังกล่าวเป็นการปะทะรอบล่าสุด หลังจากทั้ง 2 ฝ่ายยับยั้งการโจมตีระหว่างกันเมื่อ ปลายกรกฎาคม 2569 แต่ระดับความขัดแย้งไม่ผ่อนคลาย เนื่องจากยังไม่มีการเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้ง ไม่มีการปฏิบัติตามเงื่อนไขการเจรจา ขณะที่สหรัฐฯ ก็เพิ่มมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเพื่อกดดันอิหร่านอย่างจริงจังเมื่อ 24 สิงหาคม 2569 สถานการณ์ความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ จะส่งผลเสียต่อความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางในระยะยาว โดยผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า สหรัฐฯ ยังไม่ประสบความสำเร็จในการใช้เครื่องมือทางทหารให้บรรลุเป้าหมายเปลี่ยนแปลงระบอบการเมืองการปกครองของอิหร่าน…

ช่องว่างทางพลังงานไทยกับการเติมช่องว่างด้วยเทคโนโลยีไฮโดรเจนและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เผยแพร่บทความเรื่อง “อุดช่องว่างทางพลังงาน: ไทยพร้อมแค่ไหนกับไฮโดรเจนสีเขียว – SMR” เมื่อ 26 สิงหาคม 2569 กล่าวถึงทางเลือกของพลังงานหมุนเวียนไทยในปัจจุบันที่ยังไม่ตอบโจทย์ความต้องการทางพลังงาน โดยเฉพาะในด้านความต่อเนื่องในการผลิตไฟฟ้า ด้านการใช้พลังงานในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ยาก รวมทั้งด้านการใช้ไฟฟ้าสำหรับธุรกิจศูนย์ data center บทความได้เสนอทางเลือกเทคโนโลยีเพื่ออุดช่องว่างดังกล่าว คือ ไฮโดรเจน และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ซึ่งไทยยังประสบกับอุปสรรคสำคัญ ทั้งจากกับดักต้นทุน โครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับไม่เพียงพอ ความไม่แน่นอนเชิงนโยบายและข้อจำกัดด้านกฎหมาย แม้ไทยมีทางเลือกพลังงานหมุนเวียนหลายรูปแบบ ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ ลม และชีวมวล ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ไฮโดรเจน: พาหะพลังงานที่ยังติดกับดักต้นทุน ไฮโดรเจนสามารถทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการกักเก็บและขนส่งพลังงาน กล่าวคือ สามารถใช้พลังงานจากแหล่งต่าง ๆ มาผลิตและกักเก็บในรูปไฮโดรเจน อันจะช่วยเชื่อมโยงพลังงานสะอาดกับภาคส่วนที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ยาก อุตสาหกรรมหนักและการขนส่งระยะไกล โดยวัตถุดิบและพลังงานที่ใช้ในขั้นตอนการผลิตไฮโดรเจนดังกล่าว จะมีผลต่อความสะอาด และสามารถแบ่งเป็นระดับสีต่าง ๆ ตั้งแต่สีเทาจนถึงสีเขียวที่สะอาดที่สุด ไฮโดรเจนที่สะอาดที่สุด กลับไม่ได้ราคาถูกที่สุด จากต้นทุนการผลิตที่ยังสูง (ไฮโดรเจนสีเทาอยู่ที่ 2 – 2.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลกรัม และสีเขียว 8…

คอร์รัปชันข้ามชาติในยุคดิจิทัล

ศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ (International Studies Center-ISC) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้สถาบันการต่างประเทศเทวะวงศ์วโรปการ กระทรวงการต่างประเทศ ทำหน้าที่เป็นคลังสมองด้านการต่างประเทศและการทูต เผยแพร่บทความเรื่อง คอร์รัปชันข้ามชาติในยุคดิจิทัล: อำนาจ เครือข่ายข้อมูล และธรรมาภิบาลใหม่ของเศรษฐกิจโลก เมื่อ 21 สิงหาคม 2569 โดย นายศุภวิชญ์ แก้วคูนอก นักวิชาการ เสนอประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านของปัญหาคอร์รัปชันจากระดับท้องถิ่นสู่การเป็นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่มีความสลับซับซ้อนในยุคดิจิทัล บทความดังกล่าวเสนอภาพการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างคอร์รัปชันในศตวรรษที่ 21 ว่า ภาพจำเดิมของการทุจริตคือเรื่องผลประโยชน์ภายในรัฐ แต่ปัจจุบันคอร์รัปชันเปลี่ยนรูปเป็นเครือข่ายธุรกรรมข้ามชาติอย่างรวดเร็ว เงินสินบนถูกโยกย้ายไปยังต่างประเทศในรูปของอสังหาริมทรัพย์ สินทรัพย์ทางการเงิน หรือสินทรัพย์ดิจิทัลภายในไม่กี่นาทีผ่านบริษัทหลายชั้นเพื่อพรางตัวตน นอกจากนี้ ยังมีความสัมพันธ์ที่พึ่งพากันอย่างสลับซับซ้อน (Complex Interdependence) จากที่โลกยุคใหม่ที่เชื่อมต่อระหว่างรัฐและผู้เล่นนอกภาครัฐ ส่งผลให้เส้นแบ่งระหว่างกิจการภายในกับระหว่างประเทศจางลงเรื่อย ๆ สำหรับระบบการเงินโลกและพื้นที่ซ่อนเร้นของอำนาจก็มีโครงสร้างที่เอื้อต่อการปกปิดข้อมูล โดยเครือข่ายคอร์รัปชันข้ามชาติอาศัยช่องทางและบริการทางการเงินที่ถูกกฎหมาย เช่น บริษัทนอกอาณาเขต (Offshore Companies) ทรัสต์ (Trusts) และบริการทางกฎหมายเพื่อปกปิดตัวตนของเจ้าของที่แท้จริง ขณะที่ความลับทางการเงินและกฎเกณฑ์การเก็บข้อมูลผู้ถือหุ้นของแต่ละประเทศที่ไม่เท่ากัน เปิดโอกาสให้เกิดการเลือกใช้เขตอำนาจศาลที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ส่งผลให้ประเทศที่มีกฎเกณฑ์อ่อนแอสร้างผลกระทบภายนอกเชิงลบต่อพยายามต่อต้านทุจริตของรัฐอื่น ๆ ขณะที่ความท้าทายเรื่องมาตรฐานระหว่างประเทศ หากมาตรฐานข้อมูลของแต่ละประเทศไม่เชื่อมโยงกันหรือไม่สอดคล้องกัน เครือข่ายคอร์รัปชันก็ยังคงสามารถใช้ช่องโหว่นี้หลบเลี่ยงการตรวจสอบได้ บทความยังสะท้อนให้เห็นภาพเทคโนโลยีดิจิทัลที่เป็นดาบสองคมของการทุจริตและการตรวจสอบ โดยผู้กระทำผิดสามารถใช้ AI…

มาเลเซียจะส่งผู้อพยพและผู้ลี้ภัยชาวเมียนมากลับประเทศ

รัฐบาลมาเลเซียเมื่อ 28 สิงหาคม 2569 ประกาศว่าจะส่งตัวผู้อพยพและผู้ลี้ภัยจากเมียนมากลับประเทศ ตามโครงการเปิดโอกาสให้กลุ่มผู้อพยพและผู้ลี้ภัยจากเมียนมาสมัครใจเดินทางกลับภูมิลำเนา ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลมาเลเซียกับรัฐบาลเมียนมาเมื่อ กรกฎาคม 2569 โดยมาเลเซียจะเริ่มส่งตัวอาสาสมัครชุดแรกใน 29 กันยายน 2569 ส่วนใหญ่เป็นชาวโรฮีนจา ปัจจุบัน มาเลเซียมีผู้ลี้ภัยอยู่ในประเทศจำนวน 215,000 คน ซึ่งลงทะเบียนกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติแล้ว โดยในจำนวนดังกล่าวมีชาวโรฮีนจาจากเมียนมาประมาณ 126,000 คน ทั้งนี้ มาเลเซียคาดว่าจะมีผู้อพยพและผู้ลี้ภัยจำนวน 1,476 คน จากเมียนมา เข้าร่วมโครงการดังกล่าว ขณะเดียวกันก็เปิดเผยว่ารัฐบาลเมียนมาตกลงพร้อมรับชาวโรฮีนจาจำนวน 5,000 คน กลับประเทศ วิธีการส่งตัวผู้อพยพและผู้ลี้ภัยจากเมียนมากลับประเทศ จะใช้เรือรบจำนวน 2 ลำ และเรือพยาบาล 1 ลำ ปฏิบัติภารกิจ โดยรัฐบาลมาเลเซียย้ำกับรัฐบาลเมียนมาว่ากระบวนการส่งตัวกลับภูมิลำเนาจะต้องปลอดภัยและเป็นไปอย่างเรียบร้อย อย่างไรก็ตาม องค์กรปกป้องสิทธิมนุษยชนและสิทธิชาวโรฮีนจา ร้องขอให้รัฐบาลมาเลเซียทบทวนมาตรการดังกล่าว เพราะวิตกเกี่ยวกับความปลอดภัยของผู้อพยพและผู้ลี้ภัยที่ถูกส่งตัวกลับเมียนมา ที่ผ่านมา มาเลเซียเป็นประเทศเป้าหมายของผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาที่ต้องการหนีภัยสู้รบจากเมียนมา รัฐบาลมาเลเซียเปิดเผยว่าผู้ลี้ภัยจำนวนร้อยละ 95 ในมาเลเซียนั้น เดินทางไปจากหลายพื้นที่ในเมียนมา ทำให้รัฐบาลมาเลเซียจำเป็นต้องสร้างศูนย์พักพิงชั่วคราว แม้ว่ามาเลเซียจะไม่ได้ลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย (1951 Refugee…

อินโดนีเซียเผชิญความท้าทายในการจัดการ Climate justice

อินโดนีเซียกำลังเผชิญวิกฤตหมอกควันจากปัญหาไฟป่าในหลายพื้นที่ ทำให้ประชาชนต้องเผชิญกับสภาพอากาศเป็นพิษและมลภาวะตลอดห้วงปลาย สิงหาคม 2569 เฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดกาลิมันตัน บนเกาะบอร์เนียว ทั้งนี้ แม้ว่ารัฐบาลอินโดนีเซียจะให้ความสำคัญกับการบรรเทาปัญหาดังกล่าวและมีเครื่องมือเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชน ทั้งการใช้ปฏิบัติการทางอากาศและภาคพื้นดิน ตลอดจนมีการวางแผนการรับมือกับปัญหาไฟป่าโดยแบ่งพื้นที่ (zoning) อย่างชัดเจน แต่ผู้เชี่ยวชาญมีมุมมองว่า อินโดนีเซียเผชิญความท้าทายในการจัดการความยุติธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate justice เนื่องจากรัฐบาลอินโดนีเซียขาดกฎหมายหรือกฎระเบียบที่จะสามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อยับยั้งปัญหาไฟป่า ความท้าทายในการจัดการความยุติธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate justice ของอินโดนีเซียมีจุดอ่อนด้านการออกกฎหมายและกฎระเบียบ รวมทั้งยังจากการบังคับใช้อย่างจริงจัง ไม่มีการตรวจสอบอย่างใกล้ชิดและไม่มีการสื่อสารเชิงกลยุทธ์เพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมกันป้องกันปัญหา นอกจากนี้ รัฐบาลอินโดนีเซียยังขาดนโยบายที่เป็นรูปธรรมในการผสมผสานกฎระเบียบจากรัฐบาลกลาง เข้ากับระบบนิเวศทางสังคมและนิเวศวิทยา (Social-Ecological System) ในพื้นที่ต่าง ๆ ของอินโดนีเซียที่มีลักษณะเป็นพหุวัฒนธรรม กล่าวคือ รัฐบาลท้องถิ่นไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่รัฐบาลกลางกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด ทำให้พื้นที่เสี่ยงเผชิญปัญหาไฟป่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ นอกจากปัจจัยด้านกฎหมาย นโยบาย และการบังคับใช้ระเบียบระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลท้องถิ่นแล้ว อินโดนีเซียยังเผชิญความท้าทายในการจัดการกับการทำเกษตรกรรมรูปแบบที่เน้นผลผลิตจำนวนมาก โดยไม่สนใจผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการสนับสนุนให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากไฟป่าและปัญหาหมอกควัน ได้มีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบาย รวมทั้งเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา ทั้งนี้ งานวิจัยจากสถาบัน Geophysical Research Letters เสนอให้รัฐบาลอินโดนีเซียปรับใช้วิธีการแก้ไขปัญหาแบบ  institutionalized prevention หรือการปรับนโยบายป้องกันและแก้ไขปัญหาชั่วคราว ให้กลายเป็นกฎระเบียบอย่างเป็นทางการ…

ผู้เชี่ยวชาญเตือนความเสี่ยงอุทกภัยรอบที่ 2 และ 3 ในเนปาล

สถานการณ์กู้ภัยและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบเหตุภัยพิบัติรุนแรงในบริเวณพรมแดนเนปาล-ทิเบตยังคงเสี่ยงสูง เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพอากาศและภัยพิบัติจากมหาวิทยาลัย Tribhuvan University ในเนปาล ให้ความเห็นว่ายังมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดเหตุอุทกภัยฉับพลันรอบที่ 2 และ 3 ในเร็ว ๆ นี้ หลังจากหารือกับผู้เชี่ยวชาญจากจีนและเชื่อว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดฝนตกหนักในพื้นที่ ซึ่งจะเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้ระดับน้ำในทะเลสาบต่าง ๆ เพิ่มขึ้น เสี่ยงเกิดเหตุน้ำหลากและดินถล่มในพื้นที่ประสบภัย อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถประเมินสถานการณ์ได้อย่างแม่นยำ เนื่องจากสภาพอากาศปัจจุบันแปรปรวนมากและยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับภูมิอากาศบนยอดเทือกเขาหิมาลัยที่เพียงพอต่อการคาดการณ์ ผู้เชี่ยวชาญเร่งเตือนความเสี่ยงดังกล่าวเพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการกู้ภัยและประชาชนที่อยู่อาศัยในพื้นที่ใกล้เคียง เพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษและพยายามออกห่างจากพื้นที่ใกล้ฝั่งแม่น้ำ รวมทั้งพื้นที่เสี่ยงภัย สำหรับรายงานจำนวนผู้เสียชีวิตและสูญหายจากเหตุอุทกภัยและดินถล่มฉับพลันเมื่อ 26 สิงหาคม 2569 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จำนวนรายงานผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 469 ราย และสูญหายมากกว่า 1,400 ราย ด้านรัฐบาลเนปาลปรับใช้พื้นที่ฐานทัพในเมือง Trishuli เป็นศูนย์บัญชาการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย ปัจจุบันมีรายงานว่าจีนส่งทีมกู้ภัยเข้าไปช่วยเหลือในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรง ขณะที่ภาคประชาคมในเนปาล เช่น กลุ่ม Red Cross Society ปรับเป้าหมายการดำเนินงานจากการให้ความช่วยเหลือด้านอื่น ๆ เป็นมุ่งเน้นช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์นี้ สหประชาชาติอยู่ระหว่างรอการอนุมัติงบประมาณให้ความช่วยเหลือฉุกเฉิน มูลค่า 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนการดูแลผู้ประสบภัยและผู้ที่ได้รับผลกระทบในศูนย์พักพิง ด้านองค์กร International Federation…

เกาหลีใต้-ญี่ปุ่น-สหรัฐฯ จะจัดการฝึกร่วมรหัส Freedom Edge

สื่อมวลชนเกาหลีใต้รายงานเมื่อ 28 สิงหาคม 2569 ว่า เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ จะจัดการฝึกทหารร่วมรหัส Freedom Edge ประจำปี 2569 ที่บริเวณชายฝั่งภาคใต้ของเกาหลีใต้ ระหว่าง 7-11 กันยายน 2569 เพื่อกระชับความร่วมมือด้านการทหารและความมั่นคงระหว่างกัน ทั้งนี้ เกาหลีใต้ย้ำว่าการฝึกดังกล่าวเน้นปฏิบัติการเชิงป้องกัน และมีเป้าหมายเพื่อป้องกันสถานการณ์หากเกาหลีเหนือใช้อาวุธนิวเคลียร์หรือขีปนาวุธในลักษณะที่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของภูมิภาค การฝึกร่วมรหัส Freedom Edge ประจำปี 2569 จะขยายขอบเขตการฝึกด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบทันเวลา และการปฏิบัติการร่วมกันของทั้ง 3 ประเทศ ทั้งปฏิบัติการทางอากาศ ทางทะเล การป้องกันขีปนาวุธ การใช้เรือดำน้ำต่อต้านสงคราม และการรับมือกับเหตุฉุกเฉิน เพื่อตอบสนองและสกัดกั้นภัยคุกคามที่มีความหลากหลายและรับมือยากมากขึ้น ด้านกองทัพสหรัฐฯ ระบุว่าการฝึกดังกล่าวสะท้อนว่าทั้ง 3 ประเทศมีความร่วมมือใกล้ชิดกันอย่างมาก และต้องการทำให้ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกมีเสถียรภาพ ความร่วมมือด้านการทหาร 3 ฝ่ายดังกล่าวมีขึ้นหลังจากสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้ลดระดับขอบเขตและขนาดการฝึกร่วมทวิภาคี รหัส Ulchi Freedom Shield (UFS) เมื่อกลาง สิงหาคม 2569 ตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์…

อิหร่านหารือกับกาตาร์ประเด็นช่องแคบฮอร์มุซ

ผู้นำกาตาร์หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านเมื่อ 27 สิงหาคม 2569 เพื่อลดระดับความตึงเครียดและความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมีรายงานว่าอิหร่านสนทนากับกาตาร์ประเด็นการเปิดเส้นทางเดินเรือชั่วคราวผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ที่จะเป็นโครงการร่วมกันระหว่าง 2 ประเทศที่จะเน้นภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ ตลอดจนหารือประเด็นความมั่นคงในภูมิภาค นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกาตาร์พบหารือกับประธานาธิบดีอิหร่าน พร้อมกับนายมุฮัมมัด บากิร กอลีบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน  และผู้แทนการเจรจาที่คาดว่าจะเข้าไปมีบทบาทในการโน้มน้าวอิหร่านให้เจรจากับสหรัฐฯ ด้วย อิหร่านมีท่าทีเชิงบวกต่อบทบาทของกาตาร์ อย่างไรก็ตาม อิหร่านยังคงยืนยันว่าสหรัฐฯ ต้องปฏิบัติงานเงื่อนไขและข้อเรียกร้องของอิหร่านก่อน จึงจะมีการเปิดทำการช่องแคบฮอร์มุซตามปกติ ซึ่งข้อเรียกร้องดังกล่าวประกอบด้วยการถอนกำลังทหารออกจากบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรพลังงานอิหร่าน และยุติการอายัดทรัพย์สินของอิหร่านในต่างประเทศ ด้านผู้เชี่ยวชาญในภูมิภาคตะวันออกกลาง ให้ความเห็นว่าบทบาทของกาตาร์สะท้อน “ความหวัง” ที่จะฟื้นฟูการเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้ง แต่สถานการณ์ยังไม่แน่นอนสูง เนื่องจากอิหร่านยังไม่ทำข้อตกลงอย่างเป็นทางการกับฝ่ายใด ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ระบุว่าไม่ต้องการเร่งให้เกิดการเจรจากับอิหร่าน มีข้อสังเกตว่านายมอจญ์ตะบา คอมะนะอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านไม่เข้าร่วมการพบหารือกับผู้แทนจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกาตาร์ โอมาน หรือปากีสถาน แต่ใช้ผู้แทนและกลไกอื่น ๆ รักษาความสัมพันธ์ทางการทูต ทำให้เกิดกระแสวิจารณ์ในต่างประเทศเกี่ยวกับความปลอดภัยและสถานะของผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เพราะแม้กระทั่งพิธีไว้อาลัยต่ออดีตผู้นำสูงสุดเมื่อ กรกฎาคม 2569 นายมอจญ์ตะบาก็ไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะ ทำให้ปัจจุบันมีข่าวลือว่าผู้นำสูงสุดอาจเสียชีวิตแล้วจากอาการบาดเจ็บตั้งแต่ กุมภาพันธ์ 2569 อย่างไรก็ตาม เมื่อ 25…

จีนจับตาการฝึกร่วมรหัส Oriental Shield 26 ระหว่างญี่ปุ่น-ออสเตรเลีย-สหรัฐฯ

การฝึกร่วมรหัส Oriental Shield 26 ระหว่างญี่ปุ่น-ออสเตรเลีย-สหรัฐฯ จะจัดขึ้นระหว่าง 8-24 กันยายน 2569 ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก โดยสื่อจีนระบุว่าการฝึกร่วมทางทหารดังกล่าวอาจส่งผลเสียต่อบรรยากาศความมั่นคงและสันติภาพในภูมิภาค แม้ว่าทั้ง 3 ประเทศจะยืนยันว่าการฝึกทางทหารร่วมกันมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการปฏิบัติการร่วม แต่จีนเชื่อว่าทั้ง 3 ประเทศพยายามใช้ “ความร่วมมือ” เป็นข้ออ้างในการปฏิบัติการทางทหารในลักษณะที่มุ่งสกัดกั้นประเทศอื่น ๆ สื่อมวลชนจีนอ้างกรณีสื่อมวลชนญี่ปุ่นรายงานว่า การฝึกรหัส Oriental Shield 26 ที่ญี่ปุ่น จะมีทหารเข้าร่วมประมาณ 3,700 นาย จึงทำให้เป็นการฝึกร่วมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ และประเด็นที่อาจทำลายสันติภาพในภูมิภาค คือ การฝึกครั้งนี้จะมีการใช้กระสุนจริง สหรัฐฯ จะนำระบบขีปนาวุธ “Typhon” เข้าร่วมการฝึกเป็นครั้งแรก และจะมีการปฏิบัติการทางอากาศ ตลอดจนการปฏิบัติการเชื่อมโยงกันข้ามฐานทัพ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าญี่ปุ่น-ออสเตรเลีย-สหรัฐฯ จะมีขีดความสามารถในการปฏิบัติการทหารร่วมกันเชิงรุก (offensive) มากขึ้น รัฐบาลจีนน่าจะเฝ้าติดตามความร่วมมือด้านความมั่นคงและการทหารระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศอื่น ๆ อย่างใกล้ชิด เฉพาะอย่างยิ่งญี่ปุ่นที่มีที่ตั้งใกล้กับจีน และออสเตรเลียที่เป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงที่มีอิทธิพลในภูมิภาคแปซิฟิกใต้ ก่อนหน้านี้ การฝึกรหัส Oriental Shield เป็นความร่วมมือด้านการทหารระหว่างญี่ปุ่น-สหรัฐฯ จากนั้นเมื่อปี…